Friday, 24 July 2026
Hard News Team

‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ส่งทนายไล่ฟ้องดะ ‘เต้ มงคลกิตต์’ โดนคนแรก แถมพ่วงสื่อเครือเนชั่นตั้งแต่ระดับผู้บริหาร ไปจนถึงพิธีกร ปมกล่าวหาเที่ยวสถานบันเทิงย่านทองหล่อจนติดเชื้อโควิด

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 23 เม.ย. ที่สภ.เมืองบุรีรัมย์ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้มอบอำนาจให้นายทิวา การกระสัง ทนายความส่วนตัว เดินทางมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กรณีที่ได้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊กชื่อ “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยนายมงคลกิตติ์ได้ระบุว่า นายศักดิ์สยามไปเที่ยวผับในย่านทองหล่อ เมื่อปลายเดือนมี.ค. ทําให้เกิดคลัสเตอร์ทองหล่อ มีผู้ติดเชื้อประมาณหมื่นกว่าคน ทำให้นายศักดิ์สยาม ได้รับความเสียหาย เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) และมาตรา 16

นอกจากนี้ นายศักดิ์สยาม ยังได้ฟ้องเอาผิดกับ กลุ่มบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จํากัด รวมไปถึงระดับผู้บริหารอย่างประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร และอีก 2 พิธีกรจัดรายการชื่อ “เนชั่นทันข่าวค่ำ” ที่เผยแพร่ทางสื่อโทรทัศน์ของเนชั่นทีวี และเว็บไซต์ยูทูป ช่อง NationTV22 เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า เป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จมาว่านายศักดิ์สยามไปเที่ยวสถานบันเทิงย่านทองหล่อ

ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย เป็นความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) มาตรา 16 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 ประกอบมาตรา 83,90 และ 91


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของจังหวัดเชียงใหม่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดว่า...

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของจังหวัดเชียงใหม่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดว่า เกิดจากการตรวจเชิงรุก ทำให้พบการระบาดใน 3 คลัสเตอร์ใหม่ คือเรือนจำ ศูนย์เด็กเล็ก และสถานปฏิบัติธรรม โดยลักษณะของการติดเชื้อในระลอกนี้ พบว่าส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มในการทำกิจกรรม การสังสรรค์ และการพบปะกันในโอกาสต่าง ๆ โดยละเลยมาตรการควบคุมโรค โดยเฉพาะการไม่สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างขณะทำกิจกรรมร่วมกัน จึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นสำคัญ และปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ซ้ำรอย

ด้านนายทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า วันที่ 22 เม.ย. 64 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 237 ราย ทำให้ผู้ติดเชื้อสะสมในระลอกเดือนเมษายนของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่ 2,819 ราย ยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล 2,597 ราย โดยยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มในวันนี้มาจาก 3 คลัสเตอร์ ได้แก่

คลัสเตอร์เรือนจำกลาง อำเภอแม่แตง จำนวน 37 ราย ซึ่งไม่ได้เป็นการระบาดในแดนผู้ต้องขัง แต่เป็นผู้ต้องขังแรกรับ ที่พบจากการตรวจในระหว่างกักตัวตามมาตรการ 14 วัน ซึ่งผู้ติดเชื้อทั้ง 37 ราย ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามเรือนจำกลางเชียงใหม่

ศูนย์เด็กเล็กเทศบาลตำบลแม่คือ พบว่าเกิดจากคุณครูที่ติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งจากการตรวจกลุ่มเสี่ยงสูงทั้งหมด 120 ราย พบว่ามีเด็กในศูนย์เด็กเล็กอายุ 4-6 ปี ติดเชื้อทั้งหมด 14 ราย และอีก 2 ราย เป็นผู้ใหญ่ ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้โรงพยาบาลนครพิงค์และโรงพยาบาลดอยสะเก็ด ร่วมกับทางอำเภอดอยสะเก็ด จัดตั้งโรงพยาบาลสนามเฉพาะกิจขึ้น เพื่อดูแลรักษาผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้

คลัสเตอร์สถานปฏิบัติธรรม ที่ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ พบว่าเกิดขึ้นจากการร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรม และรับประทานอาหารร่วมกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จำนวน 44 คน ซึ่งจากการตรวจหาเชื้อในกลุ่มดังกล่าว พบว่ามีผู้ร่วมกิจกรรมติดเชื้อจำนวน 23 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อของจังหวัดเชียงใหม่จำนวนทั้งสิ้น 21 ราย และอีก 2 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัดลำพูน โดยผู้ติดเชื้อทั้ง 21 ราย ได้ถูกนำเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้แล้ว

สำหรับมาตรการการค้นหาเชิงรุกด้วยการสุ่มตรวจกลุ่มตัวอย่างตามสถานที่สาธารณะสำคัญ ขณะนี้ทำการตรวจแล้วทั้งหมด 2,133 ราย พบว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวน 34 ราย คิดเป็น 1.59% จากจำนวนทั้งหมดที่สุ่มตรวจ

แนวโน้มสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างอำเภอมากขึ้น เห็นได้จากยอดผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นของเขตต่างอำเภอ และจากสถิติ พบว่ามีการแพร่ระบาดในกลุ่มครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 15.1% ในขณะที่การระบาดกลุ่มสถานบันเทิงลดน้อยลงจากมาตรการปิดสถานบันเทิงและสถานบริการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดนั้นอยู่ใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น

จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนรักษามาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด และต้องสวมหน้ากากอนามัย 100% รักษาระยะห่าง ล้างมือให้บ่อยครั้ง สแกนแอปพลิเคชันไทยชนะ และงดงานเลี้ยงสังสรรค์ การรวมกลุ่ม เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระบาดในคลัสเตอร์ล่าสุด ทั้งนี้หากมีอาการไข้ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง ให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อได้ที่ รพ.ประจำอำเภอ โรงพยาบาลรัฐและเอกชน รวมถึงศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

‘บิ๊กป้อม’ ห่วงแรงงาน กระทบโควิด-19 ประชุม กพร.ปช. ยกระดับฝีมือแรงงาน คนพิการ/ผู้ด้อยโอกาส/ผู้สูงวัย ควบคู่เยียวยา สั่งเร่งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการฯ เห็นชอบแผนพัฒนาศก.ฐานราก ฟื้นฟู ทั่วประเทศ

เมื่อ 23 เมษายน พ.ศ.2564  พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษกประจำรอง นรม. เปิดเผยว่า วันนี้เวลา10.30น.  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการพัฒนาแรงงาน และประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ (กพร.ปช.) ครั้งที่ 3/2564 โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.รง. และ ศ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.รง. เข้าร่วมประชุม  ณ  ห้องประชุม 301  ตึกบัญชาการ 1  ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุม ได้รับทราบความคืบหน้า การดำเนินงานเพื่อการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve ปีพ.ศ.2564-2570 โดย รง.ได้ทำการรวบรวมแผน/โครงการด้านการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมฯ จากหน่วยงานหลักของภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 174 โครงการ มีจำนวนผู้ที่จะได้รับการพัฒนา 891,207 คน ซึ่งมีแนวทางการจัดทำแผนพัฒนากำลังคนที่สำคัญ ได้แก่การนำมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และมาตรฐานอาชีพ 

เชื่อมโยงสู่ระบบการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาและกำลังแรงงาน มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และรับทราบการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ รองรับการประกอบอาชีพ (พ.ศ.2564-2570) จำนวน 69 โครงการ มีเป้าหมายรวม 186,613 คน พร้อมทั้งรับทราบความคืบหน้า การดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ตามมาตราการ "สร้าง ยก ให้" ช่วยแรงงานไทย ช่วยชาติ โดยมีเป้าหมายรวม 130,000 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณา

จากนั้น คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบ โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ในระดับพื้นที่ เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ covid-19 ตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน ของทุกภาคส่วนในแต่ละจังหวัด อย่างเป็นระบบตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และนโยบายการขับเคลื่อนไปด้วยกัน

พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับให้ รง. เร่งขับเคลื่อนแผนงาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องให้ความสำคัญเร่งด่วน ต่อการส่งเสริมทักษะฝีมือ คนพิการ กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ โดยให้ประสานงานกับ พม. เพื่อรองรับการประกอบอาชีพ อย่างจริงจัง และทั่วถึง พร้อมขอให้ มท.,จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนโครงการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามนโยบายของรัฐบาล ต่อไป

'Sputnik V' วัคซีนต้านโควิด-19 ของรัสเซีย กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา สำหรับวัคซีนต้านโควิด-19 ของรัสเซียที่ชื่อว่า Sputnik V หลังจากที่ อดีตนายกรัฐมนตรี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ได้พูดคุยในแอปพลิเคชันคลับเฮ้าส์ (Clubhouse) โดยใช้ชื่อว่า Tony Woodsome เกี่ยวประเด็น ‘ฝ่าวิกฤตโควิด’ ซึ่งได้โชว์วิสัยทัศน์หลายด้านที่ประเทศไทยควรจะทำ โดยเฉพาะในด้านการจัดหาวัคซีน เพื่อผ่านพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ไปได้โดยเร็ว

และถัดมาเพียง 2 วัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก บอกปิดดีลวัคซีนจากรัสเซียเรียบร้อย หลังจากสั่งการให้กระทรวงต่างประเทศไปเจรจาขอซื้อโดยตรง ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ

ข้อมูล : เพจ ซ.ต.พ. ซึ่งต้องพิสูจน์


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

"ธนาธร" โชว์วิสัยทัศน์โมเดลประคองธุรกิจพ้นวิกฤต หวังคนไทยไม่ตกงาน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2564 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ไลฟ์เฟซบุ๊กเปิดตัวรายการ “คิดไปข้างหน้ากับธนาธร” ในหัวข้อ “สร้างพันธมิตร ประคองธุรกิจพ้นวิกฤต” แสดงวิสัยทัศน์แนะนำผู้ประกอบการในยุควิกฤตโควิด หวังนำไปสู่การประคองภาคธุรกิจเพื่อรักษาการจ้างงานให้ลูกจ้างทั่วประเทศ

โดยนายธนาธร ระบุว่าในเวลานี้วิกฤตโควิดกำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นยอดขายที่ลดลง, กระแสเงินสดขององค์กรที่ลดลง ซึ่งหลายกรณีได้นำไปสู่การเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ภายใต้สภาวะเช่นนี้ หนึ่งในหนทางที่ภาคธุรกิจจะประคองตัวต่อไปได้ ตนขอเสนอความคิดเรื่องการหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่ออุดรูรั่วที่เกิดจากวิกฤตนี้

***จากโลกสมมุติของ “ม้า” และ “รถลาก” สู่กรณีธุรกิจจริง แนะแนววิธีการเสริมทัพสู่ความยั่งยืน***
โดยนายธนาธร เปรียบเทียบว่าหากมีโลกอยู่ใบหนึ่งที่ไม่รู้จักแท็กซี่ มีเพียงม้ากับรถลาก ถ้าจะเริ่มต้นสร้างแท็กซี่ขึ้นมา จะมีรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัท คือฟาร์มม้า กับบริษัททำรถลาก ได้อย่างไรบ้างเพื่อให้ทั้งสองบริษัทเติบโตร่ำรวยไปด้วยกัน

โดยสรุป นายธนาธรเปรียบเทียบว่าความสัมพันธ์ระหว่างสององค์กรธุรกิจ สามารถมีได้ตั้งแต่การซื้อ-ขาย และให้เช่าเป็นรูปแบบพื้นฐานที่สุด ทั้งเจ้าของม้าซื้อรถลากมาทำแท็กซี่ หรือเจ้าของรถลากซื้อม้ามาทำแท็กซี่ แต่การซื้อ-ขายและให้เช่า เป็นการทำธุรกรรมที่ไม่ได้มัดสององค์กรให้เหนียวแน่นเป็นพันธมิตรกัน สุดท้ายผู้ที่ทำแท็กซี่ได้สำเร็จจะนำปัจจัยกำลังซื้อจากลูกค้าใหม่ มากดราคาซื้อ-ขายกับอีกฝ่ายหนึ่งได้ และทุกคนต่างก็อยากอยู่ในชั้นบนสุดของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) กันทั้งนั้น

จากปัญหาพ้นฐานนี้ องค์กรธุรกิจสององค์กรสามารถกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำให้การซื้อ-ขายหรือให้เช่าเป็นในลักษณะเฉพาะ (exclusive) เช่น ต้องซื้อ-ขายจากกันและกันเท่านั้น ห้ามไปซื้อ-ขายกับคนอื่น ซึ่งสามารถนำไปสู่รายได้คงที่ (fixed revenue) และอาจจะนำไปสู่การแบ่งปันกำไร (profit-sharing) ได้

ในกรณีที่บริษัทที่ต้องการไปสร้างพันธมิตรกับบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่เราไม่มี อีกรูปแบบหนึ่งที่ทำกันอย่างแพร่หลายเรียกว่าการทำ Technology Licensing เช่น กรณีของวัคซีนโควิด มหาวิทยาลัย Oxford มีชื่อเสียงเก่าแก่ ได้รับการเคารพจากสังคม และมีสูตรยาที่จะสามารถผลิตเป็นวัคซีนโควิดได้ ส่วน AstraZeneca เป็นบริษัทยาใหญ่ระดับโลก ไม่มีสูตรแต่มีโรงงานผลิตและเครือข่ายการจำหน่ายระดับโลก เขาจึงจับมือกัน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Technology Licensing

อีกรูปแบบหนึ่งที่มีความซับซ้อนมากขึ้น คือการทำบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) หรือการที่องค์กรธุรกิจต่างคนต่างลงขันกันสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมา แบ่งกันถือหุ้น ทำให้การจัดสรรกำไรใน supply chain เป็นธรรมมากขึ้น ไม่ใช่อีกฝ่ายมากดราคาซื้อ ซึ่งอาจจะทำในลักษณะการถือหุ้นไขว้กัน (cross-shareholding) ได้ เพื่อให้เชื่อใจกันมากขึ้น แนบสนิทกันมากขึ้น ให้ผลประโยชน์ถูกแบ่งสรรกันอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

และอีกรูปแบบหนึ่งที่ไปไกลกว่านั้น ก็คือการควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition) คือการที่องค์กรธุรกิจทั้งสองต่างยุบเอาบริษัทของตัวเองลงมารวมกันเป็นบริษัทใหม่บริษัทเดียว ต่างฝ่ายต่างเข้าไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทใหม่ ผลประโยชน์ทุกอย่างจะถูกแบ่งตามสัดส่วนผู้ถือหุ้น
“ถ้าเราลองดูรูปแบบทั้งหมดที่มี ผมไล่มาให้ดูตั้งแต่การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่มีการผูกมัดกันน้อยไปจนถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่มีการผูกมัดกันเยอะ สิ่งต่างๆเหล่านี้คือรูปแบบการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่มีอยู่ จะใช้กับกระบวนการไหน จะใช้กับธุรกิจแบบไหน ต้องอยู่ที่ผู้บริการตัดสินใจเอาเอง” นายธนาธรกล่าว

***ห่วงคนไทยตกงานเพิ่ม แนะภาคธุรกิจไทยปรับแนวทางใช้รักษาการจ้างงานให้คนไทย***
นายธนาธรยังกล่าวต่อไป ว่าในธุรกิจปกติ ไม่มีใครมีทุกอย่างครบ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป, ฐานลูกค้า, เงินลงทุน, เครือข่ายโลจิสติกต์, ช่องทางการขาย, ทีมผู้บริหารที่พร้อม, ชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์, ชื่อเสียงของบริษัท ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดภาวะวิกฤติอย่างโควิด ทำให้งบประมาณในการลงทุนใช้จ่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งขององค์กรทางธุรกิจแต่ละองค์กรน้อยลง การหาพันธมิตรจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น เพื่อเอามาอุดรอยรั่วในสิ่งที่เราไม่มี

“ทั้งหมดนี้คือรูปแบบต่างๆที่จะช่วยประคับประคองธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นที่จะต้องปลดคนงานทิ้ง หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์และนำความคิดตรงนี้กลับไปใช้ ในเวลาที่ยอดขายตกลงจากผลกระทบโควิด สร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติมด้วยรูปแบบต่างๆ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของท่านมีความเจริญก้าวหน้าไป มีการจ้างงานมากขึ้น คนงานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็หวังว่าเราจะช่วยกันประคับประคองระบบเศรษฐกิจไม่ให้ล้มเหลวไปกว่านี้ได้” นายธนาธรกล่าวทิ้งท้าย

“ผบ.ทร.” ส่งสาร แสดงความเสียใจ ต่อกองทัพเรืออินโดนีเซีย กรณีเรือดำน้ำ ขาดการติดต่อ

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ นาวาเอกปิยะศักดิ์  นิลนิมิตร  รองเลขานุการกองทัพเรือ ในฐานะรองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่เรือดำน้ำ ของกองทัพเรืออินโดนีเซีย  ได้ขาดการติดต่อระหว่างการฝึกซ้อมบริเวณตอนเหนือของเกาะบาหลี อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมานั้น พลเรือเอก ชาติชาย  ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้แสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้แก่ กองทัพเรืออินโดนีเซีย ในการค้นหา    

โดยมีใจความสำคัญ ว่า กองทัพเรือไทยและกองทัพเรืออินโดนีเซียมีความสัมพันธ์อันดีมาเป็นเวลาระยะเวลายาวนาน โดย กองทัพเรือขอส่งความปรารถนาดีมายังกองทัพเรืออินโดนีเซีย และพร้อมที่จะสนับสนุนกองทัพเรืออินโดนีเซีย

ททท. สรุปยอดคนเที่ยวสงกรานต์ต่ำกว่าเป้า

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2564 ซึ่งเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง 6 วัน ระหว่างวันที่ 10 - 15 เม.ย.64 พบว่า บรรยากาศซบเซาลงไปมากเมื่อเทียบกับปีปกติก่อนเกิดวิกฤตไวรัสโควิด-19 เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด -19 จากกลุ่มคลัสเตอร์ สถานบันเทิงย่านทองหล่อ เมื่อต้นเดือนเม.ย.64 ส่งผลให้จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยลดลง เหลือเพียง 2.68 ล้านคน - ครั้ง ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 16% 

ทั้งนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ปี 2564 ของกระทรวงคมนาคมที่มีผู้ใช้บริการด้วยระบบขนส่งสาธารณะต่ำกว่าประมาณการ 39.36% มีปริมาณการจราจรเข้า-ออกกรุงเทพฯ ต่ำกว่าประมาณการ 25.68% ส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลคิดเป็น 95.25% ของปริมาณการเข้าออกกรุงเทพฯ ขณะที่การใช้จ่ายน้อยลงตามสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยมีรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวประมาณ 9,670 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 19% และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศเพียง 25%

สตง. ติง 8 โครงการน่าสงสัยใช้เงินกู้ 1 ล้านล.

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ในแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม หลังพบว่ามี 8 โครงการ รวมวงเงินกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ที่มีความเสี่ยงที่อาจไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด ยกเว้นโครงการเซฟตี้โซนของกรมการท่องเที่ยวที่ได้รับการจัดสรรเงินกู้ช้ากว่าแผน 

ทั้งนี้สศช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ได้รายงานเรื่องนี้ต่อที่ประชุมครม. รับทราบแล้ว โดยมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของโครงการทั้งหมดรับข้อเสนอแนะของ สตง. ไปเร่งปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการโดยด่วน ที่ผ่านมาได้เสนอครม.เห็นชอบการติดตามใช้เงิน พบว่า มี 209 โครงการที่มีผลเบิกจ่าย ณ วันที่ 1 ก.พ.64 ต่ำกว่า 10% จึงเสนอให้เร่งดำเนินโครงการโดยเร็ว หากลงนามผูกพันสัญญา หรือจัดซื้อจัดจ้างช้า ไม่มีแผนใช้เงินที่ชัดเจนภายในวันที่ 30 เม.ย.64ก็ต้องยุติโครงการ และส่งคืนเงินกู้ต่อไป  

สำหรับโครงการทั้ง 8 คือ 1.โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 3,550 ล้านบาท 2.โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ของกรมการพัฒนาชุมชน วงเงิน 4,787 ล้านบาท 3.โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ของกรมส่งเสริมการเกษตร วงเงิน 169 ล้านบาท 4.โครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว หรือเซฟตี้โซน ของกรมการท่องเที่ยว วงเงิน 15 ล้านบาท

5.โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วงเงิน 741 ล้านบาท 6.โครงการอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วงเงิน 1,080 ล้านบาท 7.โครงการพัฒนาตำบลแบบบูรณาการ ของกรมการปกครอง วงเงิน 2,701 ล้านบาท และ 8. โครงการเฝ้าระวังสร้างแนวกันไฟ สร้างรายได้ชุมชน ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วงเงิน 246 ล้านบาท

‘บิ๊กป้อม’ แจง จนท.ดูแลเรียบร้อย หลังมาเลฯผลักคนขาดวีซ่าเข้าประเทศ พร้อมมาตรการโควิด “เผย”รับทราบ ส.ส. สุโขทัยติดโควิดหลังร่วมงานเดียวกับสมศักดิ์

วันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคนไทยเดินทางกลับไทยหลังมาเลเซียขีดเส้นตายให้คนที่วีซ่าขาดออกจากประเทศก่อน วันที่ 21 เมษายน ว่า ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแลเรียบร้อยแล้วร่วมทั้งได้มีมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด ทั้งนี้ในส่วนของรัฐบาลได้มีการคุมเข้มผู้กระทำความผิดลักลอบเข้าเมืองอยู่แล้ว 

ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตามได้รับทราบรายงานแล้วว่านายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.สุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ ติดเชื้อโควิด-19 หลังร่วมงานเดียวกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งคนป่วยเขาต้องดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุข และคงไม่ต้องกำชับส.ส. เพราะเขารู้ตัวกันอยู่แล้ว เป็นถึง ส.ส.ก็ต้องดำเนินการตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้ออกข้อกำหนดมา ทุกคนก็ระมัดระวังตัวเองอยู่แล้ว

"ศรีสุวรรณ" ยื่นผู้ตรวจฯ ชงส่งศาลปกครองปมอัยการไม่ฟ้อง"ธนาธร" คดีถือหุ้นสื่อชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2564 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจฯ กรณีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญามีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นไปยังศาลปกครองว่าการที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญามีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนาธร ถือว่าเป็นคำสั่งหรือการกระทำอื่นใดของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา231(2) ประกอบ มาตรา230(2) 

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในคำวินิจฉัยที่ 14/2562 แล้วว่า นายธนาธร เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 ก.พ.62 ซึ่งเป็นวันที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้นายธนาธรใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา98(3) ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มสตรา101(6) ประกอบ มาตรา98(3) ย่อมเห็นได้ว่าน่าจะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา151 โดยชัดแจ้ง

ซึ่งเมื่อ กกต.ได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีแก่นายธนาธรตามบทบัญญัติของ มาตรา151 ดังกล่าวแล้ว พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นให้สั่งฟ้องนายธนาธร และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพร้อมนำตัวนายธนาธรไปส่งให้พนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.64 ต่อมาพนักงานอัยการนัดฟังคำสั่งว่า จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องในวันที่ 19 ก.พ.64 แต่เมื่อถึงวันนัดได้เลื่อนนัดมาฟังคำสั่งในวันที่ 22 เม.ย.64 ที่ผ่านมา โดยปรากฎว่า โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมาเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบทราบมาว่า “คดีนี้พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญามีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนาธร”

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่สำนักงานคดีอาญามีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนาธรดังกล่าวอาจขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top