Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

‘ทอ.’ ส่งผู้แทน ร่วมรับแสดงความยินดี ‘น้องเทนนิส’ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก ที่ท่าอากาศยานภูเก็ต

พล.อ.อ.แอร์บูล  สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มอบหมายให้ พล.อ.ท.ฐานัตถ์  จันทร์อำไพ โฆษกกองทัพอากาศ พร้อมด้วย พล.อ.ต.กีรติ  ปิงเมือง ประธานอนุกรรมการแผนกกีฬาศิลปะป้องกันตัวกองทัพอากาศ และ นาวาอากาศเอก วิวัฒน์  จุลกะ กรรมการวิจัยและพัฒนากีฬากองทัพอากาศ ร่วมให้การต้อนรับและแสดงความยินดีกับ เรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ หรือน้องเทนนิส นักกีฬาทีมชาติสังกัดกองทัพอากาศที่คว้าเหรียญทองเทควันโดเหรียญแรกให้ประเทศไทย ซึ่งเดินทางกลับจากญี่ปุ่นโดยสายการบินสิงค์โปร์แอร์ไลน์มายังท่าอากาศยานภูเก็ต

ซึ่งเมื่อน้องเทนนิสและคณะเดินทางมาถึงท่าอากาศยานภูเก็ต โฆษกกองทัพอากาศเป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวแสดงความยินดีและมอบช่อดอกไม้ให้แก่น้องเทนนิส โดยหลังจากการกักตัวที่ภูเก็ตครบ ๑๔ วัน น้องเทนนิสเข้าพบผู้บัญชาการทหารอากาศเพื่อรายงานตัว และร่วมกิจกรรมแสดงความยินดีแบบนิวนอร์มอล ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ

 

“บิ๊กช้าง” ย้ำ ทหาร-ตร. คุมเข้มเฝ้าระวังชายแดนต่อเนื่อง สั่ง หนุนเสริม กทม. เร่ง จัดตั้งพื้นที่แยกรักษาตัวในชุมชน 50 เขต 

พล.ท.คงชีพ  ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่าพล.อ.ชัยชาญ  ช้างมงคล รมช.กลาโหม และ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ประชุมร่วมกับ กอ.รมน. หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม  เหล่าทัพ และ ตร. ผ่านระบบ VTC เพื่อติดตามการสนับสนุนแก้ปัญหาวิกฤตโควิด-19

 โดยภาพรวมการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง ทหารและตำรวจ ในพื้นที่ชายแดน ยังคงพบจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ต่อเนื่อง โดย ก.ค.64 ที่ผ่านมา จับกุมได้ถึง 3,552 คน โดยพบชาวกัมพูชาและลาวมากขึ้น สำหรับพื้นที่ชั้นใน กำลังทหารตำรวจ ยังคงกระจายกำลังควบคุมโรคใน 593 แคมป์คนงาน และจัดตั้งจุดตรวจร่วมตามเส้นทางต่างๆกว่า 230 จุด พบประชาชนให้ความร่วมมือเดินทางลดลง แต่ยังพบผู้ฝ่าฝืนมาตรการรวมตัวกันตามสถานที่ต่างๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน ขณะเดียวกันพบเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในการดูแลแคมป์คนงานติดเชื้อมากขึ้น

ทั้งนี้รมช.กลาโหม ได้เน้นย้ำ ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้แสดงความขอบคุณและให้กำลังใจทหารตำรวจทุกคนที่สนับสนุนปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งที่ผ่านมา  และได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพ คงความต่อเนื่องคุมเข้มเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนมากขึ้นในสถานการณ์ที่ประเทศรอบบ้าน ยังพบการแพร่ระบาดของโรคที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมียนมา  และขอให้สนับสนุน กทม.เร่งจัดตั้งพื้นที่พักแยกรักษาตัวในชุมชน ( Community Isolation ) ให้ได้ทั้ง 50 เขตใน กทม.โดยเร็ว เพื่อรองรับผู้ป่วยจาก รพ.ระดับต่างๆ

โดยพล.อ.ชัยชาญ ยังได้กำชับการทำงานของกำลังทหาร ที่กระจายกันจัดตั้ง “จุดบริการประชาชน” ทั้ง 72 จุดในชุมชนต่างๆ ของ กทม.และปริมณฑล ให้สามารถประสานเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และขอให้เร่งดำเนินการขยายขีดความสามารถ รพ.สนามและจัดตั้งเพิ่มเติม ในพื้นที่ กทม.ปริมณฑล และ จว.สีแดงเข้ม เพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีมากขึ้นโดยเร็ว

 พร้อมกันนี้ ขอให้ทุกค่ายทหาร จัดตั้งพื้นที่พักแยกรักษาตัว ( Community Isolation ) เพื่อช่วยเหลือดูแลกำลังพล ครอบครัวและชุมชนรอบข้างในทุกหน่วยทหาร และช่วยลดภาระทางสาธารณสุข  พร้อมทั้งให้ประสานขอรับวัคซีนมาสนับสนุนการทำงานของกำลังพลด่านหน้าในพื้นที่เสี่ยงสูงให้เพียงพอ เพื่อรักษาสถานภาพกำลังพลสนับสนุนวิกฤตสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้น

มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม จัดความร่วมมือสามประสานกับ กมธ.วิสามัญพิทักษ์สถาบัน วุฒิสภา และภาคเอกชน ดำเนินโครงการ “Save Thai Fight Covid” เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิด-19   

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ที่กำลังระบาดหนักในประเทศทั่วโลกขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชากรโลกเป็นอย่างมาก สำหรับในประเทศไทยวิกฤติโควิด-19ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ โดยในขณะนี้ทุกภาคส่วนได้เร่งดำเดินการเพื่อให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งด้วยความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม (KPISE) ร่วมกับกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา  บริษัท รีเทล บิซิเนส โซลูชั่นส์ จำกัด และสมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย จัดทำโครงการ “Save Thai Fight Covid” 
เพื่อช่วยเหลือและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 การปฏิบัติตัว และการดูแลผู้ป่วยให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 และครอบครัว โดยมี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม (KPISE) ประสานความร่วมมือกับนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ร่วมกับ นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา ประธานคณะอนุกรรมการการมีส่วนร่วมของเยาวชน วุฒิสภา นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตาม เสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ด้านการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา นายนพพล ชูกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท รีเทล บิซิเนส โซลูชั่นส์ จำกัด และนายศรัณย์ เวชสุภาพร นายกสมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย ร่วมดำเนินโครงการ ฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ “รวมใจคนไทยสู้โควิด” ผ่านโครงการ “Save Thai Fight Covid” โดยมีเยาวชนพลังบวก SEED Thailand เยาวชนอาสาผู้นำท้องถิ่นจิตสาธารณะที่ผ่านการอบรมบ่มเพาะในโครงการ SEED Project เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนดำเนินโครงการสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียดการดำเนินโครงการ ฯ ดังนี้

1) ดำเนินการช่วยผู้ป่วยที่รอความช่วยเหลือเพื่อเข้ารับการรักษาตามกระบวนการทางสาธารณสุข ด้วยการจัดชุดยาสมุนไพรและอาหารเสริม อาทิ ยาฟ้าทลายโจร และวิตามินต่าง ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ตลอดจนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องวัดออกซิเจน ปรอทวัดไข้ ถุงสำหรับใส่ขยะติดเชื้อ อาหารแห้งและอื่น ๆ ในจำนวนเพียงพอสำหรับการดูแลตนเองภายใน 7 วัน โดยดำเนินการจัดส่งชุดกล่อง Save Thai Fight Covid ถึงบ้านผู้ป่วย

2) จัดทำสื่อและช่องทางการสื่อสารเพื่อให้ความรู้กับผู้ป่วย ในการปฏิบัติตนเพื่อการดูแลตัวเอง และป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างการรอความช่วยเหลือ อาทิ วิธีการกำจัดขยะติดเชื้อจากผู้ป่วย การป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้ที่พักอยู่อาศัยร่วมกัน เป็นต้น

3)   จัดทำ Application รับข้อมูลการขอความช่วยเหลือ เพื่อนำข้อมูลประสานขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อส่งกำลังใจให้กับผู้ป่วย 

4)   จัดทำอุปกรณ์ที่ใช้ในโรงพยาบาลสนาม อาทิ เตียงสนาม ฉากกั้น ชั้นเก็บของ ตู้อบฆ่าเชื้อไวรัสด้วยแสงยูวีซี และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้สนับสนุนในกิจกรรมของโรงพยาบาลสนาม 

อย่างไรก็ตามโครงการ “Save Thai Fight Covid” จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการส่งต่อกำลังใจและการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย แบบขั้นพื้นฐานที่ไม่ขัดต่อกระบวนการบำบัดรักษาทางการแพทย์และระบบสาธารณสุข เพื่อประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาโรคโควิด-19 และความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการบำรุงร่างกายและจิตใจ ตลอดจนการให้ความรู้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 จากผู้ป่วยที่รอการรักษาอย่างถูกต้อง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน และสำหรับผู้มีจิตศรัทธาท่านใด ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวผู้ติดเชื้อระหว่างรอการรักษา สามารถร่วมบริจาคในโครงการนี้ โดยสนับสนุนได้ทั้งเงิน อุปกรณ์ อาหาร หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่จำเป็นได้ที่โครงการ “Save Thai Fight Covid” ชื่อบัญชี มูลนิธิ สปส. ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 405-523655-3 หรือโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 084-668-7822 , 094-423-4852

“ในวิกฤติโควิด ทุกชีวิตไม่ทอดทิ้งกัน”

“วิโรจน์” แนะ ศบค.เร่งทำ 3 ข้อ เพื่อประคับประคองสถานการณ์ ซัด บริหารสถานการณ์บกพร่องร้ายแรง ย้ำ ต้องอย่าทำให้ระเบียบราชการและการรอคอยทำปชช.เสียชีวิต 

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ทำการพรรคก้าวไกล นายวิโรจน์ ลักขณาอดิสร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล แถลงข่าวกรณีที่รัฐบาลบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดที่บกพร่องอย่างร้ายแรง โดยข้อเสนอดังกล่าวส่งตรงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ล่าสุด มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นวันละ 14,000-15,000 ราย และเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 รายต่อวัน ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาถึง 10 วันแล้ว โดยการระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ระยะเวลา 15 วัน จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากระดับ 7,000 เป็น 14,000 รายต่อวัน

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการบริหารจัดการ การจัดหา และจัดฉีดวัคซีน แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้กล้าหาญที่จะออกมากล่าวคำขอโทษกับประชาชนด้วยตนเอง แต่เหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าการออกมาขอโทษประชาชนของผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และเปลี่ยนการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ COVAX Facility เมื่อวันที่ 21 ก.ค. การที่คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ มีมติให้จัดหาวัคซีนที่สามารถตอบสนองต่อเชื้อกลายพันธุ์ได้จำนวน 120 ล้านโดส ในปี 2565 พร้อมกับเร่งรัดให้จัดหาวัคซีนภายในปีนี้ ให้ได้ 100 ล้านโดส เมื่อวันที่ 14 ก.ค. การที่ อนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทำหนังสือถึง AstraZeneca เพื่อขอให้เขาส่งมอบวัคซีนให้ได้เดือนละ 10 ล้านโดส เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตลอดจนการยื่นข้อเสนอซื้อวัคซีน Pfizer เพิ่มเติมอีก 50 ล้านโดส เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ก็คือ การที่รัฐบาลได้สารภาพผิดโดยพฤตินัย เพราะจำนนต่อหลักฐาน ซึ่งประชาชนและสังคมก็ได้พิพากษา พล.อ.ประยุทธ์ ,นายอนุทิน และรัฐบาลนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“การบริหารจัดการด้านวัคซีน ผมก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะสำนึกในบาปบุญคุณโทษ ที่ได้ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้กับประชาชน และเร่งใช้ความสามารถทางการทูต และการเร่งรัดติดตามอื่นๆ เพื่อนำเอาวัคซีนที่มีประสิทธิผลต่อสถานการณ์การระบาด มาฉีดให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด การดำเนินการดังกล่าว แม้ว่ารัฐบาลจะกลับเนื้อกลับตัวได้แล้ว ก็ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ มีมากกว่าผู้ที่หายป่วยกลับบ้านถึงวันละ 5,000-8,000 ราย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การประคับประคองให้จำนวนผู้ติดเชื้อชะลอตัวลง และลดอัตราการเสียชีวิตของประชาชนให้น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่นี้ให้ได้”โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าว 

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอแนะต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. จำนวน 3 ข้อ คือ 1.เร่งใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit ตรวจประชาชนให้มากที่สุด และจัดสรรให้ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่สีแดง สามารถนำเอาบัตรประชาชนมาขอรับ เพื่อนำไปใช้ตรวจวินิจฉัยตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้สัปดาห์ละ 1 ชุด โดยสามารถลงทะเบียนขอรับผ่านทางไปรษณีย์ หรือขอรับด้วยตนเอง ได้ที่หน่วยงานท้องถิ่น หรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย  เช่น สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข พร้อมจุดบริการเสริมต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล องค์กาบริหารส่วนจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ในต่างจังหวัด ทั้งนี้เพื่อลดภาระของกระทรวงสาธารณสุขลง พร้อมให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาอุดหนุน เพื่อให้ราคาของชุดตรวจ Antigen Test Kit อยู่ที่ไม่เกินชุดละ 50 บาท และเร่งจัดหามาให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อได้ตามร้านขายยามาตรฐานทั่วไป

2.ให้รัฐบาลกระจายอำนาจจากกระทรวงสาธารณสุขให้กับหน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียว และเหลืองอ่อน เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถทุ่มเท ดูแลรักษาผู้ติดป่วยในกลุ่มสีเหลือง สีแดง และผู้ป่วยในภาวะวิกฤติได้ โดยให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คือ เร่งจัดทำศูนย์พักคอยเพื่อติดตามอาการ หรือ Community Isolation Center ให้มากที่สุด โดยใช้พื้นที่วัด ศาสนสถาน โรงเรียน ค่ายทหาร และสวนสาธารณะ ตลอดจนสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียว และเหลืองอ่อน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 70-75% ที่ไม่สามารถกักตัวรักษาตนเองที่บ้านได้ ระจายเป็นจุดต่างๆ อย่างครอบคลุม ในระดับแขวงเขต ตำบล และอำเภอ

ให้รัฐบาลกระจายอำนาจให้กับหน่วยงานท้องถิ่น หรือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ในการดูแลศูนย์พักคอยเพื่อติดตามอาการ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้สำนักอนามัย ศูนย์บริการสาธารณสุข และสำนักเทศกิจ ทำหน้าที่ดูแล และในพื้นที่ต่างจังหวัดให้ อบต. และอบจ. เป็นผู้ดูแล เป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียว ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ และไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาล หากพบว่ากักตัวมาเป็นระยะเวลา 10 วันแล้ว ไม่มีอาการของโรค และสภาพปอดปกติ ให้ผู้ป่วยกลับไปกักตัวรักษาตนเอง หรือทำ Home Isolation ที่บ้าน ให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยในกลุ่มที่เปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลือง จากศูนย์พักคอยติดตามอาการ Community Isolation Center หรือ Home Isolation หรือกรณีใดๆ มารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel ภายใต้การกำกับดูแลของโรงพยาบาล โดยห้ามมิให้ปฏิเสธ

และ 3.ให้รัฐบาลตรวจสอบอุปสรรคหน้างานอย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ติดเชื้อเข้าถึงยาต้านไวรัสอย่างล่าช้า เร่งแก้ไขระเบียบ ลดขั้นตอน และลดงานเอกสารงานธุรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลและการเข้าถึงยาลง ในกรณีที่จำเป็น ก็ต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการแก้ไขปัญหาคอขวดที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ที่เริ่มมีอาการ ตลอดจนผู้ติดเชื้อที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว ได้เข้าถึงยา Favipiravir ได้เร็วที่สุด โดยการวินิจฉัยของแพทย์ ภายใน 4 วันนับจากวันที่เริ่มมีอาการ ซึ่งเป็นไปตามแนวเวชปฏิบัติ ของกรมการแพทย์ ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม 2564 แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถทำได้เป็นการทั่วไป นี่คือ สิทธิการมีชีวิตรอดของประชาชน ซึ่งไม่ควรต้องสูญเสียไป จากระบบงานธุรการ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติ

โดยให้ผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียว และสีเหลืองอ่อน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 75% ควรลงทะเบียน โดยได้รับหมายเลขผู้ป่วยนอก (HN) หรือหมายเลขผู้ป่วยใน (AN) โดยเร็วที่สุด ลดเรื่องงานเอกสารธุรการลงทั้งหมด สำคัญที่สุด เมื่อประชาชนพบว่าตนเองติดเชื้อ จากการตรวจโดยใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit ประชาชนควรเข้าถึงการรักษาได้ทันที แพทย์สามารถจ่ายยา Favipiravir และยารักษาตามอาการได้โดยทันที การตรวจยืนยันด้วยวิธี RT-PCR และการตรวจวินิจฉัยอื่นๆ ตลอดจนการตระเตรียมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ Home Isolation การทำ Community Isolation หรือการรับเข้ารักษาที่โรงพยาบาล
.
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า  รัฐบาลควรจะแก้ไขกฎระเบียบ ให้อาสาสมัครต่างๆ ที่ช่วยประสานหาเตียงให้กับผู้ติดเชื้อ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ศูนย์พักคอยติดตามอาการ Community Isolation Center สามารถที่จะประสานงานกับโรงพยาบาล เพื่อลงทะเบียนให้กับผู้ติดเชื้อได้ และสามารถรับยาที่แพทย์สั่ง มาจ่ายให้กับผู้ป่วยที่อยู่ในศูนย์พักคอยติดตามอาการ รวมทั้ง ‘นำส่งยาที่แพทย์สั่ง’ ให้กับผู้ติดเชื้อที่ทำ Home Isolation หรืออยู่ระหว่างการรอเตียง เพื่อลดโอกาสการเสียชีวิต ให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทั้งนี้ ตนข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาศูนย์ล้างไตให้กับผู้ป่วยโควิด-19 การหารือกับ กสทช. ร่วมกับค่ายโทรศัพท์มือถือต่างๆ ให้งดเว้นการตัดสัญญาณโทรศัพท์ และสัญญาณอินเตอร์เน็ต ที่ค้างชำระค่าบริการในช่วงนี้ ซึ่งการระบาดของโรคอย่างรุนแรง เนื่องจาก กระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การประสานงานเพื่อหาเตียง หรือการติดตามอาการผู้ป่วยที่ทำ Home Isolation ล้วนจำเป็นต้องใช้สัญญาณโทรศัพท์ หรือสัญญาณอินเตอร์เน็ต ทั้งสิ้น

“ผมขอฝากไปถึงรัฐบาลก็คือ ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็น เช่น ยา Favipiravir ยา Remdesivir หรือยาที่จำเป็นต้องใช้ในห้อง ICU เช่น ยา Nimbex, Propofol หรือ Midazolam รัฐบาลต้องดูแลไม่ให้สต๊อกยา และเวชภัณฑ์เหล่านี้ขาดแคลน และถ้าเป็นไปได้ รัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์ ในการพิจารณานำเข้ายาต้านไวรัสประเภทอื่นที่ผ่านการรับรองมาแล้ว เช่น ภูมิคุ้มกันสังเคราะห์ ที่เรียกว่า Monoclonal Antibody เพื่อให้แพทย์เลือกใช้ในการรักษาชีวิตของประชาชน นี่ไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจะมาประหยัดงบประมาณในส่วนนี้ ”นายวิโรจน์ กล่าว

สายพันธุ์เดลตาถล่มย่านอาเซียนสาหัส มาเลเซียมียอดผู้ติดเชื้อใหม่กว่า 17,045 ราย

Covid-19 สายพันธุ์เดลตา ยังถล่มย่านอาเซียนสาหัส ที่มาเลเซียมียอดผู้ติดเชื้อรอบ 24 ชั่วโมง ทำ New High อีกครั้ง ที่ 17,045 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศทะลุ 1 ล้านคน

ศูนย์กลางการระบาดหนัก ยังคงอยู่ที่ รัฐสลังงอร์และกรุงกัลลาลัมเปอร์ ที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่รวมกันในวันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม ถึง 10,500 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกกว่า 180 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตรวมในมาเลเซียถึงกว่า 8 พันรายแล้ว

การระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ เดลตา ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการเข้มงวด จนถึงระดับล็อกดาวน์ทั่วประเทศในเดือนมิถุนายน แต่ยอดผู้ติดเชื้อยังพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง จนโรงพยาบาลในมาเลเซียต้องรับมือกับผู้ป่วยที่ยังติดเชื้อรอการรักษาอยู่ถึง 1.6 แสนราย และผู้ป่วย ICU มากกว่า 1,000 เคส

จากวิกฤติโรคระบาดครั้งรุนแรงนี้ ทำให้ฝ่ายค้านได้ยื่นแจ้งความฟ้องรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มูห์ยิดดิน ยัสซิน ในข้อหาละเลยการจัดการแก้ไขปัญหา Covid-19 ที่สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประชาชน

ทางด้านรัฐบาลมาเลเซียก็เร่งเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน ซึ่งจนถึงตอนนี้มีชาวมาเลเซียในกลุ่มผู้ใหญ่ ได้รับวัคซีนครบโดสไปแล้วถึง 23% และคาดว่าจะสามารถฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มให้กับกลุ่มผู้ใหญ่ทั้งหมดในแถบกรุงกัลลาลัมเปอร์ และปริมณฑลได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม

รัฐบาลมาเลเซียคาดหวังว่า หลังเร่งกระจายฉีดวัคซีนได้ทั่วประเทศแล้ว น่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ และจะเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์ได้ภายในเดือนตุลาคมนี้

และนอกเหนือจากมาเลเซีย ที่ทำสถิติ New High เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งไทย, เวียดนาม, พม่า ต่างมียอดผู้ติดเชื้อทุบสถิติเช่นเดียวกัน

ดังนั้นสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ในย่านอาเซียนจัดว่าน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย ที่ขยับขึ้นมาเป็นประเทศศูนย์กลางการแพร่ระบาดแห่งใหม่ในเอเชียไปแล้วเช่นกัน


ผู้เขียน : ยีนส์ อรุณรัตน์
อ้างอิง : The Straits Time / The Star Malaysia


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นายกฯ สั่ง ทุกส่วนบูรณาการการทำงานร่วมกัน ให้ เร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ประชาชน รวดเร็ว-ทั่วถึง เน้น ผู้สูงอายุ-กลุ่มเปราะบาง-หญิงตั้งครรภ์ - ขอบคุณบุคลากร ทำงาน อดทน เสียสละ ช่วยคนไทย ต่อสู้กับความท้าทาย

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยและได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดอัตราการป่วยหนัก และเสียชีวิต 

นายอนุชา กล่าวว่า โดยในช่วงที่ผ่านมา กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) สำนักอนามัย กทม. สำนักงานเขตในพื้นที่ ทหาร ตำรวจ และ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) จัดทีมลงพื้นที่เร่งบริการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ เป็นลำดับแรกก่อน ในชุมชนต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ รวมทั้งได้ให้คำแนะนำแนวทางการป้องกันโรคโควิด-19 ตามมาตรการ D-M-H-T-T ของสาธารณสุข เพื่อลดอัตราการแพร่กระจายของเชื้อ

“จํานวนยอดสะสมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไทยถึงวันที่ 25 ก.ค. 2564 รวมทั้งสิ้น 15,994,842 ราย จําแนกเป็น ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จํานวน 12,339,985 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จํานวน 3,654,857 ราย สำหรับการฉีดวัคซีนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มียอดสะสม 5,318,434โดส แบ่งเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จำนวน 3,341,846 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มจำนวน 988,294 ราย” นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวว่า เนื่องจากสถิติของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำและมักมีโรคประจำตัว ถือเป็นกลุ่มเปราะบางอาจทำให้เมื่อรับเชื้อแล้วมีอาการหนัก มีความเสี่ยงจากการเสียชีวิต หน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ ภายใต้การดำเนินนโยบายของรัฐบาล จึงได้เร่งสำรวจเชิงรุกและฉีดวัคซีนให้อย่างครอบคลุม เพื่อปกป้องประชาชนกลุ่มนี้ และนอกจากนี้ โฆษกรัฐบาลกล่าวถึงคำแนะนำเพื่อดูแลผู้สูงอายุ 

นายอนุชา กล่าวว่า โดยให้ยึดหลัก 5 อ. ของ กระทรวงสาธารณสุข ที่ประกอบไปด้วย 1. อาหาร สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ เลี่ยงอาหารหวาน หรือเค็มจนเกินไป โปรตีนสูง เสริมภูมิคุ้มกัน และรักษาสุขภาพช่องปาก 2. อารมณ์ อย่ารับข่าวสารมากเกินไป ทำกิจกรรมที่ผู้สูงอายุชื่นชอบ 3. ออกกำลังกาย ออกกำลังกายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ หรือเท่าที่ทำได้ตามสภาพร่างกาย 4. เอนกายพักผ่อน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง 5. ออกห่างจากสังคมนอกบ้าน ทั้งผู้สูงอายุและผู้ดูแลควรเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ 

นายอนุชา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบ และขอบคุณการทำงานของทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน เเละ ภาคประชาสังคม ที่เป็นกำลังสำคัญร่วมกัน อดทน เสียสละ และมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อช่วยประชาชนคนไทยต่อสู้กับความท้าทายในครั้งนี้ 

ทบ. ปรับรูปแบบการฝึกทหารใหม่ พร้อมดูแลความเป็นอยู่ของทหารใหม่อย่างใกล้ชิด สอดคล้องแนวทาง ศบค. สู่การเป็นหน่วยทหารปลอดโควิด

พ.ท.หญิง นุชระวี แจ่มจำรัส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ทหารกองประจำการผลัด 1/64 ที่เข้าประจำการเมื่อต้นเดือน ก.ค. 64 ที่ผ่านมาได้ทำการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน และได้รับการฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ไปตลอดทั้ง 6 สัปดาห์ หน่วยฝึกจะเริ่มดำเนินการฝึกควบคู่การดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ภายใต้แนวทางการควบคุมโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ด้วยมาตราการ Bubble and Seal โดยครูฝึกและทหารใหม่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทุกนายจะถูกจำกัดให้อยู่แต่ภายในหน่วยฝึกที่เป็นระบบปิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและปลอดเชื้อภายในหน่วยทหารอย่างสูงสุด 
  
ในส่วนของการฝึกจะทำการแยกฝึกเป็นกลุ่มย่อยในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยจะฝึกจากขั้นพื้นฐานในเรื่องระเบียบวินัย แบบธรรมเนียมทหาร การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า การฝึกทางยุทธวิธี หน้าที่พลเมือง การบรรเทาสาธารณภัย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโควิด-19 ควบคู่กับการออกกำลังพัฒนาสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ
  
สำหรับการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ด้านปัจจัย 4 ของทหารใหม่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกจากทหารใหม่จะได้รับแจกจ่ายเครื่องแต่งกาย เครื่องนอน และของใช้ทั่วไป อาทิ เครื่องแบบสนามฯ ชุดนอน เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ ที่นอน หมอน มุ้ง หน่วยฝึกยังได้จัดเตรียมหน้ากากอนามัย และเจลแอลกออฮล์แจกจ่ายเป็นอุปกรณ์สำหรับดูแลและป้องกันตัวระดับบุคคลด้วย 

หน่วยฝึกได้ปรับอาคาร สถานที่ รวมถึงรูปแบบการดำเนินกิจวัตรประจำวันให้สอดรับกับมาตราการป้องกันโควิด-19 ในการแยกรับประทานอาหารด้วยถาดหลุม กระบอกน้ำและช้อนส้อมส่วนตัว ควบคุมการประกอบเลี้ยงให้ถูกสุขอนามัย และเน้นอาหารที่มีประโยชน์ครบ5หมู่ เสริมด้วยเครื่องดื่มหรืออาหารเสริมที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ไข่ต้ม น้ำเต้าหู้ น้ำกระชาย น้ำผึ้งมะนาว และผักผลไม้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย พร้อมจัดรายการอาหารพิเศษสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารใหม่ในห้วงการฝึก 

และในห่วงการฝึกได้ขอความร่วมมือผู้ปกครองงดเยี่ยมเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โดยหน่วยฝึกได้เปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ระหว่างหน่วยฝึก ทหารใหม่และผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองได้ทราบถึงชีวิตและความเป็นอยู่อย่างใกล้ชิด คลายความกังวลใจและความห่วงใยที่มีต่อบุตรหลาน 
  
ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมในการดูแลทหารกองประจำการผลัด 1/64 ในเรื่องการฝึกและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ควบคู่กับแนวทาง ศบค. นั้น เป็นนโยบายที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้ความสำคัญและเน้นย้ำมาโดยตลอดสู่การเป็นหน่วยทหารปลอดโควิด เพื่อสร้างความปลอดภัย เสริมความมั่นใจให้กับทหารใหม่และครอบครัวอย่างดีที่สุด เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน 

“บิ๊กป้อม” กำชับ สทนช.เตรียมรับมือ ฝนตกหนัก 22 จว. รองรับประกาศกรมอุตุฯ  สั่ง ปภ.เตรียมช่วยเหลือปชช.ทันที  จี้กรมชลฯเตรียม ระบายน้ำ ป้องกันน้ำหลาก-น้ำท่วม  ควบคู่ แผนกักเก็บน้ำใช้ฤดูแล้ง

พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.กอนช. ได้สั่งการไปยัง สทนช. ,มหาดไทย ,กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานทหารในพื้นที่ต่างๆ ให้เตรียมการรับมือจากสถานการณ์น้ำ กรณี การพยากรณ์อากาศ ของกรมอุตุนิยมวิทยา ล่าสุดวันนี้ ( 26 ก.ค.) เกี่ยวกับการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ 22 จังหวัด ของไทย ที่อาจได้รับผลกระทบ จากสภาพอากาศที่จะมีฝนตกหนัก และอาจจะเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก  อันเนื่องมาจาก ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง บริเวณชายฝั่งทะเลเวียดนามตอนบน ประกอบกับ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทย และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรง ซึ่งจะส่งผลให้เกิด ภาวะฝนตกหนักบางแห่งบริเวณ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคตะวันออก ของประเทศไทย รวม 22 จังหวัด และ พื้นที่บางแห่งใน กทม.-ปริมณฑล

ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร  ได้กำชับสั่งการให้ กระทรวงมหาดไทย หน่วยทหารในพื้นที่ เตรียมความพร้อมในการป้องกัน ให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ ทันที ที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม รวมทั้งได้สั่งการกรมชลประทาน ให้ตรวจ ติดตามพื้นที่เตรียมระบายน้ำทุกสาย ทุกจังหวัด พร้อมสั่งการให้ กอนช.และสทนช. เร่ง กำกับ ติดตามการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม จากสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งมีแผนรองรับไว้แล้ว และให้รายงานให้ พล.อ.ประวิตร  ทราบความคืบหน้า อย่างต่อเนื่องด้วย ต่อไป

“ยุทธพงศ์” ซัด กลับ “เรืองไกร” ตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาดีจริงหรือยัง พรุ่งนี้จ่อยื่นเพียบ ขอให้ตรวจสอบที่มาเงินซื้อเบนซ์   

ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 มีผู้ใหญ่ใจดีซื้อรถเมอร์เซเดสเบนซ์ s class ให้ ว่า สภาฯแต่งตั้งนายเรืองไกร เป็นกมธ.งบฯ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2564  ต่อมาวันที่ 1 ก.ค. นายเรืองไกร หิ้วเงินสด 5 ล้านบาท ไปซื้อรถหรูป้ายแดงที่โชว์รูมตรงสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ถ.พหลโยธิน เรื่องนี้นายเรืองไกร ต้องชี้แจงว่าเอาเงินสด 5 ล้านบาท ไปซื้อรถได้แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือไม่ เพราะเป็นการถอนเงินเกิน 2 ล้านบาท และผู้ใหญ่ใจดีคนนั้นเป็นใครถึงได้ให้เงินนายเรืองไกร 5 ล้านบาท ถามว่านายเรืองไกร ได้เงินดังกล่าวมาด้วยความโปร่งใสหรือไม่ หรือเกี่ยวข้องอะไรกับการที่นายเรืองไกร เป็นกมธ.งบฯ หรือไม่ เรื่องนี้นายเรืองไกรต้องชี้แจง ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ระบุว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกมธ. จะเสนอหรือกระทำการใดๆที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกมธ. มีส่วนไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ในการใช้จ่ายงบประมาณจะกระทำมิได้ ซึ่งนายเรืองไกร เป็นกมธ. และเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รับเบี้ยประชุม จึงต้องชี้แจงที่มาที่ไปของเงิน 5 ล้านบาท ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ท่านห้ามรับเงินเกิน 3,000 บาท เพราะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 

“ผมไม่ได้บอกว่านายเรืองไกร ทุจริตแต่เรียกร้องให้นายเรืองไกร ชี้แจง ซึ่งพรุ่งนี้ (27 ก.ค.) ผมจะยื่นหนังสือถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกมธ.งบฯ และยื่นต่อนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธานคณะกมธ.งบฯ เพราะนายวิรัช เป็นหัวหน้าทีมงบประมาณของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนายเรืองไกร มาในนามของพรรคพลังประชารัฐ จึงจะให้ตรวจสอบว่ามีส่วนได้เสียหรือไม่ นอกจากนี้ จะยื่นต่อปปง. และป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของเงิน 5 ล้านบาท ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ ด้วยเช่นกัน นายเรืองไกรต้องชี้แจง เพราะเป็นนักตรวจสอบ ดังนั้น ต้องโปร่งใส ต้องตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเองก่อนว่าโปร่งใสหรือไม่และดีจริงหรือไม่” นายยุทธพงศ์ กล่าว

“ยุทธพงศ์” แจงที่ดินที่ทำการส.ส. อ.พยัคฆพิสัย ใช้ทำรพ.สนาม เป็นของแม่ ลั่น พร้อมให้ตรวจสอบไม่มีอะไรปกปิด ท้า “เรืองไกร” เจอกัน 5 ส.ค. หน้าไทยเบฟฯ เตรียมเสนอขายที่ดิน 100 ไร่ “เสี่ยเจริญ” หวังนำเงินช่วยปชช.ติดโควิด – 19   

ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงตอบโต้กรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 65 เตรียมยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบตนกรณีบริจาคหน้ากากอนามัยให้ประชาชน และยกที่ทำการ ส.ส. ที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ให้ทางราชการไปทำ รพ.สนาม ว่า กรณีหน้ากากอนามัย มีเจ้าสัวใหญ่จิตใจเป็นกุศลให้เอาไปบริจาคช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ คนทางบ้านตนยากจนเงินจะกินยังไม่มี แต่มีเจ้าสัวใหญ่ที่มีเมตตาได้มอบให้ซึ่งไม่มีมูลค่า เพราะหน้าซองก็เขียนว่าฟรี
 
นายยุทธพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีใช้ที่ทำการ ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต 3 อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ทำรพ.สนาม ขอชี้แจงว่า ได้ใช้ที่ทำการส.ส. เป็นศูนย์ประสานงานกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กระทรวงมหาดไทย และจังหวัด มาร่วมดูแล เพราะถือว่าเป็นรพ.สนาม ที่เปิดไว้รองรับผู้ป่วยโควิด – 19 ที่มาจากกทม. แล้วไม่มีที่รักษา ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ นางเตือนใจ จรัสเสถียร มารดาของตน บริจาคให้กับรพ.พยัคฆภูมิพิสัย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลศูนย์แห่งนี้ ทั้งนี้ มารดาของตนเป็นเจ้าของโรงสีที่ใหญ่ที่สุดใน จ.มหาสารคาม ซึ่งมีมานานแล้ว ได้ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาทำเตียงต่างๆ 
 
“ที่ต้องเอาที่ทำการพรรคมาเป็นรพ.สนาม เนื่องจากตอนนี้คนมาจากกทม.ทำให้เตียงในรพ.ล้น แล้วใครจะยอมเสียสละบ้าน เสียสละที่ทำงานของตัวเองให้ แต่มารดาของผมบอกว่าคนเหล่านี้มีบุญคุณ สนับสนุนให้เราได้เป็นส.ส. แม่ทำธุรกิจโรงสี ชาวนาก็เอาข้าวมาขายส่งให้ผมได้เรียนหนังสือ เราจะไปทิ้งเขาได้อย่างไร จึงเสียสละพื้นที่ทำรพ.สนาม ไม่ได้มีความลับอะไร และเป็นที่ดินที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2516 เป็นที่ดินมีโฉนด ไม่ได้บุกรุกที่หลวง ที่ดินแปลงนี้ได้มาครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2533 เป็นชื่อของบิดาผม ต่อมาโอนเปลี่ยนเป็นชื่อมารดาของผม เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2543 กระทั่งถึงทุกวันนี้ไม่มีอะไรปกปิด และที่ทำการ ส.ส. มีมาตั้งแต่ผมยังไม่เป็น ส.ส. ผมได้บารมีของบิดา มารดา ที่สั่งสมไว้ จึงใช้ที่ตรงนี้ใครจะไปตรวจสอบก็ไปได้ ไม่มีอะไรปกปิด” นายยุทธพงศ์ กล่าว 
  
นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า วันนี้ตนปรึกษามารดาขอให้ขายที่สักแปลง 100 ไร่ ให้เจ้าสัวเจริญ โดยเสนอขายราคา 600 ล้านบาท เพื่อเอาเงินไปช่วยประชาชนที่ติดโควิด - 19 ต้องดูว่าเจ้าสัวเจริญจะช่วยหรือไม่ แล้วขอท้านายเรืองไกร ว่าวันที่ 5 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น. แน่จริงขอให้มาเจอกันหน้า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ว่าปู่ของภรรยาตนเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าสัวเจริญ ชื่อเจ้าสัวโกเมน เคยมีบุญคุณกับเจ้าสัวเจริญด้วย วันนี้ลูกหลานเจ้าสัวโกเมนเดือดร้อนดูว่าเจ้าสัวเจริญจะช่วยเหลือหรือไม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top