Monday, 27 July 2026
Hard News Team

5 กันยายน พ.ศ. 2515 ย้อนเหตุการณ์สังหารหมู่นักกีฬาอิสราเอล 11 คน + โศกนาฏกรรมช็อกโลกในมหกรรมโอลิมปิกมิวนิค

ครบรอบ 53 ปี เหตุการณ์ ก่อการร้ายโอลิมปิกมิวนิค โดยกลุ่มก่อการร้าย ‘Black September’ ได้สังหาร นักกีฬาและเจ้าหน้าที่อิสราเอลเสียชีวิตไปถึง 11 คน นับเป็นโศกนาฏกรรมในความทรงจำของกีฬาโอลิมปิกที่ยากจะลบเลือน

ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ในปี 1972 (พ.ศ.2515) ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ ที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มกันยายนทมิฬ (BLACK SEPTEMBER) จำนวน 8 คน พร้อมอาวุธปืนและลูกระเบิด ได้บุกเข้าไปในบ้านพักนักกีฬา และสังหารนักกีฬาอิสราเอลเสียชีวิต 2 คน พร้อมกับจับตัวนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ชาวอิสราเอล 9 คนไว้เป็นตัวประกัน

สาเหตุของการจับตัวประกันครั้งนี้ กลุ่มผู้ก่อการร้ายต้องการให้ปล่อยตัวสมาชิกของกลุ่มจำนวน 236 คน ที่ถูกจองจำอยู่ทั่วโลก แต่อิสราเอลปฏิเสธข้อเรียกร้อง ผู้ก่อการร้ายจึงสังหารตัวประกันทั้ง 9 คน โดยผู้ก่อการร้ายถูกยิงเสียชีวิตไป 5 คน ยอมมอบตัว 3 คน และมีตำรวจเยอรมนีเสียชีวิต 1 คน จากการยิงต่อสู้เพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

หลังเกิดเหตุ นักกีฬาอิสราเอลที่เหลือเดินทางกลับประเทศทันที แต่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของนักกีฬาที่มาร่วมแข่งขัน ขณะที่ธงโอลิมปิกถูกลดลงครึ่งเสา เพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิต ตลอดจนการแข่งขันเสร็จสิ้น นับเป็นโศกนาฏกรรมในความทรงจำของกีฬาโอลิมปิกที่ยากจะลบเลือน

อย่างไรก็ตามหนึ่งเดือนถัดมา ก็เกิดเหตุการณ์จี้เครื่องบินของสายการบินลุฟท์ฮันซ่า เที่ยวบิน 615 เพื่อต่อรองกับรัฐบาลเยอรมันตะวันตก ให้ปล่อยตัวสมาชิกกันยายนทมิฬ 3 คน ที่ถูกจับกุมตัวอยู่ โดยในที่สุดรัฐบาลเยอรมันตะวันตกยินยอมแลกเปลี่ยนตัวประกัน

แต่ต่อมารัฐบาลอิสราเอล เปิดปฏิบัติการไล่ล่าสังหารสมาชิกกันยายนทมิฬที่เหลือรู้จักกันในชื่อ Operation Wrath of God ในปฏิบัติการครั้งนี้อนุญาตให้สายลับ Mossad ของอิสราเอลติดตาม ไล่ล่าสังหารผู้ที่เกี่ยวกับการสังหารหมู่นักกีฬาอิสราเอลที่มิวนิค เพื่อชำระแค้นอย่างเต็มรูปแบบ

‘จีน’ ประกาศเก็บภาษีไฟเบอร์ออปติก ตอบโต้สหรัฐฯ หลังวอชิงตัน ‘คว่ำบาตร’ บริษัทเคมีกว่างโจว เถิงเยว่

(4 ก.ย. 68) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเก็บภาษีตอบโต้ (anti-dumping) ต่อบริษัทไฟเบอร์ออปติกจากสหรัฐฯ อัตรา 33.3%–78.2% มีผลทันทีจนถึงเมษายน 2028 หลังพบว่าผู้ส่งออกสหรัฐฯ จงใจเปลี่ยนฉลากสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยบริษัท OFS Fitel ถูกเก็บภาษี 33.3% บริษัท Corning 37.9% และ Draka Communications Americas รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ ถูกเก็บสูงสุด 78.2%

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทกว่างโจว เถิงเยว่ เคมีคอล (Guangzhou Tengyue Chemical) และผู้แทน 2 ราย ฐานเกี่ยวข้องกับการส่งสารสังเคราะห์ฟินทานิลและสารเสพติดไปยังสหรัฐฯ พร้อมสั่งอายัดทรัพย์สินทั้งหมดในอเมริกา และให้เอฟบีไอ (FBI) ประกาศฟ้องร้องในข้อหาลักลอบขนส่งยาเสพติดผิดกฎหมาย

จีนระบุว่า ผลสอบสวน 6 เดือนพบพฤติกรรมเลี่ยงภาษีของผู้ส่งออกสหรัฐฯ จึงนับเป็น “การสอบสวนเลี่ยงมาตรการครั้งแรก” ของจีน โดยยืนยันว่าแม้จีนพยายามใช้มาตรการทางการค้าอย่างรอบคอบ แต่ก็ต้องปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาประสิทธิภาพของมาตรการที่บังคับใช้

แม้จีนและสหรัฐฯ จะเปิดเจรจาด้านการค้าหลายรอบในปีนี้ แต่ปัญหายาเสพติดยังเป็นประเด็นร้อนที่ยังหาทางออกไม่ได้ โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนเป็นแหล่งสารตั้งต้นหลัก ขณะที่จีนยืนยันนโยบายปราบปรามยาเสพติดเข้มงวดที่สุดในโลก

เงินกองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดในรอบ 4 ปี คาดพลิกเป็นบวกปลายปี หลังมีเงินไหลเข้า 6 พันล้าน/เดือน

(4 ก.ย. 68) กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบเหลือ -22,982 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 หลังหยุดชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิดและหันกลับมาเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ แทน ส่งผลให้ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้ากว่า 6,000 ล้านบาทต่อเดือน คาดเงินกองทุนฯ พลิกเป็นบวกได้ในเดือน ธ.ค. 2568 นี้ 

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่าถึงสถานการณ์เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ว่า สถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2568 ว่าเงินกองทุนฯ ยังคงติดลบ แต่ทยอยติดลบลดลงเหลือ -22,982 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -42,942 ล้านบาท เพราะนำไปช่วยพยุงราคาขายปลีก LPG ในประเทศ และมาจากบัญชีน้ำมันที่มีรายรับเข้ามารวม 19,960 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามวงเงินรวมของกองทุนฯ ที่ยังติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท นับว่าเป็นการติดลบที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 หรือน้อยที่สุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้เนื่องจากกองทุนฯ ได้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิด และหันไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ ทั้งหมด ตั้งแต่ 6 ส.ค. 2567 เป็นต้นมา ส่งผลให้บัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้าเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จำนวน 773 ล้านบาท ในเดือน พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา และปัจจุบันบัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้ารวม 19,960 ล้านบาท

สำหรับเงินไหลเข้ารายวัน ปัจจุบันมีเงินเข้ากองทุนฯ รวม 212.78 ล้านบาทต่อวัน  (ประมาณ 6,383 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 185.09 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 5,552 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากโรงแยกก๊าซ 27.69 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 830 ล้านบาทต่อเดือน)

โดยผู้ใช้น้ำมันต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามประกาศของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ล่าสุดดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 ถูกเรียกเก็บ 1.40 บาทต่อลิตร และผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม ถูกเรียกเก็บ 2.90 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตามกองทุนฯ ยังคงมีภาระหนี้สำคัญที่ได้กู้ยืมเงินมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะทยอยลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 250 บาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

สำหรับก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และคาดว่าเงินกองทุนฯ น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 แต่เนื่องจากในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ต้องขยับออกไปเป็นเดือน ธ.ค. 2568 นี้แทน เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.39 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.01 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.23 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 66.87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.31 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.03 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.09 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.14 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 3.99 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.51 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-4 ก.ย. 2568 อยู่ที่ 2.37 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

หญิงจีนวัย 50 ปี พิการจากไฟไหม้ครั้งใหญ่ สอบติด ป.โท สำเร็จ!! ด้วยหนังสือเรียนของลูกชายที่สอบตก

(4 ก.ย. 68) หญิงจีนวัย 50 ปี ผู้พิการจากเหตุไฟไหม้เมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็นที่ชื่นชมในสังคมออนไลน์ หลังได้รับการตอบรับเข้าเรียนปริญญาโทด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัย Southwest Forestry University มณฑลยูนนาน โดยเธอใช้หนังสือเตรียมสอบที่ลูกชายซึ่งเคยสอบตกทิ้งไว้เป็นแรงบันดาลใจในการเข้าเรียนอีกครั้ง

นางหยาง เคยจบปริญญาตรีสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยถงจี้ในเซี่ยงไฮ้ แต่หลังเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อปี 2013 ทำให้แขนซ้ายพิการบางส่วน ใบหน้ามีแผลเป็นถาวร และต้องใส่หน้ากากออกสู่สังคม เธอเคยตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าและ PTSD จนลาออกจากงานประจำ และตอนนี้รับเพียงเงินบำนาญ

แม้ชีวิตพลิกผัน แต่คุณแม่วัย 50 ปี ไม่ละทิ้งความฝันเดิมที่อยากเรียนต่อ เธอเริ่มอ่านหนังสือของลูกชายเมื่อสองปีก่อน และพบว่าเนื้อหาไม่ยากเกินไป จึงตัดสินใจลงสนามสอบเข้าปริญญาโท โดยวิชาภาษาอังกฤษถือเป็นอุปสรรคใหญ่เพราะไม่ได้ใช้มานานกว่า 20 ปี

เธอเล่าว่าขณะสอบถูกขอให้ถอดหน้ากาก ทำให้หลายคนตกใจในร่องรอยบาดแผล แต่เธอรับมือได้ด้วยความมั่นใจ โดยมีลูกชายคอยดูแลและให้กำลังใจตลอด เธอยืนยันว่าจะใช้เงินบำนาญเป็นทุนการศึกษา เพื่อเปลี่ยนช่วงวัยเกษียณจากการพักผ่อนหรือเต้นรำกลางลาน เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่แทน

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ช่วงไหนของชีวิต อย่ายอมแพ้ต่อความฝัน” หยางเขียนในโซเชียล สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนจำนวนมาก ซึ่งชื่นชมในความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาความใฝ่รู้ของเธอ

จัดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุน ประจำปีงบประมาณ 2568 มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการเเข่งขันของประเทศไทยในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ (3 ก.ย. 68) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  กล่าวรายงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนดีอี จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564  เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานจากโครงการของผู้รับทุนในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้สนใจ พร้อมย้ำบทบาทของกองทุนในการสร้าง Ecosystem ดิจิทัลและนวัตกรรมที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกองทุนดีอีในการสนับสนุนโครงการที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ส่งเสริมการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ

ในส่วนปีนี้กองทุนดีอีได้คัดเลือก 10 โครงการที่ประสบผลสำเร็จและเป็นประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง มาร่วมออกบูธนิทรรศการ อาทิ 1. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางบริการแบบอัจฉริยะของกรมโยธาธิการและผังเมือง (กรมโยธาธิการและผังเมือง) 2. โครงการ Digital Post ID (บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด) 3. โครงการระบบประกาศข่าวชาวเรืออัจฉริยะทางทะเลของประเทศไทย สำหรับสถานี Bangkok Radio (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด) 4. โครงการพัฒนาจัดทำแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าในรูปแบบดิจิทัลให้กับประชาชนไทย (องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์) 5. โครงการระบบดิจิทัลต้นแบบการตรวจวินิจฉัยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคของสัตว์น้ำระยะไกล (กรมประมง) 6. โครงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริการประชาชน สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) 7. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรอัจฉริยะ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก) 8. โครงการโซลูชันการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบดิจิทัล (Digital Lifelong Learning Solutions) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัลในฐานะกำลังแรงงานคุณภาพของประเทศ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 9. โครงการจ้างกำกับดูแล ติดตาม ให้คำแนะนำในการใช้แพลตฟอร์มภาครัฐฯ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นไปตามการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) และ 10. โครงการจัดหาระบบวิเคราะห์การโจมตี (GMS) สำหรับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสารสนเทศ และหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ)  

‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ส่งหนังสือโต้ ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ชี้รื้อหมู่บ้านเขมร ละเมิด MOU ควรรอผลหารือ GBC-JBC

(4 ก.ย. 68) ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา นายอุม เรียเตรย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วของไทย ขอให้ยุติการสั่งย้ายชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านจกเจยและบ้านเปรยจัน ซึ่งตรงกับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ฝั่งไทย โดยย้ำว่าควรรอผลการหารือของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีหน้าที่โดยตรงด้านเขตแดน

ในหนังสือ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวที่กระทบต่อชาวบ้านถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 และข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา รวมถึงเจตนารมณ์ของการประชุมระดับทวิภาคีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคงสถานการณ์เดิมและส่งเรื่องให้กลไกอย่างเป็นทางการแก้ไขตามกระบวนการสันติ

กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนมาโดยตลอด และชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในปัจจุบันก็มีรากฐานจากผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรถูกบังคับย้ายออกไปโดยไม่ได้รับการเจรจา

โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ว่าฯสระแก้วได้มีหนังสือถึงฝ่ายกัมพูชาเมื่อ 29 สิงหาคม ขอให้ย้ายชาวบ้าน 170 ครัวเรือนที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยออกจากพื้นที่ โดยแบ่งเป็นบ้านจกเจย 135 ครัวเรือน และบ้านเปรยจัน 35 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วของไทย

อินโนพาวเวอร์ – ITEL ผนึกกำลังขับเคลื่อน ESG ปักหมุด Green Data Center ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

(4 ก.ย. 68) บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุน บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำของประเทศไทย โดยมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ทำให้ Data Center ของ ITEL ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตอกย้ำพันธกิจ ESG มุ่งสู่ธุรกิจ Green Data Center สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในยุคดิจิทัล

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ส่งมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ให้กับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL โดย ดร.บัณฑิต รุ่งเจริญพร กรรมการผู้จัดการ ITEL เข้าร่วมรับมอบ ซึ่ง อินโนพาวเวอร์ได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายของพันธมิตร โดยเฉพาะธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่ส่งเสริมการเติบโตระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่าง ITEL การสนับสนุนด้วยกลไก REC เปรียบเสมือนเป็น สะพานเชื่อม ให้ระหว่างแหล่งผลิตพลังงานสะอาดกับ
ภาคธุรกิจ ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าด้านธุรกิจไปพร้อมกัน

อินโนพาวเวอร์ พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรด้านการลดคาร์บอน (Decarbonization Partner) ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ เดินหน้าสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนในระยะสั้นและระยะกลาง สำหรับการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยลดต้นทุนธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาโปรไฟล์ด้านความยั่งยืน เช่น ในธุรกิจ Data Center เราสามารถนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาวได้

ด้าน ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ระบุว่า การที่บริษัทฯ ได้ขึ้นทะเบียนรับใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน I-REC จากอินโนพาวเวอร์ในครั้งนี้ ยืนยันถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับการดำเนินธุรกิจ Data Center ของบริษัทฯ ช่วยตอกย้ำพันธกิจของ ITEL ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) ผ่านการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ทั้งนี้ การรับใบรับรอง I-REC ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของแผนการพัฒนาของ ITEL ในด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในฐานะ 
“ศูนย์สำรองข้อมูลสีเขียว” (Green Data Center) รายสำคัญของประเทศ ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และ
ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าหลักของ ITEL อย่างกลุ่มสถาบันการเงิน ประกันภัย และผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Provider) ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เซิร์ฟเวอร์ และเครือข่ายที่เสถียรพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน

“ใบรับรอง I-REC ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการยกระดับมาตรฐานทางด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ของ ITEL ได้อีกเช่นกัน เพราะบริษัทฯ สามารถนำใบรับรองดังกล่าวไปใช้เพื่อรายงานผลตามมาตรฐาน “Greenhouse Gas Protocol Scope 2 Reporting” สำหรับการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานหมุนเวียน และการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกได้อีกด้วย” ดร.ณัฐนัย กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับแผนในอนาคต อินโนพาวเวอร์มีเป้าหมายขยายการสนับสนุน REC ให้ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรม การผลิต การพาณิชย์ และดิจิทัล ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่จนถึง SMEs โดยนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ REC ควบคู่กับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Bundle) หรือการซื้อขายเพียงใบรับรองพลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล (Unbundle) เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เหมาะสมกับธุรกิจของตน

พร้อมกันนี้ อินโนพาวเวอร์ยังร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนามาตรฐานการซื้อขาย REC ให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ และสร้างระบบนิเวศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกองค์กร

หน่วยข่าวกรองรัสเซียแฉ!! ‘นายกฯ เยอรมนี’ สั่งซ่อนหลักฐาน การส่งมิสไซล์ทอรัส (Taurus) ให้ยูเครน…เพราะกลัวโดนหางเลข

(4 ก.ย. 68) สำนักข่าวสปุตนิกรายงานว่า กองข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย (SVR) ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) ได้สั่งให้ซ่อนการมีส่วนร่วมของเยอรมนีในการส่งมิสไซล์ทอรัส (Taurus) ไปยังยูเครนให้มากที่สุด 

SVR ระบุว่า เมิร์ซตระหนักถึงความเสี่ยงที่เยอรมนีอาจมีส่วนร่วมโดยตรงในการปฏิบัติการทางทหารต่อรัสเซีย จึงสั่งให้ลบเครื่องหมายโรงงานและเปลี่ยนชิ้นส่วนบางส่วนของมิสไซล์เพื่อปกปิดร่องรอย แต่ก็ยอมรับว่ามิสไซล์เหล่านี้ยังคงถูกใช้งานโดยเจ้าหน้าที่ทหารเยอรมันที่ส่งไปยูเครน

กองข่าวกรองต่างประเทศรัสเซียยังระบุว่า นักการเมืองเยอรมันกังวลว่าการใช้มิสไซล์ทอรัสกับรัสเซียอาจทำให้เกิดการตอบโต้แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจกระทบถึงทุกพื้นที่ของเยอรมนี ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญยุโรปหลายคนก็สงสัยต่อคำกล่าวเชิงรุนแรงที่ต่อต้านรัสเซียของนายกฯ เมิร์ซ ซึ่งสวนทางกับความพยายามของรัสเซีย และสหรัฐในการเจรจายุติสงครามกับยูเครน

‘นารา เครปกะเทย’ รอดคุก ม.112 คดีโพสต์เฟซบุ๊กปี 63 ศาลให้โอกาส รอลงอาญา 2 ปี พร้อมคุมประพฤติ 1 ปี

(3 ก.ย. 68) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี “นารา เครปกะเทย” หรือ อนิวัติ ประทุมถิ่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ วัย 26 ปี ในข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กและคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเองในปี 2563 เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน

ศาลพิพากษาว่า นารามีความผิดตามฟ้อง โดยจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากให้การรับสารภาพและสำนึกผิด โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานทุก 3 เดือน และให้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะรวม 24 ชั่วโมง ในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพและวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 พร้อมห้ามกระทำผิดซ้ำ

หลังฟังคำพิพากษา นาราโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “รอดค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนู รอลงอาญา 2 ปีค่ะ” และกล่าวว่ารู้สึกโล่งใจ ดีใจที่ศาลให้โอกาส จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำงานหาเงินใช้หนี้ และหากมีเวลาอยากบวชให้น้อง

คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของนารา โดยคดีแรกศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมแสดงในคลิปโฆษณาแคมเปญของลาซาด้าในเดือนพฤษภาคม 2565 ขณะที่คดีปัจจุบันมีผู้แจ้งความคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ศปปส. ซึ่งร้องทุกข์ต่อ บก.ปอท. ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ฟ้อง และประกันตัวตามลำดับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top