Friday, 6 November 2026
Hard News Team

เปิดตัวเลข ‘LISA’ จ่ายค่าโลเคชันเพื่อ MV 'ROCKSTAR' ‘พ่อค้า-แม่ค้า’ ย่านเยาวราช รับทรัพย์รายละ 20,000 บาท

(27 มิ.ย.67) จากกรณี ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BlackPink’ ทยอยปล่อยภาพนิ่งออกมาหลังจากประกาศจะปล่อยซิงเกิลเดี่ยวอีกครั้ง ครั้งนี้ เจ้าตัวยังคงสำนึกรักบ้านเกิด เพราะในโซโล่เดี่ยวครั้งแรกอย่าง LALISA เจ้าตัวก็ยกปราสาทหินพนมรุ้งมาไว้ในฉาก มาคราวนี้ก็นำถนนเยาวราชอันโด่งดังมาไว้ในฉากด้วย ซึ่งคาดว่าเป็นการปิดถนนยามค่ำคืนเพื่อถ่ายทำกันเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังแว่วว่าฉากชุดสายเดี่ยวสุดแซ่บยืนตรงบันไดเลื่อนยังถ่ายทำที่ห้างร้างบางลำภูด้วย โดยเฉพาะฉากปิดเยาวราชกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวันนี้ สื่อ Pop Base มีการเปิดเผยจำนวนเงินที่ลิซ่า จ่ายให้กับร้านค้าที่ถนนเยาวราช หลังต้องปิดถนนเพื่อการถ่าย MV โดยระบุว่า… 

“ลิซ่าได้จ่ายให้พ่อค้าแม่ค้าและร้านต่าง ๆ รายละ 20,000 บาท”

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมถึงค่าตัวของนักแสดงและแดนเซอร์ใน MV ROCKSTAR ที่เป็นคนไทย ผ่านกระแสข่าวจากกลุ่มหานักแสดงตัวประกอบ ด้วยว่า…

“Job : Music Video นักร้องต่างประเทศ (ดังมากกกกกกกก 100 M followers) เล่นเถอะ เชื่อพี่ไม่ผิดหวัง Shoot : 22 – 24 พ.ค. 2024 (DAY OR NIGHT แล้วแต่ Scence) 12 ชม. ทำงาน+เบรก 1 ชม.”

- Rehearsal 21-22 พ.ค. 2024 มีค่าซ้อมให้วันละ 3,000 รวมโม (ซ้อม 1-2 วัน 8-10 ชม.) Choreograph ชาวฝรั่งเศสบินมาซ้อมให้
- Extra ช ญ / LGBTQ (เห็นหน้าแวบ ๆ ทุกคน หรือไม่เห็น เนื่องจากเป็น MV) 70 คน
- แก๊งเด็กแว้น / สก๊อย 1,500 รวมโม
- แก๊งเด็กเล่นสเก็ตบอร์ด 3,000 รวมโม
- แก๊ง LGBTQ / Dragqueen BG: 5,000 – 8,000 รวมโม (เรทรอสรุป)
- คนมีคาแรกเตอร์ต่าง ๆ ไม่เน้นสวยหล่อ BG : 1,500 -3,000 รวมโม (เรทรอสรุป)

'อลงกรณ์' เปิดตัว 'เอฟเคไอไอ.' ดันไทยสู่มหาอำนาจอาหารโลก ผนึก 'หอการค้า-สภาอุตสาหกรรมฯ' ขับเคลื่อนนวัตกรรมพลิกโฉมประเทศ

“…เราต้องกำหนดเกมและนำประเทศเข้าสู่สนามแข่งที่เราเก่งมีศักยภาพ นั่นคือเกษตรและอาหาร… “
อลงกรณ์….

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ เปิดเผยวันนี้ (27 มิ.ย.67) ว่า 

สถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ (FKII Thailand) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วและจะเป็นหนึ่งการงัด อัปเกรดประเทศไทยสู่มหาอำนาจอาหารโลกโดยนวัตกรรม เทคโนโลยีและการวิจัยด้วยแพลตฟอร์มความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ประเทศไทยส่งออกสินค้าอาหารเป็นอันดับ 12 ของโลก และเป้าหมายต่อไปคือการก้าวสู่ท็อปเทนเพื่อเป็นมหาอำนาจอาหารของโลก โดยสถาบันเอฟเคไอไอ.องค์กรเครือข่ายนวัตกรรมพร้อมจับมือกับหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาเอสเอ็มอี. องค์กรเอกชน องค์กรเกษตรกร ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐพัฒนาอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพิ่มจีดีพี.ของประเทศด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพใหม่ของประเทศ ซึ่งในเฟสแรกของการทำงานเอฟเคไอไอ.จะโฟกัสกิจกรรมส่งเสริมต่อยอดด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร อาหาร อีคอมเมิร์ซ ไครเมทเทค เอไอและดิจิตอล เทคโนโลยีภายใต้ 12 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy) เศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy)และ เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เพื่อตอบโจทย์อนาคตทั้งโอกาสและภัยคุกคามเช่นภาวะโลกรวนโลกร้อนทะเลเดือด ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มของประชากรและสังคมสูงวัย ประเด็นเอไอ.-เทคโนโลยี ดิสรัปชั่น สงครามและความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ผมเชื่อว่า โอกาสมีอยู่ในทุกวิกฤติและหนึ่งในโอกาสของประเทศไทยคือภาคเกษตรและอาหาร เราต้องกำหนดเกมและนำประเทศเข้าสู่สนามแข่งที่เราเก่งมีศักยภาพ “

ทั้งนี้ในงานเปิดตัวสถาบันเอฟเคไอไอ.เมื่อวานนี้ที่หอประขุมสวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์มีการปาฐกถาและบรรยายพิเศษเช่น หัวข้อ : FKII กับ เศรษฐกิจนวัตกรรมสู่การอัพเกรดประเทศไทยโดยอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
หัวข้อ : นวัตกรรมอุตสาหกรรมเพื่อการรับมือความท้าทายของโลกยุคใหม่
โดยนายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

หัวข้อ : ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของไทยกับโอกาสในโลกยุคใหม่ 
โดยดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ 
รองประธานหอการค้าไทย
และนายธรรศ ทังสมบัติ
รองประธานหอการค้าไทย

หัวข้อ : Innovation ใน carbon credit สำหรับประเทศไทย 
โดย นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ 
นายกสมาคมธุรกิจไม้

หัวข้อ : สถานการณ์ล่าสุด ความท้าทาย และ ทางออกของ AI eCommerce ไทย 
โดยนายภาวัต พุฒิดาวัฒน์ 
ประธานกรรมการบริหารบริษัท GoShip จํากัด

หัวข้อ : Value Chain ของการสร้างเกษตรมูลค่าสูงสู่ตลาดโลก
โดยนส.ภัททดา สามัคคี 
กรรมการผู้จัดการบริษัท PDI Trading จํากัด อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย

หัวข้อ : ข้อเสนอต่อก้าวใหม่ของานFKII
โดยนายกฤชฐา โภคาสถิตย์ 
เลขาณุการคณะทํางานฯ  FKII Thailand 

หัวข้อ : แผนการดําเนินงานของ FKII Thailandกับโจทย์อนาคตของโลกและของไทยโดยนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และ
ประธานสถาบันทิวา
โดย ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ประธานคณะที่ปรึกษาเอฟเคไอไอ.กล่าวสรุป
ถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่และนวัตกรรม

นอกจากนี้มีผู้บริหารภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการภาคประชาสังคมและเกษตรกรกว่า120คนร่วมงานอย่าง คึกคักเช่น นพ.บุญเทียม เขมาภิรัตน์ อดีตรมช.คมนาคม ดร.เอกพร รักความสุข อดีตรมช.แรงงาน นายเกียรติ สิทธิอมร อดีตประธานผู้แทนการค้า ประเทศไทย ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัด กระทรวงการคลัง ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (GPI) ดร.เกษมสันต์ วีระกุล ประธานบริษัทSE-ED ม.ล สุภาพ ปราโมช สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย พลเอก พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นายกสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ นายราม คุรุวาณิชย์ นักวิชาการอิสระและเซเลปTikTok ชื่อดังดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ที่ปรึกษาและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร นายประพันธ์ บุณยเกียรติ อดีตประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย นาง ลักขณา นะวิโรจน์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทThe mall - ตลาดไท - กูรเมย์ นายมงคล เจริญสุข ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม นายพรพล เอกอรรถพร อดีตผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ ประธานผลิตภัณฑ์ไม้ Asian อุปนายกสมาคมเครื่องเรือนไทย นายตฤณ วุ่นกลิ่นหอม นายกสมาคมดิจิตอลเทรด ดร.สุทัศน์  ครองชนม์  นายกสมาคมไทย IoT นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ นายณฐกร สุวรรณธาดา อดีตกรรมการคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อการเกษตร นายสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ สำนักงานโครงการข้าวรักษ์โลก ฯลฯ

‘ดร.จ๊ะ ชญณา’ ปั้น ‘Chayanna’ แบรนด์ผ้าไหมไทยธรรมชาติ สืบสานอัตลักษณ์-ภูมิปัญญาไทย มุ่งดันสู่สายตานานาชาติ

ชื่อของ ‘ดร.ชญณา ศิริภิรมย์’ หรือ คุณจ๊ะ โดดเด่นอยู่ในธุรกิจประกันภัย ในฐานะซีอีโอบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาทำตามความฝันของตัวเอง คือทำแบรนด์ผ้าไหมไทย ให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

แม้ความฝันจะดูแตกต่างจากอาชีพที่ทำมานานเกือบ 30 ปี แต่ ดร.ชญณา บอกว่า เราสามารถนำประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานบริษัทญี่ปุ่น มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะปรัชญาการทำงานของคนญี่ปุ่น นั่นคือหลัก ‘ikigai’ คือคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ที่แท้จริง คือรู้ว่า ตื่นเช้ามาเราต้องทำอะไรเพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่ หรือต้องรู้ว่ามีชีวิตเพื่ออะไร โดยทำใน 4 สิ่ง ต่อไปนี้คือ 

1.ทำในสิ่งที่ชอบ 
2.ทำในสิ่งที่ถนัด 
3.ทำในสิ่งที่มีรายได้เลี้ยงชีพเพียงพอ 
และ 4.ทำในสิ่งมีประโยชน์กับโลกใบนี้ หากครบ 4 สิ่งนี้ ikigai เกิดแน่นอน

ดร.ชญณา เล่าว่า การที่ตัดสินใจออกมาทำแบรนด์ผ้าไหม เป็นของตัวเอง หลายคนก็เตือนว่า เราจะทำได้เหรอ ไม่ใช่ผ้าไหมทั่วไปด้วย แต่เป็นผ้าไหมธรรมชาติ ที่หาคนทำยาก ใช้เวลาในการทำงาน และต้นทุนค่อนข้างสูง แต่ด้วยความที่เราเองก็ผูกพันกับผ้าไหม ด้วยการซึมซับจากความรักในผ้าไหมของคุณแม่ ที่เก็บสะสมไว้นับร้อยผืน ผ่านกาลเวลามากว่า 40 ปี ในวันที่เราได้มีโอกาสสัมผัส ทำให้เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ถึงรักผ้าไหม เพราะเราเองก็ตกหลุมรักในทันที เพราะผ้าไหมมีความพิเศษคือมีชีวิตชีวา ซึ่งนอกจากงดงามด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เนื้อผ้ายังสามารถปรับอุณหภูมิได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเมื่อนำมาออกแบบตัดเย็บเป็นชุด ในแบบที่ทันสมัย ก็สามารถสวมใส่ออกงานได้ ใช้ในชีวิตประจำวันก็โก้เก๋ ไม่ซ้ำใคร คนเห็นต่างทักว่าสวย หลายคนขอซื้อ จนตอนนี้แทบจะไม่เหลือแล้ว

“จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่คิดว่า เราควรจะนำผ้าไหม ซึ่งเป็น ‘ศิลปะแห่งภูมิปัญญา’ ออกแบบโดย ‘ศิลปินพื้นบ้าน’ มีเรื่องราวในทุกผืนผ้า มาพัฒนาเป็นแฟชั่น ที่สามารถสวมใส่ได้หลากสไตล์ ลงตัวในทุกโอกาส ในแบบที่เป็นตัวเอง และสามารถทำตลาดได้ทั่วโลก” คุณจ๊ะ กล่าว 

>>หากันจนเจอคนทอผ้าไหมธรรมชาติ 

จนกระทั่งได้มีโอกาสได้เจอกับคุณสุวลักษณ์ มาศยะ หรือคุณเอ๋ เจ้าของแบรนด์ผ้าไหม ‘โชติกา’ ซึ่งมีชื่อเสียงมากใน อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ครอบครัวของคุณเอ๋ ในอดีตเคยทอผ้าไหมแบบธรรมชาติ แต่ด้วยความนิยมที่ลดลง เพราะต้องใช้เวลาในการทอนาน หาคนทอยาก และขายก็ยากด้วย ทำให้ครอบครัวต้องปรับตัวไปใช้เคมี และจะย้อมธรรมชาติสำหรับการประกวดเท่านั้น และมือทออย่าง คุณเอ๋ และคุณย่าบัวตอง (แม่สามีของคุณเอ๋) แพ้สารเคมี จึงหันไปทำอาชีพอื่น

ด้วยความเสียดายฝีมือและภูมิปัญญาจะตกหาย คุณจ๊ะเลยสั่งครอบครัวของคุณเอ๋ ทำเฉพาะผ้าสีธรรมชาติ เดือนละเป็นร้อยเมตร ในแบรนด์ของ ‘Chayanna’ และขอให้คุณเอ๋ และคุณย่าบัวตอง กลับคืนสู่กี่ทออีกครั้ง ซึ่งทั้งสองมีความสุขกับการได้ทอผ้าไหม เพราะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้สัมผัสทั้งกลิ่นใบไม้ กลิ่นดิน และความนุ่มนวลของเส้นไหม ที่ส่องประกายแวววาว ยามต้องแสงยามเช้า และแสงสุดท้ายของวัน

ส่วนลายที่ย่าบัวตองหลงใหลและทอเป็นหลักคือลายดอกบัว ที่มีความงดงาม วิจิตร ส่วน คุณเอ๋ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการให้สี จึงเป็นคนคุม ซึ่งคุณจ๊ะบอกว่า เรื่องแบบนี้สอนกันไม่ได้ ต่อให้ได้โจทย์เดียวกัน และเรียนมาเหมือนกัน คุณเอ๋ สามารถกำหนดสี ให้กลมกลืน สวยงาม ยากต่อการเลียนแบบ กลายเป็นจุดเด่นของแบรนด์ ‘Chayanna’  (ชะ-ยัน-น่า)

>> กว่าจะเป็นแบรนด์ ‘Chayanna’

ในช่วงของการเริ่มต้น คุณจ๊ะ ซื้อเส้นไหมคุณภาพพรีเมี่ยมเกรด 3A จากพ่อค้าคนกลาง เพื่อให้ได้เส้นไหมที่มีคุณภาพ และในอนาคตจะประสานกับทางกลุ่มผ้าไหมที่ อ.บัวลาย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตเส้นไหมคุณภาพดีแหล่งใหญ่ ให้มาเป็นต้นน้ำสำหรับการผลิตผ้าไหม Chayanna 

และนับเป็นความโชคดีที่ครอบครัวคุณเอ๋ มีคนรุ่นใหม่อย่าง ‘น้องนาเดีย’ สาวสองที่รักการทอผ้าไหม และมีร่างกายที่แข็งแรง เป็นแรงงานคนสำคัญ อดีตเธอเคยย้อมผ้าไหมด้วยเคมี แต่หันมาย้อมสีธรรมชาติ และถูกวางตัวให้ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ไปหาโคลนจากหนองน้ำกองแก้ว ซึ่งอยู่หน้าบ้าน ตัดกิ่งไม้เพื่อทำฟืน ตัดใบไม้หลากหลายชนิดในท้องถิ่น เพื่อนำมาต้มให้เกิดสีที่แตกต่างกันไปตามชนิดของใบไม้ ในแต่ละฤดู  

“นอกจากจะได้ความรู้ในการเลือกวัสดุธรรมชาติจากประสบการณ์ตรงแล้ว ยังได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากหนังสือ มาจากหนังสือ ‘สีสร้างสรรค์ Color Creation’ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานให้ไว้ศึกษา นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างที่สุดของครอบครัว” คุณเอ๋ กล่าวอย่างภูมิใจ

ส่วนกรรมวิธีกว่าจะเป็นผ้าไหม คุณเอ๋ เล่าว่า ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่พิถีพิถันละเอียดอ่อน ต้องเริ่มจากการเลือกเส้นไหมคุณภาพดี ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญในการผลิตผ้าไหม โดยเริ่มจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จนได้ฝักเหลือง จากนั้นนำมาสาวเพื่อให้ได้เส้นไหม แล้วนำมากวักแยกเส้นไม่ให้พันกัน เสร็จแล้วนำมาต้มเพื่อลอกกาวไหม และกวักอีกรอบ ก่อนจะนำไปค้นลำหมี่ให้เป็นไปตามลวดลายที่วางไว้ แล้วนำมามัดลวดลายตามที่ต้องการลงย้อมสี 

สำหรับสีธรรมชาติ ที่ใช้ในการย้อมสี คุณเอ๋จะเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติตามฤดูกาล และหาได้ในท้องถิ่น ได้แก่ ใบสัก ถ้าเป็นใบอ่อน ให้สีชมพูอ่อน แต่ถ้าใบแก่ จะให้สีน้ำตาลทอง, ใบสบู่เลือด (หรือท้องถิ่นเรียกว่าใบตุ๊กตา) ให้สีเขียว, ฝักคูณดิบ ให้สีโทนเหลือง ฝักแก่ให้สีโทนน้ำตาล, ตัวครั่ง ให้สีแดง ชมพู และโอลด์โรส แล้วแต่จำนวนครั้งของการย้อม, มะเกลือดิบ ให้สีเขียวเข้ม ถ้านำมาตากแดดหลาย ๆ ครั้ง จะให้สีโทนน้ำตาล, เปลือกมะพร้าวน้ำหอม ให้โทนสีเทา, ใบหูกวาง ใบอ่อนให้สีน้ำตาลอ่อน ใบแก่ให้โทนสีน้ำตาลแก่ 

นอกจากนี้ กรรมวิธีการย้อมสีธรรมชาติ ยังมีความมหัศจรรย์ คือ ถ้านำสีที่ได้จากธรรมชาติ ไปผสมกับโคลน ก็จะให้สีที่เข้มขึ้น เช่น ครั่งผสมกับโคลนจะให้สีม่วงกะปิ มะเกลือผสมโคลนจะให้สีเทาเขียว เป็นต้น และถ้านำมาผสมกับปูนขาวก็จะเปลี่ยนสีที่สวยไปอีกแบบ เช่น ผสมกับครั่ง จะได้โทนน้ำตาลชมพู

เมื่อได้สีตามที่ต้องการแล้ว ก็เป็นช่วงของการโอบสี โดยนำเชือกฟางมาโอบไว้ให้แน่น เพื่อแยกให้ได้สีตามที่ต้องการ จากนั้นก็นำมาย้อมสีพื้น แล้วแก้เชือกฟางที่โอบอยู่ออกทั้งหมดก่อนนำไปกวักอีกครั้ง แล้วปั่นใส่หลอดนำไปทอ ซึ่งกระบวนการนี้สำคัญมากเพราะมีการวางลวดลายไว้แล้ว หากเส้นไหมขาดก็ต้องต่อให้สนิท

“ผ้าไหมธรรมชาติแต่ละผืน มีความยาว 4 เมตร ใช้เวลาทอเป็นเดือน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมชาวบ้านจึงไม่นิยมทำกันนัก แต่ถ้าไหมธรรมชาติ จะโดดเด่นคือมีความแวววาวสะท้อนแสง เหมือนเพชรร้อยเหลี่ยมที่มองมุมไหนก็สวย ไหมทุกผืนจะแตกต่างกันด้วยสีสันและลวดลาย เนื่องจากเป็นการทำมือ และใช้วัสดุจากธรรมชาติ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ความสวยงาม มีชีวิตชีวา และความมหัศจรรย์ของผ้าไหมคือ ปรับอุณหภูมิตามสภาพอากาศ ฉ่ำเย็นเมื่ออากาศร้อน และจะอบอุ่นเมื่ออากาศเย็น”

หลายคนถามว่า ไหมธรรมชาติสีตกไหม และจะซีดเร็วหรือเปล่า ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตของคนขายผ้าไหมมักเจอเสมอ ซึ่งคุณเอ๋ ที่คลุกคลีกับผ้าไหมมาทั้งชีวิตบอกว่า สีสันที่มาจากธรรมชาติฆ่าไม่ตาย สมัยก่อนคนโบราณ ก็ใช้ยางกล้วยผสมกับการย้อมผ้า ทำให้เกิดความคงทนของสี และไม่ตกสี ยิ่งซักยิ่งสวย ยิ่งเก่า ยิ่งมีคุณค่า ผ้าไหมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังมีการเก็บไว้อย่างดี สวยงาม เป็นมรดกที่ล้ำค่าของหลาย ๆ ตระกูล 

>> 4 ลวดลายบนผืนผ้าไหม ‘Chayanna’

แบรนด์ ‘Chayanna’ มีทั้งผ้าทอเต็มผืน และชุดสำเร็จ ที่ถูกออกแบบตัดเย็บอย่างประณีตทุกขั้นตอน จากช่างผู้ชำนาญ เพื่อให้ผู้ที่สวมใส่ สวย เรียบหรู มีความร่วมสมัย มีรสนิยม สวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกไลฟ์สไตล์ และทุกโอกาส ฉีกทุกข้อจำกัดที่เคยมีมา มี 4 ลวดลายที่สร้างสรรค์จากลายโบราณนำมาประยุกต์เพิ่มเติมให้มีเอกลักษณ์และเรื่องราว คือ

-ลายดวงใจดอกแก้ว ประยุกต์จากลายประจำกระทรวงมหาดไทยให้ละมุนอ่อนช้อยสะดุดตาขึ้น 

-ลายบัวหลวง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการบูชาคุณความดี 

-ลายกุหลาบเล่นไฟ ที่มีความสวยสะดุดตา 

-ลายคั่นนาคพิง ประยุกต์การใส่เทคนิคหมี่คั่นโบราณให้เห็นถึงความมีสไตล์ผู้มาก่อนกาลของคนโบราณ

และได้นำลายทั้ง 4 มาออกแบบเป็น 3 คอลเล็กชันให้เหมาะกับทุกคน คือ
1. Nirvana หรือ นิพพาน สะท้อนถึงความอิ่มเอมในชีวิต ให้ความหมายของชีวิตตัวเองด้วยตัวเอง สงบเย็นสบายชุดจึงถูกออกแบบให้เป็น ‘KIMONO ROBE’ บ่งบอกถึง Unisex Dress มีความทันสมัย โดดเด่น ในแบบที่เป็นตัวเอง

2. Diplomat เป็นการนำคุณค่าของผ้าไหมไทย มาออกแบบให้เป็น Luxury Dress สุภาพ เรียบหรู สามารถสวมใส่เป็นทางการได้ ให้ความรู้สึก Business ที่ยังคงความ Friendly เข้าถึงได้

และ 3. MetrOriental นำความเป็นไทยของผ้าไหม มาออกแบบให้มีกลิ่นอายของความเป็นคนเมืองในแบบเอเชีย หรือ Oriental ใส่ความมีชีวิตชีวา สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน 

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ www.chayannasilk.com โดย Chayanna มีวางจำหน่ายที่ Thimian Shop โรงแรมสุโขทัย แบงค์คอก ถนนสาทร / O.P. Garden ซอยเจริญกรุง 36 บางรัก และกำลังจะวางขายที่พราวไทย บลูพอร์ต หัวหิน แล้ว เนื่องจากเป็นงานฝีมือพิถีพิถันที่มีเรื่องราวน่าสนใจ ก็มีติดต่อให้จัดแสดง Silk walk & Talk และจัดจำหน่ายในรูปแบบของ pop up closet งาน exclusive ต่าง ๆ โดยเฉพาะงานนานาชาติ

ตำรวจภาค 4 ชู 'ร้อยเอ็ดโมเดล' สร้างชุมชนเข้มแข็ง ปูพรมเด็ดปีกนักค้า 73 ราย ผู้เสพ 1,632 ราย ขยายผลยึดทรัพย์ 188 รายการ กว่า 7.7 ล้านบาท

ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ โดยให้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดและอาชญากรรม พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้ระดมสรรพกำลัง ทั้งตำรวจในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง กวาดล้างจับกุมยาเสพติด และบูรณาการกับหน่วยงานจังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินมาตรการป้องกันและบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งเปิดปฏิบัติการเด็ดปีกค้ารายย่อยทั้ง 12 จังหวัด ในพื้นที่ตำรวจภาค 4 มาอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.67 เวลาประมาณ 19.30 น. ชุดปราบปรามยาเสพติดของ ภ.จว.ร้อยเอ็ด นำโดย พ.ต.ท.สมนึก ปัญญา สว.สส.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ได้ร่วมกันจับกุมขบวนการค้ายาบ้า รวม 7 คน ผู้ต้องหา ขบวนการค้ายาบ้า คือ นายศักดิ์ศรี, นายวิรัตน์, นายพชร, นายสุรชาติ, นายนัฐพล, นายประทีป และนายสามารถ พร้อมของกลางยาบ้า 1,280,000 เม็ด อาวุธปืน 2 กระบอก รถยนต์กระบะ 3 คัน  

โดยตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่า จะมีขบวนการค้ายาเสพติดขนลำเลียงยาบ้าล็อตใหญ่ จากจังหวัดมุกดาหาร เพื่อไปส่งลูกค้าที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงนำกำลังเฝ้าสกัดจับกุม ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.67 เวลาประมาณ 19.30 น. พบรถกระบะยี่ห้อ Isuzu สีขาว ทะเบียน 7 กข 45XX ขับขี่ผ่านมาบนถนนเส้นตัดใหม่ มุกดาหาร – กาฬสินธุ์ ต.คำนาดี อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด มีพิรุธน่าสงสัยจึงเข้าทำการตรวจค้นผลการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวน 350 มัด จำนวน 700,000 เม็ด เม็ด และปืนพกสั้น 2 กระบอก ซุกซ่อนอยู่ในรถ มีนายสุรชาติ เป็นผู้ขับขี่ และนายพชร นั่งไปด้วย จากนั้นได้ขยายผลไปจับกุมนายศักดิ์ศรี และนายวิรัช ซึ่งใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อเชฟโรเลต สีเทา ทะเบียน กฉ 81xx ทำหน้าที่เป็นรถนำทาง และได้ติดตามไปตรวจค้นบ้านพัก ใน อ.เมือง จ.มุกดาหาร พบยาบ้าอีกจำนวน 580,000 เม็ด และจับกุมนายนัฐพล , นายประทีป และนายสามารถ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดรับว่าเป็นยาบ้าที่เตรียมขนไปส่งลูกค้า จึงยึดเป็นของกลาง (รวมยาบ้า 1,280,000 เม็ด) จากนั้นจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง พงส.สภ.โพนทอง ดำเนินคดี

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 4 ได้ขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยทำเป็น “ร้อยเอ็ดโมเดล” ให้เป็นพื้นที่ไม่มียาเสพติด ตั้งแต่ 4 มิ.ย.67 ดำเนินการปราบปรามนักค้า 73 ราย ดำเนินการกับผู้เสพ 1,632 ราย ขยายผลจากผู้เสพนำไปสู่การดำเนินการกับนักค้าเพิ่มเติมอีก 131 ราย ยึดทรัพย์ 188 รายการ รวมมูลค่ากว่า 7.7 ล้านบาท ใช้มาตรการสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดผ่านเข้า-ออกพื้นที่ แล้วกวาดล้างจับกุมในพื้นที่ให้สิ้นซาก 

ด้านการป้องกันยาเสพติดได้ดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืน(CBTx) จัดตั้งชุด ชรบ. เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง และส่งครูตำรวจ DARE ให้ความรู้เด็กและเยาวชนในการป้องกันยาเสพติด สำหรับใน อ.ธวัชบุรี มีครูตำรวจ DARE ให้ความรู้ครบทั้ง 46 โรงเรียน และได้ร่วมกับหน่วยบูรณาการในพื้นที่ ค้นหาผู้เสพยาเสพติดและผู้ป่วยจิตเวช เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู  นอกจากนี้ตำรวจภาค 4 ได้ปฏิบัติการเด็ดปีกนักค้ารายย่อยทั้ง 12 จังหวัดในภาคอีสานเหนือ ซึ่งอยู่ใน 25 จังหวัดเป้าหมาย ตามนโยบายรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง สามารถกวาดล้างจับกุมนักค้ารายย่อย 7,665 ราย ยึดยาบ้ากว่า 46 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,429 กก. เฮโรอีน 260 กก. ยึดทรัพย์มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท และจะปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยาเสพติดหมดไปจากพื้นที่ ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด

‘รร.สาธิต มศว.ปทุมวัน’ เริ่มแล้ว!! จัดกิจกรรม ‘OPEN HOUSE 2024’ เตรียมพบปะศิษย์เก่า 4 อาชีพ มาแลกเปลี่ยนความรู้ 30 มิ.ย. - 1 ก.ค.นี้

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘เปิดบ้านสาธิตปทุมวัน - PDS Open House’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ขอเชิญชวนนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับศิษย์เก่าสาธิตปทุมวันในกิจกรรม ‘พบศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน’ จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน”

“พบปะพูดคุยกับพี่ ๆ ศิษย์เก่าสาธิตปทุมวันหลากหลายอาชีพที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานให้แก่น้อง ๆ และผู้ที่สนใจทุกคน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.30 น. ในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ณ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ I ชั้น 2 อาคารสาธิตปทุมวัน 4 ในงานเปิดบ้านวิชาการสาธิตปทุมวัน : PDS OPEN HOUSE 2024 ‘สนุกรู้ สนุกคิด สไตล์สาธิตปทุมวัน’ ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน”

“ลุ้นรับของรางวัลจากพี่ ๆ ศิษย์เก่าและสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน”

อย่างไรก็ตาม สำหรับในกิจกรรม ‘พบศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน’ จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับ 4 ข้อหัวที่มีทั้งหมด 4 อาชีพที่น่าสนใจ เช่น พี่หมอขอเล่า, นักกฎหมายเราทำอะไรกันบ้าง, คุยง่ายง่าย Style เด็กการเงิน, โลกยุคใหม่กับอาชีพที่น่าสนใจ เป็นต้น

‘CATL’ พัฒนาแบตเตอรี่ EV ขนาด 500 Wh/kg ‘น้ำหนักเบา-วิ่งไกลขึ้น’ เริ่มทดสอบในเครื่องบินแล้ว

(27 มิ.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Business Tomorrow’ โพสต์ข้อความถึงกรณี ‘CATL’ กำลังซุ่มพัฒนาแบตเตอรี่ EV ที่มีความหนาแน่น 500 Wh/kg พร้อมเริ่มการทดสอบแล้วบนเครื่องบิน โดยระบุว่า…

Dr. Robin Zeng ผู้ก่อตั้ง และประธานของบริษัท Contemporary Amperex Technology (CATL) ผู้พัฒนาและผลิตแบตเตอรี่ Lithium-ion สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าออกมาเปิดเผยว่าบริษัทกำลังสนใจพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ไปอีกขั้น โดยจะพัฒนาแบตเตอรี่ EV ที่มีความหนาแน่น 500 Wh/kg 

>> ความหนาแน่นแบตเตอรี่เยอะดีอย่างไร ?
ปัจจุบันยิ่งความหนาแน่นของพลังงานของแบตเตอรี่สูงขึ้นเท่าใด พลังงานก็จะยิ่งสามารถจัดเก็บต่อหน่วยปริมาตรหรือน้ำหนักได้มากเท่านั้น

นั่นหมายความว่า CATL จะสามารถทำแบตเตอรี่ที่ ‘เบา’ กว่าเดิม แต่สามารถวิ่งได้ ‘ระยะทาง’ ที่ไกลมากยิ่งขึ้น หรือ Shenxing Battery ที่จะสามารถวิ่งได้ไกล 1,000 กิโลเมตรอาจกำลังเป็นจริงเข้ามาเรื่อย ๆ 

อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่การพัฒนาแบตเตอรี่เท่านั้น แต่การพัฒนาเครื่องชาร์จแบตเตอรี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้ CATL เหนือยิ่งกว่าบริษัทผลิตแบตเตอรี่อื่น ๆ ทั่วโลก

>> CATL ทดสอบแบตเตอรี่กับเครื่องบิน
ทั้งนี้แบตเตอรี่ความหนาแน่นสูงของ CATL กำลังถูกทดสอบบนเครื่องบินขนาด 4 ตัน โดยสามารถทำให้เครื่องบินบินขึ้นสูงได้อย่างน่าประหลาดใจ และในอนาคต CATL ตั้งเป้าหมายที่จะขยับการทดสอบไปสู่เครื่องบินขนาด 8.8 ตัน หรือเทียบเท่ากับ 1 ใน 5 ของน้ำหนักเครื่องบิน Boeing เฉลี่ย โดยตั้งเป้าเริ่มทดสอบภายในปี 2570

ในเร็ว ๆ นี้นักวิเคราะห์คาดว่าจะเห็นแบตเตอรี่ของ CATL ถูกใช้บนเครื่องบินขนาด 4 ที่นั่ง ซึ่งสามารถบินได้ไกลถึง 2,000-3,000 กิโลเมตร แต่ปัจจุบันยังเรียกได้ว่าห่างไกลจากเครื่องบินเชิงพาณิชย์ยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม CATL กำลังผลิตแบตเตอรี่ Shenxing เริ่มผลิตช่วงสิ้นปีนี้และจะส่งมอบให้กับผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆ ในปี 2024 เตรียมใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ NETA, CHERY, BAIC, BJEV, JIDU และ VOYAH ซึ่งอาจเป็นแบตเตอรี่ที่กำลังทดสอบอยู่นี้ก็เป็นได้

‘ปู พงษ์สิทธิ์’ ลั่น!! หลานคลอดพร้อมดูแลเต็มที่ รับ!! ยังโกรธ 'เมรี' แต่ไม่ได้เกลียด ยังไงก็ลูก

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.67) หลังจากที่ ‘เมรี คำภีร์’ ลูกสาว ‘ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์’ ออกมาเผยว่าพ่อยังไม่คุยด้วยเพราะยังโกรธอยู่ ล่าสุดในงานแถลงข่าว ‘ลีโอ พรีเซนต์ คอนเสิร์ต พี่น้องส้นตีน ไลฟ์’ ผู้สื่อข่าวได้เจอตัวปู พงษ์สิทธิ์ เจ้าตัวก็เผยถึงเรื่องนี้ ลั่นมันน่าโกรธไหม แต่เรื่องหลาน เกิดมาแล้วยังไงก็ต้องเลี้ยง

>> เห็นว่าจะคลอดแล้ว (เตรียมรับขวัญหลานไหม?)
“ไม่เป็นไรครับ เด็กเกิดมาแล้ว ถ้าไม่มีใครดูแลมัน เราก็ดูแล มันก็เป็นหลาน ไม่เป็นไรดูแลได้ ถามว่าเด็กตัวน้อย ๆ จะทำให้เรามีกำลังใจไหม ไม่รู้สิครับ ต้องดูก่อน ไม่เคยมี เป็นหลานคนแรก ลูกผม ผมยังไม่เคยอุ้มเลย กลัวเด็กเล็ก เวลาอุ้มเขา ส่วนจะได้อุ้มเขาไหม ต้องได้เห็นก่อน”

>> ถามว่าได้คุยกับลูกสาวเรื่องหลานไหม 
“ไม่ได้คุยมานานแล้ว คุยกับคุณเขาเป็นหลัก แต่ไม่ได้มีอะไร ยังไงก็เป็นลูก ไม่ได้เกลียดชัง เดี๋ยวนี้สมัยใหม่แล้ว แม่เลี้ยงเดี่ยวตั้งเยอะ สมัยนี้ผู้หญิงออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเยอะกว่าเมื่อก่อน จะเยอะกว่าผู้ชายอีก ไม่มีอะไรแปลก อย่าไปตื่นเต้นเลย หมาก็มีลูก ส่วนที่เขาบอกว่าพ่อยังโกรธอยู่ มันก็น่าโกรธไหมล่ะ ยังพอได้ แต่ยังไงก็ดูแลเด็กน้อย ออกมาก็ดูแลเต็มที่”

>> งดดื่ม 2 อาทิตย์กว่า ค่าตับไม่ดี ไม่อยากตาย

“ก็ลองดูจะทำได้ไหม ตอนนี้เพิ่งทำได้มา 2 อาทิตย์กว่า ก็เลี่ยง ๆ อยู่ ยังไม่แตะเลย แต่ก็ไม่กล้าบอกว่าจะเลิกนะ ตอนนี้หยุดมาได้ 2 อาทิตย์ หมอบอกว่าหลัก ๆ เป็นเรื่องของตับอ่อน มันเคยเป็นมาแล้ว ตอนนั้นก็หนัก พอมันฟื้นตัวผมก็กลับมาดื่มใหม่ พอไปตรวจใหม่มันก็เหมือนตุ่ย ๆ ดูไม่ค่อยดี เอาจริง ๆ ไม่มีใครอยากตาย ผมยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ให้เลิกเหล้าเลยผมก็ไม่กล้าบอกว่าผมจะทำได้ อาจจะลดลงไปเรื่อย ๆ หรือบางช่วงไม่ต้องดื่ม อย่างช่วงนี้ไม่ดื่มก็ไม่เป็นไร”

“ก่อนไปตรวจ ค่าตับสูงมาก ตับอ่อนเหมือนจะสะบักสะบอม แต่ยังไม่ได้ล้มหมอนนอนเสื่อ ถ้าไม่ไปตรวจก็ไม่รู้หรอก เราหวังดีกับตัวเองก็ไปตรวจร่างกาย ก็เลยต้องซัปพอร์ตตัวเองเพราะก็กลัวตายเหมือนกัน”

>> ไม่ออกกำลังกายหลายปีแล้ว ติดเตียง ชอบอยู่บนเตียง
“ปัญหาผมคือผมเป็นคนไม่ออกกำลังกาย ไม่ออกมาหลายปีแล้ว ทำไมก็ไม่รู้ ผมติดเตียง ชอบอยู่บนเตียงดูหนังดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนหน้านี้ผมก็เตะฟุตบอลนะ แล้วหยุดไป ไม่รู้หยุดทำไมเหมือนกัน(หัวเราะ)”

>> ลูกเต้าเป็นห่วง กลัวพ่อตาย
“เขาก็เป็นห่วง ลูกเต้าก็กลัวพ่อตาย เวลาหมออธิบายมันน่ากลัว หมอพูดอะไรออกมาน่ากลัวไปหมด เหล้ายังอยู่ที่เดิม แอลกอฮอล์สำหรับผมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ ก็ยังไม่ดื้อกับหมอนะ ตอนนี้ยังไม่ดื่ม ถ้าดื่มแล้วจะบอก เราก็กลัวไง กลัวจะตายไปโรงพยาบาลที เขาแหย่อะไรเข้าไป นอนก็นอนดูตับไตไส้พุงตัวเอง นอนในอุโมงค์ ก็ปลงอนิจจัง แต่ว่าตับผมหล่อมากครับ ตับสวย น่ากิน”

เปิด 200 รายชื่อ ว่าที่ สว.ชุดใหม่ จาก 20 กลุ่มอาชีพ พร้อมชื่อสำรอง 100 คน

(27 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผลการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา 200 คนอย่างไม่เป็นทางการใน 20 กลุ่มอาชีพ กลุ่มอาชีพละ 10 คนและสำรองกลุ่มอาชีพละ 5 คนประกอบด้วย

กลุ่ม1 กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
1.พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์
2.นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี
3.นายมงคล สุระสัจจะ
4.นายธวัช สุระบาล
5.นายวร หินดี
6.พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา
7.พล.ท.สุกิจ ทั่งทอง
8.นายอภิชาติ งามกมล
9.พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร
10.นายอภินันท์ เผือกผ่อง

สำรองได้แก่
1.พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
2.นายภิญโญ ประกอบผล
3.พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร
4.พล อ.นุชิต ศรีบุญส่ง
5.นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ

กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
1.พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย
2.พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร
3.นายเศก จุลเกษร
3.นายสืบศักดิ์ แววแก้ว
5.พล.ต.ต.สุนทร ขวัญเพ็ชร
6.พ.ต.ท.สุริยา บาราสัน
7.นายบุญส่ง น้อยโสภณ
8.นายฉลอง ทองนะ
9.พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง
10.พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์

สำรองได้แก่
1.นายอุลิช ดิษฐปราณีต
2.พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว
3.นายชำนาญพัฒน์ หาญแก้ว
4.นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล
5.น.ส.วิยะดา มุ่งผล

กลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา
1.นายอัษฎางค์ แสวงการ
2.นายสมทบ ถีระพันธ์
3.นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว
4.นายสุเทพ สังข์วิเศษ
5.นายโสภณ ผาสุข
6.นายสามารถ รังสรรค์
7.นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด
8.นายสุทิน แก้วพนา
9.นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ
10.นายกมล รอดคล้าย

สำรองได้แก่
1.นางอรทัย มูลคำ
2.น.ส.จิตรา พีชะพัฒน์
3. นายธนชน มุทาพร
4.นายบุญรักษ์ยอดเพชร
5.นายสมจิต สุวรรณบุษย์

กลุ่ม 4 สาธารณสุข
1.นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล
2.นายสมบูรณ์ หนูนวล
3.นายบุญชอบ สระสมทรัพย์
4.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว
5.นายฤชุ แก้วลาย
6.นางพลินจิต ขันแก้ว
7.นายวันชัย แข็งการเขตร
8.นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ
9.น.ส.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์
10.นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สำรองได้แก่
1. นายชัยรัตน์ ธรรมสุภาพงศ์
2.นายประชา กัญญาประสิทธิ์
3.นางศิรินทร สนธิศิริกฤตย์
4.นายสุชาติ เอื้อพันธุ์พงศ์
5.นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย

กลุ่ม 5 กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก
1.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว
2.น.ส.อมร ศรีบุญนาค
3.นางปวีณา สาระรัมย์
4.นายสมชาย นุ่มพูล
5.นายพิมาย คงทัน
6.นายสาลี สิงห์คำ
7.นางกัลยา ใหญ่ประสาน
8.นายเดชา นุตาลัย
9.น.ส.นิชาภา สุวรรณนาค
10.นายชูชาติ อินสว่าง

สำรองได้แก่
1.นายทรงพลพู ลสวัสดิ์
2.นายมนัส ไหวพริบ
3.น.ส.ณัฐนันท์ ทองดีวงศ์
4.นายโกเมท เกิดสมบัติ
5.นายธนกฤต ทองเต็ม

กลุ่ม 6 กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง
1.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว
2.นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง
3.น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน
4.นายยะโก๊ป หีมละ
5.นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น
6.นายจรุณ กลิ่นตลบ
7.นายธนกร ถาวรชินโชติ
8.นายโชติชัย บัวดิษ
9.นายอิสระ บุญสองชั้น
10.นายเศรณี อนิลบล

สำรองได้แก่
1.นายสมศักดิ์ คงเทศ
2.นายสง่า มังคละ
3.นายนำศักดิ์ อุทัยศรีสม
4.นายวิถี สุพิทักษ์
5.นายตรีพล เจาะจิตต์

กลุ่ม 7.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้าง ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน
1.นายชินโชติ แสงสังข์
2.น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ
3.น.ส.วิภาพร ทองโสด
4.นายประกาสิทธิ์ พลซา
5.นายจตุพร เรียงเงิน
6.นางสมพร วรรณชาติ
7.นายชวภณ วัธนเวคิน
8.นายแล ดิลกวิทยรัตน์
9.นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ
10.นายอมรศักดิ์ กิจธนานันท์

สำรองได้แก่
1.นายร่มไทร ทิพยเศวต
2.นายอุทัย อัตถาพร
3 น.ส.ศรีไพร นนทรีย์
4.นายจารุดล เขมิการัศมีกุล
5.นายภัทรพล เพชรพรหม

กลุ่ม 8 กลุ่มอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน
1.นายจิระศักดิ์ ชูความดี
2.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
3.นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา
4.นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม
5.นายนิรัตน์ อยู่ภักดี
6.นายอภิชา เศรษฐวราธร
7.นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์
8.นายนพดล อินนา
9.นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์
10.นายปฏิมา จีระแพทย์

สำรองได้แก่
1.นายไตรวินิจ ตู้จินดา
2.น.ส.เพียงพร ดีเทศน์
3.นายปัญญา โตกทอง
4.นายดิเรก เหมนคร
5.นายโองการ ยาสิงห์ทอง

กลุ่ม 9 กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม
1.นายนิพนธ์ เอกวานิช
2.นางวรรษมนต์ คุณแสน
3.นายพิชาญ พรศิริประทาน
4.นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก
5.นางสมศรี อุรามา
6.นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง
7.นายชัยธัช เพราะสุนทร
8.น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์
9.น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย 
10.นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร

สำรองได้แก่
1.นายสมชาย สาโรวาท
2.นางสุจิตรา ผาลีพัฒน์
3.นายชัยณรงค์ เยาวลักษณ์
4.นายอารักษ์ พลอยพาณิชย์
5.นายธนาธิป พรหมมชื่น

กลุ่ม 10 กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกลุ่ม 9
1.นายโสภณ มะโนมะยา
2.นายรุจิภาส มีกุศล
3.พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย
4.นางแดง กองมา
5.นายสมพาน พละศักดิ์
6.นายสุนทร เชาว์กิจค้า
7.นายนิคม มากรุ่งแจ้ง
8.นายสหพันธ์ รุ่งโรจน์พณิชย์
9.นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล
10.นายมังกร ศรีเจริญกุล

สำรองได้แก่
1.นายภิญโญ ขันติยู
2.นายสามารถ รัตนประทีปพร
3.ส.อ.อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล
4.นางฉัฐสุภา พงษ์เสนา
5.นายปฏิมา เหล่าชัย

กลุ่ม 11 กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว
1.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร
2.นายกัมพล สุภาแพ่ง
3.นายพิศูจน์ รัตนวงศ์
4.น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ
5.นายอัครวินท์ ขำขุด
6.นายสุวิทย์ ขาวดี
7.นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
8.นายณภพ ลายวิเศษกุล
9.นางประทุม วงศ์สวัสดิ์
10.นายกมล สุขคะสมบัติ

สำรองได้แก่
1.นางชโลมใจ ชยพันธนาการ
2.นายกฤษฎนันต์ ทองวิภาวรรณ
3.นายธัญยะ พูลสวัสดิ์
4.นายพันธ์เลิศ ใบหยก
5.นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์

กลุ่ม 12 กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม
1.นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์
2.นางธารนี ปรีดาสันติ์
3.นางรจนา เพิ่มพูล
4.น.ส.ปุณณภา จินดาพงษ์
5.นายพละวัต ตันศิริ
6.นายณรงค์ จิตราช
7.นาย ธนชัย แซ่จึง
8.นายวีรยุทธ สร้อยทอง
9.น.ส.ตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์
10.นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต

สำรองได้แก่
1.นายสาโรจน์ สุวรรณวงศ์
2.นายชัชชัย ชินธรรมมิตร
3.นายรังสรรค์ สบายเมือง
4.นายนิพนธ์จิระนรวิชช์
5.นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล

กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม
1.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม
2.นายพรเพิ่ม ทองศรี
3.นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์
4.นายกัมพล ทองชิว
5.นายสิทธิรัชต์ จารุไชยกุล
6.นายสุพัตรชัย เตียวเจริญโสภา
7.นายขวัญชัย แสนหิรัณย์
8.นายนพดล พริ้งสกุล
9.นายชาญวิศว์ บรรจงการ
10.นายมานะ มหาสุวีระชัย

สำรองได้แก่
1. น.ส.ศิริวรรณ คูอัมพร
2.พ.ต.นฤต รัตนพิเชฎฐชัย
3.นายธนวัฒน์ ศรีสุข
4.นายศรีเมืองเจริญศิริ
5.นายนันทวัฒน์ จรัสโรจน์ธนเดช

กลุ่ม 14 กลุ่มสตรี
1.นางมยุรี โพธิแสน
2.นางเจียระนัย ตั้งกีรติ
3.น.ส.จารุณี ฤกษ์ปราณี
4.น.ส. อัจฉรพรรณ หอมรส
5.นางอจลา ณ ระนอง
6.นางจุฑารัตน์ นิลเปรม
7.นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์
8.พ.อ.หญิงธณตศกร บุราคม
9.นางณัฏฐินีภรณ์ จันทรโณทัย
10.นางวาสนา ยศสอน

สำรองได้แก่
1.น.ส.นฤมล ปิตาทานันท์
2.ณัฐมน ชื่นดวง
3.นางพาณิช แต้กิจพัฒนา
4.นางรุ่งนภา พุฒแก้ว
5.น.ส.พรรณรัตน์ จงอมรรัตน์

กลุ่ม 15 กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น
1.นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ
2.นายกิตติพันธ์ อนันตกูลจิรโชติ
3.นายประเทือง มนตรี
4.นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล
5.นายสมดุลย์ บุญไชย
6.นายสมหมาย ศรีจันทร์
7.นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์
8.นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา
9.นายธนภัทร ตวงวิไล
10.นาย ศรายุทธ ยิ้มยวน

สำรองได้แก่
1.นายชูเกียรติ สิงห์สูง
2.นายปิยวิทย์ โกฎเพชร
3 นายขวัญชัย บุญเพ็ชร
4.นายอานันท์ รองพล
5.นายวีระ เขนย

กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา
1.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล
2.นายสุวิช จำปานนท์
3.นายนฤพล สุคนธชาติ
4.นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ
5.นายวิเชียร ชัยสถาพร
6.นายปราณีต เกรัมย์
7.น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์
8.นายอะมัด อายุเคน
9.นายชวพล วัฒนพรมงคล
10.นางเอมอร ศรีกงพาน

สำรองได้แก่
1.นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร
2.นายณพลเดช มณีลังกา
3.น.ส.ณภัทร โชติพฤกษ์ชูกุล
4.นายศุภชัย มั่นใจตน
5.นายปัญญา หาญลำยวง

กลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์
1.นายนิรุตติ สุทธินนท์
2.นางประไม หอมเทียม
3.นายชาญชัย ไชยพิศ
4.นายสากล ภูลศิริกุล
5.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ
6.น.ส.สายฝน กองแก้ว
7.นายศุภโชค ศาลากิจ
8.นายประภาส ปิ่นตบแต่ง
9.นางอังคณา นีละไพจิตร
10.นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล

สำรองได้แก่
1.พล.อ.สุรชาติ จิตต์แจ้ง
2.นางนุชนารถ แท่นทอง
3.นายสงบ จินะแปง
4.นายษิทธา เบี้ยบังเกิด
5 นายธัชพงศ์ แกดำ

กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม
1.นายสุทนต์ กล้าการขาย
2.นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
3.นายสุพรรณ์ ศรชัย
4.น.ส.คอดียะฮ์ ทรงงาม
5.นายศุภชัย กิตติภูติกุล
6.นางอารีย์ บรรจงธุระการ
7.นายจำลอง อนันตสุข
8.นายชิบ จิตนิยม
9.น.ส.นันทนา นันทวโรภาส
10.นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย

สำรองได้แก่
1.ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์
2.น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนีย์ชีวิน
3.นายประทีป คงสิบ
4.นางวราภรณ์ คัตตะพันธ์
5.นายสฤษดิ์ ไพรทอง

กลุ่ม 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
1.น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย
2.นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช
3.นายสิทธิกร ธงยศ
4.นายโชคชัย กิตติธเนศวร
5.นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี
6.นายเอนก วีระพจนานันท์
7.นายสมชาย เล่งหลัก
8.น.ส.นวลนิจ หงษ์วิวัฒน์
9.นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์
10.นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์

สำรองได้แก่
1.นายธนัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี
2.นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์
3.นายแดน ปรีชา
4.นายธนากร แหวกวารี
5.นายสุรชัย พรจินดาโชติ

กลุ่ม 20 อื่น ๆ
1.พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี
2.นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์
3.นายอลงกต วรกี
4.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
5.นายภมร เชาว์ศิริกุล
6.พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ
7.นายชูชีพ เอื้อการณ์
8.นายวราวุธ ตีระนันทน์
9.นางวลีรักษ์ พัชระเมธาพัฒน์
10.นายเอกชัย เรืองรัตน์

สำรองได้แก่
1.นายปภัชเดช เกตุพันธ์
2.น.ส.ภัทราภรณ์ คิดซ้าย
3. น.ส.ชนัดดา สงพัฒน์แก้ว
4.นายสุชพงศ์ บุญเสริม
5.นายดิชฐ์พิเชษ สุวรรณโพธิ์

ทั้งนี้ เมื่อทราบผลการเลือกแล้วกฎหมายกำหนดให้กกต.รอไว้ไม่น้อยกว่า 5 วัน เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว กกต.เห็นว่าการเลือกเป็นไปโดยถูกต้อง สุจริต และเที่ยงธรรม ให้ประกาศผลการเลือกในราชกิจจานุเบกษา และแจ้งรายชื่อให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

‘ต่างชาติ’ แห่ลงทุนไทย 5 เดือนแรกปี 67 เพิ่มขึ้น 16% สร้างเม็ดเงินทะลุ 71,702 ล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์

(27 มิ.ย. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 317 ราย เพิ่มขึ้น 16% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 85 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 232 ราย มีเม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 71,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% 

นายคารม กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น จำนวน 84 ราย คิดเป็น 26% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุนรวม 40,214 ล้านบาท 2.สิงคโปร์ จำนวน 51 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 5,189 ล้านบาท 3.สหรัฐฯ จำนวน 50 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 1,196 ล้านบาท 4.จีน จำนวน 38 ราย คิดเป็น 12% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 5,485 ล้านบาท และ 5.ฮ่องกง จำนวน 28 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 12,048 ล้านบาท

“สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนชาวต่างชาติในช่วง 5 เดือนของปี 2567 มีชาวต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 99 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 106% และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 18,224 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 93% โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 3,523 ล้านบาท จีน 19 ราย ลงทุน 1,803 ล้านบาท ฮ่องกง 11 ราย ลงทุน 5,005 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 38 ราย ลงทุน 7,893 ล้านบาท” นายคารม กล่าว

🔎เปิด 10 ธุรกิจสร้างรายได้มากที่สุดในไทย ประจำปี 2566 💸

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย. 67) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำข้อมูลนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2566 และได้ส่งงบการเงินภายในวันที่ 31 พ.ค. 2567 จำนวน 581,856 ราย คิดเป็น 86.6% จากนิติบุคคลที่ต้องส่งงบการเงินทั้งหมด 671,823 ราย และคงเหลือนิติบุคคลที่ไม่ได้นำส่งอีกจำนวน 89,967 ราย คิดเป็น 13.4% 

โดยได้นำข้อมูลนิติบุคคลที่ส่งงบการเงินมาวิเคราะห์ในเชิงธุรกิจ พบว่า รายได้ของนิติบุคคลทั่วประเทศมีจำนวนกว่า 57.86 ล้านล้านบาท และมีผลกำไรกว่า 2.34 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มภาคการผลิต สามารถทำรายได้สูงสุดจำนวน 23.72 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.00% ของรายได้ทั้งหมด เป็นผลกำไรจำนวน 1.10 ล้านล้านบาท คิดเป็น 47.03% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

รองลงมาคือกลุ่มภาคขายส่ง/ปลีก ทำรายได้ 23.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40.30% ของรายได้ทั้งหมด ทำกำไรอยู่ที่ 0.46 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19.57% ของกำไรสุทธิทั้งหมด และกลุ่มภาคบริการ ทำรายได้จำนวน 10.82 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18.70% ของรายได้ทั้งหมด เป็นผลกำไรจำนวน 0.78 ล้านล้านบาท คิดเป็น 33.40% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

นอกจากนี้กรมฯ ยังได้วิเคราะห์รายธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกใน ปี 66 ได้แก่

1.ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงกลั่นปิโตรเลียม ทำรายได้ 3.84 ล้านล้านบาท
2. ธุรกิจขายส่งนาฬิกาและเครื่องประดับ ทำรายได้ 3.12 ล้านล้านบาท
3. ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ ทำรายได้ 2.39 ล้านล้านบาท   

4. ธุรกิจผลิตรถยนต์ส่วนบุคคล ทำรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท
5. ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับยานยนต์ ทำรายได้ 1.55 ล้านล้านบาท
6.ธุรกิจขายยานยนต์ใหม่ชนิดรถนั่งส่วนบุคคลฯ ทำรายได้ 1.45 ล้านล้านบาท

7. ธนาคารพาณิชย์ ทำรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท
8. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำรายได้ 1.07 ล้านล้านบาท
9. ธุรกิจขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในร้านเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ทำรายได้ 1.02 ล้านล้านบาท
10. ธุรกิจขายส่งเชื้อเพลิงเหลว ทำรายได้ 0.96 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ธุรกิจทั้ง 10 อันดับที่กล่าวมาข้างต้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดไซซ์ L ที่สามารถทำรายได้สูงสุดในธุรกิจแต่ละประเภท

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเดือน พ.ค. 2567 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 7,499 ราย เพิ่มขึ้น 969 ราย เพิ่มขึ้น 0.83% เมื่อเทียบกับ พ.ค. 66 มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 21,887.12 ล้านบาท ลดลง 22.97% การที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร

ในขณะที่จำนวนการจดทะเบียนเลิก 1,004 ราย เพิ่มขึ้น 194 ราย คิดเป็น 23.95% เมื่อเทียบกับ เม.ย. 67 และลดลง 230 ราย คิดเป็น 18.64% เมื่อเทียบกับ พ.ค. 66 มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 54,804.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49,707.54 ล้านบาท 

ทั้งนี้ มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกสูงผิดปกติเป็นผลมาจากการเลิกประกอบกิจการของ 2 บริษัทขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัทกรุงเทพอินเตอร์เทเลเทค จำกัด (มหาชน ) และบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เรียลตี้ จำกัด เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของธุรกิจให้คล่องตัวยิ่งขึ้น โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 98 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 59 ราย และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ 25 ราย

สำหรับภาพรวมการจดทะเบียนจัดตั้ง 5 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) มีจำนวน 39,032 ราย ลดลง 1.58 % ทุนจดทะเบียน 117,099 ล้านบาท ลดลง 69.89 ซึ่งมีอัตราการจัดตั้งลดลงเล็กน้อยจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการ 5 เดือนแรกมีจำนวน 4,623 ราย ลดลง 14.99 % ทุนจดทะเบียนเลิก  71,844 ล้านบาท เพิ่ม 65.89% 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า เสถียรภาพทางการเมือง และความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้การคาดการณ์ยอดจดทะเบียนธุรกิจ ทั้งปี 2567 มีอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (ปี 2566) 

ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้คาดการณ์ตัวเลข การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2567 อยู่ที่ 44,000 - 47,000 ราย และทั้งปี 90,000 - 98,000 ราย

ปัจจุบัน (31 พ.ค. 2567) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,916,267 ราย โดยจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวน 916,634 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 22.26 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัดจำนวน 714,143 ราย คิดเป็น 77.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 16.02 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจำนวน 201,031 ราย คิดเป็น 21.93% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 0.47 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,460 ราย คิดเป็น 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 5.77 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้กรมยังได้วิเคราะห์ธุรกิจที่ต้องจับตามอง โดยเห็นว่า กระแส Art Toy ของเล่นสะสมที่สร้างสรรค์งานศิลปะโดยศิลปินจากต่างประเทศและศิลปินไทยก็กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก ส่งผลให้ ‘ธุรกิจของเล่น’ กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง แม้ในช่วง 5 ปี ย้อนหลังที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562-2566) ธุรกิจของเล่นจะมีการเติบโตที่ผันผวนเพราะมีปัจจัยด้านการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาส่งผลกระทบเชิงลบ แต่เมื่อสถานการณ์สงบลงธุรกิจของเล่นก็ใช้เวลาไม่นานที่สามารถกลับมาพลิกฟื้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก (S) ที่ครองตลาดส่วนใหญ่มากถึง 1,024 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตจำนวน 220 ราย และกลุ่มขายจำนวน 804 ราย คิดเป็น 93.7% จากจำนวนธุรกิจของเล่นที่มีจำนวน 1,093 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตจำนวน 238 ราย และกลุ่มขายจำนวน 855 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนทั้งหมด 5,692.21 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผลิตจำนวน 2,909.61 ล้านบาท และกลุ่มขายจำนวน 2,782.60 ล้านบาท สำหรับปี 2566 ธุรกิจของเล่นสามารถสร้างรายได้รวมถึง 19,677.21 ล้านบาท และทำกำไรได้ 467.62 ล้านบาท การเติบโตของธุรกิจของเล่น ส่วนสำคัญเป็นผลมาจากการเกิดกลุ่มในวงการของเล่นที่เรียกว่า Kidult ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความนิยมในการสะสมของเล่นและมีกำลังการซื้อสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองในวัยเด็ก การสะสมเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top