Friday, 6 November 2026
Hard News Team

'ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ' ชี้!! ศก.ไทยมีการฟื้นตัว แต่ล่าช้ากว่าที่คาด ยัน!! ไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้นของรัฐบาล

(24 ม.ค.67) ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ วิกฤตแล้วหรือไม่ โดยล่าสุด นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าวต่างประเทศ รอยเตอร์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว เพียงแต่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ แต่ก็ไม่ได้บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะวิกฤต

นายเศรษฐพุฒิ บอกว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้นของรัฐบาล และสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวแต่ล่าช้ากว่าที่คาดไว้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับคำว่า ‘วิกฤต’

ถามต่อว่า ถ้าต้องการเพิ่มอัตราการขยายตัวที่มีศักยภาพระยะยาว ทำอย่างไร 

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ บอกว่า ต้องดำเนินการเรื่องของโครงสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ไม่ใช่การใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้น ส่วนประเด็นของอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบ คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ม.ค., ก.พ. หรืออาจถึงเดือน มี.ค. แต่เศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญภาวะเงินฝืด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และในระยะยาวเงินเฟ้อจะยังคงเป็นบวก 

ประเด็น อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผู้ว่าแบงก์ชาติ ระบุว่า อยู่ในภาวะที่เป็นกลาง และมีเพียง 2 ประเทศในโลกที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำกว่าไทย คือ ญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์

ส่วนการพบกันของ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ และ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นไปด้วยดี โดยเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่รักษาความเป็นอิสระและความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทย

รู้จัก ‘ตะวันฉาย’ ยอดมวยดาวรุ่งแห่งยุค ที่ครั้งหนึ่ง 'เสียคน-เสียศูนย์' เพราะหลงระเริงกับชัยชนะ ขี้เกียจซ้อม เล่นพนัน จนหมดตัว

(24 ม.ค. 67) เพจ 'มวยไทยสุดยอด' ได้โพสต์เรื่องราวบทเรียนของชีวิต ตะวันฉาย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม หรือ นายณรงค์ศักดิ์ แก้วมาลา ในช่วงชีวิตหนึ่งที่ 'เสียคน-เสียศูนย์-หลงระเริง' ว่า...

บทเรียนชีวิต ตะวันฉาย ช่วงที่ชนะบ่อยแล้วก็หลงระเริงแบบว่าไม่ต้องซ้อมหรอก ได้ต่อยกับคนจีนอะไรอย่างเนี่ย ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่เท่าคนไทย

ขี้เกียจซ้อม มั่นใจว่าชนะ ไฟต์สุดท้ายชิงแชมป์ค่อยซ้อมจริงจัง แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ไหว จึงเกิดมาเป็นบทเรียน ที่ทำให้หลังจากนั้น ตะวันฉาย ไม่ว่าจะต่อยกับใคร ก็ต้องซ้อมให้เต็ม 100 ประเมินคู่ต่อสู้ให้เก่งเข้าไว้ เก่งกว่าเรา

ตะวันฉาย เล่าว่า ช่วงเริงค่าใช้จ่าย มันเป็นช่วงที่เขาต่อยแทบทุกเดือน ต่อเดือนได้เงินต่อไฟต์ ราว 1-2 แสน อู้ฟู่มาก

ไปไหนต่อไหน ก็จะบอกคนใกล้ๆ ตัวว่า ไม่ต้องออก สปอร์ต ใจใหญ่ แถมยังเล่นพนันมวยด้วย เล่นหวยด้วย เวลาคนไหนที่ถูกหวยเป็นแสนๆ 3-4 งวด แล้วมาให้หวย ตะวันฉาย ก็จะทุ่มแบบ 75,000x75,000 กันเลยทีเดียว 

แต่พอหวยออกก็มือสั่น มือชากันเลยทีเดียว เพราะไม่ถูก เช่น แทง 98, 89 หมดไป 2 แสนกว่าบาท แต่หวยออกมา 58 หมดตัวกันเลย

บทเรียนในช่วงที่หมด ไม่เหลือตังสักบาทสำคัญมาก เพราะหลังจากนั้น พอได้ต่อยมวยแล้วได้รับค่าตัวมา 180,000 บาท ก็ต้องใช้หนี้หมดเลย และกลับมาบ้านพ่อพาซื้อปูซื้ออะไรมากิน ตะวันฉายบอกกับพ่อว่าให้ออกตังไปก่อนนะ (พ่อก็ถามว่า เอ้า!! ตังไปไหนหมดอ่ะ พึ่งต่อยมวยมา) สะกิดใจตนอย่างมาก

วันนั้น ตะวันฉาย คิดว่า เจ็บตัวก็เจ็บตัว ตังไม่มีสักกะบาท แค่จะซื้อของให้พ่อยังต้องเอาตังพ่อเลย จึงทำให้คิดใหม่ว่า ต้องเปลี่ยนตัวเอง ไม่เล่นการพนันก็ไม่เดือดร้อน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาตังที่เล่นไปซื้อเสื้อผ้าซื้ออะไรดีกว่า ยังเหลือด้วย ซึ่งโชคดีที่เขาคิดได้แล้วเลิกเล่น และตั้งใจใช้ชีวิตอย่างมุ่งมั่นบนเส้นทางมวยอย่างมืออาชีพ จนโด่งดังได้ดั่งทุกวันนี้

'รมว.ปุ้ย' กร้าว!! ผลักดัน 3 อุตสาหกรรมแชมป์เปี้ยน ปลุก ศก.ไทย ภายใต้ ‘กติกาโลก-เทรนด์ผู้บริโภค’

(24 ม.ค. 67) น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถา ‘เปิดโฉมอุตสาหกรรม ในมุมมอง รมต. NEW GEN ในงานสัมมนา Thailand 2024: The Great Challenges’ ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดแนวทางในการยกระดับอุตสาหกรรมของไทยให้สอดรับกับกติกาโลกและเทรนด์ของผู้บริโภคโดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ โดยวางแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่จะเป็นแชมป์เปี้ยนหรือ CHAMPION INDUSTRIES เบื้องต้นหลัก ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมฮาลาล และจะมีการมองในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามมาเป็นลำดับ

ทั้งนี้อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีโอกาสมากสุดคือ EV ที่รัฐบาลได้เริ่มสนับสนุนจากมาตรการ 3.0 จนขณะนี้สู่ 3.5 โดยไม่ใช่มองแค่ดึงดูดลงทุนแต่มองทั้งระบบการตั้งฐานผลิต แบตเตอรี่ มองครบวงจร แม้แต่การนำไปรีไซเคิลที่ยังมองไปถึงการก้าวไปสู่การเป็นฐานนิคมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ด้วยนอกเหนือจากเป้าหมายที่ไทยวางไว้ว่าจะเป็นฐานผลิตรถ EV และ รถยนต์สันดาปภายในหรือ ICE ในภูมิภาค

นอกจากนี้โอกาสอีกอย่างคืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ผู้ผลิตในไทยขณะนี้ได้มีการผลิตยุทโธปกรต่าง ๆ เช่น รถถัง เรือรบ ปืน อาวุธ นี่เป็นอีกประเภทหนึ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งส่งเสริม ที่จะเป็นแชมป์เปี้ยน อินดัสเตรียล แต่ยอมรับว่าหลายอย่างยังเป็นอุปสรรคที่ต้องหารือกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่นการนำเข้าเรือมาทั้งลำ และชิ้นส่วนมาประกอบภาษีฯ ก็ต่างกันทำให้คนผลิตในประเทศสู้นำเข้าทั้งลำไม่ได้ จึงต้องทำอย่างไรให้ผู้ผลิตในไทยมีโอกาสแข่งขันได้ นี่ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องส่งเสริมสนับสนุนและลดอุปสรรค

อีกกลุ่มหนึ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมวางไว้คืออุตสาหกรรมฮาลาล ที่เห็นโอกาสจากการที่ตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ไทยส่งออกเพียง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีคิดเป็นเพียงแค่ 2.7% ของตลาดโลก ขณะที่ศักยภาพของทรัพยากรของไทยยังมีโอกาสสูง ดังนั้นมติครม.เมื่อพ.ย.66 กระทรวงฯ จึงเสนอตั้งกรมอุตสาหกรรมฮาลาล โดยจะรวบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงต่าง ๆ ตั้งที่สถาบันอาหารเพื่อการขับเคลื่อน โดยเตรียมเสนอครม.ให้เห็นรูปร่างของกรมฮาลาลในรายละเอียดอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นสร้างเชื่อความมั่นให้ผู้ซื้อเนื่องจากไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม ทำอย่างไรให้รับรองมาตรฐาน ให้สอดรับก็นำมาตรฐานผู้ซื้อแม้ว่าเราจะมีเครื่องหมายฮาลาลแล้วก็ตาม ซึ่งเชื่อมั่นว่าระยะ 1-2 ปีจากนี้อุตสาหกรรมฮาลาลจะมีการเติบโต 1-2 เท่าตัวจากปัจจุบันแน่นอน

“กระทรวงอุตสาหกรรมโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ทำหน้าที่วิเคราะห์ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของไทยเพื่อส่งสัญญาณในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง และมีแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ที่จะเข้ามาเสริมช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยกลุ่มที่จำเป็นต้องเร่งสนับสนุนคืออุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่อุตสาหกรรมเดิมที่เริ่มมีปัญหาที่ต้องยกเครื่องเช่น สิ่งทอ เหล็ก ฯลฯ ได้มีการแยกประเภทและส่งสัญญาณเพื่อเตือนรวมถึงการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ รวมไปถึงอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ที่จะมาช่วยเสริมบางกิจการที่เป็นขนาดเล็ก ๆ อีกมากเช่นกัน” น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าว

อย่างไรก็ตามการเจรจาเขตการค้าเสรีหรือ FTA ที่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมก็จะมีส่วนสำคัญต่อการสร้างแต้มต่อให้ภาคการส่งออกของไทยซึ่งการที่ได้เดินทางไปซาอุดีอาระเบียก็ยังไม่มีทั้งที่ตลาดใหญ่เป็นโอกาสของประเทศทั้งด้านสาธารณสุข การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ปศุสัตว์ ฯลฯ รวมไปถึงการปรับตัวรับกับกติกาใหม่ ๆ โดยเฉพาะการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล่าสุดกระทรวงพลังงานได้มีนโยบายในเรื่องของ Green Energy ทางกระทรวงอุตสาหกรรมเองก็จะต้องขับเคลื่อนไปสู่ Green Industries เพื่อต่อสู้ต่อมาตรการกีดกันทางการค้าที่เราต้องช่วยผู้ประกอบการให้ทันยุค ทันเหตุการณ์ เช่นเดียวกัน

'กวี ชูกิจเกษม' เตือนแฟนคลับ!! เพจหลักตนมีแค่เพจเดียว หลังมิจฉาชีพออนไลน์ สร้างเพจปลอมหลอกคนพุ่ง

(24 ม.ค.67) จากเฟซบุ๊กหลัก 'กวี ชูกิจเกษม' โดยคุณกวี ชูกิจเกษม นักลงทุน VI และนักวิเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Head of Research and Content. บล.Pi ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชน หลังจากมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อตนไปปั้นเพจปลอม เพื่อหลอกลวงให้คนมาลงทุน ว่า...

ว่าด้วยเรื่อง ขณะนี้ เพจปลอมกลับมาแอบอ้างสวมรอยระบาดจำนวนมาก (อีกแล้ว) ซึ่งเป็นเรื่องเหนือการควบคุมได้ทั้งของทางทีมงานเอง และ Admin นะคะ ไม่สามารถยับยั้งหรือยุติให้หมดไปได้เลยจริงๆ 🥲

ตามที่ได้เรียนแจ้งเสมอๆ ให้รับทราบโดยทั่วกันทุกครั้ง ว่าพี่กวี 'คุณกวี ชูกิจเกษม' มีช่องทางการติดตามบน Facebook fanpage แค่ที่เพจนี้ (กวี ชูกิจเกษม) เท่านั้น และช่องสำหรับเรียนรู้เรื่องการลงทุน ที่ Vee Investment Academy บน Youtube Channel 

ทั้งนี้ หากมีการเอ่ยหรือแอบอ้างสวมรอยเป็น 'คุณกวี ชูกิจเกษม' ไม่ว่าจะเป็นการลงภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือภาพโฆษณาคอร์สเรียนใดๆ ที่มีความผิดปกติ หรือไม่น่าไว้วางใจ รวมถึงการสื่อความไปในทิศทางเชื้อเชิญ ชักชวน ให้เข้ากลุ่มลับ กลุ่มส่วนตัว หรือทำธุรกรรมลงทุนใดๆ ขอเรียนแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน ณ ตรงนี้นะคะ ว่าไม่เป็นข้อเท็จจริงประการใดๆ จึงอยากให้ทุกท่านมีวิจารณญาณตรวจสอบให้ดีและศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำลงทุนที่ใดๆ กับใคร 

⚠️เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วนั้น โอกาสได้รับคืนน้อยมากๆ แทบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้ ฉะนั้นจงอย่าตัดสินใจผลีผลามเพียงแค่คำโปรยสั้นๆไม่กี่ประโยคที่มิจฉาชีพแต่งขึ้นมาเพียงเพื่อหวังให้ท่านนักลงทุนเชื่อสนิทใจ โดยมักใช้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมาเป็นตัวหลอกล่อให้เหยื่อตกหลุมพราง 

✅หากท่านไหนพบเจอรบกวนช่วยกันกด report ให้ด้วยนะคะ เพื่อเป็นเสียงส่วนหนึ่งในการช่วยกันยับยั้งกันผู้ถูกหลอก

เพจจริงที่แค่เพจนี้ >> https://www.facebook.com/Kavee.Chukitkasem?mibextid=ZbWKwL

'หนุ่ม' โพสต์แซะ!! ค่าต่อภาษีรถยนต์ พ่วงค่าปรับยาวเหยียด ฟากชาวเน็ตเสียงแตก บ้างบอก 'ดูภูมิใจ' บ้างบอก 'ค่าปรับแพงเกินไป'

(24 ม.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'วีระศักดิ์ แป้นพ่วง' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า....

"ปรับทำไมรถไฟฟ้า MG EP ต่อภาษีแพงจังครับ😅"

พร้อมกับตัวเลข 'ค่าปรับ' จากการกระทำผิดกฎจราจรปรากฏอยู่ในใบเสร็จดังกล่าวด้วย

หลังจากภาพและข้อความดังกล่าวได้มีการโพสต์ลงโซเชียล ก็มีชาวเน็ตที่เข้ามาวิจารณ์เสียงแตกเป็น 2 ฝั่ง โดยฝ่ายที่ตำหนิ ก็มองว่าผู้ขับขี่ท่าจะไม่เคารพกฎจราจรมากเท่าที่ควร ส่วนคนที่เห็นต่าง ก็มองว่า การเรียกปรับ 500 บาท เป็นตัวเลขที่แพงเกินไป

‘Pluembangkontee’ ที่พักสไตล์ชนบท จ.สมุทรสงคราม สถานที่เติมพลังกาย เพิ่มพลังใจ ท่ามกลางธรรมชาติสุดสงบ

แม้จะเพิ่งเริ่มปี 2567 มาได้ไม่กี่สัปดาห์ หลังจากได้หยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันไป แต่เชื่อว่าหลาย ๆ คนยังคงโหยหาช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนกันอยู่ และอาจมีหลาย ๆ คนที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อน พักใจ ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม สดชื่น เป็นการเติมพลังให้กับชีวิตในช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนกลับมาลุยงานกันอีกครั้ง

และเมื่อพูดถึงการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่สดชื่น หลายคนก็คิดว่าจะต้องเดินทางออกต่างจังหวัด ขับรถหลายชั่วโมง เสี่ยงเจอรถติด และอาจจะกลับมาไม่ทันวันทำงานปกติ เงื่อนไขเหล่านี้อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจออกไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือในช่วงวันหยุดยาวได้

วันนี้ THE STATES TIMES จึงขอนำเสนอสถานที่พักผ่อนหย่อนใจใกล้กรุงเทพฯ แถมยังห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามนั่นก็คือ Pluembangkontee Thecountrylife จังหวัดสมุทรสงคราม นั่นเอง

Pluembangkontee Thecountrylife เป็นรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีต้นมะพร้าว และไร่สวนล้อมรอบ รองรับผู้เข้าพักได้จำนวนมาก หากจะมาเที่ยวเป็นกลุ่มเป็นแก๊ง ‘Pluembangkontee Thecountrylife’ ก็ตอบโจทย์สุดๆ 

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การปั่นจักรยานชมสวน ดื่มด่ำบรรยากาศรอบๆ รีสอร์ท แถมยังได้เห็นวิถีชีวิตชนบทที่เรียบง่าย ที่หาดูได้ยากในกรุงเทพฯ อีกด้วย หลังจากปั่นจักรยานจนหนำใจแล้ว ก็สามารถว่ายน้ำที่สระน้ำกลางรีสอร์ท เป็นการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจได้อีกด้วย

🏠รายละเอียดที่พักของ Pluembangkontee Thecountrylife มีดังนี้
📌ห้องพัก 6 ห้อง เข้าพักได้จำนวน 12 ท่าน (หากเพิ่มจำนวนผู้เข้าพักจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)
📌มีอาหารเช้า
📌สระว่ายน้ำ ขนาด 5x10 เมตร ลึก 1.4 เมตร
📌มีชุดคาราโอเกะ เหมาะแก่การปาร์ตี้ สังสรรค์ กินเลี้ยง
📌ห้องอเนกประสงค์ เหมาะแก่การสันทนาการ ทำกิจกรรมสนุกๆ
📌ห้องครัว (ตู้แช่, เตาแก๊ส, ไมโครเวฟ, อุปกรณ์ทำครัว) สามารถปรุงอาหารเองได้
📌ที่จอดรถ 6-8 คัน
📌free Wifi

นอกจากจะเป็นสถานที่พักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์แล้ว Pluembangkontee Thecountrylife ยังสามารถเป็นสถานที่จัดงานแต่งงาน จัดมิตติ้งเล็ก ๆ เฉพาะกลุ่ม จัดเลี้ยงสังสรรค์ได้อีกด้วย หรือหากใครกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ก็เก็บ Pluembangkontee ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกได้เลย

สำหรับใครที่สนใจมาพักผ่อน พักใจที่ Pluembangkontee Thecountrylife สมุทรสงคราม สามารถสอบถามรายละเอียดและจองที่พักได้ที่เบอร์ 064-930-1169 หรือแฟนเพจ https://www.facebook.com/profile.php?id=61552671213314 

มองหาที่พักสุดสงบ ท่ามกลางธรรมชาติ ใกล้กรุงเทพฯ ต้อง Pluembangkontee Thecountrylife สมุทรสงคราม

'INTERLINK COMPANY VISIT' ต้อนรับกลุ่มผู้ลงทุน และนักวิเคราะห์ เจาะลึกกลยุทธ์ และแผนธุรกิจ ปี 2567

โชว์ศักยภาพ ! บริษัทแม่ บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่อีกครั้ง ตามคำเรียกร้อง พบปะกลุ่มนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เผยแผนธุรกิจ พร้อมร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเข้าใจ พร้อมความเชื่อมั่น ให้เห็นภาพชัดในทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัทฯ ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพ หนุนร่วมสร้างโอกาสแห่งการลงทุนที่ดีต่อไปในอนาคต

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และผู้นำเข้า และค้าส่งอุปกรณ์เครือข่ายส่งสัญญาณ ที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยี ตามอุดมการณ์ที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ โดยปัจจุบันเรียกเป็น กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ (The Group of Interlink) ซึ่งมีบริษัทฯในเครืออีก 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business), ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business), ธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) และเนื่องจากมีทั้งบริษัทลูก และบริษัทย่อย ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเสริมประโยชน์ซึ่งกันและกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ และพันธกิจ เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน ยังได้ก่อตั้งมูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยการระดมจิตอาสาไปพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยอีกด้วย

โดยมี คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ นำทีมคณะผู้บริหาร พนักงาน บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดบ้านใหญ่แห่งปี 2567 จัดกิจกรรม 2 วันเต็ม ต้อนรับปีมังกร ให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วม กิจกรรม 'INTERLINK Communication Company Visit and Analyst Meeting' หรือ พบปะนักลงทุน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อรับฟังข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี 2566 และทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2567

พร้อมพาเยี่ยมชมศูนย์กระจายสินค้าใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จ และระบบ Logistics พร้อมห้อง LAB (R&D Center) ณ ถนนกาญจนาภิเษก แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักขนาดใหญ่ และพึ่งสร้างขึ้นใหม่อีก 1 อาคารของกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Center) ที่มีบริการส่งฟรีทั่วไทย และนโยบาย 'คุณสั่ง เราส่ง' เป็นบริการที่ครอบคลุม และรวดเร็วส่งให้กับลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมกับพาชมห้องปฏิบัติการทดลอง LAB เป็นห้องทำ Research เกี่ยวกับงานด้านโครงข่ายสายสัญญาณไว้สำหรับรองรับเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งได้พาชม ศูนย์สำรองข้อมูล อินเตอร์ลิ้งค์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (DATA Center) ของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้า เซ็นเตอร์ (Telecom & Data Center Business) ซึ่งบริษัทฯ ได้ต่อยอดธุรกิจนำเอาประโยชน์ของการมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ที่ได้วางโครงข่ายไว้ทั่วประเทศไทยมาเป็นจุดขาย และเป็นศูนย์สำรองข้อมูลฯ ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยที่รัดกุม ตามมาตรฐาน Tier 3 Standard ให้บริการร่วมกับผู้ออกแบบศูนย์ข้อมูลที่มีประสบการณ์ รวมทั้งปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อให้ ดาต้า เซ็นเตอร์ มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งานสูงสุด

นับเป็นการจัดงานร่วมให้ข้อมูลผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของปี 2566 พร้อมทั้งร่วมพูดคุย เล่าประสบการณ์ และกางแผนกลยุทธ์ถึงทิศทางการขับเคลื่อนทุกกลุ่มธุรกิจในปี 2567 เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพร้อม ความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และการพัฒนาศักยภาพอย่างมีคุณภาพที่ครอบคลุมทุกรอบด้าน ทุกมิติขององค์กร ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของทุกกลุ่มธุรกิจ ตามปฏิญญาที่ว่า 'เติบโต ต่อเนื่อง อย่างยั่งยืน' กว่า 37 ปี และปีที่ผ่านมาได้ทำสถิติ New High อีกด้วย

สำหรับในปี 2567 นี้ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงมีเป้าหมายของการเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่อง ตั้งเป้าเรือธง เน้นย้ำถึงการประกาศผลิตภัณฑ์ใหม่ใน ซีรีย์ Super-S (Super-S-Series) เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์กับยุคเทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคนี้ และโครงการ LINK AMERICAN & GERMAN RACK EVERYWHERE รวมถึงนับเป็นปีแห่งการต้อนรับการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเนื่องร่วมกับบริษัทฯ มีสินค้ามากพอ สำหรับรองรับการขยายตัวเพิ่มของเศรษฐกิจ ทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อนำสู่การทำรายได้เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ และสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมต่อไป

โดยความสำเร็จทั้ง 3 ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างไม่หยุดยั้งนี้ จากทุก ๆ กลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงสามารถขับเคลื่อน พร้อมดำเนินงาน สร้างยอดขาย และทำกำไรเติบโตแตะจุดสูงสุดในทุกไตรมาสได้อย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดีเสมอมา เป็นผลจากการพัฒนา และมุ่งเน้นย้ำการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตามแบบแผนที่ตั้งเป้าหมายไว้ให้สอดรับกับความก้าวล้ำของเทคโนโลยีในทุกยุคทุกสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตลอดจนยังช่วยส่งเสริมร่วมสร้างมูลค่าให้กับทุกกลุ่มธุรกิจในเครืออีกด้วย ที่สามารถครองตลาดด้านเทคโนโลยีขึ้นแท่นเป็น The No. 1 ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามแนวทางกลยุทธ์ ที่ปักหมุดความสำเร็จไว้ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี และทำประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป อีกทั้ง นับเป็นโอกาสอันดีของการพบปะ นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน เพื่อหนุนนำสู่การเป็นพันธมิตรที่ดีแก่กันในอนาคต นำพาองค์กรให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ

‘จิรายุ’ แจงดรามา ด้อยค่าไหว้ ‘บิ๊กตู่’ ชี้!! พ่อแม่สอนให้มีสัมมาคารวะ เพราะเป็นมารยาทถ้าเจอผู้ใหญ่ เว้นอย่างเดียวเสาไฟฟ้า ตนไม่ไหว้

(24 ม.ค. 67) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล กล่าวหากองทัพเรือนำบ้านหลวงไปปล่อยเช่าในโครงการนาวีเพลส ว่า ได้สอบถามและตรวจสอบไปยังกองทัพเรือแล้ว ยืนยันว่ามีการปล่อยให้เช่าจริงในโครงการนาวีเพลส ซอยเฉลิมพระเกียรติ 48 กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการของสหกรณ์เคหสถานราชนาวี มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์ฯ มีบ้านอยู่อาศัยยามเกษียณ

สำหรับสหกรณ์ฯ ดังกล่าวมีสถานะเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายแยกจากกองทัพเรือ เป็นคอนโดขาย 5 ตึกและทาวน์โฮม 15 หลัง รวมทั้งสิ้น 235 ยูนิต ซึ่งตรวจสอบพบ ในเว็บซื้อขายให้เช่าบ้านที่ดิน มีลงขายให้เช่าจริง ซึ่งอาจทำให้นาย จิรัฏฐ์ มีข้อมูลไม่ครบถ้วนเลยเข้าใจผิดว่าเป็นโครงการอาคารพักอาศัยส่วนกลางของทางราชการและเอาไปปล่อยเช่า แต่ในความเป็นจริงโครงการดังกล่าวเขาเปิดขายขาด ทำบนที่ดินของสหกรณ์ถือกรรมสิทธิ์ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินเมื่อเขาซื้อไปแล้วก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าของ เขาจะไปลงประกาศขายหรือให้เช่าก็เป็นสิทธิ์ของเขา

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีมีการด้อยค่าที่ตนยกมือไหว้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาองคมนตรี ในงานเลี้ยง ตนขอเรียนว่าพ่อแม่ตนสั่งสอนมา ว่า เมื่อเจอผู้ใหญ่ผู้อาวุโส ต้องยกมือไหว้ ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ใหญ่ท่านไหนตนก็ไหว้ หรือเจอใครก่อนแม้จะอ่อนกว่าก็ไหว้สวัสดี เพราะตนเป็นคนมือไม้อ่อนตั้งแต่เด็ก ที่สำคัญตอน พล.อ.ประยุทธ์เป็น หัวหน้า คสช.ไม่เคยเจอก็เลยไม่เคยไหว้ พอมาเป็นนายกฯ เจอในรัฐสภา กี่ครั้งด้วยมารยาทก็ต้องยกมือไหว้ แถมวันกองทัพบกที่ผ่านมาเจอทั้งท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกุลและผู้ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล ตนก็ยกมือไหว้ทุกท่านตามปกติ

“ผมเป็นคนไทยที่ถูกครูบาอาจารย์ พ่อแม่สอนมาให้มีสัมมาคารวะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเมื่อผมเจอผู้อาวุโสกว่าก็ควรต้องไหว้ เว้นอย่างเดียวเสาไฟฟ้า ผมไม่ไหว้” นายจิรายุ กล่าว

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า เจตนารมย์ของตนยังเหมือนเดิมต่อสู้กับการปฏิวัติรัฐประหารเผด็จการ มาโดยตลอดปฏิวัติปี 57 โดนจับไปขัง 7 วันไม่เคยลืม แต่วันนี้เป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยมาปีที่ 5 อะไรที่ต้องปรับปรุงต้องแก้ไขปัญหา เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องช่วยกัน วันนี้ตนมาเป็นโฆษก กห.ก็ทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร ถ้าฝ่ายค้านอย่างพรรคก้าวไกลตั้งตนเป็นโฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ตนก็จะทำหน้าที่ ให้เต็มกำลัง

“การแก้ไขปัญหาประเทศนี้ไม่มีทางจะแก้ไขได้แบบพลิกฝ่ามือได้ เฉกเช่นกรุงโรมไม่สามารถสร้างได้ภายในวันเดียว ผมคิดอย่างเดียวว่าการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่นี้จะเอาแค่มันส์ แค่เกรียน อย่างเดียวไม่ได้ต้องมีสติและปัญญาใช้ความรู้ความสามารถรวมพลังกันเพื่อแก้รากของปัญหาที่สะสมมากว่า 80 ปี และนำประเทศไทยกลับมาผงาดในเวทีโลกอีกครั้ง” นายจิรายุ กล่าว

'นายกฯ' เผยเหตุเร่งดันโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพาไทยโตก้าวกระโดด กร้าว!! ถ้าไม่เริ่มวันนี้ อีก 10-20 ปีข้างหน้า ไทยจะเสียโอกาส

(24 ม.ค.67) ในงานสัมมนา 'Thailand 2024 The Great Challenge เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส' นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศ ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่ไทยไม่มีมากว่า 10 ปีแล้ว โดยนำเสนอโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเร่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ดังนี้...

>> Landbridge - โอกาสของประเทศไทย ที่จะกลายเป็นศูนย์กลางของการเจริญเติบโต
>> Aviation Hub - สนามบินทั้งหมดต้องอัปเกรด เพื่อให้รองรับ Cargo ได้ทั้ง Ambient & Cold-chain กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งแบบ Dubai 
>> สร้างงานและอาชีพใหม่ ๆ การบำรุงรักษา การบริหาร Supply Chain ทั้งหมด
>> ระบบราง - ต้องเชื่อมต่อเหนือจรดใต้ ไปยังจีนด้วย เสริมความแข็งแกร่งให้ Landbridge 

นายกฯ กล่าวอีกว่า "หากเราไม่ลงทุนวันนี้ เราจะเกิด 'รู้งี้ Moment' ในอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้าเหมือนที่เรายังเสียดายโอกาสมาหลายโครงการในอดีต การรอคอยทุกอย่างให้นิ่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ มีราคาที่จะต้องจ่ายครับ"

"ถ้าไม่เริ่มต้นวันนี้ ไทยก็จะเสียโอกาสไปครับ" นายกฯ ทิ้งท้าย

‘พิธา’ รอด!! กรณีถือหุ้นสื่อไอทีวี

(24 ม.ค.67) ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยกรณี กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) กรณีถือหุ้นไอทีวี

โดยก่อนอ่านคำวินิจฉัยศาลได้ชี้แจงว่าเคยได้แจ้งให้ทราบว่าคดีนี้ผู้ถูกร้องขอขยายเวลาการชี้แจงสองครั้งครั้งละ 30 วัน ความจริงคดีนี้ควรจะเสร็จสิ้นไปก่อนหกสิบวันที่แล้วไม่ใช่ศาลล่าช้า และขอแจ้งว่าการไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีในสื่อถือว่าเป็นการไม่เหมาะสมเพราะการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะบวกหรือลบก่อนศาลวินิจฉัยจะเป็นการชี้นำและกดดันศาลจึงขอเตือนไว้ด้วย

มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพสิ้นสุดลงหรือไม่และนับแต่เมื่อไหร่ โดยเห็นว่า รธน. มาตรา98 บัญญัติเรื่องการห้ามลงสมัคร สส. ในกรณีการห้ามถือหุ้นเป็นเจ้าของกิจการสื่อ

การจะพิจารณาว่ากิจการใดเป็นกิจการสื่อ ต้องดูว่ามีเจตนาและยังมีการประกอบกิจการและมีรายได้จากการประกอบกิจการหรือไม่

โดยเมื่อมี พ.ร.ฎ.ยุบสภาเมื่อปี 2566 กำหนดให้วันที่ 4 เม.ย. เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง โดยพรรคก้าวไกล ยื่นรายชื่อนายพิธาเป็นผู้สมัครลำดับที่ 1 และต่อมาก็ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทไอทีวี ลำดับที่ 7,061 จำนวนสี่หมื่นสองพันหุ้น และถือเรื่อยมา จน 15 พ.ค.2566 จึงโอนหุ้นให้นาย ภาษิน ลิ้มเจริญรัตน์ และมีการระบุวัตถุประสงค์ของบริษัทว่าเป็นสื่อโทรทัศน์

โดยนายพิธาโต้ว่าไม่มีอำนาจครอบงำ เพราะกฎหมายหลักทรัพย์บัญญัติให้ตนเป็นผู้ถือหลักทรัพย์ถึงร้อยละ 25 จึงเป็นการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำ ยกเว้นเป็นการได้มาโดยมรดก และจำนวนหุ้น 42,000 หุ้น แต่หุ้นไอทีวีมี หนึ่งพันสองร้อยหกล้านหุ้น ร้อยละ 0.00348 เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงไม่เข้าข่ายการครอบงำ โดยศาลเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าววางหลักว่า รัฐธรรมนูญห้ามการถือหุ้นบริษัทต้องห้ามโดยไม่ได้ระบุว่าจะถือหุ้นเท่าใด หรือมีอำนาจบริหารหรือไม่ การถือเพียงหุ้นเดียวก็เป็นการถือแล้ว การบัญญัติก็เพื่อไม่ให้ใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาตำแหน่งหน้าที่ จึงห้าม สส. ถือหุ้นกิจการสื่อโดยไม่ได้ระบุว่าต้องถือหุ้นเท่าไหร่ หรือมีอำนาจครอบงำหรือไม่ การเถือเพียงหุ้นเดียวจึงเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญแล้ว

ต่อมาต้องพิจารณาว่าวันสมัครได้ถือหุ้นหรือไม่ โดยนายพิธาอ้างว่า บัญชีผู้ถือหุ้นในลำดับที่ 7,061 โดยระบุว่าถือในนามตัวเองแต่ไม่ได้ถือนามผู้จัดการมรดกแต่อย่างใดและต่อมาวันที่ 15 พ.ค. จึงโอนหุ้นให้นายภาษิน

โดยศาลเห็นว่า สำเนาบัญชีผู้ถือที่ระบุว่าถือ 42,000 หุ้น รายงานการโอนและรับโอนหลักทรัพย์ ว่าวันที่ 5 ก.ย.2550 รับโอนหลักทรัพย์จากบิดา โดยเป็นการโอนในกรณีผู้จัดการมรดก เมื่อมีฐานะเป็นทายาทอีกทาง รวมถึงหุ้นบริษัทไอทีวี มีผลให้เป็นทั้งผู้จัดการมรดกและทายาท จึงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทไอทีวีตั้งแต่ปี 2550 และหนังสือโอนหุ้นกับนายภาษิน บอกว่าจะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองจึงโอนหุ้นให้และไม่สอดคล้องที่บอกว่าเป็นกิจการต้องห้าม เพราะตามความเข้าใจของผู้ถูกร้องไม่จำเป็นต้องโอน และการยื่นต่อ ป.ป.ช. นายพิธาไม่ได้ระบุถึงการโอนหุ้น และการที่เบิกความว่าหุ้นไอทีวี เป็นหุ้นที่โอนได้ตามตลาดเพราะไม่ได้อนุญาตให้ซื้อขายจึงไม่ได้โอนให้ทายาทอื่น แต่ต่อมาปี 2566 ได้รับคำแนะนำให้โอนทางทะเบียนได้ แสดงว่าการไม่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 เป็นความคลาดเคลื่อนและเข้าใจของผู้ถูกร้องเอง

เมื่อพิจารณาจากข้อพิรุธ จึงฟังไม่ได้ว่าโอนหุ้นดังกล่าว และเป็นผู้ถือหุ้นในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง

ส่วนกรณีไอทีวีเป็นสื่อหรือไม่ศาลเห็นว่าการพิจารณานิติบุคคลใดเป็นสื่อหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาแต่เพียงวัตถุประสงค์ แต่จะพิจารณาควบคู่ไปพฤติการณ์ว่าประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยปี 2538 ได้ดำเนินการกิจการโทรทัศน์และมีสัญญา 30 ปี และต่อมา สปน. ปี 2550 มีหนังสือบอกเลิกสัญญา การแจ้งย่อมเป็นผลทำให้การร่วมงานสิ้นสุดลง สอดคล้องว่าเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2550 แจ้งประกันสังคมว่าบริษัทหยุดกิจการชั่วคราวเพราะไม่มีพนักงาน ถึงปัจจุบันก็ปรากฏว่าหยุดกิจการชั่วคราวตั้งแต่ 8 มี.ค. 2550

นอกจากนี้ไอทีวีเคยดำเนินกิจการโทรทัศน์แต่ถูกเลิกสัญญาและบอกว่ามีรายได้จากผลตอบแทนการลงทุน และบริษัทย่อยก็ต้องหยุดกิจการไปด้วย แต่เมื่อดู ภงด. 50 บอกว่าประกอบกิจการเผยแพร่ภาพยนตร์ แต่มีรายได้ 0 บาทจากการผลิตสื่อ แต่รายได้อื่นมาจากดอกเบี้ยรับ

ส่วนรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ที่บอกว่ายังประกอบกิจการอยู่ ไม่ได้เป็นการประกอบกิจการสื่อมวลชนและหากศาลปกครองพิพากษาให้ชนะจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะประกอบกิจการหรือไม่ ดังนั้นการที่วัตุประสงค์บอกว่าประกอบกิจการโทรทัศน์ แต่ต้องดูงบการเงินด้วย และยังไม่มีคลื่นความถี่ที่จะประกอบกิจการ และไอทีวีก็ไม่ได้มีการฟ้องร้องให้คืนสิทธิ์แก่ตนเองแต่อย่างใด

ข้อพิพาทดังกล่าวหากท้ายที่สุดไอทีวีชนะก็ไม่ได้มีผลให้ไอทีวีได้รับมอบคืนคลื่นความถี่ ปรากฏจึงสรุปว่าไอทีวีไม่มีสิทธิ์ประกอบกิจการสื่อตั้งแต่ 7 มี.ค. 2550 และการคงสถานะเพื่อดำเนินคดีที่ค้างในศาลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการสื่อ การที่มีการเบิกความว่าหากชนะคดีจะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินกิจการหรือไม่ จึงเป็นเรื่องในอนาคต ดังนั้นแต่ สปน. เลิกสัญญาก็ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชน และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสื่อ ดังนั้น ณ วันที่นายพิธาสมัคร ไอทีวีมิได้ประกอบกิจการสื่อ การถือหุ้นไอทีวี จึงไม่ทำให้มีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิรับสมัครเลือกตั้ง

จึงวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของนายพิธาไม่สิ้นสุดลง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top