Friday, 6 November 2026
Hard News Team

กาฬสินธุ์-รมว.กลาโหมย้ำครอบครัวสบายใจฝึกทหารไม่โหดอย่างที่คิด เข้าใจอากาศร้อนจะดูแลให้อย่างดี

นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมหน่วยตรวจเลือกทหารกองเกิน ประจำปี 2567 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ย้ำครอบครัว ทหารกองเกินที่เข้าประจำการ และฝึกภาคสนามสบายใจ ให้ความมั่นใจฝึกทหารไม่โหดอย่างที่คิด ยิ่งในช่วงสภาพอากาศร้อนจะดูแลอย่างดี พอใจบรรยากาศการคัดเลือกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีชายไทยชาวกาฬสินธุ์ให้ความสนใจสมัครเป็นทหารกองเกิน 20% โดยเข้ารับการตรวจเลือกทั้งหมด 7,249 คน ต้องการกำลังพล 1,257 คน

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 เวลา 13.30 น. ที่หอประชุมโรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการคัดเลือกทหารกองเกิน หรือคัดเลือกทหารเกณฑ์ ประจำปี 2567 โดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ พ.อ.วิเศษศิลป์ แสนภูวา สัสดี จ.กาฬสินธุ์ นายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอยางตลาด  พร้อมด้วย รองผอ.กอ.รมน.จังหวัดกาฬสินธุ์ ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารโรงเรียน นักศึกษาวิชาทหาร ให้การต้อนรับ ทั้งนี้มี พ.ท.กิตติศักดิ์ บังพิมาย  ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 จ.ยโสธร  เป็นประธานกรรมการตรวจคัดเลือกทหารกองเกินในครั้งนี้ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมการคัดเลือกทหารกองเกิน ที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีชายไทยชาว อ.ยางตลาด ที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไปที่ยังไม่ผ่านการเกณฑ์ทหาร และไม่เป็นบุคคลต้องห้าม นำหลักฐานแสดงตัว เพื่อเข้ารับการคัดเลือกและสมัครเป็นจำนวนมาก จากการสอบถามข้อมูลพบว่า ได้รับความสนใจสมัครเป็นทหารกองเกินล่วงหน้าถึง 247 คน หรือหากนับรวมทั้งจังหวัด ณ วันนี้ มีผู้สมัครถึง 20% ทีเดียว

นายสุทินกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเยี่ยมการตรวจเลือกทหารกองเกินในครั้งนี้ ยังได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยคัดเลือก รวมทั้งขอขอบคุณครอบครัว ผู้ปกครอง ชายไทยชาว จ.กาฬสินธุ์ ที่สมัครใจสมัครเป็นทหาร  และที่จับสลากเข้ารับเป็นทหารประจำการทั้ง 3 เหล่าทัพ คือทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ รวมทั้งชี้แจงถึงผลดีของการเป็นทหารรับใช้ชาติ ที่หากมีใจรักและต้องการมีอนาคตที่มั่นคง สามารถเรียนต่อนายสิบได้ โดยในปี 2568 ทางกระทรวงกลาโหม มีนโยบายที่จะทำเอ็มโอยูกับสถานศึกษา เพื่อแนะแนวผลดีของการเรียน รด. และสมัครเรียนต่อนายสิบ โดยไม่ต้องกู้ยืม กยศ.

นายสุทินกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้ครอบครัว และทหารกองเกินที่สมัครใจเป็นทหาร และจับสลากได้ ซึ่งจะเข้าประจำการเพื่อฝึกภาคสนามในลำดับต่อไปนั้น ขอให้มีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การฝึกทหารไม่โหด ไม่หนัก อย่างที่คิด ที่ผ่านมาเป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อน ทางกองทัพมีมาตรการในการฝึกที่ถูกต้องตามหลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสภาพอากาศร้อนจะดูแลอย่างดี เรื่องการดูแลสุขภาพต้องมาก่อน มีการตรวจเช็คสภาพร่างการและความพร้อมก่อนฝึกภาคสนาม และจะฝึกตามศักยภาพร่างกายของแต่ละคน จึงขอย้ำอีกว่าขอให้มั่นใจในมาตรการของการฝึกภาคปฏิบัติและภาคสนาม ทางครอบครัวไม่ต้องกังวล

ด้าน พ.อ.วิเศษศิลป์ แสนภูวา สัสดี จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับจำนวนชายไทยชาว จ.กาฬสินธุ์ 18 อำเภอ ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารกองเกินประจำปี 2567 มีทั้งหมด  7,249 คน ต้องการกำลังพลทั้งสิ้น 1,257 คน เริ่มดำเนินการคัดเลือกมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-10 เม.ย.67 โดยมีผู้สมัครล่วงหน้า  247 คน  และสมัครที่หน่วยคัดเลือก ณ วันนี้จำนวน 217 คน คาดว่าสิ้นสุดวันคัดเลือก 10 เม.ย.67 จะมียอดผู้สมัครเพิ่มมาอีกไม่น้อยกว่า 200 คน หรือคิดจำนวน 20%  ของผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมด

‘นายกฯ’ ยกนิ้วโป้งให้ ‘แกงไตปลา’ รสจัดจ้าน  ย้ำ!! ชอบกินอาหารไทย แต่ไม่ขอฝืนใจใครที่ไม่ชอบทาน 

(7 เม.ย.67) ที่ร้านเสบียงเล อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับประทานอาหารกลางวัน โดยหนึ่งในเมนูโปรดที่ทางร้านจัดให้คือแกงไตปลา โดยนายกฯได้นั่งร่วมโต๊ะกับบรรดารัฐมนตรีพร้อมชิมแกงไตปลา และกล่าวว่า “อร่อยมากครับ” ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รับประทานแล้วอยากจะบอกอะไรกับคนที่จัดอันดับแกงไตปลาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ ไม่ขอตอบโต้ เพราะเขามีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบ แต่ผมชอบ อย่างที่บอกว่าฝรั่งก็มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างจากเรา ซึ่งเราก็ยอมรับได้ ไม่ใช่ว่าเขาชอบบางอย่างหรือไม่ชอบบางอย่าง เราไปบอกเขาไม่ได้ และย้ำว่าอาหารไทยมีเยอะ ต้มยำกุ้ง แกงมัสมั่นไก่ ก็ติดอันดับโลกทั้งนั้น ”

เมื่อถามว่าการรับประทานแกงไตปลา จำเป็นจะต้องรับประทานกับข้าวสวยหรือรับประทานเปล่าได้เลย นายกฯ กล่าวว่า “ผมทานได้ พยายามไม่ทานข้าวเพราะลดน้ำหนักอยู่ ที่ชอบเพราะผมชอบทานอาหารรสจัด” จากนั้นนายกฯได้กินโชว์ พร้อมกับชมว่าอร่อยจริงๆไม่ได้อร่อยเล่นๆ

ชายอายุยืนที่สุดในโลก เผยเคล็ดลับการอยู่นาน  ‘ฟิชแอนด์ชิปส์-รู้จักพอดี-มีโชค’ ทำให้อยู่มา 111 ปี

(7 เม.ย.67) จอห์น อัลเฟรด ทินนิสวูด ชายชาวอังกฤษวัย 111 ปี ได้รับการยืนยันว่า เป็นผู้ครองตำแหน่งชายที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกคนใหม่โดยกินเนสส์บุ๊ก หลังการเสียชีวิตของนายฮวน วิเซนเต เปเรซ เจ้าของสถิติเดิมชายเวเนซุเอลา ที่เพิ่งเสียชีวิตในเดือนนี้ขณะมีอายุ 114 ปี และนายกิซาบุโร โซโนเบะ จากญี่ปุ่น ซึ่งมีอายุมากที่สุดในลำดับถัดมาคือ 112 ปี ก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคมเช่นกัน

ทินนิสวูดได้รับเอกสารรับรองจากกินเนสส์บุ๊ก เวิลด์ เรคคอร์ดส์ เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ที่บ้านพักคนชราในเซาท์พอร์ท ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

ทินนิสวูดเกิดที่เมืองลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2455 ไม่กี่เดือนหลังจากเรือไททานิคจมลงสู่ใต้ท้องทะเล เขาใช้ชีวิตผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเขารับราชการในกองทัพอังกฤษด้วย

คุณทวดนักบัญชีที่เกษียณอายุการทำงานมานานแล้วกล่าวว่า การรู้จักความพอดีและพอประมาณเป็นกุญแจสำคัญในการมีสุขภาพที่ดี เขาไม่เคยสูบบุหรี่ ไม่ค่อยดื่มเหล้า และไม่รับประทานอาหารใดๆ เป็นพิเศษ ยกเว้นการทานฟิชแอลน์ชิปส์เป็นมื้อเย็นสัปดาห์ละครั้ง

“ถ้าคุณดื่มมากไป กินมากไป หรือเดินมากไป ถ้าคุณทำอะไรมากเกินไป ในที่สุดแล้วคุณก็จะต้องทรมานเอง” เจ้าของสถิติโลกด้านอายุยืนคนใหม่ระบุ แต่ก็รับว่า “ไม่ว่าจะอายุยืนยาวหรืออายุสั้น มันเป็นเรื่องของโชคล้วนๆ คุณไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก”

ขณะที่ผู้หญิงซึ่งครองตำแหน่งสตรีอายุยืนที่สุดในโลกคือ มาเรีย แบรนยาส โมเรรา จากสเปนที่มีอายุยืนถึง 117 ปี

เปิดประวัติ ‘หลิน มาลิน’ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 แซ่บไม่ธรรมดา ดีกรี CEO โปรไฟล์ อินฟลูเอนเซอร์ ด้านความงาม-แฟชั่น

(7 เม.ย.67) สิ้นสุดการรอคอยสำหรับค่ำคืนรอบไฟนอล เวทีการประกวด มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 (Miss Grand Thailand 2024) พร้อมกับสาวงามผู้ครองมงกุฏคนใหม่ มิสแกรนด์ภูเก็ต “หลิน มาลิน ชระอนันต์” เจ้าของตำนาน สวย เผ็ด แซ่บ สยบครหานางงามตัวเล็ก ก็มงได้!

วันนี้ THE STATES TIMES จะขอพาทุกท่านไปรู้จัก ‘หลิน มาลิน’ นางงามครบเครื่อง สวยเก่งรอบด้าน โปรไฟล์ไม่ธรรมดา ระดับ CEO สาว

ชื่อ-นามสกุล : มาลิน ชระอนันต์
ชื่อเล่น : หลิน
วันเกิด : 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2539

เชื้อชาติ : ลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์
อายุ : 27 ปี
ส่วนสูง : 165 ซม.
สัดส่วน : 32-24-35
การศึกษา : ปริญญาตรี การสื่อสารและสื่อมวลชน ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

IG : malinmln

ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการนางงาม ‘หลิน มาลิน’ เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลอยู่บ้างแล้ว เนื่องจากเธอเป็น อินฟลูเอนเซอร์ เกี่ยวกับความงามและแฟชั่น มักจะรีวิวเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอยู่บ่อย ๆ ที่สำคัญยังมีธุรกิจส่วนตัว มีดีกรีเป็นถึง CEO ของแบรนด์ Skinboss Thailand

กระทั่งเริ่มต้นประกวดนางงามบนเวทีมิสแกรนด์ภูเก็ต 2024 เป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเธอยังครองตำแหน่ง ขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชนบนเวทีนี้อีกด้วยนับว่าเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดที่น่าจับตามองบนเวที มิสแกรนด์ 2024 เลยทีเดียว

ทั้งนี้เมื่อลงสนามใหญ่ สาวหลิน มาลิน ก็ไม่เคยกลัวใคร ไม่สนดราม่า จัดเต็มความแซ่บ สร้างความฮือฮาตั้งแต่เข้ากองวันแรก ในชุดบาบ๋าย่าหยา ชูป้ายทวงคืนความยุติธรรมให้หมอภูเก็ตถูกฝรั่งสวิสฯทำร้ายร่างกาย

และอีกชุดที่เป็นกระแสวิจารณ์สนั่นในโลกโซเชียล คือ ชุดเว้าสูงระดับตำนาน ซึ่งเธอก็สามารถฝ่ากระแสวิพากษ์วิจารณ์จากโลกโซเชียล และพิสูจน์ตัวเองด้วยความสามารถ และศักยภาพที่มี จนได้เป็นสาวงามที่เข้ารอบ 5 คนสุดท้ายด้วย Boss’s Choice

ทั้งนี้ หลิน มาลิน มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 จะเป็นตัวแทนสาวงามจากประเทศไทยเข้าร่วมประกวด มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2024 ณ ประเทศเมียนมาร์ ในเดือนตุลาคมนี้

เชียงใหม่-พิธีสถาปนานายกสมาคมและคณะกรรมการสมาคมธรุกิจดิจิทัลภาคเหนือ

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2567 ณ ห้องเวิร์ค โคโค้ โรงแรม เดอะ แคนนาส เชียงใหม่ ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์  นายกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ และคณะกรรมการฯ จัดพิธี สถาปนานายกสมาคมและคณะกรรมการสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ และงานเสวนา Unlocking the Potential of AI in Business โดยได้รับเกียรติจากนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันศึกษา ผู้มีเกียรติ ร่วมงานจำนวนมาก 

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ที่สามารถรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง ผลักดันให้เกิดการก่อตั้งเป็นสมาคมและมีพิธีสถาปนาสมาคมอย่างเป็นทางการในวันนี้ รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีสถาปนานายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสําเร็จของภาคเหนือในการ เพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจ สร้างธุรกิจใหม่ และช่วยยกระดับชุมชนให้มีนวัตกรรม องค์ความรู้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง 

โดยการพัฒนาส่งเสริมธุรกิจ SMEs ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ Startup พร้อมสนับสนุน เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ผลักดันระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) และร่วมมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสานประโยชน์กับภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และนานาชาติ 

ขอขอบคุณ คณะกรรมการและสมาชิกสมาคมทุกท่าน ที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สมาคมจนประสบความสําเร็จ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดําเนินงานต่างๆ ภายใต้สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ จะสามารถ ดําเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ทั้งต่อองค์กร และสังคมสืบไป

ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ กล่าวว่า
ตามที่ สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ ต่อนายทะเบียนสมาคมประจํา จังหวัดเชียงใหม่ ไว้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลด้านการค้า การลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ให้คําปรึกษาแนะนํา เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งเสริม สนับสนุนการ
สร้างความเข้มแข็งให้ภาคเศรษฐกิจ และภาครัฐ ในการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ อํานวยความสะดวก ส่งเสริมเชื่อมโยงเครือข่าย 

สร้างโอกาสการค้า ขยายช่องทางการตลาดในการดําเนินธุรกิจของสมาชิก อบรม พัฒนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมด้านดิจิทัลให้แก่สมาชิกและประชาชน ที่สนใจ และเพื่อผลักดันส่งเสริมให้ธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือได้รับการเชื่อถือ ยอมรับ จนถึงได้รับการรับรองระบบ มาตรฐานความรู้และวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ 

ดร.ณรงค์ กล่าวอีกว่า โอกาสอันดีที่สมาชิกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ได้รวมตัวกัน “ประชุมสามัญใหญ่ประจำปี 2567” ซึ่งได้มีการคัดเลือก ประธานสมาคม และคณะกรรมการ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงชื่อจาก “สมาคมดิจิตอลภาคเหนือ” สู่ “สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ” อย่างเป็นทางการ  ประกอบกับได้รับเลือกจากสมาชิกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ(NDEA)ให้เป็นนายกสมาคมฯ อีกหนึ่งสมัย(2ปี) โดยสมาคมได้มีคณะกรรมการรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจดิจิทัลที่เก่ง และมีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนสมาคมฯ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล 

สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ จึงได้จัดพิธี สถาปนานายกสมาคมและคณะกรรมการสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ พร้อมจัดงาน Unlocking the Potential of AI in Business นำโดยผู้ประกอบการดิจิทัลรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการดิจิทัลรุ่นถัดไปที่พร้อมเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือให้เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  ซึ่งในแผนการดำเนินงานปีนี้ จะมีจัดกิจกรรมที่เน้นการส่งเสริมด้านของผู้ประกอบการ คนทำงาน นักเรียนนักศึกษา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่

‘น้องโฟล์ค’ นศ.ราชภัฏจันทรเกษม เปิดใจเล่าทั้งน้ำตา หลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานทุนการศึกษา

(7 เม.ย.67) นายรัชพล เจริญผล โฟล์ค นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้เปิดใจ เล่าทั้งน้ำตาว่า 

ตนเองได้เขียนฎีกา ถวายในหลวงรัชกาลที่ 10 ขอทุนการศึกษาเพราะตนเองมีปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนจึงตัดสินใจเขียนถวายฎีกา ก่อนที่ราชเลขาฯในหลวงรัชกาลที่ 10 จะติดต่อกลับมาและได้ประสานทางมหาวิทยาลัยให้โอกาสตนได้เรียนหนังสือ

โดยทางด้าน “น้องโฟล์ค” ได้เล่าว่า ทางบ้านมีปัญหาเรื่องค่าศึกษาเล่าเรียน ตอนนั้นผมก็เขียนไปหาพระองค์ท่านด้วยใจจริง แล้วก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อกลับมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็สอบถามความเป็นอยู่ทางบ้าน รู้สึกตื้นตัน ปลาบปลื้มมาก รู้สึกซาบซึ้ง เพราะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยมาก แต่พระองค์ท่านมองเห็น มีพระเมตตาที่เห็นจดหมายเล็กใบหนึ่ง แล้วตอบกลับมา พระองค์ท่านช่วยผม

ซึ่งเจ้าตัวกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า จะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ตอบแทนที่พระองค์ท่านเมตตาให้ทุนการศึกษามา

กองบัญชาการตำรวจนครบาลเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดตลาดแก้หนี้นอกระบบ

กองบัญชาการตำรวจนครบาลเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดตลาดแก้หนี้นอกระบบ แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน นำร่องพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 มั่นใจประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) สั่งการกองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งดำเนินการตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้กำชับเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เร่งดำเนินการภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้ สน.ลุมพินี เป็นพื้นที่นำร่องจัดตลาดนัดแก้หนี้ โดยได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลในทุกพื้นที่ดำเนินการตามข้อสั่งการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดทันที ซึ่งทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลขานรับนโยบายดังกล่าว ดำเนินการจัดกิจกรรม “ตลาดนัดแก้หนี้” นำร่องในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5

วันนี้ (7 เม.ย.67) กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรม “ตลาดนัดแก้หนี้” ในพื้นที่เขตคลองเตย วัฒนา และปทุมวัน ที่ศูนย์นันทนาการบ่อนไก่ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เป็นประธานเปิดงาน มี พล.ต.ต.วิทวัฒน์  ชินคำ ผบก.น.5, รอง ผบก. น.1-9 ที่รับผิดชอบเรื่องหนี้นอกระบบ , ผกก.และรอง ผกก.ในสังกัด บก.น.5, ผู้แทนคณะทำงานกำกับการแก้หนี้สินประชาชนรายย่อย , รอง ผอ.สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตปทุมวัน คลองเตย วัฒนา, ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด , กรมการจัดหางาน , ธนาคารออมสิน , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และพี่น้องประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในเขตปทุมวัน คลองเตย และวัฒนา ร่วมกิจกรรม

พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ ฯ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้เห็นความสำคัญ จึงสั่งการให้กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี จัดกิจกรรมตลาดนัดแก้หนี้ขึ้น โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คำปรึกษาให้ข้อมูล และให้ความปลอดภัยแก่ลูกหนี้ พร้อมช่วยดำเนินการไกล่เกลี่ยหนี้ให้แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้พูดคุยและทำข้อตกลงกัน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้เข้าสู่กระบวนการการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหวังว่างานครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อทำให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงทุกกองบังคับการในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำไปเป็นรูปแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของแต่ละพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่ยั่งยืน 

สำหรับภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของลูกหนี้และเจ้าหนี้ จากสำนักงานเขตปทุมวันคลองเตย และเขตวัฒนา , การจัดตลาดแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน , การรับคำขอเพื่อพิจารณารับสินเชื่อต่ำ และให้คำปรึกษาทางการเงินโดยธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร รวมถึงการให้ความรู้ทางกฎหมาย โดย สน. ลุมพินี

พัทลุง-นักวิจัยฯ ในพื้นที่ นำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวนั่งเรือถ่ายถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและถ่ายภาพพระบิณฑบาตรทางน้ำ ลุ่มคลองลำปำ

(7 เม.ย.67) นายนนท์ปวิธ แก้วนุ่ม นักวิจัยในพื้นที่ ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง “การบริหารจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชน และการพัฒนาย่านวัฒนธรรมชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างยั่งยืน” มหาวิทยาลัยศิลปากร นำคณะสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวนั่งเรือถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและถ่ายภาพพระบิณฑบาตรทางน้ำ ลุ่มคลองลำปำ ซึ่งเป็นคลองสายหลักที่หล่อเลี้ยงชาวลำปำ ตำบลลำปำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพัทลุง โดยลงเรือจากท่าน้ำตลาดท้ายวังตั้งแต่เวลา 06.30 น. 

ทั้งนี้เรือของคณะสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวพายไปตามลำคลองขนาบข้างคู่กันไปกับเรือของพระอธิการยงยศ เจ้าอาวาสวัดยางงาม และเรือของสามเณร โดยมีชาวบ้านออกมารอตักบาตรอยู่ริมชานเรือนทั้ง 2 ฝั่งคลอง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนริมฝั่งที่มีมาอย่างยาวนานแต่ไม่ได้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งมีงานวิจัยเรื่องโครงการ “การพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมชุมชนผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาสังคมเพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่และโครงการวิจัย เรื่อง “การบริหารจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชน และการพัฒนาย่านวัฒนธรรมชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างยั่งยืน” มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักพื้นที่และกิจกรรมการท่องเที่ยวริม 2 ฝั่งคลองลำปำมากขึ้น
 
สำหรับการนำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวนั่งเรือถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและพระบิณฑบาตรทางน้ำลุ่มคลองลำปำในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และเพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวอื่นๆเข้ามาเที่ยวในพื้นที่โดยนั่งเรือถ่ายถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและถ่ายภาพพระบิณฑบาตรทางน้ำลุ่มคลองลำปำในตอนเช้า ตั้งแต่เวลา 06.30 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งเดินทางมาขึ้นเรือของชาวบ้านที่ท่าน้ำตลอดท้ายวัง ซอย 34 ถนนอภัยบริรักษ์ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุงได้ ค่าเรือเหมาจ่ายเพียงลำละ 500 บาทเท่านั้น ผู้สนใจสามารถสำรองจองเรือได้ล่วงหน้าที่คุณธนภร รัตนขวัญ ประธานชมรมกลุ่มขับเรือเพื่อการท่องเที่ยวลุ่มคลองลำปำ เบอร์โทรศัพท์ 098-7863223

หลังจากเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและพระบิณฑบาตรทางน้ำลุ่มคลองลำปำแล้วก็สามารถขึ้นเรือที่ท่าเรือโรงน้ำชาบ้านริมคลองเพื่อเดินเที่ยวตลาดริมคลองลำปำ ซึงมีของกิน ของฝากพื้นบ้านจากคนในชุมชนที่นำออกมาขายให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับบ้าน โดยตลาดริมคลองลำปำนั้นตั้งอยู่ 1 ใน 5 ย่านวัฒนธรรมชุมชนลำปำที่สามารถท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันได้.

'อ.พงษ์ภาณุ' ชี้!! Q2 'การคลัง-การเงิน-การท่องเที่ยว' เดินหน้าเต็มตัว ปลุกเศรษฐกิจไทยฟื้น คลายทุกข์คนไทย ต่างชาติสนใจแห่ลงทุน

ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ที่มาร่วมพูดคุยในรายการ Easy Econ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ในประเด็น 'การคลัง-การเงิน-การท่องเที่ยว แรงผลักเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไตรมาส 2' เมื่อวันที่ 7 เม.ย.67 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้...

การเติบโตที่น่าผิดหวังของเศรษฐกิจไทยในปี 2566 และต่อเนื่องมายังไตรมาสแรกของปี 2567 ทำให้หลายสำนักต้องปรับการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยลงมาเหลือไม่ถึง 3% ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการค้าการลงทุนในประเทศเป็นอย่างมาก

แต่ท่ามกลางความหดหู่และความมืดมัว เริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ปรากฏขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 โดยวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลจะแถลงความชัดเจนของมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า 'ดิจิทัลวอลเล็ต' ซึ่งถือเป็นมาตรการ Flagship ของรัฐบาลนี้ 

หลายฝ่ายรวมทั้งฝ่ายค้านมัวหลงประเด็นอยู่ที่เรื่องแหล่งที่มาของเงิน แต่ข้อเท็จจริงคือ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณแผ่นดินหรือกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลกู้เงิน แหล่งเงินดิจิทัลวอลเล็ตก็จะต้องมาจากเงินกู้ทั้งนั้น เพราะขณะนี้เรามีงบประมาณขาดดุล เนื่องจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจึงต้องมาจากการกู้เงินเท่านั้น หากไม่ออกกฎหมายให้อำนาจกู้เงิน ก็อาจออกเป็นงบประมาณกลางปี ซึ่งก็ดูจะเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ประเด็นอยู่ที่จังหวะเวลา หากออกมาได้เร็วก็จะช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี

ในเรื่องแหล่งเงิน ระยะต่อไปรัฐบาลต้องปฏิรูปภาษีอากรเพื่อเพิ่มรายได้ และลดการพึ่งพาการกู้เงิน แต่ไม่เห็นมีพรรคการเมืองไหนกล้าแตะประเด็นนี้เลย

พร้อมกันในวันที่ 10 เมษายน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็จะประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงประมาณ 0.25-0.50% ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขความผิดพลาดเชิงนโยบาย (Policy Blunder) ของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมมาตรการทางการคลังที่กล่าวข้างต้นในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี แต่จะให้ดีกว่านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะต้องออกมาขอโทษประชาชนที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศเดือดร้อนจากความผิดพลาดของตนเอง

แผนงาน Ignite Tourism Thailand ของรัฐบาล ซึ่งได้ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ เริ่มปรากฏผลชัดเจนขึ้น เมื่อการท่องเที่ยวไทยเริ่มกลับมาคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสแรก และคงจะคึกคักไปตลอดทั้งปี รัฐบาลไทยลงทุนด้านการท่องเที่ยวไปมากในรูปของรายได้จากค่าธรรมเนียมวีซ่าที่สูญเสียไป รายได้ภาษีสุราที่สูญเสียจากการลดอัตราจัดเก็บภาษีสุรา ดังนั้นต้องดูแลให้นโยบายการท่องเที่ยวเกิดผลสัมฤทธิ์และสร้างรายได้กลับคืนคลัง

เชื่อมั่นว่าด้วยการผสมผสานนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และนโยบายการท่องเที่ยวให้ไปในทิศทางเดียวกัน ปี 2567 นี้จะเป็นปีทองของการลงทุนไทยอย่างแน่นอน

‘ธนกร’ ฟาดใส่ ‘ชัยธวัช’ เป็นถึงทนาย ควรดูข้อกฎหมายให้ชัด หลังออกมาพูด ‘ศาลรธน.ไม่มีอำนาจยุบพรรค’ ชี้ มีเจตนาแอบแฝง

(7 เม.ย.67) นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงกรณีที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่าตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่มีข้อไหนให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคการเมือง ว่า ก่อนที่นายชัยธวัชจะออกมาพูดแบบชัดถ้อยชัดคำนั้นได้ศึกษาและดูรายละเอียดข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญมาก่อนแล้วหรือไม่ จะเป็นไปได้หรือ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยื่นคำร้องไปโดยไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจ ตนเชื่อว่า กกต.ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบ

พรรคการเมืองนั้น รู้บทบาทและข้อกฎหมายเป็นอย่างดี และล่าสุดอดีตกกต. ก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า นายชัยธวัชน่าจะเข้าใจคลาดเคลื่อนและหาก กกต.พบว่ามีพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองสามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ทำการยุบพรรคได้ รวมถึงตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคโดยไม่ได้กำหนดกรอบเวลาด้วย

เมื่อถามว่า แต่การออกมาพูดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจยุบพรรค เหมือนเป็นการลดทอนความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายธนกร กล่าวว่า ตนไม่ทราบเจตนาเบื้องลึกของนายชัยธวัช ว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่ขอเรียกร้องให้ทั้งนายชัยธวัช และพรรคก้าวไกลไม่ก้าวล่วงอำนาจศาล ที่มีอำนาจหน้าที่ โดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่เป็นการสร้างความสับสน ไม่ไปลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมลง มองว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันหากทำผิดก็ต้องรับโทษ ซึ่งเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

“คุณชัยธวัช เรียนกฎหมายเป็นถึงทนายความ ก่อนจะพูดอะไรต้องไตร่ตรองและตรวจสอบความถูกต้องให้ดี ไม่ควรพูดเพื่อสร้างความสับสน ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ จึงไม่แน่ใจว่าคุณชัยธวัชมีเจตนาใดแอบแฝงหรือไม่ จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนเคารพกฎหมาย หากทำผิดก็ต้องยอมรับ ไม่ควรไปก้าวล่วงศาล หรือใช้วาทกรรมด้อยค่า” นายธนกร กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top