Sunday, 8 November 2026
Hard News Team

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง - ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง ปันยิ้ม สร้างสุข ผู้สูงวัย”  ลงพื้นที่ 50 เขตกรุงเทพฯ บรรเทาทุกข์ในยุคสังคมผู้สูงวัยในไทย

วันนี้ (วันที่ 8 มิถุนายน 2566)  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีเปิดโครงการ ป่อเต็กตึ๊ง ปันยิ้ม สร้างสุข ผู้สูงวัย ลงพื้นที่แจกจ่าย "ถุงปันสุข ป่อเต็กตึ๊ง" บรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค มูลค่าชุดละ 1,000 บาท ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช น้ำปลา นม ขนม สบู่ ผงซักฟอก และผ้าขนหนู  พร้อมมอบเงินสด จำนวน 1,000 บาท ให้แก่ผู้สูงอายุและผู้ยากไร้ในชุมชน 50 เขตกรุงเทพมหานคร  รวมจำนวน 2,500 ชุด 

คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 5,000,000 บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมในพิธี  ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า ด้วยประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยโดยสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นองค์กรสาธารณกุศลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ดำเนินงานสาธารณกุศลทั้งงานสังคมสงเคราะห์และงานบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ บำบัดทุกข์ สร้างสุขให้สังคมไทยมากว่า 113 ปี มีความห่วงใยในความเป็นอยู่ ทุกข์สุข ของผู้สูงอายุยากไร้ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาวะที่ยากลำบาก ขาดผู้ดูแล ขาดปัจจัยหลักในการดำรงชีพ 

สำหรับโครงการดังกล่าว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดลงพื้นที่ครบถ้วนทั้ง 50 เขต ในวันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2566 ที่จะถึงนี้

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

โฆษก ตร.แจงปมเลื่อนยศ ร.ต.อ.หญิงเป็นไปตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยวิธีการแต่งตั้งยศ มีคุณวุฒิบรรจุปริญญาโท สามารถเลื่อนเป็น ร.ต.อ.ได้ภายใน 2 ปี ย้ำ ตร.ให้ความสำคัญตำรวจชั้นผู้น้อย เปิดสอบแข่งขันเลื่อนเป็นสัญญาบัตรกว่า 880 อัตรา 

วันนี้ (8 มิ.ย.66 ) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า “ตามที่ปรากฎจากสื่อเกี่ยวกับการบรรจุและดำรงตำแหน่ง ร.ต.อ.หญิง นั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเรียนว่า หลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมา เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร (กอส.) เป็นหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรซึ่งบรรจุจากบุคคลภายนอก เช่น  ทายาทตำรวจ ผู้มีวุฒิปริญญาสาขาต่างๆ ผู้มีวุฒิปริญญาในสาขาวิชาที่ขาดแคลน  นายแพทย์ รพ.ตร. ตำรวจน้ำที่รับโอนมาจากทหารเรือ นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เป็นหลักสูตรตามระเบียบ ตร. ซึ่งกรณีของ ร.ต.อ.หญิง เป็นผู้มีวุฒิปริญญาซึ่งผ่านการคัดเลือกและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขเมื่อผ่านการอบรมฯ หลักสูตรตามที่ ตร. กำหนดแล้ว จึงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิ

ร.ต.อ.หญิง ดังกล่าว ได้ผ่านการรับสมัครและคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิ ใช้วิธีการคัดเลือกตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันฯ และตรวจสอบคุณวุฒิและคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ จนได้บรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ ยศสิบตำรวจตรีหญิง ในปี พ.ศ. 2563 ในตำแหน่ง ผบ.หมู่ฯ  ต่อมาผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร กอส. ในปี พ.ศ.2564 และแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ยศร้อยตำรวจตรีหญิง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.64 โดยมีคุณวุฒิที่ใช้บรรจุแต่งตั้งนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (ป.โท) จากนั้นจะใช้ระยะเวลาครองยศ 8 เดือน ได้รับการเลื่อนยศเป็น ร.ต.ท.หญิง และครองยศ ร.ต.ท.หญิง อีก 1 ปี จะได้รับการเลื่อนยศเป็น ร.ต.อ.หญิง รวมระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน โดยการเลื่อนยศของ ร.ต.อ.หญิง ดังกล่าว เป็นไปตามตามกฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งยศ พ.ศ.2554 ข้อ 8.2.8 ที่กำหนดให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับยศสูงขึ้น ต้องครองยศตามจำนวนปีที่รับราชการ ยกเว้นผู้ที่บรรจุในคุณวุฒิ ปริญญาโท ให้รับราชการในชั้นยศร้อยตำรวจตรีหนึ่งปี ร้อยตำรวจโทหนึ่งปี”

โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า “ในปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความตั้งใจที่จะดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพลในส่วนที่เป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่มีความตั้งใจ มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร มีการเปิดสอบแข่งขันข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ล่าสุด เมื่อปลายเดือน พ.ค.66 มีการเปิดรับสมัครตำรวจชั้นประทวนเป็นสัญญาบัตร จำนวน 430 อัตราสำหรับตำแหน่งทั่วไป และ จำนวน 450 อัตรา สำหรับสายงานสอบสวน”

ไทยสร้างไทย’ โพสต์แจง ถูก ‘กัลฟ์’ ฟ้อง 100 ล้านบาท โดนทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง ปมแถลงปัญหาค่าไฟแพง

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 66 รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ ได้รับหมายศาล ‘กัลฟ์’ ฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่ง และเรียกค่าความเสียหายอีก 100 ล้านบาท พรรคไทยสร้างไทย กับพวกรวม 3 คน ปมแถลงค่าไฟแพง

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กชื่อ ‘ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส - Treerat Sirichantaropas’ ระบุถึงกรณีการได้รับหมายศาล ซึ่งบริษัท กัลฟ์ เจพี เอ็นเอส จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โดยนายเนติพงศ์ โฆมานะสิน ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง พรรคไทยสร้างไทย เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 3 คน

ทั้งนี้ นายตรีรัตน์ ระบุเนื้อหาว่า วันนี้ผมได้รับหมายศาลโดยกลุ่มบริษัท ‘กัลฟ์’ หลังจากผมได้เคยแถลงข่าวถึงปัญหาค่าไฟแพง โดยผม พร้อมด้วยคุณรณกาจ (ผู้ร่วมแถลงข่าว) และพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันได้ถูกฟ้องทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง และโดนเรียกค่าความเสียหายอีก 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ เขายังระบุด้วยว่า ทั้งหมดที่ผมเคยออกมาตั้งคำถาม เป็นการทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง ซึ่งมีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งภาครัฐหรือคู่สัญญาของรัฐ ต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ โดยประชาชนถึงความคุ้มค่า

แต่หากการตั้งคำถามในฐานะประชาชน ทำให้ผมต้องโดนฟ้องทั้งอาญา-ทั้งแพ่ง ผมก็ใช้จังหวะนี้ที่ผมต้องขึ้นศาล เบิกความเอาเอกสารข้อเท็จจริงทั้งหมดมาแสดงให้สาธารณชนได้รับทราบร่วมกัน ถึง “สัญญาการซื้อไฟฟ้าระหว่างรัฐและนายทุน” ส่วนรายละเอียดของคดี ผมจะขออนุญาตแถลงข่าวในภายหลัง

 

‘ดร.นพดล’ ลั่น!! รู้ข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลังม็อบปฏิรูปสถาบันฯ ชี้!! มีขบวนการคอยชักใยเพื่อบั่นทอนเสาหลักของชาติ

ดร.นพดล กรรณิกา เผยกลางรายการ รู้ข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลังและคนปั่นกระแส จนมาเป็นการชุมนุมปฏิรูปสถาบันฯ โดยใช้เครื่องมือ และมีคณะทำงานโดยมีกลุ่มไอที (IT) ด้วยกันทั้งหมด 3 กลุ่ม จนรู้ความจริง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ให้สัมภาษณ์ในรายการสนามข่าว ช่อง FM101 ยืนยันว่า รู้ข้อมูลผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ตลอดจนผู้ปั่นกระแสจนเป็นที่มาของการชุมนุมปฏิรูปสถาบัน และยืนยันว่ามีกระบวนการอยู่เบื้องหลังจริง ตามที่รัฐบาลตั้งข้อสังเกต

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า อาจารย์สำรวจเสียงประชาชนในโลกโซเชียล ผ่านระบบเน็ตซุปเปอร์โพล เพื่อดูความเคลื่อนไหวข้อความที่มีแฮชแท็กและติดเทรนค์ทวิตเตอร์ เช่น #เยาวชนปลดแอก, #หยุดคุกคามประชาชน, #สู้เป็นไทยถอยเป็นทาส, #whathappeninthailand แล้วอาจารย์บอกว่า ไปดูแล้วมีการปั่นจากต่างประเทศเข้ามา 7 เท่า อาจารย์ไปเช็กอย่างไร?

ดร.นพดล ตอบว่า “เรามีวิธี มีเครื่องมือ และมีคณะทำงานโดยมีกลุ่มไอที (IT) ด้วยกันทั้งหมด 3 กลุ่ม แล้วเราใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่ ทุกอย่างที่อยู่ในโลกโชเชียล จะมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือกลุ่ม structure กับ unstructure ข้อมูลที่มันมีระบบระเบียบกับข้อมูลที่ไม่มีระบบระเบียบแล้วหลังจากนั้นเราจะกวาดหาทั้งหมด แล้วนำมาจัดเป็น layer ต่างๆ ข้อมูลที่มันออกมาจากที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นในโซเชียลหรือนอกโลกโซเซียล ทุกอย่างมันต้องมีแหล่งที่มา เพราะฉะนั้น จะทำให้ทราบว่า มันมาจากไหน ใครเป็นคนเริ่ม และเริ่มเมื่อไร เครื่องมืออันนี้มันมีครื่องมือในการตรวจจับอยู่แล้ว และเครื่องมือที่เราใช้อยู่มันจะสามารถรู้ได้ว่ามันไม่ได้มาจาก proxy มันเป็น uique P ที่เราสามารถจับได้ แล้วก็กลุ่มคนที่ใช้ VPN มันจะเป็น privacy ของเขา”

ดร.นพดล กล่าวต่อว่า มันเริ่มตั้งแต่ต้นปี เรารู้แล้วว่าใครเป็นคนเริ่ม เริ่มวันไหน เริ่มมาตอนแรกไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไร แต่ดูเหมือนว่าทำกันเป็นขบวนการ เริ่มปล่อยออกมา พอปล่อยออกมาแล้วในช่วงจังหวะหนึ่งเราจะเห็นผมนำเสนอไปไม่ได้ทั้งหมด นำเสนอได้บางส่วนเพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเป็น privacy ของคน พอเราจับได้ เราจะเห็นว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

โดยส่วนใหญ่มันมี Milestone หลักของการเคลื่อนไหว Timeline ของการเคลื่อนไหวแล้วก็จะมีช่วงเวลาหรือจังหวะเวลา หรือวันที่วันไหนที่จะเป็นช่วงที่จะปั่น โดยช่วงก่อนหน้านั้นจะเริ่มมีการปั่นมาทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกับเป็น normal cuve ขึ้นจากจุดพีคแล้วก็ตกลง ซึ่งมีการทั้งBoostทั้งปั่น และมีที่เป็นตัวปลอม ที่หลายคนรู้จักคำว่า ‘อวตาร’ ซึ่งคนหนึ่งคน สามารถปั่นกระแสแทน ทำให้เราเห็นภาพภาพของคนป็นหลักหมื่น หลักแสน หลักล้าน จากคนคนเดียว เขาสามารถนั่งปั่นเข้าไปเรื่อยๆ และเครื่องมือที่เขาใช้ทำ ก็เป็นของบริษัทของโซเชียลมีเดียที่ต่างชาติเป็นที่นิยม

เราแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือเชิงปริมาณ ซึ่งใช้คนๆเดียวสามารถเปลี่ยน SIM เปลี่ยน account เพิ่มaccount สร้าง account ขึ้นมา แล้วก็ปั่นคนเดียวทำได้เป็นหมื่น เป็นแสน เขาใช้เครื่องมือของบริษัทโชเชียลมีเดีย เชิงปริมาณ จำนวนคน คนคนเดียวทำมือถือไม่รู้เป็นร้อยๆ เครื่อง มีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ใช้แค่มือถืออย่างเดียว เครื่องมืออุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์ได้ อันนี้คือปั่นยอด ผมเสนอไปหมดแล้วคำว่าช่องทาง แต่ content ใครอะไร อย่างไร ผมไม่ได้สน สุดท้ายเราเกาะคนนี้ไปเชื่อมโยงคนนั้นเป็น networkไป เห็นออกมาเลยว่าเป็นวัฏจักรแบบนี้ เป็นเครือข่ายเขาทำแบบ online - on ground - online - on ground แบบนี้ไปเรื่อยๆ

on ground ก็คือ ลงพื้นที่ปฏิบัติการลงถนน ถ้าอยู่บนโลกออนไลน์เป็นล้าน แต่ on ground หลักหมื่น หลักพัน #whathappenedinThailand ประเทศไทยมีแค่ 12,290 บัญชีผู้ใช้งานเคลื่อนไหวแต่รวมต่างชาติไปเป็น 2.3 ล้านเพราะมันก็มีเทคนิคอะไรบางอย่าง แต่ที่สำคัญก็คือ คำพูดนี้มันเห็นชัดเจนว่ามันปั่นมาจากข้างนอกเยอะ แล้วก็คือใคร มันออกมาจากทั่วโลกมาจากหลายประเทศ แต่ว่ามันไม่ใช่จะใช้ VPN กันได้หมดทุกคน ก็เรียนให้ทราบได้แล้ว เราก็สามารถรู้แล้ว ซึ่งก็คนที่รู้ได้ดีจริงๆ คือ ISP (Internet service provider) เขารู้แน่ๆ

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า อาจารย์สามารถร่าง map ได้ แล้วว่ามันเริ่มต้นจากตรงไหนเครือข่ายเป็นอย่างไร รู้เลยเหรอว่าเป็นใคร?

ดร.นพดล ตอบว่า มันเปิดเผยตัวจริง รู้เลยว่าเป็นใคร แล้วก็คนนี้ไปเชื่อมโยงกับคนนั้น แล้วสุดท้ายก็ on ground ก็ไปอยู่ในกลุ่มนั้น แล้วก็ออกมาแถลงการณ์อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย อะไรแบบนี้ ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่เรารู้กัน ซึ่งข้อมูลมี 2 ประเภท กลุ่มข้อมูลเปิดกับกลุ่มข้อมูลปิด ณ ตอนนี้หน่วยงานของรัฐไปจัดการกับกลุ่มข้อมูลเปิด กลุ่มข้อมูลปิดก็อยู่เบื้องหลัง จะมีเครื่องมือในการปฏิบัติการสามารถจัดการได้ ต้องพูดความจริงต้องเอาความจริงมาเปิดเผย แต่สุดท้ายก็ปั่นเป็นความเท็จ สิ่งนี้พวกเราทำกันเอง ไม่ได้หวังสิ่งใดทั้งสิ้น เราอยากเห็นความมั่นคงไม่อยากซ้ำเติมวิกฤต ซึ่งกลุ่มเคลื่อนไหวพยายามจะบั่นทอนเสาหลักของชาติ

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ถ้าเราดูทิศทางจากการอภิปรายในสภา โดยรัฐบาลเชื่อว่ามีกระบวนการอยู่เบื้องหลัง

ดร.นพดล ตอบว่า ไม่ใช่แค่ความเชื่อ มันเป็นความจริง แต่ผมไม่ได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล

เมื่อผู้ดำเนินรายการ ถามว่า มันจะทำให้ การมองว่ากลุ่มเยาวชนถูกปลุกปั่น

ดร.นพดล ตอบว่า ผมอยู่กับข้อมูลเยาวชนจิตใจบริสุทธิ์จำนวนไม่น้อย แรกๆ ก็จะเป็นเยาวชนพลังเงียบบริสุทธิ์ เขาเริ่มข้ามในโซเชียล มันมีขบวนการ ปฏิบัติการ 2 รูปแบบ รูปแบบแรก คือ ใช้ BOT และ A รูปแบบที่ 2 คือใช้กองกำลังหรือกำลังคน เยาวชนเข้ามาในโลกโซเซียลด้วยความบริสุทธิ์สงสัยว่า เรื่องนี้ป็นอย่างไร พอคลิกกด A และ BOT จะปฏิบัติการทันทีส่งเรื่องนั้นเข้ามาทันที ในแง่ลบต่อสถาบัน ส่งมาอีก จากสงสัย เป็นสงสัยจะจริง จากสงสัยจริงน่าจะจริง ภายหลังจะจริง สุดท้ายจริงแน่ หลังจากนั้นจะเป็น name calling ทำให้ความเห็นแตกต่างจากความคิดหลายอย่างเหลือเพียงแค่ 2 ฝั่ง คือพวกชังชาติ กับพวกสลิ่ม สุดท้ายจะเป็นเหมือนฮ่องกงใครเห็นไม่เห็นด้วยกับเรา เห็นต่างเผาเลย

‘รศ.ดร.ปิติ’ โพสต์ภาพสถานที่ประสูติของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมบอกเล่าความรู้สึก “คิดถึงในหลวง ร.9 สุดหัวใจ”

(8 มิ.ย. 66) รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินทางไปร่วมประชุมที่ Boston สหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ภาพโรงพยาบาล Mount Auburn ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมข้อความระบุว่า…

เมื่อรู้ว่าจะได้มีโอกาสมาประชุมที่ Boston สถานที่แรกที่อยากมา ณ มหานครแห่งนี้คือ สถานที่ประสูติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในอดีตจัตุรัสแห่งนี้คือ ที่ตั้งของโรงพยาบาล Mount Auburn แห่ง #มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในหลวงประสูติที่นี่เมื่อ 5 ธันวาคม 1927 คราวที่กรมหลวงสงขลานครินทร์มาเรียนแพทย์ที่ Harvard Medical School ปัจจุบันสถานที่แห่งนี่คือที่ตั้งของ Harvard Kennedy School 

#คิดถึงในหลวง ร.9 มากจริงๆ ครับ ดีใจที่เห็นคนนำดอกไม้ช่อเล็กๆ มาวาง ณ สถานที่นี้ด้วยครับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จวางศิลาฤกษ์ ‘ถนนรัชดาภิเษก’

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก ณ บริเวณเชิงสะพานกรุงเทพตัดกับถนนเจริญกรุงในวันนี้ โดยถนนรัชดาภิเษกเป็นถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพฯ ความยาวกว่า 45 กิโลเมตร เริ่มเปิดใช้งานใน พ.ศ. 2519 สร้างขึ้นตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่จะต้องประสบปัญหาการจราจร

ความเป็นมาของถนนรัชดาภิเษก
ปี พ.ศ. 2514 ‘จอมพลถนอม กิตติขจร’ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลเรื่องพระราชพิธีรัชดาภิเษก (Silver Jubilee) โดยรัฐบาลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสรณ์ น้อมเกล้าฯ ถวายเนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชดาภิเษกที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี
.
แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนเพิ่มขึ้นแทน ให้เป็นถนนวงแหวนรอบกรุงเทพฯ และมีถนนออกจากศูนย์กลางไปรอบตัวตัดกับวงแหวนเหล่านั้น เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญแก่ประชาชนแทนการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ โดยมีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า

“ขอเถิด อนุสาวรีย์อย่าเพิ่งสร้าง สร้างถนนดีกว่า สร้างถนนเรียกว่าวงแหวน เพราะมันเป็นความฝัน เป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว เกือบ 40 ปี อยากสร้างถนนวงแหวน...”

ถนนรัชดาภิเษกสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2536 โดยใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 23 ปี ถนนเส้นนี้ช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ ชั้นในให้คลี่คลายไปได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่สัญจรเข้า-ออกระหว่างใจกลางเมืองกับชุมชนส่วนนอก ตลอดจนถึงผู้ที่มาจากต่างจังหวัดให้สามารถเดินทางผ่านกรุงเทพฯ ออกไปได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น

กรมพัฒนาสังคมฯ’ จัดเวทีนวัตกรรมสร้างสรรค์รวมพลังเพื่อสังคม ส่งเสริมประชาชนให้มีอาชีพ มีรายได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

(7 มิ.ย. 66) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้จัดเวทีนวัตกรรมสร้างสรรค์รวมพลังเพื่อสังคม ในโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาสังคม ที่ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับ ผศ.ดร.เอราวัณ ทับพลี และคณะ รวมกับกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นผู้ดำเนินโครงการ รวมถึงค้นหาแนวทางการพัฒนาการพัฒนานวัตกรรม เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาทางสังคม

นางจตุพร ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่จะนำไปสู่ความสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม โดยการบูรณาการทางสังคมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคสื่อมวลชน เพื่อใช้แลกเปลี่ยนนวัตกรรมทางสังคมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้น ยกระดับผลิตภัณฑ์นำไปสู่อาชีพสร้างรายได้ โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน เพื่อให้ประชาชนในกลุ่มเป้าหมายได้ยกระดับคุณภาพชีวิต เป็นการทำงานบูรณาการในทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย และสามารถพึ่งพาตนเองได้และดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข

นางจตุพร ยังได้กล่าวอีกว่า กิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ได้มีเฉพาะแค่ทุกภาคส่วนอย่างเดียว ยังมีภาควิชาการ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ภายใต้การนำของ ผศ.ดร.เอราวัณ ทับพลี และคณะ ได้จับคู่นำนวัตกรรมต่างๆ นำไปสู่การปฏิบัติทำให้เกิดผลต่อกลุ่มเป้าหมายอย่างเห็นผลได้ชัด และสามารถวัดผลได้

และยังมีตัวแทนจากหลายหน่วยงาน ที่อยู่ในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทั้งสิ้น 196 องค์กร โดยมีแนวทางในการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน 3 แนวทาง เพื่อพัฒนาการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายผู้ประสบปัญหาทางสังคม ดังนี้

1.) แนวทางพัฒนานวัตกรรมกระบวนการเพื่อชี้เป้าความสามารถ ศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย โดยประยุกต์แนวคิดการสร้างคุณค่าในตนเอง

2.) แนวทางการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้ การจัดหางาน การพัฒนาศักยภาพให้กับกลุ่มเป้าหมาย

3.) แนวทางพัฒนานวัตกรรมกระบวนการเพื่อพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ประยุกต์ใช้กลยุทธ์การจับคู่ machine รายการเชื่อมโยงภาคี เครือข่ายกับศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย

จึงขอเชิญชวนท่านที่มีความสนใจ อยากเข้าร่วมเครือข่ายการพัฒนาสังคม กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อยากชวนทุกท่านมาร่วมกันทำความดีเพื่อสังคมเพื่อให้คนในสังคมทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียม สามารถมีชีวิตที่พัฒนาดีขึ้นและมีความสุขอย่างยั่งยืน
 

‘PLANET’ ผนึกกำลังขาใหญ่ ‘จีน-สิงคโปร์’ ลุยธุรกิจรถยนต์ EV-สถานีชาร์จในไทยเต็มรูปแบบ

วันที่ (7 มิ.ย. 66) นายประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย (PLANET) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ว่า บริษัท Singapore Electric Vehicles Pte (SEV) ผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในสิงคโปร์

ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้ทำการตลาดและจัดจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ SOKON right-hand drive ในสิงคโปร์และประเทศไทย ได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน บริษัท แพลนเน็ต อีวี จำกัด (Planet EV) ซึ่งบริษัทย่อยของบริษัทฯ คิดเป็น 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเพิ่มทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันดำเนินธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งการผลิต ซื้อขาย ส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทุกชนิด ตลอดจนธุรกิจให้บริการสถานี สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวง

สำหรับ Planet EV และ SEV ในฐานะ Joint venture ยังได้ลงนามกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% รายใหญ่จากจีน คือ Sokon motors chongqing group เพื่อเป็นตัวจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ไฟฟ้าประเภท ประเภทรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดเล็ก มินิแวนบรรทุกไฟฟ้า ยี่ห้อ SOKON ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ในเบื้องต้น Planet EV และ SEV จะร่วมกันนำรถยนต์ไฟฟ้า 100% ยี่ห้อ Sokon มาทำการตลาดในประเทศไทย ในรูปแบบของการขายและให้เช่า โดย Planet EV จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย

นายประพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การดำเนินการธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเป็นไปอย่างครบวงจร Planet ยังลงนามความร่วมมือกับบริษัท Beep technologies (Voltality) ผู้ให้บริการโซลูชั่น plug-and-play ชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ ในการติดตั้งอุปกรณ์ POS สำหรับเชื่อม EV charger ทุกชนิด เข้าในระบบการชำระเงินเดียวกัน (Single payment platform) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขยายธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
 

‘เกาเข่า’ การสอบวัดผลที่ชี้ชะตานักเรียน ม.ปลายจีนทั้งประเทศ เด็กนักเรียนเกือบ 13 ล้านคน พากันตบเท้าเข้าสนามสอบวันนี้

(7 มิ.ย. 66) เริ่มฤดูการสอบ ‘เกาเข่า’ (高考) หรือ การสอบวัดผลเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของจีนแล้วในวันนี้ ซึ่งเป็นการสอบใหญ่ระดับประเทศ เพื่อชี้ชะตาของเด็กมัธยมปลายของจีนที่จะต้องแข่งขัน เพื่อเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษาชั้นนำในฝันได้หรือไม่

โดยในปีนี้ การสอบจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน 2566 หรืออาจมีบางพื้นที่ห่างไกลที่ต้องใช้เวลานานกว่านั้นบ้าง ด้านกระทรวงศึกษาธิการจีนรายงานตัวเลขจำนวนนักเรียนที่เข้าสอบเกาเข่าในปีนี้สูงถึง 12.9 ล้านคน ซึ่งมากกว่าตัวเลขของปีที่แล้ว (2022) ถึง 9.8 แสนคน

บรรยากาศในวันสอบเป็นไปด้วยความคึกคักแต่เช้ามืด มีทั้งนักเรียน และผู้ปกครอง เดินทางมายังสนามสอบกันอย่างคับคั่ง แม้บุตรหลานของตนจะเดินเข้าห้องสอบไปแล้ว ก็ยังยืนรอส่งกำลังใจให้อยู่ด้านนอกอาคาร เพื่อส่งกำลังใจให้ ด้วยความหวังว่าการเตรียมตัวอย่างหนักมาตลอดทั้งปี จะสัมฤทธิ์ผลในการสอบที่ใช้เวลาไม่กี่วัน

โดยทั่วไปแล้ว การสอบเกาเข่า จะคล้ายกับการสอบ Entrance บ้านเราในสมัยก่อน ที่ตัดสินกันในสนามเดียวในการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย โดยการสอบเกาเข่า จะประกอบด้วยวิชาบังคับ ได้แก่ ภาษาจีน คณิตศาสตร์ และ ภาษาต่างประเทศ (มักเป็นภาษาอังกฤษ) กับ วิชาเฉพาะทาง สำหรับนักเรียนสายวิทย์ ที่จะมีสอบวิชากลุ่มวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ส่วนนักเรียนสายศิลป์ จะแยกสอบวิชาประวัติศาสตร์ สังคมการเมือง ภูมิศาสตร์ และอื่นๆ

แต่ละสาย จะมีคะแนนรวมทั้งหมด 750 คะแนน ซึ่งหากนักเรียนที่คาดหวังที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของจีน หรือระดับสถาบันกลุ่ม C9 League ควรทำคะแนนให้ได้อย่างน้อย 600 คะแนนขึ้นไป ซึ่งถึงว่ายากมาก

จากข้อมูลจากการสอบในมณฑลกวางต่งปี 2022 ที่ผ่านมาพบว่า มีผู้เข้าสอบเพียง 3% เท่านั้นที่สามารถทำคะแนนได้เกิน 600 ในขณะที่กลุ่มสถาบันระดับท็อปของจีน เปิดรับนักเรียนใหม่ได้เพียงแค่ 50,000 ที่นั่งต่อปีเท่านั้น คิดเป็นเพียง 0.4% ของจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด

และด้วยผลพวงของการล็อคดาวน์หลายเมืองในช่วงการระบาด Covid-19 ทำให้ตัวเลขผู้เข้าสอบเกาเข่าในปีนี้ เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่จีนประกาศยกเลิกมาตรการล็อคดาวน์ และ เปิดประเทศ อันเนื่องจากข้อจำกัดในการเรียนออนไลน์ จึงมีนักเรียนจำนวนมากเรียนไม่ทัน ต้องรอข้ามปีเพื่อมาลงสนามสอบในปีนี้

ถึงแม้ว่าจะดูโหดร้ายสำหรับนักเรียนจีน ที่ต้องถูกกดดันอย่างหนักในการเรียนหนังสือ และกวดวิชา จนหลายคนยอมสละช่วงชีวิตวัยรุ่นในการคร่ำเคร่งเรียนหนังสือ โดยมีเป้าหมายเพื่อประสบความสำเร็จในการสอบเกาเข่า ที่อาจเป็นรากเหง้าประเพณีของระบบการศึกษาจีนที่มีมานานกว่า 2000 ปี แต่จีนก็เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ต้องการสอบเกาเข่า สามารถเข้าสอบกี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัดอายุ ตราบใดที่ยังมีไฟในการเรียนในมหาวิทยาลัย

อาทิ นาย เหลียง ฉี หนุ่มใหญ่วัย 55 ปีชาวเฉิงตู ที่มุ่งมั่นสอบเกาเข่า ติดต่อกันมาแล้วถึง 26 ครั้งเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเสฉวน หนึ่งในสถาบันชื่อดังของจีน ที่ต้องมีคะแนนรวมเกาเข่าสูงถึง 605 คะแนนในปีที่ผ่านมา โดยเขาตั้งเป้าว่าจะสอบให้ผ่านเพื่อให้ได้ตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเสฉวนสักครั้งในชีวิต แม้ว่าวันนี้ตัวเขาจะเป็นเจ้าของกิจการขายวัสดุก่อสร้างไปแล้วก็ตาม จนชาวเน็ตจีนตั้งฉายาให้เขาเป็น ‘ราชาแห่งเกาเข่า’ ที่ไม่เคยยอมแพ้แม้จะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

จะเห็นได้ว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลานเสมอ และอยากให้มีโอกาสได้เรียนต่อในสถาบันที่ดีที่สุด และระดับสูงที่สุดเท่าที่ความสามารถจะไปถึง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง และรัฐบาลจีนควรต้องเร่งแก้ปัญหาคือ อัตราการว่างงานในจีนกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจบใหม่

จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า อัตราการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ในวัย 16 - 24 ปี ในเขตชานเมืองเพิ่มขึ้นถึง 20.4% จากจำนวนนักศึกษาจีนจบใหม่ต่อปี ราวๆ 11 ล้านคนต่อปี ทำให้นักศึกษาเป็นจำนวนมากต้องลงมาหางานทำในตำแหน่งที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษาของตน ที่นำไปสู่ปัญหาวุฒิการศึกษาเฟ้อ หรืออาการหมดไฟในชีวิตของหนุ่มสาววัยทำงานของจีนในอนาคต

เรื่อง: ยีนส์ อรุณรัตน์
 

World Bank’ คาดเศรษฐกิจโลกปี 66 โตเพิ่มอีก 2.1% เตือน!! นโยบายธนาคารทั่วโลกอาจทำจีดีพีปีหน้าชะลอตัว

ธนาคารโลก (World Bank) ปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ หลังจากทิศทางเศรษฐกิจอเมริกาและประเทศเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลกฟื้นตัวดีกว่าคาด แต่ได้เตือนว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้ในปีหน้า

รายงานทิศทางเศรษฐกิจโลกของ World Bank ที่เปิดเผยในวันอังคาร ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมาที่ 2.1% ในปีนี้ เพิ่มจากระดับ 1.7% ในการประมาณการณ์เมื่อเดือนมกราคม แต่ยังถือว่าต่ำกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2022 ที่ขยายตัว 3.1%

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลก หั่นคาดการณ์จีดีพีโลกในปีหน้าลงมาที่ 2.4% จากระดับ 2.7% ในเดือนมกราคม โดยอ้างถึงผลกระทบจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งกระทบต่อการลงทุนในภาคธุรกิจ ก่อนที่เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะกลับมาเติบโตในระดับ 3.0% ในปี 2025

เมื่อมองเป็นรายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ World Bank ปรับคาดการณ์ว่าจีดีพีสหรัฐฯ จะขยายตัว 1.1% ในปีนี้ เพิ่มจาก 0.5% ในเดือนมกราคม และเศรษฐกิจจีนจะโต 5.6% จากระดับ 4.3% ในเดือนมกราคม แต่สำหรับในปีหน้านั้น ธนาคารโลก คาดว่าเศรษฐกิจอเมริกันจะโตเพียง 0.8% และหั่นเป้าเศรษฐกิจจีนว่าจะขยายตัวที่ 4.6%
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top