Sunday, 8 November 2026
Hard News Team

‘ประเทศไทย’ ติด 1 ใน 10 ประเทศน่าอยู่หลังเกษียณ ต่างชาติพอใจราคา ‘ค่าครองชีพ-ที่พัก-รักษาพยาบาล’ 

เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ (Forbes) เผยผลสำรวจ 10 ประเทศที่น่าพำนักอยู่หลังเกษียณ (10 Cheapest Places To Live After Retiring) ปี 2023 จากการจัดอันดับของ Annual Global Retirement Index

ผลสำรวจนี้ประมวลข้อมูลจากค่าครองชีพ สภาพอากาศ วีซ่า ค่าอาหาร ที่พัก และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ที่อาจอยู่ได้โดยแทบไม่ต้องทำงาน หรือใช้เงินจำนวนมาก

โดย 10 ประเทศที่น่าพำนักอยู่หลังเกษียณ ได้แก่ 
1.โปรตุเกส  
2.เม็กซิโก 
3.ปานามา 
4.เอกวาดอร์ 
5.คอสตาริก้า 
6.สเปน 
7.กรีซ 
8.ฝรั่งเศส 
9.อิตาลีและไทย

สำหรับ ‘ประเทศไทย’ คว้าอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 9 ของโลก (เท่ากับอิตาลี) ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก แม้การท่องเที่ยวจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของจีดีพี แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตผ่อนคลาย สนุกสนาน และเต็มไปด้วยการผจญภัย

และยังแนะให้ผู้สนใจเลือกใช้ชีวิตทั้งในกรุงเทพฯ เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีและตึกใหญ่ หรือเลือกอยู่ในจังหวัดภาคเหนือที่อากาศเย็นสบาย

ส่วนค่าใช้จ่ายเรื่องที่อยู่อาศัยไม่แพง สามารถเลือกซื้อคอนโดมิเนียมขนาด 2 ห้องนอนได้ในราคาไม่ถึง 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเลือกเช่าได้ในราคาเพียงเดือนละ 180 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ โชว์โปรไฟล์ทินเดอร์ รับสมัคร ‘FWB’ ลั่น!! “ขอคนไม่เล่น เบื่อจะเหงาละ” ชาวเน็ตแห่แซวเพียบ

(10 ก.ค. 66) เรียกว่ายิ่งโสด ก็ยิ่งสวย แถมยิ่งเพิ่มดีกรีความแซ่บเหมือนยกพริกมาทั้งสวนกันเลยทีเดียว สำหรับสาว ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ หรือ ‘เบียร์ ภัสรนันท์’ ที่เพิ่งประกาศจบความสัมพันธ์กับอดีตแฟนหนุ่ม ‘ท็อป Lazyloxy’ หรือ ‘ท็อป ปฐมภพ’ ซึ่งรักในครั้งนี้ จบด้วยดี ต่างคนต่างไปทำตามความฝันตัวเอง

ล่าสุด สาว ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ ก็เผยลุกส์ใหม่ต้อนรับความโสด ด้วยการทำไฮไลท์สีผมใหม่ พร้อมผมหน้าม้าลดอายุ และยังตัดผมสั้นลงกว่าเดิม ให้ลุกส์สาวซนปนแสบเหมาะกับสาวเบียร์มาก ท่ามกลางบรรดาแฟนคลับที่เข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมลุกส์ใหม่ของสาวเบียร์กันยกใหญ่
แต่บอกเลยว่าความแซ่บไม่ได้หยุดที่ตรงนี้ เพราะล่าสุดเจ้าตัวโพสต์ภาพพร้อมข้อความที่ทำเอาไทม์ไลน์แตกแตน ลุกเป็นไฟกันเลยทีเดียว

เมื่อสาว ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ ออกมาโพสต์ผ่าน Facebook : Bizcuitbeer เขียนแคปชั่นสุดปังว่า “รับสมัคร FWB” พร้อมแนบภาพบัญชีจากแอพพลิเคชั่น ‘ทินเดอร์’ (Tinder) ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มหาคู่ออนไลน์ระดับโลก ระบุชื่อ “Passaranan” ที่สำคัญมีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้ายืนยันตัวตนอีกด้วย

โดยในส่วนของข้อมูลประวัติส่วนตัว ยังระบุคุณสมบัติชัดเจนว่า “รับสมัคร FWB ขอคนไม่เล่น เบื่อจะเหงาละ” ท่ามกลางชาวเน็ตที่เข้ามากดถูกใจและคอมเมนต์ภาพดังกล่าวถล่มทลาย
โดยคอมเมนต์ส่วนใหญ่เข้ามาแซวสาวเบียร์ บางส่วนรีบคอมเมนต์แข่งขันกันเพื่อลงสมัคร ขณะที่บางส่วนคอมเมนต์ถามว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอก และมีบางส่วนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการโปรโมทแอพพลิเคชั่นก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีบทสรุป แต่บอกเลยว่างานนี้มีผู้ที่สนใจตำแหน่งดังกล่าวจำนวนมาก คงต้องจับตาดูว่าใครจะเป็นหนุ่มผู้โชคดีที่คนนั้น

‘ลิลลี่ นารีนาท’ โพสต์ซึ้งถึงค่ายเพลง ‘ได้หมดถ้าสดชื่น’ พร้อมบอก “ถ้าวันหนึ่งต้องยุบค่าย คงใจหายไม่น้อย”

(10 ก.ค. 66) เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักร้องคลื่นลูกใหม่อายุน้อยของวงการลูกทุ่งไทย สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว ‘ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ น้องสาวของ ‘เจนนี่ รัชนก’ หรือ ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ กับบทเพลงที่ดังสนั่นลั่นทุ่ง ไม่ว่าจะวัยไหนก็ต้องร้องตามกันได้กับ ‘เพลงได้หมดถ้าสดชื่น’ ซึ่งถ้าใครได้ติดตามก็จะเห็นว่า ‘ลิลลี่’ ทั้งทำงาน ทั้งเรียนไปด้วย บอกเลยว่าดีกรีไม่ธรรมดาจริงๆ ล่าสุด ‘ลิลลี่’ ได้ออกมาร่ายยาวซึ้งๆ บอกความรู้สึกในใจที่มีต่อค่ายเพลงแห่งนี้ โดยเธอได้เขียนข้อเอาไว้ว่า…

“ค่ายเพลงได้หมดถ้าสดชื่น หรือ DM เป็นบ้านหลังแรกของลิลลี่ที่อยู่แล้วอุ่นใจและมีความสุขที่สุด เป็นบ้านที่อยู่กันแบ ครอบครัว เปิดรับคนใหม่อยู่ทุกๆ ปี เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน มีเสียงเพลง เสียงหัวเราะ และความสุข บางครั้งอาจจะปะปนน้ำตาไปบ้าง ก็หลากหลายอรรถรส ลิลลี่อยู่ตรงนี้ จุดนี้มา 4 ปีแล้ว ส่วนตัวคิดว่าเป็นเวลานานมากกกกกก!!!”

“สำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งได้เติบโตมาจากที่นี่ อยู่ที่นี่ กินที่นี่ นอนที่นี่ เชื่อว่าหลายๆคนก็คิดแบบนี้ ลิลลี่ ไม่เคยมีเพื่อนอยู่โลกภายนอก เพราะส่วนใหญ่จะสนิทกับคนในค่าย พี่ๆ หลายๆ ซีซั่นที่ผ่านเข้ามา แดนซ์เซอร์ นักดนตรี และคนในบ้าน ตั้งแต่มีคนเหล่านี้เข้ามาในชีวิต ไม่เคยเรียกร้องหรือขออะไรเลย เรารู้สึกว่าพอใจในจุดนี้แล้ว มีคนที่คอยเคียงข้าง มีคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข สบายใจ คอยเดินทางบนถนน หรือเดินทางชีวิตไปด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน นั่งรถไปคอนเสิร์ตด้วยกัน ร้องเพลงด้วยกัน กินข้าวพร้อมกัน กินหมูกะทะข้างสระพร้อมกัน และอะไรหลายๆอย่างที่ผ่านมา ถ้าวันนึงต้องยุบค่ายไปหรือปิดค่ายไป ก็คงใจหายไม่น้อยเลย ทุกวันนี้เลยพยายามทำงาน ร้องเพลง หรือทำอะไรก็ตามแต่ เพื่อให้มีคนคอยติดตาม คอยรัก คอยมาดูพวกเราเล่นคอนเสิร์ต คอยเจอพวกเรา คอยฟังเพลง”

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อยากขอบคุณเอฟซีทุกคนที่คอยติดตามและซัพพอร์ตมาตลอด สัญญาว่าจะตั้งใจทำงานให้ดี ตั้งใจทำเพลงออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุด ตั้งใจทำหน้าที่ตรงนี้ในตอนที่ยังมีโอกาส ใครก็ตามแต่ที่เข้ามาในชีวิต ที่ทั้งดีและไม่ดี ขอบคุณที่ผ่านเข้ามา ขอบคุณที่เคยเติบโตไปด้วยกัน เราต่างล้วนเป็นบทเรียนและความทรงจำซึ้งกันและกัน ไม่เคยโกรธหรือเกลียดใครเลย นึกถึงวันที่มีความสุขและยิ้มได้ซะมากกว่า ขอให้เติบโตไปในเส้นทางที่มีความสุขและประสบความสำเร็จนะ”

ซึ่งงานนี้ก็มีแฟนๆ เข้ามาคอมเมนต์มากมาย อาทิ เกิดอะไรขึ้นน้องลี่สู้ๆ นะน้องเก่ง, ติดตามผลงานค่าย DM ตลอดไป, เก่งมากน้อง ขอให้ทุกวันเป็นวันที่ดีของน้องนะ สู้ๆ , รักเสมอ จะคอยซัพพอร์ตไปตลอดนะคะคนเก่ง, อายุเท่านี้ น้องมาไกลมากๆ ความคิดทุกๆอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุของน้องเลย รักนะ DM, เก่งที่สุดแล้วสาวน้อยจะติดตามไปตลอดนะ, คิดถึง อยากให้มีงานทัวร์คอนเสิร์ตเยอะๆ คอยติดตามนะเด็กดี เป็นต้น

ท้าวเวสสุวรรณ หน้าทองคำ เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ แห่งวัดเดิมบาง โชคลาภสมปรารถนา พลังเสน่ห์เมตตามหานิยม

‘ท้าวเวสสุวรรณ หน้าทองคำ’ เทพแห่งโภคทรัพย์สมบัติ บันดาลความรุ่งเรือง ความร่ำรวย ที่สำคัญก็คือมีใบหน้าเป็นทองคำ บันดาลฤทธิ์พลัง สายเสน่ห์เมตตามหานิยมแกผู้คนที่มากราบไหว้ นอกจะได้โชคลาภ สมปรารถนาแล้ว  ยังได้พลังเสน่ห์เมตตามหานิยม ดุจดั่ง ได้รับพลังวิเศษ นะหน้าทอง จากท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณองค์นี้ ที่วัดเดิมบาง จัดสร้างโดย ท่านพระครูบาวชิริล สร้างถวายเพื่อประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ สาเหตุที่สร้างเป็นหน้าทองคำก็เนื่องจากหลังพิธีเททองหล่อ ท่านพระครูบาฯ ได้นิมิตฝันว่า "ได้ยินเสียงดังขึ้นว่า ใบหน้าฉันเป็นทองคำนะ หน้าทอง" จึงเป็นปฐมเหตุให้สร้าง ท้าวเวสสุวรรณเป็นหน้าทองคำขึ้นมา ตามความประสงค์ของท่านท้าวเวสสุวรรณ ที่มาเข้าฝัน เพื่อเป็นศุภนิมิตมงคลสืบไป

ผู้ที่ต้องการตั้งจิตอธิษฐานไหว้ ท่านท้าวเวสสุวรรณจะนิยมไปไหว้กันในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ โดยของไหว้หลักๆ ที่จะต้องเตรียมไว้บูชานั้นก็ได้แก่ ธูป 9 ดอก และดอกกุหลาบ 9 ดอก รวมทั้งต้องเตรียมผลไม้ 5 อย่าง ที่สื่อถึงความหมายมงคล เช่น ผลไม้ที่มีสีแดง แก้วมังกร หรือทับทิมเป็นต้น และวิธีขอพราท่านท้าวเวสสุวรรณเพื่อเรียกทรัพย์นั้น ก็จะนิยมนำกระเป๋าสตางค์ที่ใช้ใส่เงินของตัวเอง ไปวนขวารอบกระบองของท่านท้าวเวสสุวรรณ จำนวน 9 รอบ หลังจากนั้นก็จะตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่ตนเองปรารถนา

‘ริกกี้ โคลเล’ หญิงข้ามเพศ คว้ามงกุฎ ‘มิสเนเธอร์แลนด์ 2023’ จุดกระแสด้านลบในโลกโซเชียล เกรง ‘หญิงแท้’ ถูกแย่งโอกาส

กลายเป็นกระแสวิจารณ์อย่างหนัก เมื่อหญิงข้ามเพศคว้าตำแหน่งผู้หญิงที่สวยที่สุดในเนเธอร์แลนด์ประจำปี 2023 สร้างความไม่พอใจในสื่อสังคมออนไลน์ของเนเธอร์แลนด์ หลายคนมองว่าการคว้าตำแหน่งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ‘หญิงแท้’ กำลังโดนแย่งโอกาส

‘ริกกี้ โคลเล’ วัย 22 ปี คว้าตำแหน่ง มิสเนเธอร์แลนด์ เอาชนะหญิงสาว 9 คน ในการประกวดเมื่อวันที่เสาร์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าคนเนเธอแลนด์ส่วนหนึ่งกลับไม่พอใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึง อีวา วลาดิงเกอร์โบร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองแนวซ้ายจัดที่แสดงความเห็นว่า “ผู้ชายเพิ่งคว้ารางวัล ‘มิสเนเธอร์แลนด์’ ปี 2023…ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว” เธอกล่าว

ก่อนหน้านี้ ริกกี้ โคลเล คือ หญิงข้ามเพศคนแรกที่ได้เข้าร่วมในรายการโทรทัศน์ ‘Holland’s Next Top Model’ ในปี 2018 และเป็นคนข้ามเพศคนที่ 2 ที่เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส โดยคนแรกมาจากสเปนในปี 2018 มิสยูนิเวิร์สอนุญาตให้ผู้เข้าประกวดข้ามเพศมาตั้งแต่ปี 2012

คณะกรรมการมิสเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า “โคลเลมีสตอรี่ที่แข็งแกร่ง และภารกิจที่ชัดเจน” และเสริมว่าพวกเขา “เชื่อมั่นว่าองค์กร จะสนุกกับการทำงานเธอ”

โคลเล โพสต์ใน Instagram ระบุ “ฉันทำแล้ว!!!!!” และ “ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ แต่ฉันต้องเรียกตัวเองว่า @missnederland 2023 มันเป็นการเดินทางเพื่อการเรียนรู้ และเป็นความสวยงาม ปีของฉันจะล้มเหลวไม่ได้แล้ว ต้องทำให้ชุมชนของฉันภูมิใจและแสดงให้เห็นว่าสามารถทำได้”

แต่กระแสการเลือกบุคคลข้ามเพศให้เป็น มิสเนเธอร์แลนด์ กลับสร้างกระแสถกเถียงในชุมชนออนไลน์ของเนเธอร์แลนด์มากมาย

ชาว Twitter คนหนึ่งเยาะเย้ยชัยชนะของ โคลเล และเรียกเธอว่าเป็น ‘มิสเตอร์ เนเธอร์แลนด์’ หลายโพสต์อิโมจิหน้าตัวตลกบนทวีตของพวกเขาเพื่อรายงานข่าว

“เนเธอร์แลนด์เป็นบ้านของผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก” ชาวเนเธอร์แลนด์อีกคนบอก 

นอกจากนี้ยังมีคนแสดงความคิดเห็นว่า “ท่ามกลางสาวงามเหล่านี้ พวกเขาเพิ่งเสนอชื่อผู้ชายข้ามเพศให้เป็นมิสเนเธอร์แลนด์ 2023 ผู้ชายที่เคยมีอวัยวะเพศควรถูกตัดสิทธิ์จากการประกวดนางงามหญิงคนใด และมันบ้ามาก ๆ ถ้าฉันจะถูกเกลียดและโดนด่า เพียงแค่เพราะพูดความจริงพวกนี้"

ยังมีคนที่เปรียบเทียบภาพของมิสเนเธอร์แลนด์ กับสาวงามที่ได้ตำแหน่งรอง ๆ ว่าถ้าไม่คิดว่าใครเป็นหญิงแท้ ใครเป็นหญิงข้ามเพศ สาวงามหลาย ๆ คนก็สวยกว่ามิสเนเธอร์แลนด์ คนล่าสุดมาก ๆ

'ก้าวไกล' ส่งหนังสือด่วนถึง กกต. คัดค้านส่งเรื่องวินิจฉัย กรณี 'พิธา' ถือหุ้นสื่อไอทีวีไปยังศาลรัฐธรรมนูญ 

(10 ก.ค. 66) นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลได้ส่งหนังสือด่วนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อคัดค้านการที่ กกต. จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยกรณีหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนที่ระเบียบ กกต. ระบุไว้เอง มีความเร่งรัดเกินกว่าเหตุ จนน่าสงสัยในเจตนาของ กกต. ว่ากระทำโดยความเป็นกลางหรือไม่

นายชัยธวัชกล่าวว่า ตามระเบียบของ กกต. เมื่อมีการร้องเรียนผู้สมัครคนใดเกี่ยวกับการกระทำหรือการขาดคุณสมบัติ คณะกรรมการต้องไต่สวน สืบสวน รวบรวมข้อเท็จจริง จากนั้นให้แจ้งข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ผู้ถูกร้องทราบ และให้ผู้ถูกร้องเข้าไปชี้แจง จากนั้นจึงดำเนินการต่อไปในการส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ในกรณีนี้ เมื่อมีการไต่สวนรวบรวมข้อเท็จจริงแล้ว ยังไม่มีการแจ้งข้อเท็จจริงให้พิธาทราบ และยังไม่มีการเรียกเจ้าตัวไปชี้แจงด้วย แต่กลับจะมีการเร่งรัดส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับ กกต. กำลังทำผิดระเบียบของตนเองอยู่

“ในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ อีกเพียง 4 วัน ก็จะถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี การที่จู่ๆ กกต.จะเร่งรัด ทำข้ามขั้นตอน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทันที อาจทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่าองค์กรอิสระทำหน้าที่อย่างไม่เป็นกลาง มีเป้าประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ ผมเชื่อว่าประชาชนเฝ้ารอการโหวตนายกรัฐมนตรีกันทั้งประเทศ จึงไม่ควรมีการกระทำใดๆ ที่จะขัดขวางการตั้งรัฐบาลตามครรลองประชาธิปไตย” นายชัยธวัชกล่าว

บีโอไอ เผย รถยนต์อีวีจีน ปักหมุดฐานผลิตในไทย ดันมูลค่าลงทุนจากแดนมังกรปีนี้ทะลุ 7.7 หมื่นลบ.

บีโอไอนำธุรกิจไทยโรดโชว์จีน ร่วมมหกรรมแสดงสินค้าที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคตะวันตก เปิดเวทีจับคู่ธุรกิจ ดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมอีวี - พลังงานสะอาด

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยผลการจัดกิจกรรมชักจูงการลงทุน ณ มหานครฉงชิ่ง และนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 28 - 30 มิ.ย. 2566 โดยคณะได้พบกับผู้บริหารของบริษัทรถยนต์ EV รายใหญ่ของจีน ได้แก่ บริษัท ฉงชิ่ง ฉางอัน ออโตโมบิล จำกัด และบริษัท เฌอรี่ ออโตโมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์ EV อันดับที่ 5 - 6 ของจีน โดยได้หารือกันถึงความคืบหน้าของแผนการลงทุนในประเทศไทย นโยบายส่งเสริมการลงทุนและมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ของไทย

นอกจากนี้ บีโอไอได้นำคณะผู้ประกอบการจากสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย เข้าร่วมงานมหกรรมแสดงสินค้าที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคตะวันตกของจีน (WCIF) ซึ่งถือเป็น 1 ใน 10 งานระดับชาติของจีน และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นประเทศเกียรติยศ เพียงประเทศเดียวในการจัดงานครั้งนี้ โดยภายในงาน บีโอไอได้ร่วมกับมณฑลเสฉวนและสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู จัดสัมมนาในหัวข้อ China (Sichuan) - Thailand Investment Cooperation Conference โดยบีโอไอ ได้นำเสนอโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จีนมีความเชี่ยวชาญ เช่น EV, อิเล็กทรอนิกส์, ดิจิทัล และ BCG รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งนครเฉิงตู และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแห่งเมืองเทียนฟู จัดกิจกรรมสัมมนาและเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการจีนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมทั้งระบบชาร์จไฟฟ้าและอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน เป็นต้น โดยบีโอไอได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานจับคู่ธุรกิจหลายราย เช่น สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และบริษัทในกลุ่ม ปตท., ทีซีซี และสหยูเนี่ยน เป็นต้น

นายนฤตม์ กล่าวว่า จากการเข้าพบบริษัท ฉางอัน ออโตโมบิล จำกัด บริษัทได้ให้ความสำคัญกับประเทศไทย และยืนยันแผนการลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV ในประเทศไทย ด้วยเงินลงทุนในเฟสแรกประมาณ 9,000 ล้านบาท เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสของตลาดไทยและภูมิภาคอาเซียน และความพร้อมของไทยในการเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ที่โดดเด่นของภูมิภาค โดยบริษัทมีแผนเปิดตัวรถยนต์ EV ในไทยช่วงปลายปีนี้ สำหรับการลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ EV ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยได้เตรียมการฝั่งประเทศไทยพร้อมหมดแล้ว รอเพียงการอนุมัติในขั้นตอนสุดท้ายจากรัฐบาลจีนเท่านั้น

สำหรับบริษัท เฌอรี่ ออโตโมบิล จำกัด บีโอไอได้หารือกับผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการลงทุนต่างประเทศของบริษัท ซึ่งมองว่าไทยเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่เหมาะสำหรับการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขับพวงมาลัยขวา เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยบริษัทให้ความสนใจประเทศไทยอย่างมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรและพิจารณารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมในไทย ในส่วนของการเข้าสู่ตลาดไทย บริษัทมีแผนนำรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV รุ่น OMODA 5 เข้ามาเปิดตลาดในไทยเป็นรุ่นแรกในช่วงต้นปี 2567 เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย

“จากการหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ EV รายใหญ่ของจีนทั้งสองราย มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ EV พวงมาลัยขวา เพราะมีความพร้อมด้านระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ และมีตลาด EV ที่เติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค ซึ่งบีโอไอได้ตอกย้ำมาตรการสนับสนุน EV แบบครบวงจรของภาครัฐ รวมทั้งความต่อเนื่องของนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม EV เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับประเทศไทย ได้ชื่อว่า เป็นฐานการผลิตรถยนต์อีวีที่สำคัญของค่ายรถยนต์จากจีน หลายค่ายได้ขยายการลงทุนมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท GAC AION New Energy Automobile หรือ GAC AION ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 3 ของประเทศจีน ซึ่งมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 2.7 แสนคันในปี 2565 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 6 แสนคันในปีนี้ ทางบริษัทฯ ได้ตอบรับเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะใช้เงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 6,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 (ม.ค. - พ.ค.) มีโครงการจากจีนยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 31,000 ล้านบาท ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 แซงหน้าญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และเคมีภัณฑ์

และคาดว่า ตลอดทั้งปี 2566 จะมีโครงการจากจีนยื่นขอรับการลงทุนมากกว่าปี 2565 ที่มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 7.7 หมื่นล้านบาท ได้อย่างแน่นอน

รู้จัก 'ฝาท่อลายศิลปะ' แรงขับเคลื่อนจากยุคผู้ว่าฯ อัศวิน สู่การสานต่อหมุดหมายทางวัฒนธรรมในเมืองกรุง

เพจ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 65 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมหารือเรื่องการขยายผลงานวิจัย โดยนำเทคโนโลยีและศิลปะมาพัฒนาเมืองผ่านประติมากรรม ซึ่งมีขอบเขตพื้นที่ที่ศึกษา คือ เยาวราช-เจริญกรุง และสำเพ็ง โดยใช้แผนที่ทางวัฒนธรรม โดยมีนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.จักรพันธ์ วิลาสินีกุล นักวิจัยจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือ ณ ห้องอัมรินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร

ทั้งนี้ สำหรับแผนงานวิจัยดังกล่าวได้ดึงนักวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัยศิลปากรจากหลายสาขามาร่วมดำเนินการเก็บข้อมูลภาคสนาม จนได้ข้อมูลที่ กทม. สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อมูลของยูเนสโกเกี่ยวกับอาคารเก่าทรงคุณค่าและโบราณสถาน การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วัตถุดิบอาหาร และเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของอัตลักษณ์ของย่านเยาวราช-เจริญกรุง ที่จะดึงมาใช้เพื่อสื่อสารผ่านศิลปะได้มี 4 ประเภท คือ 

1. สถานที่สำคัญของย่านในอดีต เช่น น้ำพุวงเวียนโอเดียน ประตูสามยอด ห้างขายยา เป็นต้น 
2. สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น ลวดลายจีน อักษรที่เป็นมงคล หน้ากากงิ้ว เป็นต้น 
3. กิจกรรมทางวัฒนธรรมและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น รถเข็นจีน รถราง เป็นต้น 
4. อาชีพและสินค้าที่เป็นที่นิยมและสร้างสรรค์ในย่าน เช่น ผลไม้จีน เครื่องยาจีน โคมไฟจีน ย่านทำตะเกียง อัญมณี เป็นต้น 

โดยประติมากรรมผ่านฝาท่อดังกล่าวจะต้องรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของเยาวราชควบคู่กับการพัฒนาเมืองในปัจจุบัน พร้อมกับข้อมูลในรูปแบบคิวอาร์โค้ดซึ่งสามารถสื่อสารได้ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาข้อมูลผ่านคิวอาร์โค้ดบนฝาท่อ

นอกจากนี้ยังจัดการฐานข้อมูลและพัฒนาให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้งานในเว็บไซต์และแผนที่ทางวัฒนธรรม (Cultural Map) ได้ ทั้งนี้ รศ.จักรพันธ์ได้เสนอว่าระยะต่อไปเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองน่าจะมีมากกว่าสตรีทอาร์ต ตลอดจนการเข้าไปสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม สุนทรียศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม วิทยาการและการศึกษา ซึ่งคณะวิจัยพร้อมที่จะมอบข้อมูลในคิวอาร์โค้ดและเว็บไซต์ให้กทม.เป็นผู้ดูแลต่อไป

ด้าน นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องการให้มีการสนับสนุนคนท้องถิ่นดั้งเดิมในชุมชนย่านนั้นให้รวมตัวกันเพื่อร่วมให้ข้อมูลของชุมชน รวมถึงร่วมดูแลและสร้างอัตลักษณ์ของชุมชนร่วมกันด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านฐานข้อมูลที่สำคัญและเป็นการร่วมอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ย่านดังกล่าวให้คงอยู่ ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครและนักวิจัยจะร่วมกันสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในย่านเยาวราช-เจริญกรุง เพื่อร่วมการจัดทำออกแบบฝาท่อและจุดพื้นที่วางประติมากรรมดังกล่าวอย่างเหมาะสมต่อไป

สำหรับโครงการ ‘ศิลปะบนฝาท่อสาธารณูปโภค’ เพื่อเผยแพร่แผนที่ทางวัฒนธรรมของชุมชน เป็นการต่อยอดมาจาก โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองโอ่งอ่าง และโครงการศิลปะชุมชนกิจกรรมแต้มสี กรุงเทพฯ ปี 2561 ที่ผ่านมาในสมัย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ว่าฯ กทม. โดยโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จได้รับเสียงตอบรับที่ดีทั้งจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวจึงนำมาสู่การสานต่อการติดตั้งฝาท่อลายศิลปะในพื้นที่ย่านเยาวราช-เจริญกรุง ต่อไป

'สมศักดิ์ เจียม' ซัด!! ผู้ใหญ่ใช้ปากเด็กสื่อสาร อยากแสดงความคิดเห็นเอง แต่ขี้ขลาด

(10 ก.ค. 66) รศ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

เด็กอายุ 10 ขวบ ย่อมจะมีความคิดเห็นได้ คุยกับเพื่อน คุยกับผู้ใหญ่ แต่เราไม่ถือว่า การคุยเหล่านี้ต้องมีรับผิดชอบตามมา อาจจะเปลี่ยนใจ อาจจะเลิก ฯลฯ ดังนั้น เราจึงไม่ให้เด็กขนาดนี้ไปแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพราะอย่างหลังต้องมีความรับผิดชอบ

ผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบแล้ว ให้เด็กไปพูด #เท่ากับเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาด คืออยากจะแสดงความคิดเห็นดังกล่าว แต่ให้เด็กพูด บอกว่า "ก็เรื่องของเด็ก" ครั้นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จะทำอะไรเด็กก็ไม่ได้ จะทำอะไรผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้พูดเอง "ก็เด็กมันพูด" โดยสรุปแล้ว นับเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาดและไร้ความรับผิดชอบโดยแท้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top