Wednesday, 22 July 2026
Hard News Team

รัฐบาลจีนเอาจริง ขู่ลบบัญชี ดาว Tiktok ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน โชว์พฤติกรรมอวดรวย กินหรู อู้ฟู่จนเกินวิสัย ที่อาจเป็นการสร้างค่านิยมในสังคมในทางที่ผิด

รัฐบาลจีนเอาจริง ขู่ลบบัญชี ดาว Tiktok ที่มีผู้ติดตามหลักล้าน โชว์พฤติกรรมอวดรวย กินหรู อู้ฟู่จนเกินวิสัย ที่อาจเป็นการสร้างค่านิยมในสังคมในทางที่ผิด ให้ติดกับวัตถุนิยม และความโก้หรูจนขาดสติ จนเหล่าเซเลปโซเชียลจีนนับร้อยต้องออกมาโพสต์คลิปขอโทษประชาชนเพราะกลัว Account ปลิว

Big Logo หนึ่งในดาว Tiktok ของจีนที่มียอดผู้ติดตามสูงถึง 27 ล้านคน จากการโพสต์คลิปตระเวนชิมอาหารตามภัตตาคารหรูหรา และพักโรงแรมห้องสูทคืนละหลายแสนเป็นประจำ ต้องออกมา 'ยกการ์ด' รู้เท่าไม่ถึงการณ์ โพสต์คลิปขอโทษชาวจีนที่ทำพฤติกรรม อวดรวยโดยไม่คิด และพร้อมรับคำวิจารณ์สังคม เขาเพียงแค่ต้องการแชร์ประสบการณ์แปลกใหม่ ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมนิยมบริโภคของแพง ๆ หรือใช้เงินเกินตัวแต่อย่างใด

ขณะที่ดาวโซเชียลอีกคนของจีนอย่าง Xiaoyu ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6 ล้านคนใน Tiktok ซึ่งมักอวดไลฟ์สไตล์หรู ใช้เงินเดือนละล้าน ตัดผมครั้งละหลายหมื่น และคลิปที่เป็นที่วิจารณ์อย่างมากคือ การรีวิวบริการห้องพักหรูหลังคลอดให้คุณแม่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 2 ล้านหยวนต่อเดือน ก็ยอมลบคลิปและออกมากล่าวขอโทษเช่นกัน

สาเหตุที่เหล่าเซเลปโซเชียลของจีนต้องรีบออกมาแก้ต่างเรื่องคอนเท้นท์ที่เป็นการอวดไลฟ์สไตล์หรูหรา เนื่องจากเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางการจีนมีการออกมาตรการกวาดล้างเนื้อหาที่แพร่กระจายในแอปพลิเคชันโซเชียลของจีน ทั้ง Douyin, Tiktok, Kuaishou, Baidu และอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาอวดรวยจะเกินขอบเขต เช่น การซื้อข้าวของหรูหราราคาแพงมาอวดในโซเชียล เอาเงินจำนวนมากมากองแล้วถ่ายรูป เข้าภัตตาคาร โรงแรมหรู ที่เข้าข่ายสร้างค่านิยมบูชาเงิน ที่เหมือนเป็นการดูหมิ่น ทรยศต่อคุณธรรมของจีนที่ 'ปลูกฝังให้ลูกหลานมีความขยัน มัธยัสถ์ อดออม'

และเริ่มมีการลบบัญชีของผู้ใช้ที่เผยแพร่เนื้อหาการใช้เงิน บริโภคสินค้าอย่างขาดสติมากกว่า 4,000 บัญชีตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา พร้อมขึ้นคำเตือนเนื้อหาที่เข้าข่ายบริโภคนิยมกว่าหมื่นคลิป

นโยบายเรื่องความประหยัด ใช้เงินอย่างรู้คุณค่าเป็นสิ่งที่ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนเน้นย้ำมาตลอดตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ที่ประกาศกวาดล้างการคอรัปชั่นในระบบราชการจีน งดการจัดเลี้ยงต้อนรับหรูหรา งดงานพิธีที่ไม่จำเป็นของรัฐบาล รณรงค์ให้ชาวจีนสั่งอาหารแต่พอดี ไม่ให้มีอาหารเหลือทิ้งโดยไม่จำเป็น สั่งแบนดารา เซเลป คนดังที่โอ้อวดความร่ำรวยเกินฐานะออกสื่อ รวมถึงการกวาดล้างเนื้อหา และคลิปที่ประกาศความรวยด้วยข้าวของหรูหราออกโซเชียลอย่างในครั้งนี้

แม้นโยบายของจีนอาจฟังดูแปลกแตกต่างจากประเทศโลกเสรีอื่น ๆ ที่มองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล เงินของเขา ไม่เกี่ยวกับเรา แต่สำหรับประเทศจีน ที่มองสังคมเป็นองค์รวม การส่งผ่านค่านิยมที่หลงใหลในเงินตรา และวัตถุนิยมจนเกินขอบเขตก็อาจมีผลกับเยาวชนที่เสพสื่อ และสร้างนิสัยในการใช้เงินอย่างไม่ระมัดระวังได้

ดังนั้น ท่านประธานสี จึงสั่งสอยชาวโซเชียลที่ถือคติ 'เงินเรา ใช้ซะ' หรือ 'ของมันต้องมี' ก็อาจโดนปิดบัญชี ไม่ก็ FC หายแบบไม่รู้ตัวเช่นกัน

 

อ้างอิง:

https://m.koreatimes.co.kr/pages/article.asp?newsIdx=307467

https://www.ndtv.com/world-news/china-rich-kids-learn-to-avoid-being-target-as-xi-targets-billionaires-2336944

https://nypost.com/2016/04/19/china-is-banning-rich-kids-from-appearing-on-reality-tv/


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

.

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางเมืองเควตต้า จุดเกิดเหตุอยู่ที่ด้านหน้าโรงแรม Serera เครือโรงแรมหรูอันดับต้น ๆ ของประเทศ ด้วยระเบิด Car bomb พบผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย บาดเจ็บอีก 12 ราย

เหตุระเบิดฆ่าตัวตายมักเกิดขึ้นบ่อยในแคว้นที่มีชายแดนติดกับอัฟกานิสถาน แต่สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ น่าจะมีนัยยะซ่อนเร้นมากกว่าแค่การก่อความไม่สงบ เพราะในวันเกิดเหตุ โรงแรมกำลังต้อนรับแขกบ้าน แขกเมืองคนสำคัญของรัฐบาล นั่นคือ เอกอัครราชทูตจีน และคณะผู้ติดตามรวม 4 คน

ทั้งนี้ ผู้ก่อการร้ายได้ติดตั้งระเบิดภายในรถ และนำเข้ามาจอดที่ลานจอดรถหน้าโรงแรม จนถึงช่วงหัวค่ำ ก็เกิดระเบิดสนั่นจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งต่อมากลุ่มตาลีบันในปากีสถานได้ออกมาประกาศว่าเป็นฝีมือของตน และเป็นการก่อเหตุระเบิดพลีชีพ

ส่วนคณะทูตจีน ไม่ได้อยู่ภายในโรงแรมขณะที่เกิดเรื่อง แต่ได้เดินทางออกจากโรงแรมไปประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด แจม คามัล จึงไม่มีใครในคณะได้รับบาดเจ็บ

ชีค ราชิค อาห์หมัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของปากีสถาน กล่าวว่า ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และท่านเอกอัครราชทูต หนง หลง พร้อมคณะปลอดภัยดี และไม่ได้เสียขวัญอะไร พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่จนแล้วเสร็จ จึงค่อยเดินทางกลับ

ถึงกระนั้น ข้อสันนิษฐานเรื่องการโจมตีโรงแรม Serena เพื่อหวังผลโจมตีคณะทูตจีน ก็ยังมีความเป็นไปได้สูง เพราะเคยมีการบุกโจมตีโรงแรม Pearl Continental ที่เมืองกวาดาร์ แคว้นบาลูจิสถานในปี 2019 และโจมตีสถานฑูตจีนในกรุงอิสลามาบัด โดยกลุ่มกองกำลังแบ่งแยกดินแดนบาลูจิสถาน เพื่อขัดขวางโครงการยักษ์ใหญ่ของจีน CPEC หรือ ระเบียงเศรษฐกิจ 'จีน- ปากีสถาน' ที่เป็นส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกต์เส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีน (Belt and Road Initiative) ซึ่งแคว้นบาลูจิสถาน ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของจีน ที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกกวาดาร์ ที่จะเป็นประตูออกสู่ทะเลอาหรับ

แคว้นบาลูจิสถาน นับเป็นแคว้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของปากีสถาน เป็นแคว้นที่มีประชากรน้อย และยากจนที่สุดของประเทศ แต่ก็มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่รอการสำรวจ ต่อมาแคว้นนี้ ก็กลายเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษเมื่อจีนเข้ามาลงทุน สร้างถนนเชื่อมตรงจากจีนสู่ท่าเรือน้ำลึกกวาดาร์ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์

แต่โครงการนี้ ก็ถูกต่อต้านโดยคนในพื้นที่ ที่มองว่าจีนเข้ามาแย่งทรัพยากรในดินแดนของพวกเขา และรัฐบาลปากีสถานก็ยังมีปัญหากับกลุ่มก่อการร้าย และกองกำลังแบ่งแยกดินแดน ที่มีอยู่หลายกลุ่มในแคว้นบาลูจิสถานแห่งนี้

ดังนั้นหากจีนจะสานฝันโครงการ CPEC ให้สำเร็จก็คงต้องฝ่าดงระเบิดอีกหลายลูก และต้องทุ่มงบประมาณด้านความมั่งคงให้กับปากีสถานอีกหลายปีทีเดียว

 

ที่มา: หรรสาระ By Jeans Aroonrat https://www.facebook.com/104132041212023/posts/286100319681860/

แหล่งข้อมูล:

https://www.theguardian.com/world/2021/apr/21/four-killed-in-bomb-explosion-at-pakistan-hotel-hosting-chinese-ambassador

https://www.theguardian.com/world/2019/may/11/armed-militants-storm-luxury-hotel-in-gwadar-pakistan

https://www.bbc.com/news/world-asia-56834937

https://timesofindia.indiatimes.com/world/pakistan/pakistan-tightens-security-in-balochistan-to-protect-cpec-projects/articleshow/81227467.cms

https://thediplomat.com/2020/06/how-cpec-left-behind-the-people-of-gwadar/


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

'เสรีพิศุทธ์' ชี้ 'บิ๊กตู่' หมดเวลาแล้ว หลังบริหารจัดการโรคระบาดและล่าช้าในการจัดหาวัคซีน

ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงการฉีดวัคซีนของประเทศไทยว่า การฉีดวัคซีนล่าช้ากว่าประเทศอื่น ฉีดได้เพียงร้อยละ 1 เปอร์เซนต์ แต่ประเทศอื่นฉีดไปแล้วร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะการสั่งซื้อล่าช้า ตนขอตั้งข้อสังเกตถึงการทุจริตจัดซื้อวัคซีนที่มีผลประโยชน์ นำเงินทอนไปใช้ทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้ง แม้จะยังไม่มีข้อมูลหลักฐานชี้ชัด แต่ด้วยประสบการณ์ของตัวเองแค่มองก็รู้แล้ว หากมีพยานหลักฐานที่พบว่ามีการทุจริตการจัดซื้อวัคซีน ก็จะหยิบขึ้นมาเป็นวาระในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ

(กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แน่นอน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีความเหลื่อมล้ำชนชั้นทางสังคมในการเข้าถึงวัคซีน เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือแม้แต่ในรัฐสภาที่มีความเหลื่อมล้ำ ส.ว.ได้ฉีดก่อนและมีรถมารับ แต่ ส.ส. ได้ฉีดทีหลังและต้องเดินทางไปเอง และส่วนตัวตนยังไม่ได้ฉีดวัคซีนซึ่งรัฐสภาแจ้งให้ ส.ส.ไปฉีดภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ที่สถาบันบำราศนราดูร

“หากผมเป็นนายกรัฐมนตรีจะสั่งปลดนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ติดโควิด-19 ไปแล้ว และมุมการบริหารต้องใช้คนให้ถูกกับงาน ไม่ใช่ตามโควต้าพรรคร่วมรัฐบาล เพราะต่างก็คิดแต่อำนาจของตัวเองเป็นหลัก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังฝากไปถึงนายกรัฐมนตรี ว่าหมดเวลาแล้ว 1-2 ปีเป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่าสามารถบริหารได้หรือไม่ แม้ในขณะที่เป็นหัวหน้าพรรคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็บังคับอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้กฎหมายต้องผ่านสภา ทุกอย่างก็ยิ่งยากขึ้น สิ่งที่ควรแก้ก็ไม่แก้ อย่างเช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน ทาง กมธ.ป.ป.ช. เตรียมที่จะเชิญรมว.คมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตการบินพลเรือน และหากไม่มาชี้แจงภายในเดือนนี้ จะสรุปคำร้องว่ากระทำผิดกฎหมาย เพราะส่งผลกระทบความเดือนร้อนต่อประชาชน

ที่มา: https://siamrath.co.th/n/237658


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

2 สหภาพแรงงานฯ การบินไทย แท็กทีมเดินหน้าร้องรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน แจงเงื่อนไขที่การบินไทยขอสนับสนุนจากกระทรวงแรงงาน ขัด พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ทั้งร้องคัดค้านเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานโดยไม่เป็นธรรม

สหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทยจับมือสหภาพแรงงานการบินไทยร่วมใจสัมพันธ์ แท็กทีมเดินหน้าร้องรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน แจงเงื่อนไขที่การบินไทยขอสนับสนุนจากกระทรวงแรงงาน ขัด พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ทั้งร้องคัดค้านเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงานโดยไม่เป็นธรรม ผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทำโครงสร้างใหม่ ลดพนักงาน ลดคนแต่ไปจ้างเอ้าท์ซอร์ทเพิ่ม ผิดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ รวมทั้งข้อตกลงสภาพการจ้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน วอนขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้แจ้งต่อคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการฯ เพื่อยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวโดยด่วนที่สุด

นายสรยุทธ หอมสุคนธ์ ประธานสหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย พร้อมด้วยนายไพบูลย์ กันตะลี ตัวแทนสหภาพแรงงานการบินไทยร่วมใจสัมพันธ์ ได้ยื่นหนังสือถึงนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

โดยระบุว่าเนื่องด้วยสหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย (สร.พบท.) ได้พบเห็นเอกสารของคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย ฯ วันที่ 25 ธ.ค. พ.ศ.2563 ที่การบินไทยได้ขอการสนับสนุนจากกระทรวงแรงงาน และสหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย (สร.พบท.) ได้วิเคราะห์และพบประเด็นข้อสงสัยบางประเด็นซึ่งนำมาเพื่อเรียนขอคำวินิจฉัยจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเนื่องจากในเอกสารดังกล่าวได้ระบุว่า เป็นการขอความช่วยเหลือจากทางกระทรวงแรงงานและเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518

1.) ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ตามที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอความร่วมมือจากกระทรวงแรงงาน ใจความว่า “การออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 (พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ) เพิ่มเติมโดยกำหนดยกเว้นมิให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาใช้บังคับกับกรณีที่นายจ้างที่อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลให้ความเห็นชอบแล้วเลิกจ้างลูกจ้าง

โดยยกเว้นให้ผ่อนจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายได้ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนดทั้งนี้ เพื่อให้การบินไทยสามารถเลิกจ้างพนักงาน และสามารถกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมในการจ่ายค่าชดเชยหรือเงินอื่น ๆ ได้” และ “ออกพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ) โดยกำหนดยกเว้นมีให้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาใช้บังคับกับนายจ้างที่อยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลให้ความเห็นชอบแล้ว และกำหนดวิธีการเฉพาะมุ่งเน้นไปที่การยกเลิกความคุ้มครองให้เลิกจ้างในกรณีต่าง ๆ

เช่น คณะกรรมการลูกจ้าง/การเลิกจ้างในระหว่างมีการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อเรียกร้อง/การเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลบังคับ ทั้งนี้ตามความเหมาะสม การกระทำดังกล่าวของบริษัทการบินไทย ที่นำเสนอให้กระทรวงแรงงานกระทำสิ่งที่ผิด ขัดหรือแย้งต่อ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ซึ่งร่างขึ้นโดยมีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกจ้างเนื่องจากลูกจ้างมีอำนาจทางเศรษฐกิจด้อยกว่านายจ้าง และโดยกระทรวงแรงงานมีหน้าที่ต้องคุ้มครองแรงงานตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งกระทรวง

สร.พบท. เห็นว่าไม่สามารถทำการยกเว้นแก่นายจ้างที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการให้กระทำการที่ ผิด ขัด หรือแย้งต่อกฎหมายได้ ดังนั้น การที่กระทรวงแรงงานจะออกกฎกระทรวงหรือออกพระราชกฤษฎีกาที่ ขัดหรือแย้ง กฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อประโยชน์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งย่อมเป็นการกระทำที่เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ดังนั้นสหภาพแรงงานจึงขอคัดค้านการกระทำดังกล่าว

2.) ประเด็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับการทำงานที่บริษัทการบินไทยฯ และพนักงานบริษัทการบินไทยฯ ต้องยึดถือว่ามีผลใช้บังคับเกี่ยวกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงสภาพการจ้าง คือ ระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล รวมทั้งสิ้น 21 ตอน ตามบันทึกการประชุมหารือร่วมกัน ณ สำนักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2563 ระหว่างฝ่ายลูกจ้างสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย กับ ฝ่ายนายจ้าง

ทั้งสหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย (สร.พบท.) ได้ยื่นเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงสภาพการจ้างเดิมอย่างต่อเนื่องไว้กับกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานไว้และได้ทำการหารือกับตัวแทนฝ่ายนายจ้างแล้วถึงสองนัด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า

ดังนั้นการที่บริษัทการบินไทยฯ ได้มีการประกาศรายชื่อพนักงานที่ได้ร่วมงานกับบริษัทการบินไทยฯ ในโครงสร้างองค์กรใหม่ หรือที่เรียกว่า “การคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานในโครงสร้างองค์กรใหม่ หรือ Relaunch” โดยให้พนักงานสมัครใจยอมรับระดับตำแหน่งงาน หรือ Level ที่ต่ำลง (หรือสูงขึ้นในบางคนส่วนน้อย) และยอมรับเงินเดือนที่ลดลง

รวมทั้งข้อตกลงสภาพการจ้างตามข้อบังคับที่ยังไม่มีพนักงานคนใดเห็นและทําการศึกษา เนื่องจากจะมีการออกข้อบังคับการทำงานใหม่สำหรับพนักงานที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2554 โดยจะเปลี่ยนแปลงไปจากระเบียบบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล รวมทั้งสิ้น 21 ตอนหรือแม้แต่ฉบับลงวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2553 ที่บริษัทการบินไทยฯ พยายามอ้างถึงอย่างแน่นอนที่สุด และเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า

ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2558 และในขั้นตอนการคัดเลือก ก็ได้มีมาตรฐานในการคัดเลือกเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกันทั้งองค์กรและมีการเปลี่ยนแปลงในข้อตกลงที่บริษัทการบินไทยฯ เสนอแก่พนักงานก่อนการตัดสินใจเข้าร่วมโครงสร้างองค์กรใหม่และหลังจากการประกาศผลรายชื่อผู้ได้เข้าร่วมเรียบร้อยแล้ว เช่น พนักงานในฝ่ายปฏิบัติการบินในส่วนของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นต้น

นอกจากนี้พนักงานยังมีการกล่าวถึงระบบอุปถัมภ์และเส้นสายในการคัดเลือกครั้งนี้ มีการกล่าวด้วยวาจาในทำนองให้สละสิทธิ์เรียกร้อง เช่น หากพนักงานต้องการเข้าร่วมสมัครงานกับโครงสร้างองค์กรไหม ต้องสละสิทธิ์ในการเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในหนี้สินค่าจ้าง (ค่าชดเชยวันลาหยุดพักร้อน) เป็นต้น ทั้งที่สิทธิการเรียกร้องดังกล่าวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เจ้าหนี้พึงกระทำได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 อีกทั้งยังมีข่าวว่ามีบุคคลที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยได้รับการคัดเลือกเป็นต้น

นอกจากนี้บริษัทการบินไทยฯ ได้แจ้งแก่พนักงานว่าเมื่อพนักงานสมัครเข้าร่วมโครงสร้างองค์กรใหม่ ข้อบังคับ/ข้อกำหนดใหม่ที่บริษัทการบินไทยฯ ได้จัดทำขึ้น “ห้ามพนักงานเรียกร้อง/โต้แย้งสิทธิใดใดทางกฎหมาย บริษัทการบินไทยฯ อ้างถึงเหตุผลการปรับโครงสร้างองค์กรในการยุบฝ่าย/หน่วยงาน (บางฝ่าย/บางหน่วยงานเพื่อความคล่องตัวและลดจำนวนพนักงาน เพื่อดำเนินการตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการ

แต่การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความคล่องตัวจะต้องมีการลดอัตราส่วน พนักงานบริหารประดับ 8 ขึ้นไป ต่อพนักงานระดับปฏิบัติการ (ระดับ 1-7) แต่จากอัตราส่วนเดิมประมาณ 1 ต่อ 27.0 (หรือระดับบริหาร 740 คนต่อระดับปฏิบัติการ 20,000 คน เมื่อต้นปี 2563) เป็นอัตราส่วน 1 ต่อ 20.8 (หรือระดับบริหาร 500 คนต่อระดับปฏิบัติการ 10,400 คน หลังมีการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างสมบูรณ์) ซึ่งเห็นได้ว่าอัตราส่วนมิได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานเพิ่มขึ้น และการลดจำนวนพนักงานจะต้องสามารถทำให้บริษัทการบินไทยฯ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม

แต่ข้อเท็จจริงจะยังมีการจ้างงานโดยใช้การจ้างแรงงานภายนอกหรือ Outsource และในอุตสาหกรรมการบินการมีมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย รวมถึงงานบางประเภทต้องใช้ความชำนาญที่สั่งสมและเรียนรู้รวมทั้งประสบการณ์และความรับผิดชอบสูง จึงสมควรต้องจ้างพนักงานประจำที่เป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้ความชำนาญในงานเท่านั้น แต่บริษัทการบินไทยฯ เลือกที่จะเลิกจ้างพนักงานเพื่อลดจำนวนพนักงานประจำ ผ่านการอ้างถึงการปรับโครงสร้างองค์กร

มีแผนที่จะจ้างแรงงานภายนอกเนื่องจากมีความต้องการใช้แรงงานภายนอกถึง 2,072 ตำแหน่งมาทดแทนพนักงานที่จะถูกเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งการกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

สร.พบท. และเพื่อนสหภาพแรงงานฯ ร่วมอุดมการณ์ขอเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่า การให้พนักงานสมัครเข้าสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ หรือที่เรียกว่า “การคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานในโครงสร้างองค์กรใหม่ หรือ “Relaunch” เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า และการทำสัญญาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ละเมิดกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เป็นการกระทำที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

พนักงานที่ไม่แสดงความจำนงเข้ากระบวนกลั่นกรองสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ 2564 หรือเรียกว่า“การคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานในโครงสร้างองค์กรใหม่ หรือ Relaunch” และไม่เข้าร่วมโครงการร่วมใจจากองค์กร (พนักงานที่เรียกตนเองว่ากลุ่มไทยรักษาสิทธิ หรือ ไทยเฉย) ยังคงเป็นพนักงานของบริษัทการบินไทยฯ ภายใต้สภาพการจ้างเดิมต่อไป เพราะการปรับโครงสร้างองค์กรไม่ตอบโจทย์พนักงาน พนักงานไม่สามารถเลือกที่เข้าไปเลือกได้เพราะไม่มีอัตราที่จะให้เลือก หรือ พนักงานกลุ่มดังกล่าวต้องการรักษาสิทธิตามสภาพการจ้างเดิม

เนื่องจากเห็นว่านายจ้าง/บริษัทการบินไทยฯ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างได้เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านกระบวนการแรงงานสัมพันธ์ เป็นต้น และพนักงานที่แสดงความจำนงเข้ากระบวนกลั่นกรองสู่โครงสร้างองค์กรใหม่ 2564 แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก และไม่ต้องการแสดงความจำนงเลือก relaunch #2 และ/หรือไม่เข้าร่วมโครงการร่วมใจจากองค์กรหรือ MSP (กลุ่มฟ้าใหม่) ยังคงเป็นพนักงานของบริษัทการบินไทยฯ ภายใต้สภาพการจ้างเดิม และขอให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานคุ้มครองสิทธิพนักงานกลุ่มนี้ด้วย ตำแหน่งงานหรือหน่วยงานที่พนักงานสังกัดอยู่ถูกปรับหรือลดจำนวนพนักงานในหน่วยงาน แต่มีแผนที่จะจ้างแรงงานภายนอกมาใช้ทดแทนพนักงานที่ลดลง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบางหน่วยงานคนขาดเพราะการบินไทยไม่ได้รับพนักงานมาเป็นเวลาร่วมสิบกว่าปีและยังมีพนักงานที่ MSP และเกษียณอายุไปอีกจำนวนมาก

จึงขอให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานคุ้มครองสิทธิของพนักงาน 2 กลุ่มนี้ สหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย (สร.พบท.) และเพื่อนสหภาพแรงงานฯ เห็นว่ากระบวนการเงื่อนไข และขั้นตอนของการคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานในโครงสร้างองค์กรใหม่ หรือ Relaunch เข้าสู่องค์กรเดิม บริษัทการบินไทยฯ เป็นการดำเนินการที่ผิดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ รวมทั้งข้อตกลงสภาพการจ้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้แจ้งต่อคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการฯ เพื่อยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวโดยด่วนที่สุด

 

ที่มา : https://www.thansettakij.com/content/business/476774


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

หนุ่มญี่ปุ่นโดนแหกวีรกรรมขั้นเซียน คบซ้อนสาวทีเดียว 35 คน ใช้คำหวานล่อลวง หลอกเอาเงิน - ของขวัญวันเกิด - หลอกขายเครื่องกรองน้ำ - เซ็นสัญญาขายตรง

หนุ่มญี่ปุ่น ชื่อว่า 'ทาคาชิ มิยากาวะ' (Takashi Miyagawa) วัย 39 ปี เป็นพนักงานพาร์ตไทม์ ไม่มีอาชีพประจำหรือรายได้ที่มั่นคง และมีถิ่นที่อยู่อาศัยชัดเจน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว หลังพบรายงานว่า เขาหลอกลวงเหยื่อผู้หญิงหลายคนที่คบหาด้วย ไม่ต่ำกว่า 35 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

อาวุธสำคัญของมิยากาวะ คือ 'ปาก' เขาจะใช้คำหวานล่อลวง โปรยเสน่ห์จีบผู้หญิง ก่อนจะแกล้งโกหกวันเกิดขึ้นมา เพื่อหลอกเอาเงินและของขวัญวันเกิดที่มีราคา

หญิงรายหนึ่งอายุ 47 ปี ถูกหลอกว่าวันเกิดของเขาคือ 22 กุมภาพันธ์ แต่เขาอ้างกับหญิงอีกคนวัย 40 ปี ว่าเขาเกิดเดือนกรกฎาคม และโกหกหญิงอีกคนอายุ 35 ปีว่า เดือนเมษายนเป็นวันเกิดเขา

รวมจากหญิง 3 รายนี้ มิยากาวะได้บัตรของขวัญอิเล็กทรอนิกส์ 20,000 เยน และชุดสูท 30,000 เยน รวมเป็นเงินราว 100,000 เยน (ประมาณ 29,000 บาท)

ขณะที่สาวอีกรายหนึ่งเผยว่า มิยากาวะจูบเธอทันทีหลังจากเดตครั้งที่ 2 พร้อมกับคำพูดแสนหวานว่า "ผมจริงใจกับคุณ คุณเป็นคนที่ถูกลิขิตมาเพื่อผมจริง ๆ ผมจะอยู่กับคุณตลอดไป"

ในจังหวะที่หญิงสาวกำลังเคลิบเคลิ้มและมึนงง ไม่มีสติในการตัดสินใจ มิยากาวะรีบใช้โอกาสนี้พูดคำลวงส่งเสริมการขายเครื่องกรองน้ำหัวฝักบัว รวมทั้งให้เซ็นสัญญาผลิตภัณฑ์ขายตรงอื่น ๆ ให้

ผู้หญิงหลายคนมารู้ตัวในภายหลังว่าโดนมิยากาวะหลอก และได้รวมกันเป็นกลุ่มพันธมิตร ก่อนจะรวบรวมหลักฐาน เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเดือนกุมภาพันธ์

มิยากาวะถูกจับในข้อหาฉ้อโกง และวันเกิดที่แท้จริงของเขาคือ 13 พฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม เขายังคงปิดปากเงียบ ในระหว่างถูกสอบสวน และมีเหยื่ออีกหลายคนที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังจากวีรกรรมของเขาถูกเผยแพร่เป็นข่าวดัง ผู้คนในโซเชียลมีเดียได้แสดงความคิดเห็นเสียดสีทำนองว่า "คุณหล่อมาก", "นายบริหารเวลาเก่งมาก", "เพียง 24 ชั่วโมงต่อวัน 35 คน แข็งแกร่งสุดๆ"

 

ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/212848

https://youtu.be/-UAmRRnfC8U


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

“แรมโบ้” ยืนยัน “บิ๊กตู่”รับฟังความเห็นทุกฝ่ายหากมีความจริงใจ ไม่ใช่ผู้หลบหนีคดีไปต่างประเทศ เตือน “อนุสรณ์” ปกป้องนายใหญ่ออกนอกหน้าจะพาเพื่อไทยเดือดร้อน

เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบโต้ตนเองที่พูดถึงนายทักษิณ ชินวัตร หรือ  อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พูดผ่านคลับเฮาส์ ขอย้ำว่า การออกมาพูดของนายทักษิณ เป็นการพูดเอาแต่ดีใส่ตัวโยนชั่วให้คนอื่น เพราะในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเกิดวิกฤตโควิด-19  ซึ่งนายกฯ และรัฐบาล ทำงานอย่างหนัก แต่นายทักษิณกลับอาศัยจังหวะนี้ออกมาพูดแบบนี้ ที่ผ่านมานายทักษิณ พรรคเพื่อไทย ก็ออกมาพูดแต่ตำหนิ กล่าวโจมตีนายกฯไม่หยุด ออกมาพูดเพื่อเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น หรือหวังผลทางการเมือง

“ ที่ผ่านมานายทักษิณ พรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่นายอนุสรณ์เองก็ออกมาพูดกล่าวโจมตีนายกฯไม่หยุด ไม่เคยเลยที่จะช่วย หรือพูดดี ให้กำลังใจรัฐบาล แบบนี้จะให้คิดได้อย่างไรว่านายทักษิณแสดงความจริงใจกับนายกฯ อย่างแท้จริง” นายเสกสกลกล่าว

นายเสกสกลกล่าวว่า ยืนยันว่านายกฯพร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย หากบุคคลเหล่านั้นมีความจริงใจที่แท้จริงตั้งแต่ต้น ไม่เป็นบุคคลที่หลบหนีคดีไปต่างประเทศ ทั้งนี้นายกฯก็บอกแล้วว่าอย่ามาถามถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ไม่รู้เรื่องของนายทักษิณ ดังนั้นก็ขอให้นายอนุสรณ์เข้าใจด้วย และอย่าออกมาปกป้องนายใหญ่ จนออกนอกหน้า เกินความพอดี เพราะเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ก็ขอให้ระวังว่าคนจะเข้าใจผิดได้ว่านายทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจทำให้พรรคเพื่อไทยลำบากได้เพราะมีรองหัวหน้าพรรคเช่นนายอนุสรณ์ 

"นายอนุสรณ์คงหวังว่านายใหญ่อาจจะให้รางวัลตอบแทนหรือเปล่า เพราะเห็นใครแตะต้องนายทักษิณหรือนางสาวยิ่กษณ์สองคนนี้เมื่อไร นายอนุสรณ์คนเดียวที่รีบกระโดดงับ ออกมาปกป้องทันที ก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับรางวัลโบนัสที่นายใหญ่ทั้งสองอาจจะมอบให้กับนายอนุสรณ์"นายเสกสกลกล่าว

ประกันสังคม เตือนนายจ้างแจ้งเข้า-ออกลูกจ้างให้ตรงตามกำหนด

สำนักงานประกันสังคม เตือนนายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกครั้ง ที่ลูกจ้างมีการแจ้งเข้าทำงาน ภายใน 30 วัน และแจ้งออกจากงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง โดยส่งข้อมูลผ่าน www.sso.go.th เพื่อความสะดวก รวดเร็วแก่นายจ้าง

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึง การติดตามนายจ้างให้แจ้งขึ้นทะเบียนและแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ว่า สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการกับนายจ้างที่ไม่ได้แจ้งขึ้นทะเบียนและแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยกฎหมายได้กำหนดให้นายจ้าง ซึ่งมีลูกจ้างทำงานในสถานประกอบการตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) โดยนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นแบบได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 

สำหรับนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน นับจากวันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน กรณีที่มีลูกจ้างลาออกจากงาน ให้นายจ้างยื่นแบบแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส.6-09) พร้อมระบุสาเหตุการออกจากงาน หรือกรณีที่ผู้ประกันตนเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ให้นายจ้างยื่นแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน (สปส.6-10) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจาก ที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ทั้งนี้ นายจ้างสามารถทำธุรกรรมงานทะเบียนผู้ประกันตนผ่านระบบ e-service ได้ที่ www.sso.go.th

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในตอนท้ายว่า สำนักงานประกันสังคม ได้มีมาตรการ ดำเนินการกับนายจ้างที่ไม่ได้แจ้งการแจ้งขึ้นทะเบียนและแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไม่ตรงตามกฎหมายกำหนด โดยออกหนังสือเชิญพบ หากพบนายจ้างมีเจตนายังหลีกเลี่ยง จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงขอความร่วมมือให้นายจ้างปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุ

เว็บไซต์ CNN Travel ได้เปิดการจัดอันดับเมนูอาหารที่รสชาติยอดเยี่ยมจากทั่วโลก 50 เมนู และผลสำรวจ ยกให้อาหารที่รสชาติดีที่สุดคือ ‘แกงมัสมั่น’ จากประเทศไทย

เว็บไซต์ CNN Travel ได้เปิดการจัดอันดับเมนูอาหารที่รสชาติยอดเยี่ยมจากทั่วโลก 50 เมนู และผลสำรวจ ยกให้อาหารที่รสชาติดีที่สุดคือ ‘แกงมัสมั่น’ จากประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ‘ต้มยำกุ้ง’ หนึ่งในเมนูดังของไทย ยังติดอันดับที่ 8 ด้วย

 

สำหรับ 10 อันดับ อาหารจานเด็ดจากทั่วโลก ได้แก่

1.) แกงมัสมั่น จากประเทศไทย

2.) Neapolitan pizza จากอิตาลี

3.) ช็อกโกแลต จากเม็กซิโก

4.) ซูชิ จากญี่ปุ่น

5.) เป็ดปักกิ่ง จากจีน

6.) แฮมเบอร์เกอร์ จากเยอรมนี

7.) Penang assam laksa จากมาเลเซีย

8.) ต้มยำกุ้ง จากประเทศไทย

9.) Ice cream, global

10.) ไก่มูอัมบา จากกาบอง

นอกจากนี้ อาหารที่คนไทยคุ้นเคย อย่าง ‘ส้มตำ’ ยังติดอันดับที่ 46 โดย และ CNN Travel ยังยกให้ประเทศไทย เป็นดินแดนที่มีการขายอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกเกือบทุกมุมถนนอีกด้วย

ที่มา : https://edition.cnn.com/travel/article/world-best-food-dishes/index.html


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

ททท.พร้อม “เราเที่ยวด้วยกัน - ทัวร์เที่ยวไทย” เปิด พ.ค.นี้

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ยังคงเป้าหมายการเปิดให้ประชาชนเริ่มจองสิทธิโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ระยะที่ 3 และทัวร์เที่ยวไทย ในช่วงกลางเดือน พ.ค.64 ต่อไป แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ควบคู่ไปด้วย เพราะแม้จะเปิดจองได้ตามกำหนด 

แต่ในระยะสั้นนักท่องเที่ยวไทยก็ยังไม่สามารถออกเดินทางได้เต็มที่ เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อในหลาย ๆ จังหวัดมีมาตรการควบคุมการเดินทาง เช่น ถ้าเดินทางมาจากพื้นที่สีแดง 18 จังหวัด จะต้องกักตัว 14 วัน จึงอาจทำให้หลายคนยังไม่เดินทาง 

อย่างไรก็ตาม ททท. หวังว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยภายในเดือน เม.ย.นี้ และเกิดการเดินทางได้ในเดือน พ.ค.นี้ เพื่อเปิดให้ประชาชนจองสิทธิทั้ง 2 โครงการได้ในช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมระบบร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่อเริ่มเปิดจองสิทธิทั้ง 2 โครงการเพื่อให้เกิดการเดินทางจริง 

ส่วนจะเป็นวันที่เท่าไรนั้น ยังต้องรอดูอีกที เพราะมีประเด็นเรื่องการเชื่อมต่อข้อมูลระบบสแกนใบหน้ากับทางกระทรวงมหาดไทยตามมติของ ครม. ที่ต้องเชื่อมต่อให้แล้วเสร็จก่อน ถึงจะเคาะวันเปิดจองสิทธิอย่างเป็นทางการได้ ด้านการเปิดให้ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทัวร์เที่ยวไทย น่าจะเริ่มลงทะเบียนได้ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้

กิ๊ฟมีสปอร์ต (givemesport) เว็บไซต์ข่าวสารวงการกีฬา ยกย่องให้ ตระกูลศรีวัฒนประภา เจ้าของทีม เลสเตอร์ เป็นเจ้าของทีมที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้

กิ๊ฟมีสปอร์ต (givemesport) เว็บไซต์ข่าวสารวงการกีฬา ยกย่องให้ ตระกูลศรีวัฒนประภา เจ้าของทีม เลสเตอร์ เป็นเจ้าของทีมที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ เพราะทั้งให้ความสำคัญกับแฟนบอลและบริหารทีมได้ดีจนทำให้มีผลงานที่โดดเด่น

กิ๊ฟมีสปอร์ต (givemesport) เว็บไซต์ข่าวสารวงการกีฬารายหนึ่ง ยกย่องให้ตระกูลศรีวัฒนประภา เจ้าของทีม เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นเจ้าของทีมที่ดีที่สุดของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2020-21

ประเด็นเรื่องเจ้าของทีมในวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีถูกหยิบขี้นมาพูดถึงอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้บริหารของ 6 ทีมดังจาก พรีเมียร์ลีก อันประกอบไปด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซน่อล, เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เคยคิดที่จะให้ทีมของพวกเขาไปร่วมจัดรายการ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก มาชนกับฟุตบอลถ้วยในช่วงกลางสัปดาห์ของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ซึ่งมันก็ทำให้ผู้บริหารของทีมเหล่านั้นโดนตำหนิอย่างหนักจนต้องถอนตัวจากโปรเจ็กต์ในเวลาต่อมา

กิ๊ฟมีสปอร์ต บอกว่าสาเหตุที่พวกเขาให้ตระกูลศรีวัฒนประภาเป็นอันดับ 1 ในชาร์ตนี้นั้น ก็เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับแฟนบอลอย่างแท้จริง, ลงทุนกับสโมสรอย่างเต็มที่ และทำการเสริมทัพได้ยอดเยี่ยม แถมยังตาถึงจากการเอา เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามาคุมทีมด้วย จนทำให้ตอนนี้ทีมกำลังมีลุ้นได้โควตาเล่นศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

สำหรับอันดับ 2 ในชาร์ตดังกล่าวคือ เกา กวนฉาง มหาเศรษฐีชาวจีนที่เป็นเจ้าของ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ตามด้วย นาสเซฟ ซาวิรี่ กับ เวส เอเดนส์ เจ้าของทีม แอสตัน วิลล่า

ทั้งนี้ มีเจ้าของทีมจากทีมใหญ่ติด 10 อันดับแรกเพียงคนเดียว นั่นคือ ชีคห์ มันซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน เจ้าของทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่อยู่ในอันดับ 7 โดย โรมัน อับราโมวิช บิ๊กบอส เชลซี อยู่ที่ 11, แดเนี่ยล เลวี่ ของ สเปอร์ส อยู่ในอันดับ 15, สแตน โครเอ็นเก้ ของ อาร์เซน่อล อยู่ที่ 18, จอห์น ดับเบิ้ลยู เฮนรี่ บิ๊กบอส ลิเวอร์พูล อยู่อันดับ 19 ขณะที่ตระกูลเกลเซอร์ เจ้าของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในอันดับ 20 หรืออันดับสุดท้าย

 

อันดับเจ้าของทีม พรีเมียร์ลีก ที่ดีที่สุดประจำฤดูกาล 2020-21 ตามการจัดของ กิ๊ฟมีสปอร์ต

1.) ตระกูลศรีวัฒนประภา (เลสเตอร์)

2.) เกา กวนฉาง (วูล์ฟส์)

3.) นาสเซฟ ซาวิรี่ และ เวส เอเด็นส์ (แอสตัน วิลล่า

4.) โทนี่ บลูม (ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน)

5.) ฟาร์ฮัด โมชิรี่ (เอฟเวอร์ตัน)

6.) อันเดรีย ราดริซซานี่ (ลีดส์)

7.) ชีคห์ มันซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน (แมนฯ ซิตี้)

8.) เกา จีเฉิง (เซาธ์แฮมป์ตัน)

9.) ไล่ กั๋วฉวน (เวสต์บรอมฯ)

10.) ชาฮิด ข่าน (ฟูแล่ม)

11.) โรมัน อบราโมวิช (เชลซี)

12.) สตีฟ แพริช, จอช แฮร์ริส และ เดวิด บลิตเซอร์ (คริสตัล พาเลซ)

13.) อับดุลลาห์ บิน มูซัด บิน อับดูลาซิว อัล ซาอุด (เชฟฯ ยูไนเต็ด)

14.) อลัน เพซ (เบิร์นลี่ย์)

15.) แดเนี่ยล เลวี่ (สเปอร์ส)

16.) เดวิด โกลด์ และ เดวิด ซัลลิแวน (เวสต์แฮม)

17.) ไมค์ แอชลี่ย์ (นิวคาสเซิ่ล)

18.) สแตน โครเอ็นเก้ (อาร์เซน่อล)

19.) จอห์น ดับเบิ้ลยู เฮนรี่ (ลิเวอร์พูล)

20.) ตระกูลเกลเซอร์ (แมนฯ ยูไนเต็ด)

 

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/football/kingpower/view/234191

https://www.givemesport.com/1679399-premier-league-club-owners-ranked-from-worst-to-best-after-super-league-mess


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top