Sunday, 8 November 2026
Hard News Team

สุโขทัย-เริ่มแล้ว ประเพณีสงกรานต์และเทศกาลอาหารเมืองสวรรคโลกสุดยิ่งใหญ่

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 11 เม.ย. ที่บริเวณลานกิจกรรมอเนกประสงค์ริมรางรถไฟ ถนนศรีสัชนาลัย  อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย นายดำรง  มโนรถ รองผวจ.สุโขทัย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีสงกรานต์และเทศกาลอาหารเมืองสวรรคโลก ประจำปี2566 ซึ่งปีนี้ทางด้านนายสมชาติ ลิมปะพันธุ์ นายกเทศมนตรีเมืองสวรรคโลก ได้กำหนดจัดงานประเพณีสงกรานต์และเทศกาลอาหารเมืองสวรรคโลก ขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน ประจำปี 2566 ณ บริเวณลานกิจกรรมอเนกประสงค์ริมรางรถไฟ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

 

ทั้งนี้ เทศบาลเมืองสวรรคโลกในฐานะเจ้าภาพจัดงาน ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม อาทิ การทำบุญตักบาตร การรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแสดงอื่นอีกมากมาย พร้อมเทศกาลอาหารให้ประชาชนได้เลือกสรรนานาชนิดกว่า 80 ร้านค้า ซึ่งเป็นระยะมากว่า 10 ปีแล้ว เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบไป เพื่อส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองสวรรคโลก

‘พุทธิพงษ์’ เคลียร์ชัด!! ‘ภูมิใจไทย’ ไม่เคยคิดเอากัญชาเสรี โอด!! ทุกพรรคเห็นชอบ กม. แต่พอเรื่องเข้าสภากลับเทกลางทาง

(12 เม.ย.66) จากรายการพิเศษ เลือกตั้ง 66 เปลี่ยนใหม่ หรือ ไปต่อ (ขุนพลมหานคร) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ได้ตอบชัดถึงเรื่องกัญชาเสรี โดยระบุว่า “ตนไม่เอาเสรีกัญชา”

พร้อมยังได้กล่าวเพิ่มเติม “ การที่เราจะเอากฎหมายเข้าไปในสภานั้น ต้องผ่าน 1.ครม. หลังจากนั้น 2.ครม. ต้องส่งต่อไปให้ประธานสภาฯ 3.ประธานสภาฯ บรรจุเข้าในสภา  4.ผ่านวาระรับหลักการของสภา ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ผ่านเสียงข้างมาก

“สาระสำคัญอยู่ที่ พอผ่านหลักการเรียบร้อย ตั้งกรรมธิการ ซึ่งกรรมธิการในสภาได้มีองค์ประกอบของ ส.ส. จากทุกพรรค และจากวาระรับหลักการเดิมมีอยู่ 40 มาตราตอนเสนอ แต่พอเข้ากรรมธิการในการเพิ่มเติมกฎหมายเรื่องของกัญชา ก็เพิ่มเป็น 90 มาตรา ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นว่า ข้อกังวลของส.ส. ทุกพรรคได้เติมเต็มข้อบังคับ และกฎที่เป็นห่วงกันทั้งหมดเป็น 90 มาตรา แต่พอเอากลับมาเข้าสภาใหญ่ แต่ละพรรคกลับไม่เข้าประชุม, สภาล่ม จนทำให้หมดสมัยประชุม และดันมาบอกว่า ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่เอากัญชาเสรี”

นายพุทธิพงษ์ ยังได้ย้ำอีกว่า “ตนเอง และพรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นด้วยในเรื่องกัญชาเสรี” พร้อมยังย้อนถามกลับ “พรรคไหนที่ในวันนั้นไม่เข้าประชุม เพราะอะไร”

เปิดตัวขุนพล ‘พรรคใหญ่’ ชิงชัยเก้าอี้ ส.ส. ชลบุรี ใครได้หมายเลขไหน? อย่าจำผิด!!

สำหรับ 10 เขตของจังหวัดชลบุรี ตามการแบ่งเขตของ กกต. มีดังนี้ 

>> เขต 1 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะตำบลแสนสุข, ตำบลเหมือง, ตำบลห้วยกะปิ, ตำบลบ้านปีก, ตำบลเสม็ด, ตำบลอ่างศิลา, ตำบลหนองข้างคอก และตำบลหนองรี)          

>> เขต 2 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะตำบลบางทราย, ตำบลบ้านโขด, ตำบลมะขามหย่ง, ตำบลบางปลาสร้อย, ตำบลบ้านสวน และตำบลนาป่า)     

>> เขต 3 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะตำบลคลองตำหรุ, ตำบลหนองไม้แดง, ตำบลดอนหัวพ่อ และตำบลสำนักบก) อำเภอพานทอง และ อำเภอบ้านบึง (เฉพาะตำบลหนองช้ำซาก, ตำบลมาบไผ่, ตำบลหนองบอนแดง และตำบลหนองชาก)        
                                                                                         
>> เขต 4 อำเภอบ้านบึง (ยกเว้นตำบลหนองซ้ำซาก, ตำบลมาบไผ่, ตำบลหนองบอนแดง และตำบลหนองชาก) อำเภอบ่อทอง และอำเภอหนองใหญ่           
                                                                                                 
>> เขต 5 อำเภอพนัสนิคม และอำเภอเกาะจันทร์                                                                          

ตำรวจ ป.ป.ป. เรียกสอบ ‘ผอ.เขตราชเทวี-เจ้าหน้าที่’ หลังพบหลักฐานเอี่ยว รีดสินบนแลกเลี่ยงภาษี 40 ล้านบาท

ตำรวจ ป.ป.ป. เรียกสอบ ผอ.เขตราชเทวี และเจ้าหน้าที่ 11 คน ที่พบหลักฐานเชื่อมโยงกับหัวหน้าฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตราชเทวี โดยการตรวจสอบพบกว่า 100 คดี ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์

เมื่อวันที่ (11 เม.ย.2566) ผู้อำนวยการเขตราชเทวี เจ้าหน้าที่ธุรการ และเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับหัวหน้าฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตราชเทวี ถูกเชิญตัวมาให้ข้อมูล ในฐานะพยาน โดยมี พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ประสานพาเจ้าหน้าที่กลุ่มดังกล่าวมาพบพนักงานสอบสวน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผู้บังคับการตำรวจ ป.ป.ป. ระบุว่า การสอบเจ้าหน้าที่ทั้งหมดยังทำในฐานะพยาน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการหรือปรากฎชื่อในแผนผัง สมุดบันทึก หรือ เอกสารต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการไปตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการและสถานประกอบการในพื้นที่ตามที่ได้รับคำสั่ง จากนั้นก็ส่งรายชื่อให้กับหัวหน้าฝ่ายประเมินรายได้

พนักงานสอบสวนพบการเรียกรับผลประโยชน์แลกการเลี่ยงจ่ายภาษีจากผู้ต้องหา 100 คดี และพบผู้กระทำความผิดชัดเจนร่วมกับหัวหน้าฝ่ายประเมินรายได้อีก 1 คน เป็นลูกน้องคนสนิททำหน้าที่เก็บเงินและประสานงานกับผู้ประกอบการ

‘นันทิวัฒน์’ ซัด!! นักการเมืองค้าน ‘เกณฑ์ทหาร’ ลั่น!! มันคือการตัดมือตัดตีนตัวเองให้ต่างชาติย่ำยี

ตบปากพวกปลุก ‘เลิกเกณฑ์ทหาร’ อย่าหาเสียงด้วยการสร้างความอ่อนแอให้ประเทศ

(12 เม.ย.66) นายนันทิวัฒน์ สามารถ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘เกณฑ์ทหาร : ทำไม’ มีเนื้อหาดังนี้...

เกณฑ์ทหาร : ทำไม

ไม่เข้าใจ ทำไมนักการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมืองถึงได้คัดค้านและต่อต้านการเกณฑ์ทหาร ถึงขนาดเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร หรือต้องการให้ประเทศชาติอ่อนแอ

การเป็นทหารคือวิถีของลูกผู้ชาย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้รับใช้ชาติ เสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อชาติ เตรียมความพร้อมให้ตัวเองและกองทัพเผื่อยามที่ประเทศมีศึกสงคราม ทหารเกณฑ์จะได้รับการฝึกป้องกันตัว การใช้อาวุธ การฝึกความมีระเบียบวินัย ฝึกการรับฟังคำสั่ง สั่งให้ยิงต้องยิง ไม่หนีข้าศึกที่อยู่ตรงหน้า

นักการเมืองและคนที่ต่อต้านการเกณฑ์ทหารต้องตระหนักไว้ว่า ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ไม่มีกองทัพ นอกจากประเทศที่แพ้สงครามและถูกประเทศผู้ชนะห้ามไม่ให้มีกองทัพ และไม่มีประเทศใดไม่เผชิญภัยคุกคามความมั่นคงจากนอกประเทศ ยิ่งในสถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบัน ที่มีความตึงเครียดและการสู้รบดั่งที่เห็น

พลังอำนาจของชาติมาจากไหน แน่นอนต้องมาจากคนในชาติ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าได้ทรงพระราชทานคำขวัญให้กองทหารเสือป่า ว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ ศัตรูกล้ามาประจัญ ก็อาจสู้ริปูสลาย”

หมายว่าอย่างไร หากต้องการความสงบภายใน ชาติต้องมีกำลังทหารที่พร้อมรบเพื่อป้องกันประเทศจากการรุกรานของต่างชาติ ประวัติศาสตร์ของไทยถูกรุกรานจากต่างชาติมาโดยตลอด เดชะบุญที่บูรพกษัตริย์ทรงมีความเข้มแข็งและสายพระเนตรที่กว้างไกลในการป้องกันประเทศ

‘ยังโอม’ ทุ่มกว่า 1.2 ล้านบาท ทำ MV เพลง ‘ธาตุทองซาวด์’ ชี้!! อยากเห็นเพลงไทยไปไกลระดับโลก ฝากรัฐหนุนวงการศิลปะไทย

อึ้ง!! MV ธาตุทองซาวด์ ‘ยังโอม’ เผยควักทุน 7 หลัก หวังโชว์ทั่วโลก ฝากถึงรัฐ หนุนวงการศิลปะไทย ฝันไปไกลเท่าเกาหลี ขอบคุณ 10 ล้านวิว

เมื่อวันที่ (11 เม.ย.66) ยังโอม (YOUNGOHM) แรปเปอร์ชื่อดัง เจ้าของเพลง ธาตุทองซาวด์ ที่กำลังฮอตสุดๆ รันทุกวงการ มิวสิควิดีโอ ที่เพิ่งเปิดตัวได้ 5 วัน ทะลุ 10 ล้านวิว จนติดเทรนด์อันดับ 1 ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “MV เพลงนี้ผมใช้เงินตัวเองลงไปประมาณ 1,200,000 บาท เป็น MV ที่ผมใช้เงินเยอะที่สุดในชีวิต…”

“ที่ผมต้องลงทุนเยอะขนาดนี้ เพราะอยากให้ทั้งโลกเขาเห็นว่าคนไทยก็เฟี้ยวเหมือนกันนะ คนไทยถ้าเอาจริง ๆ เราทำได้ทุกอย่าง เรามีความสามารถ เรามีศิลปินที่เก่งมาก ๆ ในทุก ๆ แขนงของศิลปะ”

“นี่ขนาดผมทำด้วยตัวคนเดียว ด้วยเงินตัวเองมันยังได้ขนาดนี้ ผมอยากจะรู้จริง ๆ ถ้าคนไทยได้รับการสนับสนุนจากรัฐหรือจากไหนสักที่ วงการศิลปะบ้านเราจะไปได้ไกลแค่ไหน แล้วจะนำพาประเทศเราไปได้ถึงจุดไหน จะไปได้ไกลเท่าเกาหลีมั้ยนะ”

“และนี่คือเสียงจากอดีตเด็กโรงเรียนวัดธาตุทองตัวเล็ก ๆ ที่อยากเห็นประเทศนี้เฟี้ยวกว่าเดิม 5 วัน 10,000,000 วิว ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ครับ”


ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_7608536

‘ตร.สืบสวน’ ซ้อนแผนรวบ ‘ตั้มฟองเบียร์’ หนุ่มมีรสนิยมใคร่เด็ก ลวง ด.ญ.อายุต่ำกว่า 15 ปี 3 ราย มีเพศสัมพันธ์-ถ่ายคลิปอนาจาร

(12 เม.ย. 66) พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วิชิต ถิรขจรวงศ์ ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผกก.สส. 4 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ, ร.ต.อ.ศิวัช ยังอุ่น, ร.ต.อ.พลวัต นาคถมยา, ร.ต.อ.วรภัทร แสงเทียนประไพ, จ.ส.ต.เอกวุฒิ เชื้อโชติ, ส.ต.ท.จิรวัฒน์ ศรีมั่นมีชัย ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) จับกุม นายศรัณย์ หรือฉายา ‘ตั้มฟองเบียร์’ อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดศรีษะเกษ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ จ.228/2566 ลงวันที่ 27 มี.ค. 66

ข้อหา “ปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา” โดยชุดจับกุมแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า “ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น” จับกุมได้ที่ ริมถนนในซอยเอกชัย 64/5 แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน จังหวัดกรุงเทพเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจาก ชุดลาดตระเวนออนไลน์ของสืบนครบาล ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายรายหนึ่งผ่านเฟซบุ๊กเพจ สืบสวนนครบาล IDMB โดยผู้เสียหายแจ้งว่า ลูกสาววัย 11 ปี นักเรียนชั้นป.6 ถูกคนร้ายซึ่งมีศักดิ์เป็น ‘อดีตน้าเขย’ พาตัวหนีออกไปจากบ้านกว่า 11 วัน และกระทำชำเราจำนวนหลายครั้ง ซึ่งตนแจ้งความไว้กับพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม

ปัจจุบันออกหมายจับคนร้ายรายนี้แล้ว แต่ยังลอยนวล เกรงว่าลูกสาวจะไม่ปลอดภัย แล้วอาจจะถ่ายคลิปโป๊เก็บไว้ จากตรวจสอบแล้วคือ นายศรัณย์ อายุ 30 ปี ชาว อ.พยุห์ จ.ศรีษะเกษ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรีที่ จ.228/2566 ลงวันที่ 27 มี.ค.66 โดยผู้เสียหายขอความช่วยเหลือให้ช่วยติดตามจับกุมตัวโดยเร็ว เพราะครอบครัวของผู้เสียหายไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ ต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวว่า คนร้ายจะมาพาตัวลูกสาวไปอีก

หลังรับแจ้งทีมนักวิเคราะห์แผนประทุษกรรมได้ตรวจสอบประวัติของ น.ส.ศรัณย์ พบประวัติเคยต้องโทษกว่า 4 คดี 1.) พ.ศ. 2553 เคยถูกดำเนินคดีในข้อหา “พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล” 2.) พ.ศ. 2555 เคยถูกดำเนินคดีในข้อหา “ใช้สารระเหย” 3.) พ.ศ. 2558 เคยถูกดำเนินคดีในข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง” และ 4.) พ.ศ. 2558 เคยถูกดำเนินคดีในข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย”

พล.ต.ต.ธีรเดช จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล (บก.สส.บช.น.) ลงพื้นที่โดยเริ่มจากการเข้าไปพบปะพูดคุยกับครอบครัวของเหยื่อ จนทราบข้อมูลว่าหลังจากที่ครอบครัวของเหยื่อพากันไปแจ้งความ นายศรัณย์หลบหนีไปไม่สามารถติดตามตัวได้ จนกระทั่ง ตนลงมาควบคุมการปฏิบัติด้วยตนเองและเปิดแผนปฏิบัติการสุดคลาสสิค คือการใช้ ‘นางนกต่อ’ ติดต่อไปหา นายศรัณย์จนกระทั่งสามารถตกลงนัดหมายได้

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 66 เวลา 18.40 น. เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายศรัณย์เดินทางมา ณ จุดนัดหมาย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเจ้าหน้าที่ดักซุ่มอยู่แล้ว ผบก.สส.บช.น. นำกำลังชุดสืบสวนนครบาลเข้าจับกุมตัว นายศรัณย์ตามหมายจับ โดยจับกุมขณะกำลังนั่งรอเด็กนกต่ออยู่ริมถนน ในซอยเอกชัย 64/5 แขวงบางบอนเหนือ เขตบางบอน กรุงเทพฯ

จากการสอบสวนนายศรัณย์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเหยื่ออายุ 11 ปี กระทั่งมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค.66 บนรถที่ตนใช้ทำงาน และหลังจากนั้นก็มีเพศสัมพันธ์กันอีกหลายครั้ง

กระทั่งทางบ้านของเหยื่อจับได้และมาติดตาม ตนจึงพาเหยื่อ 11 ปี รายนี้หลบหนีไปอยู่ที่อื่นเป็นเวลากว่า 11 วัน และสุดท้ายเหยื่อก็ขอกลับบ้าน ตนก็ได้ปล่อยไป และยังยอมรับอีกว่านอกจากเหยื่อรายนี้ยังมี เด็กหญิงวัย 15 ปี อีกคนหนึ่ง ซึ่งตนคบหากันเป็นแฟนและเคยมีเพศสัมพันธ์ด้วยกันมาแล้ว

โดยตั้งใจจะคบเป็นภรรยาทั้ง 2 คน และในอดีตตนเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์ ซึ่งตอนนั้นตนมีความสัมพันธ์กับเด็กหญิงอายุ 14 ปี ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบว่าตนชอบเด็กเพราะอะไร และยอมรับว่าเคยถ่ายคลิประหว่างการมีเพศสัมพันธ์กับเหยื่อรายอายุ 15 ปี ไว้ในโทรศัพท์ แต่ไม่ได้ไปเผยแพร่ที่ไหน”

ชุดสืบสวนขยายผลการจับกุมจนพบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของ นายศรัณย์คือคลิปโป๊ ซึ่งเป็นการบันทึกภาพระหว่างมีเพศสัมพันธ์กับเหยื่อจริง และยังมีภาพลักษณะวาบหวิวของเหยื่ออีกด้วย จึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่า “ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม ดำเนินคดีตามกฏหมาย

‘อดีตผู้ว่าการ ธปท.’ ชี้ นโยบายแจกเงิน ก่อหนี้โดยไม่จำเป็น จวก!! ไร้ความรับผิดชอบ ทำ ปชช.ขาดวินัย-ทักษะทางการเงิน

(11 เม.ย. 66) นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เขียนข้อความเรื่องภาระการคลังของการแจกเงิน โดยระบุว่า…

ประชากรอายุ 16 ปีขึ้นไปมีประมาณ 85% ของประชากร 67,000,000 คนจึงเทียบเท่ากับประมาณ 55,000,000 คน แจกให้คนละ 10,000 บาท เทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งหมด 550,000 ล้านบาท

ถามว่าจะเอาค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาจากไหน?

ถ้าเงิน 550,000 ล้านบาทที่ใช้จ่ายออกไปมีการเก็บภาษีวีเอที 7% เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็จะได้ภาษี 38,500 ล้านบาท แต่จริง ๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะร้านขายของในละแวกบ้าน นอกอาจจะเป็นร้านเล็ก ๆ ยังไม่อยู่ในระบบภาษี แต่เอาเถอะยกผลประโยชน์ให้ว่าเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเขาอาจจะโต้แย้งได้ว่าเงิน 550,000 ล้านบาทสามารถหมุนได้หลายรอบ ก็จะเก็บภาษีได้หลายรอบ และบริษัทที่ผลิตสินค้าขายได้มากขึ้นก็น่าจะเก็บภาษีนิติบุคคลได้มากขึ้น

ดังนั้น ยังต้องหาเงินมาโปะส่วนที่ขาดอีก 511,500 ล้านบาท ปัดตัวเลขกลมๆเป็น  500,000 ล้านบาทเลยก็ได้ ถ้าไม่ขึ้นภาษีก็ต้องเบียดมาจากการใช้จ่ายรายการอื่น ๆ ซึ่งไม่น่าจะเบียดมาได้มากนัก เพราะตัวเลข 500,000 ล้านบาทนี้ เทียบเท่ากับ 17 ถึง 18% ของงบประมาณคาดการณ์ของปี 2023 จึงเป็นสัดส่วนไม่น้อย เมื่อหาเงินหรือลดค่าใช้จ่ายรายการอื่นไม่ได้ ก็ต้องกู้มาโปะส่วนที่ขาดดุลมากขึ้นนี้

อัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีในปี 2023 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 61.36% ถ้าต้องกู้มากขึ้นอีก 500,000 ล้านบาทสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 2.8% รวมเป็น 64.16%

เราเคยตั้งเป้าว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะไม่ให้เกิน 60% แต่ช่วงที่ผ่านมาเราต้องประคับประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด จึงยอมให้สัดส่วนนี้สูงเกิน 60% และมีเป้าหมายจะดึงลงมาให้อยู่ในระดับ 60% โดยเร็ว

นโยบายแจกเงินนี้มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจะโตประมาณ 3 ถึง 4% โดยมีตัวช่วยคือการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาในช่วงโควิดรัฐบาลได้ใช้เงินไปในการพยุงเศรษฐกิจมามากพอแล้ว ปีหน้าจึง​ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกระตุ้นต่อเนื่อง และการจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตโดยการใช้จ่ายเป็นวิธีที่ไม่รับผิดชอบ (ยกเว้นในกรณีจำเป็น อย่างเช่นในช่วงโควิดที่หัวรถจักรทางเศรษฐกิจตัวอื่น ๆ ไม่ทำงาน) เพราะใช้แล้วก็หมดไป ไม่มีผลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว

‘พท.’ เสนอ ยกเครื่อง คกก. จัดสรรบุคลากร-งบประมาณท้องถิ่น แก้ปัญหาการกระจายอำนาจไทย หลังถดถอยสุดในรอบ 25 ปี

(11 เม.ย. 66) เฟซบุ๊กแฟนเพจหลักของ ‘พรรคเพื่อไทย’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ โดยมีเนื้อหาระบุว่า…

“สังคมไทยกำลังต้องการการกระจายอำนาจอย่างมาก เราพบว่า 9 ปีมานี้ การกระจายอำนาจของประเทศไทยถอยหลังที่สุดในรอบ 25 ปี คำถามคือปัญหาคืออะไรและเราจะต้องแก้อย่างไร”

ส่วนหนึ่งจากการเสวนาของ จาตุรนต์ ฉายแสง คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในงานสัมมนาหัวข้อ ‘ท้องถิ่นมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง’ ร่วมกับตัวแทนพรรคการเมืองอื่นรวม 8 พรรค ที่โรงแรมไฮเอท รีเจนซี่ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 

จาตุรนต์ ฉายแสง เริ่มต้นกล่าวว่า การพูดถึงเรื่องการกระจายอำนาจ ก็คือการพูดวางบทบาทของรัฐบาลส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นว่าจะวางบทบาทอย่างไรให้เหมาะสม เพราะโลกปัจจุบันมีเรื่องใหญ่มาก ๆ ที่รัฐบาลต้องทำ ซึ่งมีทั้งทำไม่ทัน และทำทันแต่ทำได้ไม่ดี เพราะฉะนั้น ต้องมายืนบนหลักการให้ได้ว่า รัฐบาลหรือส่วนกลาง จะต้องไม่ไปแย่งงานท้องถิ่นหรือไปทำงานแทนท้องถิ่น

ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุด คือ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และกำลังดำเนินเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ทั่วไปอีกไม่นาน ภายหลังการยึดอำนาจเมื่อปี 2557 ซึ่งการยึดอำนาจทุกครั้งทำให้การกระจายอำนาจถอยหลังเข้าคลอง อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พูดไม่ได้ขยับไม่ไป พูดไม่ดีถูกปลดถูกจับติดคุก

[ปัญหาของการกระจายอำนาจที่ผ่านมา]
ภายหลังการยึดอำนาจมา 9 ปี แต่การกระจายอำนาจประเทศไทยถอยหลังไป 25 ปี คำถามคือ ปัญหาคืออะไรและแก้ไขอย่างไร

1.) การกำกับควบคุม
พบว่า มีการกำกับควบคุมจากส่วนกลางเต็มไปหมด โดยเฉพาะคำสั่ง คสช. ซึ่งคำสั่งของ คสช.ครอบท้องถิ่นไปจนถึงแม้แต่เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เขาขาดคนแต่ไม่แต่งตั้งคนทำงานให้ ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายความจริงต้องทำให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น สามารถที่จะดูว่าจะได้บุคลากรอย่างไรสอดคล้องกับท้องถิ่น และทำให้เส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการส่วนท้องถิ่นเขามีที่จะไปได้ทั่วประเทศ เรื่องนี้จำเป็นจะต้องมีความสมดุล

2.) เรื่องงาน และการถ่ายโอนภารกิจ
งานที่ท้องถิ่นต้องทำมีทั้งเรื่อง Reskill-Upskill เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นสมัยใหม่ หรือส่งเสริมนวัตกรรมฝึกอาชีพ ซึ่งถ้าทำกันจริง ๆ สตง.ก็จะบอกว่าทำไม่ได้ เพราะคณะกรรมการกระจายอำนาจไม่ได้แบ่งหน้าที่ไว้ให้เขา เพราะฉะนั้น ตรงนี้ต้องทำให้มันเกิดความชัดเจน เมืองสมัยใหม่ต้องการการพัฒนา ทางพรรคเพื่อไทยก็คิดว่าจังหวัดไหนต้องการจังหวัดจัดการตนเอง เราจะส่งเสริมจังหวัดที่มีความพร้อมมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนำร่องประมาณ 4-5 จังหวัด ยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศให้เป็นเทศบาลตำบล

3.) เรื่องเงินรายได้
9 ปีที่ผ่านมา ท้องถิ่นได้เงินจากงบประมาณไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่จัดรายได้ให้สอดคล้องกับภารกิจ มีแต่งาน แต่ไม่มีงบประมาณจ่ายมา และกลายเป็นท้องถิ่นไม่ได้ทำในสิ่งที่ท้องถิ่นหรือประชาชนต้องการ ทำได้แต่งานที่ส่วนกลางหรือรัฐบาลฝากทำ และที่หนักสุดคือ งบท้องถิ่น ท้องถิ่นควรได้เป็นคนพิจารณา แต่กลับเอาไปให้สภาผู้แทนพิจารณาแทน ซึ่งผิดหน้าที่ ดังนั้น ต้องเพิ่มงบท้องถิ่นให้ร้อยละ 35 ภายใน 2 ปีงบประมาณ และยกเลิกงานฝากจากส่วนกลางออกไปจากบัญชีท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้ตัวเองไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้

‘อนุทิน’ ลุยหาเสียง ‘นครนายก’ ย้ำ นโยบายพรรคไม่ขายฝัน เน้นทำได้ระยะยาว สร้างความมั่นคง ทั้ง ปชช.-ประเทศชาติ

(11 เม.ย. 66) ที่วัดบางปลัง ตำบลศรีจุฬา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแกนนำพรรค อาทิ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรค และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ ช่วยผู้สมัครหาเสียง พร้อมทั้งแนะนำนโยบายพรรค ได้แก่ นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จังหวัดนครนายก และนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จังหวัดนครนายก ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังการปราศรัยอย่างคับคั่ง โดยมีการขอถ่ายรูปกับนายอนุทิน และผู้สมัคร พร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ

นายอนุทิน กล่าวว่า พื้นที่ จ.นครนายก มีการทำเกษตรกรรมกันมาก และท่านผ่านอะไรมาเยอะ มันก็แก้ปัญหาท่านไม่ได้ วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางใหม่มานำเสนอเรียกว่า เกษตรร่ำรวย คือ เกษตรกรต้องรู้ราคาล่วงหน้า ก่อนจะปลูก ถ้าได้ราคาที่พอใจ มีกำไร ไม่ขาดทุน จึงตัดสินใจปลูก และเกษตรกรต้องมีประกันการเพาะปลูก ได้รับเงินที่ลงทุนไป ในกรณีที่ไร่นาผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ หรือ ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ผันผวน ชาวไร่ ชาวนา ไม่ต้องเสี่ยงดวง แต่ได้ตัดสินใจบนข้อมูล ทั้งยังได้รับการดูแลจากภาครัฐฯ

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ที่มานั่งฟังกันในวันนี้มีผู้สูงวัยจำนวนมาก สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นโยบายของพรรค ให้ความสำคัญกับท่าน เราไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนทุกรุ่นล้วนสำคัญ เรามีนโยบายผู้สูงอายุให้สิทธิเป็นสมาชิกกองทุนประกันชีวิต และมีกรมธรรม์ประกันชีวิตทันทีโดยไม่ต้องสมัคร และไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ให้สิทธิกู้เงินดูแลตัวเอง วงเงิน 20,000 บาท ในวันที่เสียชีวิต ทุกคนจะมีมรดกให้ลูกหลาน ทายาท และครอบครัว รายละ 100,000 บาท

นอกจากนี้ พรรคเรายังต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน คนไทยทุกครัวเรือนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการ การไฟฟ้าประชาชนสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนใช้พื้นที่บ้านของตัวเอง หรือพื้นที่ส่วนกลางในชุมชน ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้กับรัฐบาล ลดค่าไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 450 บาทต่อเดือน และสิทธิซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าบ้านละ 1 คัน ในราคา 6,000 บาท ด้วยระบบผ่อนชำระ เดือนละ 100 บาท เป็นเวลา 60 เดือน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top