Saturday, 7 November 2026
Hard News Team

‘ปานปรีย์’ เผย!! ถกขึ้นเงินเดือน ขรก. แนวโน้มดี ชี้!! ต้องเน้น ขรก.แรกเข้า หวั่น!! เทใจไปเอกชน

(10 พ.ย. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นประธานการประชุมหารือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เรื่องการปรับเงินเดือนข้าราชการ ร่วมกับตัวแทนกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงบประมาณเข้าร่วมประชุม

ต่อมาเวลา 13.35 น. นายปานปรีย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ไปศึกษาและดูแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ภายในสิ้นเดือน พ.ย.นี้ โดยการประชุมครั้งนี้ตนมาสังเกตการณ์ ในฐานะกำกับดูแล ก.พ. จึงมาฟังความคิดเห็นที่ทางหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายหารือกัน ซึ่งทิศทางออกมาดี ส่วนรายละเอียดต้องทำเพิ่มเติม คาดว่าก่อนสิ้นเดือน พ.ย. เสร็จแน่นอน 

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่มีข่าวว่าจะขึ้นเงินเดือนเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อย ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะขึ้นน้อยมาก มีหลักการและแนวทางอย่างไร นายปานปรีย์ กล่าวว่า ต้องดู เพราะมีในส่วนข้าราชการแรกเข้า ที่จะต้องปรับฐานเงินเดือน เพื่อให้คนที่เข้ามาใหม่มีความสนใจที่จะเข้ามาสู่ระบบราชการมากขึ้น เพราะถ้าฐานเงินเดือนต่ำเราอาจจะได้คนที่ไม่มีคุณภาพ และคนที่จะเข้ามารับราชการอาจจะตัดสินใจเลี้ยวไปภาคเอกชน การประชุมครั้งนี้ต้องมาดูด้วยว่าเงินเดือนเอกชน ที่จบปริญญาตรี จะเริ่มต้นจากตรงไหน และดูความเหมาะสมในส่วนของราชการว่าควรจะเป็นเท่าไหร่

เมื่อถามว่า ควรจะต้องปรับเป็นจำนวน 25,000 บาท ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวว่า ยังไม่ใช่ ต้องดูรายละเอียดอีกอย่าเพิ่งสรุปว่าจะเป็นเท่าไหร่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่บรรจุตั้งแต่ระดับ 3-7 ที่ไม่ใช่ระดับผู้บริหาร จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวว่า การหารือยังไปไม่ถึงตรงนั้น ตอนนี้กำลังดูในส่วนของข้าราชการแรกเข้าก่อน เมื่อถามย้ำว่าการขึ้นจะเป็นการขึ้นทั้งระบบ ใช่หรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวว่า ขอให้รอฟังก่อน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการรับฟังข้อมูลครั้งนี้ โอกาสที่จะขึ้นเงินเดือน มีสูงหรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวว่า “เป็นไปตามนโยบาย” 

เมื่อถามย้ำว่า ถึงอย่างไรก็ต้องขึ้นใช่หรือไม่ นายปานปรีย์ กล่าวย้ำว่า “เป็นไปตามนโยบาย จะขึ้นมากหรือขึ้นน้อย ก็ค่อยว่ากัน”

‘นายกฯ เศรษฐา’ เคาะ!!เงื่อนไข ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เงินเดือนไม่เกิน 7 หมื่น เงินฝากไม่เกิน 5 แสน ใช้จ่ายผ่าน ‘เป๋าตัง’

‘นายกฯ เศรษฐา’ แถลง ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ ใช้จ่ายผ่าน ‘เป๋าตัง’ แจก 50 ล้านคน รายได้ไม่เกิน 7 หมื่นต่อเดือน เงินฝากทุกบัญชีรวมไม่เกิน 5 แสนบาท มีระยะเวลาการใช้ 6 เดือน พร้อมขยายพื้นที่การใช้ครอบคลุมระดับอำเภอ เตรียมตั้งงบ 600,000 ล้านบาท แต่ยังต้องผ่านขั้นตอนกฎหมาย

‘อนุทิน’ คลอดมาตรการแบ่งเบาภาระประชาชนต่อเนื่อง ผุดขยายเวลา ‘จัดเก็บภาษีที่ดินฯ’ ปี 67 ต่ออีก 2 เดือน

(10 พ.ย.66) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ขยายกำหนดเวลาดำเนินการตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ประจำปี 2567 ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายกำหนดการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี 2567 เป็นการทั่วไป ออกไป 2 เดือน ตามที่ รมว.มหาดไทยได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการเพื่อแบ่งเบาภาระพี่น้องประชาชนที่เผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วในส่วนของไฟฟ้า ขณะที่ส่วนของประปาอยู่ระหว่างการพิจารณา 

ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้ออกประกาศให้มีการขยายกำหนดการเก็บภาษีที่ดินและท้องถิ่นในปี 2567 ออกไป 2 เดือน ซึ่งท่านอนุทิน ได้ลงนามแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนมีผลบังคับต่อไป โดยมาตรการนี้จะช่วยทำให้ประชาชนมีเวลาสามารถบริหารค่าใช้จ่าย เหลือสภาพคล่องไปใช้จ่ายในระยะเวลาที่ยืดออกไป สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ขณะนี้อยู่ในช่วงของการฟื้นเศรษฐกิจ

โดยโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สาระสำคัญของประกาศกระทรวงฯ ได้ขยายระยะเวลาดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังนี้…

1.ขยายกำหนดเวลาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการจัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกาศ พร้อมจัดทำข้อมูลเกี่ยวข้องกับผู้เสียภาษีแต่ละรายทราบ จากเดิมภายในเดือน พ.ย. 2566 เป็น ภายในเดือน ม.ค. 2567

2.ขยายกำหนดเวลาของ อปท. ในการประกาศราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อัตราภาษีที่จัดเก็บ และรายละเอียดอื่นที่จำเป็นในการจัดเก็บภาษี จากเดิมก่อนวันที่ 1 ก.พ. 2567 เป็น ก่อนวันที่ 1 เม.ย. 2567

3. ขยายกำหนดเวลาของ อปท. ในการแจ้งการประเมินภาษี โดยส่งแบบประเมินภาษีให้ประชาชนผู้เสียภาษี จากเดิมภายในเดือน ก.พ. 2567 เป็น ภายในเม.ย. 2567

4.ขยายกำหนดเวลาของผู้เสียภาษีในการชำระภาษีตามแบบแจ้งการประเมินภาษี จากเดิมภายในเดือน เม.ย. 2567 เป็น ภายในเดือนมิ.ย. 2567

5.ขยายกำหนดเวลาของผู้เสียภาษีในการผ่อนชำระภาษี ดังนี้ งวดที่1 จากเดิมชำระภายในเดือนเม.ย. 2567 เป็น ภายในเดือนมิ.ย. 2567 / งวดที่2 จากเดิมภายในเดือน พ.ค. 2567 เป็น ภายในเดือน ก.ค. 2567 และ งวดที่ 3 จากเดิมภายในเดือน มิ.ย. 2567 เป็นภายในเดือน ส.ค. 2567 

6.ขยายกำหนดเวลาของ อปท. ในการมีหนังสือแจ้งเตือนผู้เสียภาษีที่มีภาษีค้าง จากเดิมภายในเดือน พ.ค. 2567 เป็น ภายในเดือน ก.ค. 2567 

และ 7.ขยายกำหนดเวลาของ อปท. ในการแจ้งรายการภาษีค้างชำระให้สำนักงานที่ดินหรือสำนักงานที่ดินสาขา จากเดิมภายในเดือน มิ.ย. 2567 เป็นภายในเดือน ส.ค. 2567

‘ไทยสมายล์’ แจ้งโอนย้าย ‘สำรองที่นั่ง-บริการ’ ไป ‘การบินไทย’ พร้อมเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูกิจการ เริ่ม 16 ธ.ค. 66

(10 พ.ย. 66) รายงานข่าวแจ้งว่า เฟซบุ๊ก THAI Smile Airways ของบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ส จำกัด ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงการสำรองที่นั่งและบริการต่างๆ ของสายการบินไทยสมายล์ โดยจะเริ่มถูกโอนย้ายไปยังการบินไทยตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 2566 เป็นต้นไป โดยเว็บไซต์ www.thaismileair.com จะให้บริการถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2566

ส่วนห้องจำหน่ายบัตรโดยสารไทยสมายล์ (Smile Service Center) จะให้บริการถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2566 ศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Smile Contact Center) 0-2118-8888 (หรือ 1181) และฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ [email protected] จะให้บริการถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2566

ผู้โดยสารสามารถติดต่อขอรับบริการได้โดยตรงที่การบินไทย ได้แก่ เว็บไซต์ www.thaiairways.com ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารการบินไทย (THAI ticketing service) ศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (THAI Contact Center) 0-2356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ [email protected]

ก่อนหน้านี้ การบินไทยได้ทยอยเปิดเส้นทางบินภายในประเทศ แทนสายการบินไทยสมายล์ มาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา เริ่มจากเส้นทางกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-ภูเก็ต ก่อนที่จะทยอยเข้าไปดำเนินการทั้งหมด จำนวน 9 เส้นทาง ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี กระบี่ ขอนแก่น นราธิวาส เชียงราย หาดใหญ่ และอุบลราชธานี ซึ่งจะเปิดครบทุกเส้นทางในวันที่ 1 ม.ค. 2567

สำหรับการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศของการบินไทย เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจการบินตามแผนฟื้นฟูกิจการของการบินไทยที่ตัดสินใจยุบแบรนด์สายการบินลูกอย่างไทยสมายล์ ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อปี 2555 เป็นต้นมา และโอนเครื่องบิน A320 กลับมาที่การบินไทยทั้งหมด 20 ลำ พร้อมกับทยอยโอนนักบิน ลูกเรือและจุดบินมาด้วย

ก่อนหน้านี้ สายการบินไทยสมายล์ได้ยุบเส้นทางบินกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-สุราษฎร์ธานี ไปเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา

'อ.พงษ์ภาณุ' ชี้!! ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ผลพวงความผิดพลาดเชิงนโยบายของแบงก์ชาติ

(10 พ.ย.66) อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ให้มุมมองต่อภาวะความเสี่ยงเงินฝืดกับประเทศไทย ไว้ว่า...

ขณะนี้สัญญาณเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation) ดังที่ผมมักจะพูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ไว้เสมอ โดยได้เคยส่งสัญญาณเตือนไว้กว่า 6 เดือนมาแล้ว ว่า...

ไทยอาจจะตามจีนเข้าสู่ภาวะเงินฝืด โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนตุลาคม ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาที่ -0.31% น่าจะถือเป็นการตบหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย ที่อ้างเงินเฟ้อสูงในการปรับดอกเบี้ยขึ้นจาก 2.25% เป็น 2.50% เมื่อเดือนที่แล้ว ท่ามกลางความตกใจและถือเป็นการกระทำที่สวนทางกับการคาดการณ์ของตลาด 

ดังนั้นเงินฝืดที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงมิใช่เป็นผลกระทบจากโลก แต่มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดทางนโยบายเป็นหลัก และเป็นความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายสูงมากกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งควรจะต้องมีผู้รับผิดชอบและน่าจะยังความจำเป็นให้รัฐบาลต้องมี Fiscal Stimulus ออกมาแก้ไขความผิดพลาดของแบงก์ชาตินี้

IG เปิดฟีเจอร์ใหม่!! โพสต์ ‘ภาพ-Reels’ ดูได้แค่‘เพื่อนสนิท’ หลัง 'Close Friends' ในไอจีสตอรี่ กระแสตอบรับดี!!

สายอัพ IG มุงทางนี้! Meta ได้ออกมาเปิดฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด ให้กับ 'instagram' สามารถลงโพสต์ภาพ – วิดีโอ reels โดยเลือกแบบ Close Friends เห็นแค่เพื่อนสนิทได้แล้ว

เรียกว่าผู้ใช้งาน 'instagram' หรือ 'IG' (อินสตาแกรม) อาจไม่ต้องสร้างแอคหลุมอีกต่อไป

เพราะล่าสุดทาง 'Lia Haberman' ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดสื่อดิจิทัล นักยุทธศาสตร์ และวิทยากร ออกมาเปิดเผยว่า อินสตาแกรม (Instagram) กำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ โดยผู้ใช้งานสามารถแชร์โพสต์แบบ Close Friends หรือเพื่อนสนิทได้แล้ว

โดย ผู้ใช้งานอินสตาแกรม จะสามารถเลือกกดผู้ชมหรือผู้เห็นโพสต์ของตัวเอง (Audience) ให้เป็นแบบ Close Friends ซึ่งลักษณะจะขึ้นเป็นวงกลมสีเขียวได้

ขณะที่จะโพสต์รูปภาพ วิดีโอผ่านฟีด เพื่อเป็นการจำกัดให้ผู้ใช้งานบางกลุ่มสามารถมองเห็นโพสต์ได้เท่านั้น

อย่างไรก็ดี สาเหตุการเปิดใช้งาน Close Friends นั้น เพราะก่อนหน้านี้ ฟีเจอร์ Close Friends บนไอจีสตอรี่ ถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสุด ๆ

สำหรับขั้นตอนมีดังต่อไปนี้

1. เลือกภาพหรือวิดีโอที่ต้องการจะโพสต์

2. ทำทุกอย่างเหมือนเดิม จนถึงการเพิ่มแคปชัน จะมีให้เลือก “Audience” หรือผู้ชม เราสามารถเลือกได้เลยว่า จะให้ผู้ติดตามหรือเพื่อนสนิทเห็น

เท่านี้ เราก็สามารถโพสต์รูปหรือวิดีโอให้เพื่อนสนิทเราเห็นได้แล้ว

โซเชียลรุมวิจารณ์ 'ร้านออนไลน์' แปะป้ายบังคับรีวิวคะแนนสูง ขู่!! ถ้าให้คะแนนรีวิว 1-3 ดาว จะไม่รับเคลมสินค้าทุกกรณี

การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นชีวิตปกติของคนยุคนี้ไปแล้ว หลังจากซื้อสินค้า การรีวิวเป็นสิ่งที่ร้านค้าให้ความใส่ใจเพราะหมายถึงการซื้อของคนอื่นๆ ในครั้งต่อไป

แต่ร้านค้าแห่งนี้คงใส่ใจเรื่องคะแนนมากเกินไป จนทำให้กลายเป็นเรื่องเป็นราว โดยผู้บริโภครายหนึ่ง ได้ถ่ายภาพกล่องสินค้า ซึ่งเขียนว่า “รีวิวไม่ถึง 1 คะแนน ไม่รับเคลมทุกกรณี”  งานนี้เล่นเอาผู้บริโภคและชาวเน็ตรายอื่นๆ เห็นแล้วเดือดทันที

โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “ทุเรศแบบนี้ก็ได้เหรอ!! สั่งของ มาแล้วที่หน้ากล่องติดสติกเกอร์อันนี้อยู่ หมายความว่าถ้าของเสียหายเราจะต้องให้ 3 ดาวขึ้นไปถึงจะเคลมได้ แต่ถ้าเกิดเราให้ 1-3 ดาวไม่รับเคลม มันก็เข้าข่ายว่าเราหลอกคนอื่นๆไปด้วยหรือเปล่า ถ้าของเกิดชำรุดเราต้องให้ 4-5 ดาวถึงจะเคลมได้ ทั้งๆที่ถ้าเราได้ของชำรุดมาเราไม่พอใจอยากจะให้ 1-2 ดาวแต่ก็เคลมไม่ได้”

งานนี้ทำเอาชาวเน็ตแนะนำวิธีการจัดการกับร้านค้าลักษณะนี้ เช่น แนะนำว่า “ให้ใช้รูปหน้ากล่องของร้านที่เขียนแบบนี้ในการรีวิว” ซึ่งถือเป็นวิธีการรีวิวแบบเชือดนิ่ม เพราะการใส่กติกาลักษณะนี้ถือเป็นความไม่จริงใจต่อการขายในรูปแบบหนึ่ง

'รมว.พิมพ์ภัทรา' ต้อนรับคณะ 'ผู้ว่าฯ ไซตามะ' ขยายความร่วมมือ 'เศรษฐกิจ-การลงทุน' ทุกระดับ

(10 พ.ย. 66) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับคณะของนายโอโนะ โมโตฮิโระ (Mr.OHNO Motohiro) ผู้ว่าราชการจังหวัดไซตามะ พร้อมด้วยผู้แทนจากภาคเอกชน และผู้แทนสถาบันการเงินประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสการเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงาน Saitama-Thai Network Exchange Meeting 2023 โดยหลังการต้อนรับได้มีการหารือทั้งสองฝ่ายเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจการลงทุนในอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยข้อมูลภายหลังการหารือว่า ภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจในการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเอกชนญี่ปุ่นให้ความสนใจขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ได้จากการหารือขณะนี้พบว่าประเทศไทยเป็นเป้าหมายแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นให้ความสนใจเป็นลำดับแรก จากศักยภาพความพร้อมในด้านทรัพยากร, การท่องเที่ยว, โลจิสติกส์ และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของทั้งสองประเทศ 

"ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นเข้าลงทุนในประเทศไทยแล้ว 262 บริษัท กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับรัฐบาลกลางญี่ปุ่น 4 แห่ง และรัฐบาลท้องถิ่นญี่ปุ่น 24 แห่ง ซึ่งถือเป็นหน่วยงานแรกที่ประสานความร่วมมือกับส่วนท้องถิ่น (Local to Local) ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับจังหวัดไซตามะ ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองประเทศ"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังกล่าวด้วยว่าได้มีการจัดตั้งโต๊ะญี่ปุ่น (DIPROM Japan Desk) แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ของทั้งไทยและญี่ปุ่นเข้าปฏิบัติงานเพื่อประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกผสานความร่วมมือการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยและญี่ปุ่น ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับพันล้านและยังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย 

กระทรวงอุตสาหกรรม ประเทศไทย และผู้องค์กรธุรกิจภาคเอกชนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นและด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ จะสามารถยกระดับความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการลงทุนในทุกมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่สนใจลงทุน เสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกัน 

สำหรับจังหวัดไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนประชากรกว่า 7.3 ล้านคน ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 5 ของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการเติบโตด้านอุตสาหกรรมสูงสุดมูลค่า 5.7 ล้านล้านบาท ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป

แลนด์มาร์กใหม่ย่าน ‘บางนา’ เพื่อ ‘คนรักกีฬา-ความบันเทิง’ ใต้ประสบการณ์ ‘ตีกอล์ฟ’ สุดคูล!! พ่วง ‘PLAY-FOOD-FUN’

หลังเลิกงานเมื่อไร สมงสมองก็ไปหมดทุกที งานนี้เลยขอผ่อนความล้าล่าความฟินไปกับกิจกรรมทำคลายเครียดแนวๆ สักหน่อย!! โดยวันนี้ THE STATES TIMES จะขอพามาแนะนำกับแลนด์มาร์กแห่งใหม่ย่านบางนา ที่สามารถมาทำกิจกรรม ทั้งออกกำลังกายชิลๆ หรือจะแวะมาแฮงค์เอาท์เบาๆ กับกลุ่มเพื่อนในที่เดียวก็ไม่ติดที่ ‘Topgolf Megacity’ สนามไดร์ฟกอล์ฟ ที่จัดเต็มทั้ง แสง – สี- เสียง – เทคโนโลยี และชูจุดขายเรื่องอาหารและเครื่องดื่มแบบเต็มพิกัด

ที่นี่เป็นแหล่งความบันเทิงชั้นนำที่รวบรวมความสนุกแบบครบครัน ทั้งกิจกรรมตีกอล์ฟที่มีให้เลือกเล่นหลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งบาร์นั่งชิล และอาหารที่พร้อมเสิร์ฟให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ ในคอนเซปต์ ‘PLAY-FOOD-FUN’ เรียกได้ว่ามาที่นี่ ครบ จบ ในที่เดียวเลยจริงๆ...

สำหรับ ‘Topgolf Megacity’ มีไฮไลต์ที่คนรักกีฬาตีกอล์ฟจะเอ็นจอยได้สุดๆ ภายใต้ความพิเศษของที่นี้นั้น คือ เขามีเกม กีฬา ที่สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่ง Topgolf Megacity นั้น สร้างอยู่ภายใน Megacity โครงการมิกซ์ยูสที่มีพื้นที่กว่า 400 ไร่ เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 70 แห่ง ใน 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, เม็กซิโก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยกรุงเทพฯ นั้นถือเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดให้บริการเลย!!

โดยความพิเศษของที่นี่นั้น คือการมี ฮิตติ้งเบย์ มากถึง 102 เบย์ แต่ละเบย์จะมีที่นั่งรองรับ อำนวยความสะดวกไว้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ มีสนามพัตต์กอล์ฟ 18 หลุมที่เขาเคลมมาเลยว่า ‘ดีที่สุดในกรุงเทพฯ’ และไม่ต้องกังวลในเรื่องของพื้นที่ว่าถ้าไปแล้วจะพอไหม แออัดหรือเปล่า? เรื่องนี้ตัดออกไปได้เลย เพราะเขาเปิดให้บริการทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งพื้นที่แต่ละชั้นนั้นก็กว้างขวางพอสมควรเลย

และยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะสนามกอล์ฟแห่งนี้ เขาใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีแบบใหม่ โดยใช้ ‘ลูกกอล์ฟฝังไมโครชิป’ ทำให้ผู้เล่นสามารถทำคะแนนได้โดยตีลูกกอล์ฟไปยังพื้นเป้าขนาดใหญ่ ที่มี ‘Toptracer’ และ ‘HDTV’ รอบสนามกว่า 300 จอ คอยติดตามความเคลื่อนไหวในการตีของเราและบอกคะแนนในแต่ละรอบให้เราค่ะ

ยิ่งไปกว่านั้นใครที่เบื่อการตีกอล์ฟแบบเก่าๆ ที่นี่ก็มีการตีกอล์ฟผ่านสนามเสมือนจริงด้วย โดยจะมีการจำลองเป็นรูปแบบของเกมให้เลือกในการตีกอล์ฟได้ถึง 14 เกม เรียกได้ว่าคนเล่นเป็นหรือเล่นไม่เป็นก็เอ็นจอยได้ทั้งหมด!!

ไม่เพียงเท่านี้ ที่นี่ยังมีไฮไลต์อย่าง PRIVATE EVENT SPACES, ROOFTOP BAR, WINE & WHISKEY LOUNGE, PATIO INDOOR & OUTDOOR RESTAURANT ไว้ให้บริการเหมาะกับทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการพบปะสังสรรค์ ปาร์ตี้ งานเฉลิมฉลอง การพูดคุยทางธุรกิจ อีกด้วย

ในส่วนของค่าบริการ ถ้าเป็นวันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี เริ่มต้นที่ 550 บาทต่อชั่วโมงต่อเบย์ วันศุกร์-เสาร์ เริ่มต้นที่ 650 บาทต่อชั่วโมงต่อเบย์ สามารถรองรับผู้เล่นได้สูงสุดถึง 6 คนเลย หากไปกับกลุ่มเพื่อนหารกันแล้วตกแค่คนละ 100 ต้นๆเท่านั้นเอง!!

ขอเสริมกันอีกนิด สำหรับผู้ที่มาใช้บริการครั้งแรก มีค่าลงทะเบียนแรกเข้าอยู่ที่ 150 บาท

เรียกได้ว่าที่นี่ ‘ลบภาพจำ’ ของการตีกอล์ฟแบบเดิมๆไปเลย ยกให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่สำหรับคนรักกีฬาและความบันเทิงที่ควรค่าแก่การมาลองเลยทีเดียว...

สำหรับเวลาให้บริการ : อาทิตย์-พฤหัสบดี 09:00-23:00 น.
ศุกร์-เสาร์ 09:00-24:00 น.

พิกัดการเดินทาง: https://maps.app.goo.gl/EF3rX57uoM9DRg4AA?g_st=ic

ติดต่อสอบถาม: 0-2114-1289 (แนะนำให้โทรมาจองก่อน)
หรือสามารถจองผ่านเว็บไซต์ได้ที่: www.topgolfthailand.com

ขอบคุณรูปภาพสวยๆจาก: https://topgolfthailand.com/about/

‘บุญรอดฯ - ปตท. - IRPC’ ร่วมพัฒนานวัตกรรมผลิตวัสดุหมุนเวียน มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า - ต่อยอดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ลงนามความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมต่อยอดวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต สร้างผลิตภัณฑ์หมุนเวียน (Returnable Equipment) ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เดินหน้าโครงการนำร่องรีไซเคิลพลาสติกผ่านผลิตภัณฑ์ต้นแบบอย่างลังน้ำและโซดาขวดเปลี่ยน ผลิตจาก rPET และ rHDPE พาเลท (Pallet) ผลิตจาก rHDPE และกากมอลต์  

นายปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ให้ความสำคัญ คือ การดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด ‘องค์กร ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมต้องมีความสุขร่วมกันอย่างยั่งยืน’

ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ทั้งหมด เช่น เสื้อยูนิฟอร์มพนักงานจากผ้าที่ผลิตจากขวด PET การแยกขยะ การใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนโครงการที่ทำกับชุมชนและสังคมอีกหลายโครงการ และล่าสุดได้ร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นของไทยที่เป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นทั่วโลกอย่าง PIPATCHARA ดีไซน์กระเป๋ารุ่นพิเศษที่ผลิตจากผ้าที่ Upcycling มาจากขวดพลาสติก PET 100% 

ทั้งนี้ ในแต่ละปี เรามีวัสดุเหลือจากระบวนการผลิตเป็นจำนวนมาก น่าจะสามารถนำมาสร้างประโยชน์ต่อยอดได้อย่างคุ้มค่า จึงเป็นที่มาของการลงนามความร่วมมือกับบริษัทฯ ปตท. และ ไออาร์พีซี ในครั้งนี้ เราเชื่อว่า ด้วยความรู้ความชำนาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัยของทั้งแต่ละบริษัทฯ จะสามารถร่วมกันพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่จากวัสดุในกระบวนการผลิตให้เป็นประโยชน์มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. ยึดมั่นในพันธกิจรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ผ่านการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 โดยส่วนหนึ่งได้นำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เกิดเป็นรูปธรรม มุ่งปฏิวัติรูปแบบการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดปริมาณของเสียตลอดกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และรักษาสิ่งแวดล้อม 

ความร่วมมือในครั้งนี้ กลุ่ม ปตท. โดย PRISM (Petrochemical and Refining Integrated Synergy Management) แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างบริษัทในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ผลักดันให้เกิดการผสานองค์ความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรจากทั้ง 3 หน่วยงาน นำวัสดุเหลือใช้ ในกระบวนการผลิตมาต่อยอดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ และเจตนารมย์องค์กรชั้นนำของไทย ที่จะจุดพลังและขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนอนาคตที่ดีให้แก่โลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป

นายกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า IRPC ดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์องค์กร “สร้างสรรค์นวัตกรรมการใช้วัสดุและพลังงาน เพื่อชีวิตที่ลงตัว” ด้วยการใช้นวัตกรรมสร้างการเติบโต ควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการนี้ เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์ของทรัพยากรอย่างสูงสุด โดยบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว ประเภทใช้ครั้งเดียวสู่ผลิตภัณฑ์หมุนเวียน ผ่านผลิตภัณฑ์แบรนด์ “POLIMAXX” สร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทั้งในกลุ่มรีไซเคิลและพลาสติกที่มีพืชเป็นส่วนผสมหลักในการผลิต (Bio-Based) ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตามโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG) 

นอกจากนี้ IRPC ยังได้ร่วมผลักดันการสร้างความสมดุลและความยั่งยืน หรือ ESG โดยตั้งเป้าหมายและกำหนดแนวทางองค์กรเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero Emission ภายในปี 2603 เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน 

นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินหน้าธุรกิจภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนของบริษัทไทย ชั้นนำอย่าง บุญรอดบริวเวอรี่ ปตท. และ ไออาร์พีซี ที่จับมือพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หมุนเวียนจากวัสดุเหลือใช้ภายในโรงงาน ที่นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ที่กำหนดไว้ในปี 2608 ได้ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top