Friday, 6 November 2026
Hard News Team

'รมว.ปุ้ย' เผยแนวทางสำคัญ พัฒนาอุตฯ ไทยสู่ความยั่งยืน ผ่าน The Journey of Sustainable Partnership 2024

กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมไทย มุ่งเน้นความยั่งยืน ภายใต้ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในด้านเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ พร้อมกำหนดนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 4 มิติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ

(15 ม.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย’ กับ ‘พิมพ์ภัทรา’ ในงาน ‘The Journey of Sustainable Partnership 2024’ ถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ภายใต้ความท้าทายและโอกาส ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สงครามในยูเครน และความขัดแย้งทาง ภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่ความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความสำเร็จอย่างสมดุลใน 4 มิติ ทั้งด้านความสามารถในการแข่งขัน การได้รับการยอมรับจากชุมชนและสังคม การตอบโจทย์กติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นโยบายที่สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เน้นอุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมชีวภาพ โดยเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศเพื่อยกระดับการผลิต ให้สามารถแข่งขันในระดับภูมิภาคได้ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน Value Chain ของโลก รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเหล่านี้

ขณะเดียวกันจะพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ โดยนำมาตรฐาน ผลิตภาพ และนวัตกรรม (SPRING) มาเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงเชื่อมโยงกับภาคบริการ อาทิ อุตสาหกรรมรีไซเคิล อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีนวัตกรรม (Innovative Construction) การผลักดันอุตสาหกรรม Soft Power ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตและรายได้ให้กับประเทศ รวมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง กำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษในพื้นที่อุตสาหกรรมให้เข้มงวดขึ้น ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ และ กากของเสีย ขณะที่มาตรฐานความปลอดภัยในการประกอบกิจการต่างๆ จะผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้การบริการ การขออนุมัติอนุญาต และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ การให้บริการในรูปแบบ One Stop Service ต้องเข้าถึงและใช้งานง่าย มีความโปร่งใส เพื่อลดอุปสรรค และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ ให้มีความเข้มแข็งและอยู่รอดได้ ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี เตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อ่อนไหวสูงที่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่าง มีประสิทธิภาพร่วมกันระหว่างภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม

“กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (ชุมพร-ระนอง) (Landbridge) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย ช่วยเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างภาคใต้ของประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาค รวมถึงประเทศจีนตอนใต้ เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งจะช่วยลดเวลาและระยะทางการขนส่งจากเดิม ทำให้ประหยัดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มศักยภาพทางการค้าของประเทศไทยกับกลุ่มประเทศที่อยู่ทางด้านมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งยังรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมกันบูรณาการการทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีศักยภาพรองรับการลงทุนมากขึ้นในอนาคต” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (บอร์ด กนอ.) กล่าวว่า กนอ. ตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนภาคเอกชนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในปี 2567 กนอ. จึงกำหนดแผนฟื้นฟูการลงทุน โดยลดบทบาทการเป็น regulator มาเป็น facilitator ที่มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกและสนับสนุนผู้ประกอบการ ในทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยแผนฟื้นฟูการลงทุนของ กนอ. ประกอบด้วย 1.การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่ ๆ ให้พร้อมรับการลงทุน 2.ส่งเสริมการลงทุน โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาด เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ 3.พัฒนาผู้ประกอบการด้วยการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และ 4.สร้างความยั่งยืนโดยเน้นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน ซึ่งคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรม เป็นคู่ค้าที่สำคัญของ กนอ. ที่ผ่านมาทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออุตสาหกรรม รวมทั้งบริหารจัดการสถานประกอบการให้อยู่ในมาตรฐานของ กนอ. ตลอดจนสร้างแรงงานที่มีศักยภาพ ไปจนถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานให้กับหลายกลุ่มอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น งานในวันนี้ (15 ม.ค.67) จึงเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ทิศทางการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของประเทศ รวมถึงการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลไปสู่ความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป ภายใต้แนวคิดที่ว่า นิคมอุตสาหกรรมอยู่คู่กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำหรับงาน ‘The Journey of Sustainable Partnership 2024’ มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน อาทิ น.ส.ศิรินันท์ ศิริพานิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม, นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงาน เช่น บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

‘รองเจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น’ แจง ปม 2 สาวต่างชาติ นุ่งสั้นอาบแดดข้างวิหาร รับ!! บางครั้งสอดส่องไม่ทั่วถึง เหตุทั้งวัดมีพระแค่ 7 รูป แต่ได้รีบตักเตือนแล้ว 

รองเจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น แจงภาพ 2 นักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติ สวมสปอร์ตบาร์ นุ่งกางเกงขาสั้นตัวจิ๋ว นอนอาบแดด กลางสนามหญ้าข้างวิหารอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี เกิดเหตุเพียงช่วงเวลาสั้นๆ หลังทราบแล้วให้ลูกศิษย์รีบเข้าไป ตักเตือนทันที เชื่อเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการ รับบางครั้งสอดส่องไม่ทั่วถึงเพราะทั้งวัดมีพระเพียง 7 รูป วอนขอทุกฝ่ายเกี่ยวข้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ความคืบหน้ากรณีเมื่อวานนี้ (14 ม.ค.67) พบหญิงสาวชาวต่างชาติ 2 คนสวมเสื้อสปอร์ตบราและนุ่งกางเกงขาสั้นตัวจิ๋ว นอนอาบแดด อยู่บนสนามหญ้าข้างวิหาร ภายในวัดเชียงมั่น อำเภอเมืองเชียงใหม่ และมีผู้ถ่ายภาพนำไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดเชียงมั่นถือเป็นวัดแห่งแรกตั้งแต่ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ ที่ปีนี้อายุ 728 ปีแล้ว

ล่าสุดวันนี้ (15 ม.ค.67) จากการสอบถามที่วัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นทางรองเจ้าอาวาสวัดให้ข้อมูลว่า ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเช้าวานนี้ โดยที่คนขับรถตุ๊กตุ๊กบริการเที่ยวเป็นผู้มาแจ้งเรื่องให้ทางวัดทราบและดำเนินการ ซึ่งไม่ทราบเรื่องแล้วได้ให้ลูกศิษย์วัด ไปตรวจสอบและตักเตือนพร้อมอธิบายนักเที่ยวทั้งสองคนให้ทราบว่าไม่เหมาะสม โดยเมื่อนักท่องเที่ยวทราบแล้วได้ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากวัดไป

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่าน่าจะเกิดจากที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่รู้ถึงวัฒนธรรมประเพณี จึงกระทำการดังกล่าว ซึ่งที่จริงแล้วเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาแค่ไม่นานเท่านั้น จึงไม่คิดว่าจะเกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางเช่นนี้ โดยยอมรับว่าทางวัดอาจจะสอดส่องดูแลได้ไม่ทั่วถึง แม้ว่าจะมีการเขียนป้ายแนะนำการปฏิบัติตัวให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไว้แล้ว เนื่องจากทางวัดมีพระอยู่เพียง 7 รูปเท่านั้น รวมทั้งเจ้าอาวาสที่แก่ชราและอาพาธด้วย

อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่า ทางคนขับตุ๊กตุ๊กที่เป็นคนมาแจ้งเรื่องให้ทางวัดทราบและเป็นผู้ถ่ายภาพเอาไว้ได้พร้อมนำไปเผยแพร่ น่าจะช่วยเข้าไปแนะนำตักเตือนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติตั้งแต่แรกเพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา แทนที่จะเอาภาพไปเผยแพร่ให้เกิดกระแสวิจารณ์และทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์

ด้านนางรุ่งฟ้า ศรีปัญญา ซึ่งเป็นชาวบ้านชุมชนเชียงมั่น และเป็นลูกศิษย์วัดขายของในวัดมานาน เปิดเผยว่าเหตุการณ์เกิดเร็วมาก โดยช่วงเกิดเหตุการณ์ตัวเองกำลังเปิดร้านอยู่ที่ประตูทางเข้าวัด ก็ไม่ได้ทราบเรื่องจนกระทั่งมีการแชร์ภาพและเรื่องราวนี้ลงในโซเชียล แล้วเพื่อนตัวเองที่อยู่ทางภาคใต้ได้โทรมาบอกถึงได้รู้ข่าว ซึ่งที่ผ่านมาก็ช่วยกันดูแลความเรียบร้อยในวัดเป็นอย่างดี เพราะพระในวัดมีไม่กี่รูป แต่นักท่องเที่ยวเยอะมากเพราะเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ก็จะมีนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าในวัฒนธรรมประเพณีมาบ้าง ก็ช่วยกันตักเตือน

โดยเฉพาะเรื่องแต่งกายไม่เหมาะสมจะมีมากที่สุด ซึ่งทางวัดเองก็มีผ้าถุง ผ้าคลุมไหล่ไว้บริการ โดยนอกจากชาวต่างชาติแล้ว บ่อยครั้งคนไทยเองก็ยังนุ่งสั้นเข้าไปในวิหาร ทำให้ต้องคอยช่วยกันแนะนำไป นอกจากนี้แล้วก็ยังมีแปลกๆ อย่างมาร่ายรำมวยจีนเหมือนมาออกกำลังกายก็มี แต่ก็ไม่ได้ทำท่าทางที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ให้เกียรติสถานที่ จึงได้แต่ดูๆ เท่านั้น ต่อจากนี้ก็ต้องช่วยกันดูแลให้มากขึ้น ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวัด ขณะผู้ที่มาทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวเองทั้งรถขับรถรับจ้าง หรือไกด์ ก็ต้องช่วยกันดูแลด้วยเช่นกัน

ร้อยเอ็ด…เกษตรกรร้อยเอ็ดชื่นมื่น กระทรวงเกษตรฯ KICK OFF มอบโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างรายได้ และสร้างอาชีพ

วันนี้( 15 มกราคม 2567) เวลา 09.00 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานการ KICK OFF มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ให้แก่เกษตรกรชาวร้อยเอ็ด โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอโพนทอง และพี่น้องเกษตรกร เข้าร่วม ที่ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 36 ตำบลหนองใหญ่ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ ที่จะพิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนด 

เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และนำมาพัฒนาที่ดิน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว รวมถึงเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวไทย ทั้งนี้จังหวัดร้อยเอ็ด ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ทั้งหมดประมาณ 1,037,828 ไร่ 

เนื้อที่ เป็นพื้นที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินเนื้อที่ประมาณ 326,553 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 15 อำเภอ รวม 31 โครงการ ประมาณ 667,762 ไร่ ซึ่งในปี 2567 ได้มีแผนดำเนินการ แปลง เนื้อที่ ปรับปรุงแก้ไขเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร มอบให้แก่เกษตรกร จำนวน 217 ราย 275 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,578 ไร่ 

โกสิทธิ์/ร้อยเอ็ด(ห)
081-377-2689  087-864-4400

‘รัฐ’ เร่งปลดล็อก ‘โซลาร์รูฟท็อป’ ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน ตอบรับความต้องการใช้พลังงานสะอาด แทนพลังงานฟอสซิล

(15 ม.ค. 67) นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการประสานข้อมูลกับภาคเอกชน อาทิ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคศูนย์การค้า ภาคโรงแรม และภาคบริการ พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 

ขณะที่ต้นทุนการติดตั้งโซล่าเซลล์มีราคาที่ถูกลง ทำให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่ประสงค์จะติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท๊อป (Solar Rooftop) เป็นจำนวนมาก เช่น อาคารโรงงาน ศูนย์การค้า โรงแรม มหาวิทยาลัย เป็นต้น 

ซึ่งตามกฎหมายโรงงานเดิมกำหนดว่าการติดตั้ง Solar Rooftop ที่มีกำลังผลิตเกินกว่า 1,000 กิโลวัตต์ หรือ 1 เมกะวัตต์ เข้าข่ายเป็นโรงงานต้องขอรับใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการผลิตโซล่าเซลล์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณมากโดยใช้จำนวนแผงเซลล์แสงอาทิตย์หรือพื้นที่ติดตั้งลดลงกว่าเดิมถึง 2.7 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2557 อีกทั้งยังมีมาตรฐานควบคุมด้านความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

"การปลดล็อคดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจจากการติดตั้ง Solar Rooftop ได้ง่ายขึ้น ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 500 tCO2/เมกะวัตต์/ปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 62,500 ต้น นับเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการเกิดการขับเคลื่อนทางธุรกิจอย่างสมดุลและยั่งยืนใน 4 มิติ ทั้งด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจต่าง ๆ ส่งเสริมการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) การได้รับการยอมรับจากสังคม ความลงตัวกับกติกาสากล ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อโอกาสทางธุรกิจตอบโจทย์ไทยและประชาคมโลก และการกระจายรายได้สู่ชุมชนจากการขยายตัวของธุรกิจติดตั้งโซล่าเซลล์"

นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2608 ของประเทศไทยต่อไป

‘บางจาก’ เดินหน้ารุก ‘ธุรกิจสีเขียว’ หวังช่วยยับยั้งคาร์บอนด์ ตั้งเป้า!! 5 ปี เร่งเครื่องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมากกว่า 50% 

(15 ม.ค.67) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าบริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า บริษัทมีแนวทางจะมุ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจสีเขียวให้มากขึ้น เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนด์

ทั้งนี้ บางจากฯ ได้วางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนธุรกิจสีเขียว 5 ปีนับจากนี้ (ปี 2567-2571) ให้เพิ่มเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของพอร์ตการลงทุนรวม และยังกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนแผนงานระยะยาวเป็นไปตามที่วางไว้

อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมาบางจากฯ ได้ปรับวิสัยทัศน์และพันธกิจองค์กร สู่วิสัยทัศน์ใหม่รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว เพื่อให้สามารถมุ่งสู่ช่วงเวลาสำคัญครั้งใหม่ที่ท้าทาย ภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ในปี พ.ศ. 2593

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบางจากฯ ได้ดำเนินโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Pinto (ปิ่นโต) โดยบริษัท สมาร์ท อีวี ไบค์ จำกัด (Smart EV Bike) บริษัทร่วมทุนของบริษัท วินโนหนี้ จำกัด (Winnonie) บริษัทสตาร์ตอัปในกลุ่มบริษัทบางจาก 

และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ให้บริการเช่าซื้อ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) ในบริเวณใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส เพื่อสร้างบริการขนส่งสาธารณะระบบรอง หรือ Feeder ที่สะดวก ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ พร้อมบริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี เพื่อลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย ตอบโจทย์การเข้าสู่ธุรกิจรถไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทบางจาก และเป็นการสร้าง Net Zero Ecosystem ตามแผนงานที่วางไว้

ไทยเจ๋ง!! ติดท็อป 10 สถานที่ที่ควรไปเที่ยวในปี 2024

’ไทย‘ ติดอันดับ 6 ของโลก ‘สถานที่ที่ควรไปเที่ยวในปี 2024‘ แถมเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ติด TOP 10 หลัง The Telegraph สื่อใหญ่จากอังกฤษได้จัดอันดับขึ้น!! 🇹🇭✨👏🏻👍🏻

สมุทรปราการ- “ธนาชัย เพชรบดี” จับมือกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล ส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้ม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ

ภายในโดมอเนกประสงค์โรงเรียนมัธยมวัดด่านสำโรง ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายธนาชัย เพชรบดี พร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนชัย ธนาชัยและกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล ร่วมกันจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 ภายในกิจกรรมดังกล่าวมีผู้ปกครองนำบุตรหลานมาร่วมกิจกรรมเพื่อรับของแจกและของรางวัลเป็นจำนวนมากกว่า 500 คน 

ซึ่งภายในงานวันเด็กแห่งชาติที่จัดขึ้นในปีนี้นั้น เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเยาวชน โดยภายในงานมีซุ้มอาหาร และเครื่องดื่ม มากกว่า 20 รายการ และมีของรางวัลมากถึงกว่า 500 ชิ้น เตรียมไว้ให้กับเด็กๆ และเยาวชนที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้

โดยทางด้าน นายธนาชัย เพชรบดี กล่าวว่า สำหรับการจัดงานในวันเด็กปีนี้ก็เพื่ออยากให้น้องๆ ทุกคน ได้มาร่วมสนุกมาพบปะสังสรรค์กันโดยทางครอบครัวหรือ พ่อ แม่ พาบุตรหลานมาร่วมกิจกรรม ภายใต้สโลแกน “เพราะพวกเขาคือ อนาคต” และหวังว่าเด็กจะสามารถสร้างจิตนาการที่ดี และเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการรับรองจากพรรคก้าวไกล ซึ่งตอนนี้พรรคยังไม่เคาะว่าใครจะเป็นผู้สมัครลงนายก อบจ.สมุทรปราการของพรรค ดังนั้นในฐานะสมาชิกพรรคก้าวไกล ที่ได้รับการคัดเลือกในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครนายก อบจ. มาเป็นอันดับสูงสุด เราเคารพและพร้อมปฏิบัติตามแนวทางของพรรคก้าวไกล ที่จะดำเนินการตามแนวทางของพรรคแต่ในฐานะคนที่อยากทำงาน เพื่อสมุทรปราการ ผมคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพรรคก้าวไกล และสมุทรปราการ 

ซึ่งจากนี้ผมจะทำงานในนามของกลุ่มสมุทรปราการก้าวไกล เพื่อสร้างเครือข่ายขยายแนวคิดของพรรคในการสร้างแนวร่วม และอาสาสมัคร และเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของผมที่อยากจะทำการเมืองสร้างสรรค์  โดยประชาชนมีส่วนร่วมและมีอำนาจตัดสินใจร่วมกัน

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

'อ.ไชยันต์' ตั้งคำถามถึงโพลวันเด็กจาก Rocket Media Lab เมื่อมีผลลัพธ์ ก็ควรต้องบอกเหตุอธิบายถึงผลด้วยหรือไม่?

เมื่อวานนี้ (14 ม.ค. 67) เฟซบุ๊ก ‘Chaiyan Chaiyaporn’ หรือศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ 5 คำถามถึงระบบการศึกษา หลังโพสต์ภาพผลโพลวันเด็กปีนี้ นักเรียนต้องการอะไรมากที่สุด? ผลสำรวจความเห็นนักเรียน ต้นปี 67
จาก Rocket Media Lab

1. ยกเลิกวิชาลูกเสือ 61.26% (1,216 คน)
2. ลดชั่วโมงเรียน 38.14% (757 คน)
3. ยกเลิกกฎทรงผม 49.87% (990 คน)
4. ปรับปรุงห้องน้ำ 96.92% (388 คน)
5. เลิกลงโทษด้วยการประจาน 39.14% (777 คน)
6. เลิกกิจกรรมหน้าเสาธง 26.8%
(532 คน)

ผลสำรวจจากเด็กทั่วประเทศ 1,985
คนทั้ง ประถม, มัธยม, ปวช.

พร้อมระบุข้อความว่า…

1. ต้องการยกเลิกวิชาลูกเสือ เพราะอะไร?
2. ลดชั่วโมงเรียน แล้วไปทำอะไร?
3. ยกเลิกกฎทรงผม ถ้ารู้จักดูแลความสะอาด และไม่ใช้เงินมากจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายไปในเรื่องผม ก็เอาเลย
4. ปรับปรุงห้องน้ำ เห็นด้วย เมื่อปรับปรุงแล้ว ก็ต้องรู้จักช่วยกันดูแลความสะอาดด้วย
5. เลิกลงโทษด้วยการประจาน แล้วเปลี่ยนไปลงโทษด้วยวิธีอะไร?
6. เลิกกิจกรรมหน้าเสาธงนี่ หมายถึง เคารพธงชาติตอนเช้า ใช่ไหม ? ถ้าใช่ เลิกเพราะอะไร?”

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงตามมา มีหลายรายที่เห็นด้วยและมีอีกหลายรายที่ไม่เห็นด้วย ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมกันจำนวนมาก

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมประชุมการตรวจพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จ. เพชรบุรี 

15 มกราคม 2567 เวลา 09.00 น. พลอากาศเอกสถิตพงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธาน การประชุมตรวจติดตามพื้นที่โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ โดยมีร้อยเอก รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นายพงษ์ศักดิ์ ด้วงโยธา ผู้ตรวจราชการกรม ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักสนองงานพระราชดำริ นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาเพชรบุรี) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

ในการนี้ ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลอากาศเอกสถิตพงษ์ สุขวิมล พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมโครงการน้ำบาดาลในพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน ฯ บริเวณพื้นที่โรงคัดบรรจุผลิตภัณฑ์การเกษตร โรงงานแปรรูปนม บ้านเลขที่ 1 บ่อน้ำบาดาล บริเวณทางเข้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก-เขาเตาหม้อ และชมศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยาม มินทราธิราชบรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปกท.ทส. มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดทำท่อเพื่อเชื่อมโยงระบบน้ำบาดาลเข้าสู่ระบบกรองน้ำและปรับปรุงระบบกรองน้ำ เพื่อให้สามารถนำน้ำบาดาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 11 บ่อ มาใช้ให้เต็มศักยภาพ และได้ทำการสำรวจพื้นที่พร้อมขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มหากปริมาณน้ำยังไม่เพียงพอ และให้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำโครงการร่วมกับ โครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.

'พงศ์พรหม' เผย!! พบพนักงานต่างชาติในร้านขายมือถือตามย่านดังมากขึ้น เหตุ!! 'ทำงานดี-ขยัน-พัฒนา' มากกว่าคนไทยในเงินเดือนที่เท่ากัน 

(15 ม.ค.67) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า...

เสาร์ - อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปหาซื้อเคสโทรศัพท์ที่มาบุญครอง ไปทานข้าวที่ Central Embassy
ที่น่าสนใจคือ เจ้าของร้านมือถือมาบุญครองเป็นบังคลาเทศ, พม่า, จีน, แขก ไปเกือบหมดแล้ว เหลือเจ้าเก่าเก่งๆ ไม่กี่เจ้า

ตรงกับที่ผมเคยแชร์ เจ้าของร้านเดิมๆ หาคนงานยาก คนไทยยุคใหม่หมิ่นเงินน้อย ด้อยวินัย ไม่ขยัน ภาษาอังกฤษห่วย ทางออกเจ้าของเดิมก็ต้องเซ้งบูทต่อ ไม่ก็เข้าหุ้นให้ต่างชาติมาทำ ต่างชาติขยันกว่า แถมพูดภาษาอังกฤษได้ 

ส่วน Embassy, EmQuartier ก็เกิดปรากฏการณ์ผู้จัดการร้านเป็นฝรั่ง เป็นบังคลาเทศ เป็นฟิลิปปินส์ เป็นอินโดนีเซีย เจ้าของร้านเจอเหมือนกันคือต่างชาติทำงานดีกว่าคนไทยในเงินเดือนที่เท่ากัน

ธุรกิจท่องเที่ยวก็กำลังเจอปัญหานี้ คนไทยเป็นระดับคนเสิร์ฟ แต่ระดับแต่ผู้จัดการร้านในโรงแรม ตอนนี้ต้องเอาคนอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่ามา เพราะคนไทยเก่งๆ หายากขึ้นมาก

นัดสัมภาษณ์แล้วไม่มา อยากจะออกก็ออก ให้ไปฝึกภาษาอังกฤษ ก็บอกว่าเป็นหน้าที่นายจ้างที่ต้องส่งไปเรียน ตื่นเช้าบ่อยไม่ไหว ทำงานดึกก็ไม่ไหว แต่ขอเงินเดือนเหมือนความสามารถเป็น GM โรงแรมเลย

ปัญหาใหญ่นี้ไม่ใช่ปัญหาชนชั้น แต่มันกำลังสร้างปัญหาชนชั้น คือชนชั้นขยัน เอาตัวรอดได้ดี ต่างชาติเคารพ กับชนชั้นขี้บ่น ขี้ท้อ ขี้ไม่พัฒนา อะไรๆ ก็ไม่ดีไปหมด แต่อยากมีชีวิตสบาย แล้วก็โดนต่างชาติดูถูกไปเรื่อย เพราะเก่งแต่เรื่องสนุกสนาน

ภายใน 10 ปี ปัญหานี้จะใหญ่ขึ้น ความห่างชนชั้นจะเพิ่มขึ้น โดยที่ปัญหานี้คนในชนชั้นนี้สร้างปัญหาเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top