Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

เปิด 200 รายชื่อ ว่าที่ สว.ชุดใหม่ จาก 20 กลุ่มอาชีพ พร้อมชื่อสำรอง 100 คน

(27 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผลการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา 200 คนอย่างไม่เป็นทางการใน 20 กลุ่มอาชีพ กลุ่มอาชีพละ 10 คนและสำรองกลุ่มอาชีพละ 5 คนประกอบด้วย

กลุ่ม1 กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง
1.พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์
2.นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี
3.นายมงคล สุระสัจจะ
4.นายธวัช สุระบาล
5.นายวร หินดี
6.พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา
7.พล.ท.สุกิจ ทั่งทอง
8.นายอภิชาติ งามกมล
9.พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร
10.นายอภินันท์ เผือกผ่อง

สำรองได้แก่
1.พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล
2.นายภิญโญ ประกอบผล
3.พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร
4.พล อ.นุชิต ศรีบุญส่ง
5.นายสมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ

กลุ่ม 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
1.พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย
2.พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร
3.นายเศก จุลเกษร
3.นายสืบศักดิ์ แววแก้ว
5.พล.ต.ต.สุนทร ขวัญเพ็ชร
6.พ.ต.ท.สุริยา บาราสัน
7.นายบุญส่ง น้อยโสภณ
8.นายฉลอง ทองนะ
9.พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง
10.พล.ต.ท.วันไชย เอกพรพิชญ์

สำรองได้แก่
1.นายอุลิช ดิษฐปราณีต
2.พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว
3.นายชำนาญพัฒน์ หาญแก้ว
4.นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล
5.น.ส.วิยะดา มุ่งผล

กลุ่ม 3 กลุ่มการศึกษา
1.นายอัษฎางค์ แสวงการ
2.นายสมทบ ถีระพันธ์
3.นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว
4.นายสุเทพ สังข์วิเศษ
5.นายโสภณ ผาสุข
6.นายสามารถ รังสรรค์
7.นายนิฟาริด ระเด่นอาหมัด
8.นายสุทิน แก้วพนา
9.นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ
10.นายกมล รอดคล้าย

สำรองได้แก่
1.นางอรทัย มูลคำ
2.น.ส.จิตรา พีชะพัฒน์
3. นายธนชน มุทาพร
4.นายบุญรักษ์ยอดเพชร
5.นายสมจิต สุวรรณบุษย์

กลุ่ม 4 สาธารณสุข
1.นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล
2.นายสมบูรณ์ หนูนวล
3.นายบุญชอบ สระสมทรัพย์
4.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว
5.นายฤชุ แก้วลาย
6.นางพลินจิต ขันแก้ว
7.นายวันชัย แข็งการเขตร
8.นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ
9.น.ส.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์
10.นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สำรองได้แก่
1. นายชัยรัตน์ ธรรมสุภาพงศ์
2.นายประชา กัญญาประสิทธิ์
3.นางศิรินทร สนธิศิริกฤตย์
4.นายสุชาติ เอื้อพันธุ์พงศ์
5.นายไพโรจน์ บุญศิริคำชัย

กลุ่ม 5 กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก
1.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว
2.น.ส.อมร ศรีบุญนาค
3.นางปวีณา สาระรัมย์
4.นายสมชาย นุ่มพูล
5.นายพิมาย คงทัน
6.นายสาลี สิงห์คำ
7.นางกัลยา ใหญ่ประสาน
8.นายเดชา นุตาลัย
9.น.ส.นิชาภา สุวรรณนาค
10.นายชูชาติ อินสว่าง

สำรองได้แก่
1.นายทรงพลพู ลสวัสดิ์
2.นายมนัส ไหวพริบ
3.น.ส.ณัฐนันท์ ทองดีวงศ์
4.นายโกเมท เกิดสมบัติ
5.นายธนกฤต ทองเต็ม

กลุ่ม 6 กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง
1.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว
2.นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง
3.น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน
4.นายยะโก๊ป หีมละ
5.นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น
6.นายจรุณ กลิ่นตลบ
7.นายธนกร ถาวรชินโชติ
8.นายโชติชัย บัวดิษ
9.นายอิสระ บุญสองชั้น
10.นายเศรณี อนิลบล

สำรองได้แก่
1.นายสมศักดิ์ คงเทศ
2.นายสง่า มังคละ
3.นายนำศักดิ์ อุทัยศรีสม
4.นายวิถี สุพิทักษ์
5.นายตรีพล เจาะจิตต์

กลุ่ม 7.กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้าง ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน
1.นายชินโชติ แสงสังข์
2.น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ
3.น.ส.วิภาพร ทองโสด
4.นายประกาสิทธิ์ พลซา
5.นายจตุพร เรียงเงิน
6.นางสมพร วรรณชาติ
7.นายชวภณ วัธนเวคิน
8.นายแล ดิลกวิทยรัตน์
9.นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ
10.นายอมรศักดิ์ กิจธนานันท์

สำรองได้แก่
1.นายร่มไทร ทิพยเศวต
2.นายอุทัย อัตถาพร
3 น.ส.ศรีไพร นนทรีย์
4.นายจารุดล เขมิการัศมีกุล
5.นายภัทรพล เพชรพรหม

กลุ่ม 8 กลุ่มอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน
1.นายจิระศักดิ์ ชูความดี
2.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม
3.นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา
4.นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม
5.นายนิรัตน์ อยู่ภักดี
6.นายอภิชา เศรษฐวราธร
7.นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์
8.นายนพดล อินนา
9.นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์
10.นายปฏิมา จีระแพทย์

สำรองได้แก่
1.นายไตรวินิจ ตู้จินดา
2.น.ส.เพียงพร ดีเทศน์
3.นายปัญญา โตกทอง
4.นายดิเรก เหมนคร
5.นายโองการ ยาสิงห์ทอง

กลุ่ม 9 กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม
1.นายนิพนธ์ เอกวานิช
2.นางวรรษมนต์ คุณแสน
3.นายพิชาญ พรศิริประทาน
4.นางสุมิตรา จารุกำเนิดกนก
5.นางสมศรี อุรามา
6.นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง
7.นายชัยธัช เพราะสุนทร
8.น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์
9.น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย 
10.นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร

สำรองได้แก่
1.นายสมชาย สาโรวาท
2.นางสุจิตรา ผาลีพัฒน์
3.นายชัยณรงค์ เยาวลักษณ์
4.นายอารักษ์ พลอยพาณิชย์
5.นายธนาธิป พรหมมชื่น

กลุ่ม 10 กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกลุ่ม 9
1.นายโสภณ มะโนมะยา
2.นายรุจิภาส มีกุศล
3.พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย
4.นางแดง กองมา
5.นายสมพาน พละศักดิ์
6.นายสุนทร เชาว์กิจค้า
7.นายนิคม มากรุ่งแจ้ง
8.นายสหพันธ์ รุ่งโรจน์พณิชย์
9.นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล
10.นายมังกร ศรีเจริญกุล

สำรองได้แก่
1.นายภิญโญ ขันติยู
2.นายสามารถ รัตนประทีปพร
3.ส.อ.อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล
4.นางฉัฐสุภา พงษ์เสนา
5.นายปฏิมา เหล่าชัย

กลุ่ม 11 กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว
1.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร
2.นายกัมพล สุภาแพ่ง
3.นายพิศูจน์ รัตนวงศ์
4.น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ
5.นายอัครวินท์ ขำขุด
6.นายสุวิทย์ ขาวดี
7.นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
8.นายณภพ ลายวิเศษกุล
9.นางประทุม วงศ์สวัสดิ์
10.นายกมล สุขคะสมบัติ

สำรองได้แก่
1.นางชโลมใจ ชยพันธนาการ
2.นายกฤษฎนันต์ ทองวิภาวรรณ
3.นายธัญยะ พูลสวัสดิ์
4.นายพันธ์เลิศ ใบหยก
5.นางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์

กลุ่ม 12 กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม
1.นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์
2.นางธารนี ปรีดาสันติ์
3.นางรจนา เพิ่มพูล
4.น.ส.ปุณณภา จินดาพงษ์
5.นายพละวัต ตันศิริ
6.นายณรงค์ จิตราช
7.นาย ธนชัย แซ่จึง
8.นายวีรยุทธ สร้อยทอง
9.น.ส.ตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์
10.นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต

สำรองได้แก่
1.นายสาโรจน์ สุวรรณวงศ์
2.นายชัชชัย ชินธรรมมิตร
3.นายรังสรรค์ สบายเมือง
4.นายนิพนธ์จิระนรวิชช์
5.นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล

กลุ่ม 13 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม
1.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม
2.นายพรเพิ่ม ทองศรี
3.นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์
4.นายกัมพล ทองชิว
5.นายสิทธิรัชต์ จารุไชยกุล
6.นายสุพัตรชัย เตียวเจริญโสภา
7.นายขวัญชัย แสนหิรัณย์
8.นายนพดล พริ้งสกุล
9.นายชาญวิศว์ บรรจงการ
10.นายมานะ มหาสุวีระชัย

สำรองได้แก่
1. น.ส.ศิริวรรณ คูอัมพร
2.พ.ต.นฤต รัตนพิเชฎฐชัย
3.นายธนวัฒน์ ศรีสุข
4.นายศรีเมืองเจริญศิริ
5.นายนันทวัฒน์ จรัสโรจน์ธนเดช

กลุ่ม 14 กลุ่มสตรี
1.นางมยุรี โพธิแสน
2.นางเจียระนัย ตั้งกีรติ
3.น.ส.จารุณี ฤกษ์ปราณี
4.น.ส. อัจฉรพรรณ หอมรส
5.นางอจลา ณ ระนอง
6.นางจุฑารัตน์ นิลเปรม
7.นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์
8.พ.อ.หญิงธณตศกร บุราคม
9.นางณัฏฐินีภรณ์ จันทรโณทัย
10.นางวาสนา ยศสอน

สำรองได้แก่
1.น.ส.นฤมล ปิตาทานันท์
2.ณัฐมน ชื่นดวง
3.นางพาณิช แต้กิจพัฒนา
4.นางรุ่งนภา พุฒแก้ว
5.น.ส.พรรณรัตน์ จงอมรรัตน์

กลุ่ม 15 กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น
1.นายกฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ
2.นายกิตติพันธ์ อนันตกูลจิรโชติ
3.นายประเทือง มนตรี
4.นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล
5.นายสมดุลย์ บุญไชย
6.นายสมหมาย ศรีจันทร์
7.นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์
8.นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา
9.นายธนภัทร ตวงวิไล
10.นาย ศรายุทธ ยิ้มยวน

สำรองได้แก่
1.นายชูเกียรติ สิงห์สูง
2.นายปิยวิทย์ โกฎเพชร
3 นายขวัญชัย บุญเพ็ชร
4.นายอานันท์ รองพล
5.นายวีระ เขนย

กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา
1.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล
2.นายสุวิช จำปานนท์
3.นายนฤพล สุคนธชาติ
4.นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ
5.นายวิเชียร ชัยสถาพร
6.นายปราณีต เกรัมย์
7.น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์
8.นายอะมัด อายุเคน
9.นายชวพล วัฒนพรมงคล
10.นางเอมอร ศรีกงพาน

สำรองได้แก่
1.นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร
2.นายณพลเดช มณีลังกา
3.น.ส.ณภัทร โชติพฤกษ์ชูกุล
4.นายศุภชัย มั่นใจตน
5.นายปัญญา หาญลำยวง

กลุ่ม 17 กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์
1.นายนิรุตติ สุทธินนท์
2.นางประไม หอมเทียม
3.นายชาญชัย ไชยพิศ
4.นายสากล ภูลศิริกุล
5.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ
6.น.ส.สายฝน กองแก้ว
7.นายศุภโชค ศาลากิจ
8.นายประภาส ปิ่นตบแต่ง
9.นางอังคณา นีละไพจิตร
10.นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล

สำรองได้แก่
1.พล.อ.สุรชาติ จิตต์แจ้ง
2.นางนุชนารถ แท่นทอง
3.นายสงบ จินะแปง
4.นายษิทธา เบี้ยบังเกิด
5 นายธัชพงศ์ แกดำ

กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม
1.นายสุทนต์ กล้าการขาย
2.นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
3.นายสุพรรณ์ ศรชัย
4.น.ส.คอดียะฮ์ ทรงงาม
5.นายศุภชัย กิตติภูติกุล
6.นางอารีย์ บรรจงธุระการ
7.นายจำลอง อนันตสุข
8.นายชิบ จิตนิยม
9.น.ส.นันทนา นันทวโรภาส
10.นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย

สำรองได้แก่
1.ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์
2.น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนีย์ชีวิน
3.นายประทีป คงสิบ
4.นางวราภรณ์ คัตตะพันธ์
5.นายสฤษดิ์ ไพรทอง

กลุ่ม 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
1.น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย
2.นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช
3.นายสิทธิกร ธงยศ
4.นายโชคชัย กิตติธเนศวร
5.นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี
6.นายเอนก วีระพจนานันท์
7.นายสมชาย เล่งหลัก
8.น.ส.นวลนิจ หงษ์วิวัฒน์
9.นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์
10.นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์

สำรองได้แก่
1.นายธนัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี
2.นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์
3.นายแดน ปรีชา
4.นายธนากร แหวกวารี
5.นายสุรชัย พรจินดาโชติ

กลุ่ม 20 อื่น ๆ
1.พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี
2.นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์
3.นายอลงกต วรกี
4.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
5.นายภมร เชาว์ศิริกุล
6.พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ
7.นายชูชีพ เอื้อการณ์
8.นายวราวุธ ตีระนันทน์
9.นางวลีรักษ์ พัชระเมธาพัฒน์
10.นายเอกชัย เรืองรัตน์

สำรองได้แก่
1.นายปภัชเดช เกตุพันธ์
2.น.ส.ภัทราภรณ์ คิดซ้าย
3. น.ส.ชนัดดา สงพัฒน์แก้ว
4.นายสุชพงศ์ บุญเสริม
5.นายดิชฐ์พิเชษ สุวรรณโพธิ์

ทั้งนี้ เมื่อทราบผลการเลือกแล้วกฎหมายกำหนดให้กกต.รอไว้ไม่น้อยกว่า 5 วัน เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว กกต.เห็นว่าการเลือกเป็นไปโดยถูกต้อง สุจริต และเที่ยงธรรม ให้ประกาศผลการเลือกในราชกิจจานุเบกษา และแจ้งรายชื่อให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

‘ต่างชาติ’ แห่ลงทุนไทย 5 เดือนแรกปี 67 เพิ่มขึ้น 16% สร้างเม็ดเงินทะลุ 71,702 ล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์

(27 มิ.ย. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 317 ราย เพิ่มขึ้น 16% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 85 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 232 ราย มีเม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 71,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% 

นายคารม กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น จำนวน 84 ราย คิดเป็น 26% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุนรวม 40,214 ล้านบาท 2.สิงคโปร์ จำนวน 51 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 5,189 ล้านบาท 3.สหรัฐฯ จำนวน 50 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 1,196 ล้านบาท 4.จีน จำนวน 38 ราย คิดเป็น 12% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ มีเงินลงทุน 5,485 ล้านบาท และ 5.ฮ่องกง จำนวน 28 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 12,048 ล้านบาท

“สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนชาวต่างชาติในช่วง 5 เดือนของปี 2567 มีชาวต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 99 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 106% และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 18,224 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 93% โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 3,523 ล้านบาท จีน 19 ราย ลงทุน 1,803 ล้านบาท ฮ่องกง 11 ราย ลงทุน 5,005 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 38 ราย ลงทุน 7,893 ล้านบาท” นายคารม กล่าว

🔎เปิด 10 ธุรกิจสร้างรายได้มากที่สุดในไทย ประจำปี 2566 💸

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย. 67) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำข้อมูลนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2566 และได้ส่งงบการเงินภายในวันที่ 31 พ.ค. 2567 จำนวน 581,856 ราย คิดเป็น 86.6% จากนิติบุคคลที่ต้องส่งงบการเงินทั้งหมด 671,823 ราย และคงเหลือนิติบุคคลที่ไม่ได้นำส่งอีกจำนวน 89,967 ราย คิดเป็น 13.4% 

โดยได้นำข้อมูลนิติบุคคลที่ส่งงบการเงินมาวิเคราะห์ในเชิงธุรกิจ พบว่า รายได้ของนิติบุคคลทั่วประเทศมีจำนวนกว่า 57.86 ล้านล้านบาท และมีผลกำไรกว่า 2.34 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มภาคการผลิต สามารถทำรายได้สูงสุดจำนวน 23.72 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.00% ของรายได้ทั้งหมด เป็นผลกำไรจำนวน 1.10 ล้านล้านบาท คิดเป็น 47.03% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

รองลงมาคือกลุ่มภาคขายส่ง/ปลีก ทำรายได้ 23.32 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40.30% ของรายได้ทั้งหมด ทำกำไรอยู่ที่ 0.46 ล้านล้านบาท คิดเป็น 19.57% ของกำไรสุทธิทั้งหมด และกลุ่มภาคบริการ ทำรายได้จำนวน 10.82 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18.70% ของรายได้ทั้งหมด เป็นผลกำไรจำนวน 0.78 ล้านล้านบาท คิดเป็น 33.40% ของกำไรสุทธิทั้งหมด

นอกจากนี้กรมฯ ยังได้วิเคราะห์รายธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้สูงสุด 10 อันดับแรกใน ปี 66 ได้แก่

1.ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงกลั่นปิโตรเลียม ทำรายได้ 3.84 ล้านล้านบาท
2. ธุรกิจขายส่งนาฬิกาและเครื่องประดับ ทำรายได้ 3.12 ล้านล้านบาท
3. ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ ทำรายได้ 2.39 ล้านล้านบาท   

4. ธุรกิจผลิตรถยนต์ส่วนบุคคล ทำรายได้ 1.56 ล้านล้านบาท
5. ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับยานยนต์ ทำรายได้ 1.55 ล้านล้านบาท
6.ธุรกิจขายยานยนต์ใหม่ชนิดรถนั่งส่วนบุคคลฯ ทำรายได้ 1.45 ล้านล้านบาท

7. ธนาคารพาณิชย์ ทำรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท
8. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำรายได้ 1.07 ล้านล้านบาท
9. ธุรกิจขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในร้านเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน ทำรายได้ 1.02 ล้านล้านบาท
10. ธุรกิจขายส่งเชื้อเพลิงเหลว ทำรายได้ 0.96 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ธุรกิจทั้ง 10 อันดับที่กล่าวมาข้างต้นส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดไซซ์ L ที่สามารถทำรายได้สูงสุดในธุรกิจแต่ละประเภท

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเดือน พ.ค. 2567 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 7,499 ราย เพิ่มขึ้น 969 ราย เพิ่มขึ้น 0.83% เมื่อเทียบกับ พ.ค. 66 มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 21,887.12 ล้านบาท ลดลง 22.97% การที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร

ในขณะที่จำนวนการจดทะเบียนเลิก 1,004 ราย เพิ่มขึ้น 194 ราย คิดเป็น 23.95% เมื่อเทียบกับ เม.ย. 67 และลดลง 230 ราย คิดเป็น 18.64% เมื่อเทียบกับ พ.ค. 66 มีมูลค่าทุนจดทะเบียน 54,804.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49,707.54 ล้านบาท 

ทั้งนี้ มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิกสูงผิดปกติเป็นผลมาจากการเลิกประกอบกิจการของ 2 บริษัทขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัทกรุงเทพอินเตอร์เทเลเทค จำกัด (มหาชน ) และบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา เรียลตี้ จำกัด เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของธุรกิจให้คล่องตัวยิ่งขึ้น โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 98 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 59 ราย และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่น ๆ 25 ราย

สำหรับภาพรวมการจดทะเบียนจัดตั้ง 5 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) มีจำนวน 39,032 ราย ลดลง 1.58 % ทุนจดทะเบียน 117,099 ล้านบาท ลดลง 69.89 ซึ่งมีอัตราการจัดตั้งลดลงเล็กน้อยจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการ 5 เดือนแรกมีจำนวน 4,623 ราย ลดลง 14.99 % ทุนจดทะเบียนเลิก  71,844 ล้านบาท เพิ่ม 65.89% 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า เสถียรภาพทางการเมือง และความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้การคาดการณ์ยอดจดทะเบียนธุรกิจ ทั้งปี 2567 มีอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (ปี 2566) 

ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้คาดการณ์ตัวเลข การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2567 อยู่ที่ 44,000 - 47,000 ราย และทั้งปี 90,000 - 98,000 ราย

ปัจจุบัน (31 พ.ค. 2567) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,916,267 ราย โดยจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่จำนวน 916,634 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 22.26 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัดจำนวน 714,143 ราย คิดเป็น 77.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 16.02 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจำนวน 201,031 ราย คิดเป็น 21.93% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 0.47 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,460 ราย คิดเป็น 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียน 5.77 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้กรมยังได้วิเคราะห์ธุรกิจที่ต้องจับตามอง โดยเห็นว่า กระแส Art Toy ของเล่นสะสมที่สร้างสรรค์งานศิลปะโดยศิลปินจากต่างประเทศและศิลปินไทยก็กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลก ส่งผลให้ ‘ธุรกิจของเล่น’ กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง แม้ในช่วง 5 ปี ย้อนหลังที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562-2566) ธุรกิจของเล่นจะมีการเติบโตที่ผันผวนเพราะมีปัจจัยด้านการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาส่งผลกระทบเชิงลบ แต่เมื่อสถานการณ์สงบลงธุรกิจของเล่นก็ใช้เวลาไม่นานที่สามารถกลับมาพลิกฟื้นธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก (S) ที่ครองตลาดส่วนใหญ่มากถึง 1,024 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตจำนวน 220 ราย และกลุ่มขายจำนวน 804 ราย คิดเป็น 93.7% จากจำนวนธุรกิจของเล่นที่มีจำนวน 1,093 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตจำนวน 238 ราย และกลุ่มขายจำนวน 855 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนทั้งหมด 5,692.21 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผลิตจำนวน 2,909.61 ล้านบาท และกลุ่มขายจำนวน 2,782.60 ล้านบาท สำหรับปี 2566 ธุรกิจของเล่นสามารถสร้างรายได้รวมถึง 19,677.21 ล้านบาท และทำกำไรได้ 467.62 ล้านบาท การเติบโตของธุรกิจของเล่น ส่วนสำคัญเป็นผลมาจากการเกิดกลุ่มในวงการของเล่นที่เรียกว่า Kidult ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีความนิยมในการสะสมของเล่นและมีกำลังการซื้อสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองในวัยเด็ก การสะสมเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต

‘ดีอี’ ระดม 400 หน่วยงาน รุกปราบ ‘ข่าวปลอม’ ตัดวงจร ‘โจรออนไลน์’

วันที่ 26 มิถุนายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวในเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘การใช้งานระบบสำหรับประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอมฯ’ ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) ว่า รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของข่าวปลอม โดยมอบหมายให้กระทรวง ดีอี เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการต่อสู้กับข่าวปลอม โดยได้พัฒนาเครือข่าย fact checking ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐและเอกชน กว่า 400 หน่วยงาน ร่วมเป็นเครือข่าย นับว่าเป็นเครือข่าย fact checking ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ร่วมมือกัน ในแก้ปัญหาข่าวปลอม และช่วยยืนยัน ข้อเท็จจริง สำหรับประชาชน

สำหรับการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ใช้เครื่องมือ social listening tool คัดกรองข้อมูลที่เปิดเผยบนพื้นที่สาธารณะ ทั้งจากโซเชียลมีเดียและข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่เปิดเผย จำนวน 95 ล้านข้อความต่อเดือน (หรือเฉลี่ยวันละ 3.1 ล้านข้อความ) ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมด 2.9 หมื่นข้อความ ข้อความเรื่องที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมด 791 เรื่อง ซึ่งจะส่งเข้าสู่ระบบ fact checking โดยได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 444 เรื่อง และได้ทำการเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว 215 เรื่องต่อเดือน (ข่าวปลอม 152 เรื่อง ข่าวจริง 50 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 13 เรื่อง)

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้มีนโยบายสำหรับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม 3 เรื่องโดย 1. ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ พัฒนาเทคนิควิธีการและเครื่องมือสนับสนุนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบัน ศูนย์ฯ ได้นำเอาระบบ AI มาใช้ในการสืบค้น รวบรวม วิเคราะห์ ข้อมูล ข่าวสาร ข้อความ ที่มีการกล่าวถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ตบนสื่อสังคมออนไลน์ในทุกช่องทางที่เป็นที่นิยมใช้งานกัน อาทิ Facebook, X (Twitter), Instagram, TikTok และระบบสามารถหาข้อมูลจากข้อความ (text) รวมทั้ง ภาพ วีดีโอ กราฟฟิก ตลอดจน ค้าหาต้นโพส และเฝ้าระวังได้อัตโนมัติ เป็นต้น

2. เร่งแก้ปัญหาข่าวปลอมในหมวดอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวปลอมการหลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ หรือการปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ข่าวปลอมรับสมัครงาน การสร้างอาชีพ หารายได้เสริม โดยอ้างความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำการเผยแพร่ต่อๆกัน จนกระทั่งสูญเสียทรัพย์สินส่วนบุคคล และสร้างความเดือดร้อนอย่างเป็นวงกว้างในสังคม โดยเผยแพร่ข่าวเตือนภัย 155 ข่าวต่อเดือน เข้าถึง ประชาชน (reach) 18.6 ล้านครั้งต่อเดือน

3. ขยายเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งเครือข่าย fact checking และเครือข่ายให้ความรู้และแจ้งเตือนข่าวปลอม อาทิ ความร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดช่องทางการให้ความรู้และแจ้งเตือนภัยจากข่าวปลอมหรือภัยออนไลน์สำคัญ ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีสถิติการแจ้งเตือน การเข้าถึงของประชาชน (reach) มากกว่า 22 ล้านครั้งต่อเดือน

“ดีอี ได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้าง ความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล เป็นเกราะป้องกันตัวให้กับประชาชน สร้างความสุขที่อย่างยั่งยืนให้กับสังคม ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบ ติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เปิดมูลนิธิ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์

พลเรือโท ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดพร้อมทั้งตัดริบบิ้น ในพิธีเปิดมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ พลเรือตรี ประทีป ตังติสานนท์ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ในฐานะประธานมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิในครั้งนี้ว่า เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิการบุคลากรรวมถึงพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และกิจกรรมต่างๆ ของโรงพยาบาล  เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยของโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ให้มีประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น และเพื่อดำเนินการด้านสาธารณประโยชน์และให้ความร่วมมือกับองค์การการกุศล โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด โดยมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ได้จดทะเบียนถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งในการนี้ ได้มีหน่วยงานราชการ พ่อค้า ประชาชน รวมถึงผู้มีจิตอันเป็นกุศล ได้ร่วมในพิธีดังกล่าวและได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อเป็นสายธารบุญให้แก่มูลนิธิ โดยได้จัดพิธีรับมอบเงินบริจาค ณ ห้องประชุมลุมพิกานนท์ และ จัดพิธีเปิดมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ณ ห้องมูลนิธิฯ บริเวณส่วนตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

พลเรือโท ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ให้เกียรติเป็นประธาน กล่าวเปิดและตัดริบบิ้น เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ พร้อมกันนี้ ได้ปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางปฏิบัติงาน ผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปี งบประมาณ 2567 เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถการกู้ชีพขั้นพื้นฐานให้กับ กำลังพลกองทัพเรือ และนโยบายเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ประจำปีงบประมาณ 2567 เรื่อง การพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการด้านการแพทย์ฉุกเฉินทาง ทะเล ให้สมบูรณ์ ได้มาตรฐาน มีความยั่งยืน และต่อยอดการพัฒนางานด้าน เวชศาสตร์ทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายดังกล่าว พลเรือตรี สรรชัย เลิศวีระศิริกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากร เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ มีดำริให้จัดทำโครงการพัฒนาทักษะการกู้ชีพโรงพยาบาล อาภากรณ์เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อดำเนินการฝึกอบรมการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) ให้แก่กำลังพลกองทัพเรือ และประชาชน ตั้งแต่ วันที่ 6 ตุลาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน

เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เป็นการรองรับการพัฒนากำลังพลกองทัพเรือ และเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน พื้นที่ชายฝั่งและอ่าวไทยตอนบน 11 จังหวัดชายทะเล เพื่อให้เกิดความเหมาะสมตรงตามวัตถุประสงค์สอดคล้องกับภารกิจที่หน่วยดำเนินการ จึงได้ขออนุมัติ เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 ซึ่งได้ดำเนินการฝึกอบรมให้แก่กำลังพลกองทัพเรือ เกินค่าเป้าหมาย 10,000 คน ในการนี้ กรมแพทย์ทหารเรือ ขอชื่นชมและแสดงความภาคภูมิใจ จากกรณีที่กำลังพลกองทัพเรือได้ช่วยชีวิตชาวต่างชาติโดยการทำ CPR ทำให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและทำการส่งต่อ เพื่อทำการรักษาจนปลอดภัย และได้มีการมอบโล่ห์ประกาศเกียรติคุณให้กับ พันจ่าเอก นิวัฒน์ กังหัน ผู้ให้การช่วยเหลือชาวต่างชาติจนปลอดภัย และมอบใบประกาศนียบัตรให้กับหน่วยที่ผ่านการอบรม โดยได้กระทำพิธีดังกล่าว ณ ห้องศูนย์ฝึกอบรม ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โรงพยาบาล อาภากรณ์เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

27 มิถุนายน พ.ศ. 2510  ถือกำเนิด ‘ตู้ถอนเงิน' (ATM) เครื่องแรกของโลก ติดตั้ง ณ หน้าธนาคารบาร์เคลย์ส ประเทศอังกฤษ

เครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) กำเนิดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2510 ซึ่งถือเป็นการให้บริการเครื่องถอนเงินครั้งแรกของโลก โดยตั้งอยู่ด้านนอกของธนาคารบาร์เคลย์ส (Barclays) สาขาเอ็นฟิลด์ ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

โดยนายจอห์น เชพเพิร์ด บาร์รอน (John Shepherd-Barron) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอ ลา รู ของอังกฤษ เป็นผู้ประดิษฐ์ ซึ่งเขาได้แนวคิดจากเครื่องขายช็อกโกแลตแบบหยอดเหรียญ แต่ในขณะนั้นเรียกเครื่องถอนเงินนี้ว่า ‘Hole in The Wall’ ลูกค้าจะต้องสอดบัตรกระดาษเข้าไปแทนบัตรพลาสติกในปัจจุบัน และต้องกดเลขรหัส 4 ตัวเหมือนกัน ซึ่งจะถอนเงินได้ครั้งละ 10 ปอนด์ แต่ปัจจุบันเรารู้จักเครื่องถอนเงินในชื่อ Automated Teller Machine (ATM)

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นเจ้าแรกที่นำเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ หรือเอทีเอ็ม มาใช้เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2526 เรียกว่า ‘บริการเงินด่วน’ ให้บริการนำฝาก ถอน โอนเงิน และสอบถามยอดบัญชี โดยยุคแรกเบิกใช้ได้เฉพาะบัญชีธนาคารนั้น ๆ จนกระทั่งมีระบบเอทีเอ็มพูล เพียงมีบัตรเอทีเอ็มก็สามารถถอนเงินหรือฝากเงินจากตู้ของธนาคารใดก็ได้

‘ชาวเน็ตเกาหลี’ วิจารณ์ ‘ลิซ่า ROCKSTAR’ ฉีกกฎ K-POP พร้อมจุดประเด็น ‘Blackfishing’ ฉกฉวยอัตลักษณ์สีผิว

เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย. 67) จากช่องยูทูบ ‘Hello Lisa Day’ โพสต์คลิปวิดีโออัปเดตเรื่องราวของสาว ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BlackPink’ หลังจากได้ปล่อยโปสเตอร์ ROCKSTAR ออกมา ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาและเป็นไวรัลต่าง ๆ ไปทั่วโลก แถมฝั่งอินเตอร์ก็ยังชื่นชมเกี่ยวกับสีผิวของลิซ่า ที่ดูสวย ดูอิ่มน้ำ ดูผิวน้ำผึ้ง ผิวแทน ซึ่งเหมาะมาก ๆ อย่างไรก็ตามนี่คือส่วนหนึ่งที่ทางฝั่งอินเตอร์ชื่นชม เพราะว่าในเกาหลีนั้นกลับมองว่าการทําสีผิวแบบนี้ของลิซ่า ถือว่าเป็นการฉกฉวยวัฒนธรรม เรียกได้ว่าเป็นการตั้งกระทู้ที่ค่อนข้างจะรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องราวของวัฒนธรรมและสีผิว 

ซึ่งในทางโพสต์ของกระทู้นี้ มีการบอกเอาไว้ว่าภาพถ่ายนั้นได้เผยแพร่ออกมา และดูเหมือนว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรงของภาพลักษณ์ไอดอล K-POP อย่างลิซ่า ซึ่งรูปภาพนี้ลิซ่าแสดงออกด้วยความกล้าหาญและเฉียบคม พร้อมด้วยทรงผมแบบวูฟคัต และโทนสีผิวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงนี้ทําให้เกิดความตื่นเต้นและก็เกิดชนวนความขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าภาพหนึ่งภาพนี้ปรับเปลี่ยนมุมมองของลิซ่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง…

โดยหลายคนเชื่อว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อเข้าสู่ภาพลักษณ์ระดับโลก ตามสไตล์คอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า ‘Rockstar’ ที่ลิซ่าได้ปล่อยออกมา ซึ่งชาวเน็ตบางกลุ่มบอกว่าการทําแบบนี้นั้นอาจจะได้รับอิทธิพลจากบุคคลสําคัญ อย่างเช่น รีฮันนา หรือ บียอนเซ่ เป็นต้น เพื่อให้ภาพลักษณ์ของเพลง หรือการคัมแบ็กครั้งนี้ดูเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในโลกออนไลน์ตอนนี้ชาวเน็ตเกาหลี ได้ออกมาพูดว่าการทําผิวสีแทนหรือว่าผิวสีน้ำผึ้งของลิซ่านั้น ดูเหมือนเป็นการจุดประเด็นอย่างเรื่องของ ‘Blackfishing’ ขึ้นมารึเปล่า? 

สำหรับ ‘Blackfishing’ หากพูดกันง่าย ๆ ก็คือ การที่เรายกอัตลักษณ์ของกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งออกมาทําเพื่อล้อเลียน หรือทำเพื่อความสนุกสนาน ถ้าพูดให้เห็นภาพ อย่างเช่น ตะวันตก ชาวยุโรป ที่ทําตาหรือดึงตาให้ดูเหมือนกับตาชั้นเดียว เพื่อเป็นการล้อเลียนชาวเอเชีย รวมไปถึงการทำเมคอัพต่าง ๆ ที่แต่งหน้าแต่งกาย ทาสีผิวเพื่อเป็นสีดำ ถักเดทร็อค ซึ่งในจุด ๆ นี้ลิซ่าเคยโดนติงในเรื่องของการถักเดทร็อคมาแล้ว 1 ครั้ง ในการคัมแบ็กอย่างเพลง Money และมาตอนนี้ครั้งล่าสุดลิซ่าก็ถูกจ้องมองเกี่ยวกับเรื่องราวของการใช้สีผิวสีแทน หรือว่าสีผิวสีน้ำผึ้งนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวทั้งหมดนี้ ทางฝั่งแฟนคลับและฝั่งนักวิจารณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ก็ได้ออกมาพูดถึงว่า การพูดเชิงประมาณนี้อาจจะเป็นการพูดที่เกินจริงไปก็ได้เกี่ยวกับเรื่องราวการเหยียดสีผิว หรือการล้อเลียนของวัฒนธรรม เพราะว่าสิ่งที่ลิซ่าทํานั้น ไม่ใช่เป็นการทําเพื่อล้อเลียน หรือทำเพื่อความสนุกสนานเฮฮา แต่เป็นการทําเพื่อบริบทต่าง ๆ ของคอนเซ็ปต์ใน ‘Rockstar’ และการถ่ายภาพนั้นอาจเป็นคอนเซ็ปต์ หรือเป็นซิกเนเจอร์ของช่างแต่งภาพคนนั้นนั่นเอง ซึ่งไม่ได้มีเจตนาล้อเลียน และทำการเหยียด ทั้งเชื้อชาติหรือสีผิวแต่อย่างใด 

'กินเนสบุ๊ก' บันทึก!! 'The Golden Boy’ แฮมเบอร์เกอร์ราคาแพงที่สุดในโลก ไม่เน้นขายความใหญ่ แต่เน้นใส่ใจในรสชาติ เผย!! ชิ้นแรกขายได้ ทำบุญหมด

(26 มิ.ย. 67) ‘The Golden Boy’ ได้รับการรับรองจากกินเนสส์ฯ ให้เป็น ‘แฮมเบอร์เกอร์ราคาแพงที่สุดในโลก’ ราคาสูงถึงชิ้นละ 5,000 ยูโร

ถ้าพูดคำว่า ‘The Golden Boy’ คนไทยอาจนึกถึงโบราณวัตถุที่เพิ่งกลับคืนสู่แดนมาตุภูมิเมื่อเร็ว ๆ นี้ หรือบางคนอาจแปลว่ากุมารทอง แต่ที่เนเธอร์แลนด์ นี่คือชื่อของเมนูแฮมเบอร์เกอร์ที่เพิ่งได้รับการรับรองจากกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด (Guinness World Records) ว่าเป็น ‘แฮมเบอร์เกอร์ราคาแพงที่สุดในโลก’

ถามว่าแพงขนาดไหน ขอบอกเลยว่าไม่ใช่เล่น ๆ เพราะแฮมเบอร์เกอร์ The Golden Boy ถูกตั้งราคาไว้ชิ้นละที่ 5,000 ยูโร หรือราว 196,000 บาทเลยทีเดียว

แฮมเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุดในโลกนี้อยู่ในเมนูของร้าน ‘The Daltons’ ในหมู่บ้านวูร์ธายเซน (Voorthuizen) เมืองเฮลเดอร์ลันด์ (Gelderland) ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเชฟ ร็อบเบิร์ต ยาน เดอ วีน

ราคาที่สูงเกิดจากส่วนผสมคุณภาพสูงที่ร็อบเบิร์ตนำมาใช้ เขาเกิดแนวคิดนี้ขึ้นมาในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 และคืนหนึ่งขณะกำลังฝึกอบรมผู้จัดการคนใหม่ เขาบังเอิญไปเจอโพสต์บนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับแฮมเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุด

ร็อบเบิร์ตมองว่า แฮมเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุดตอนนั้นเป็นเพราะขนาดที่ใหญ่เกินไป เขาจึงตัดสินใจท้าทายตัวเอง ด้วยการคิดค้นเบอร์เกอร์ขนาดมาตรฐานที่สามารถสร้างสถิติโลกได้

ร็อบเบิร์ตสร้างสรรค์สูตรตั้งแต่เริ่มต้น โดยตั้งใจที่จะพัฒนาเบอร์เกอร์ที่ไม่เพียงแต่มีราคาแพง แต่ยังอุดมไปด้วยรสชาติ

แฮมเบอร์เกอร์ The Golden Boy ใช้ขนมปังไวน์ที่ทำจากแชมเปญ ดอม เปริญง (Dom Perignon) และปิ้งเล็กน้อยแต่ยังคงความนุ่มอยู่ด้านใน และปิดด้วยทองคำเปลว ส่วนตัวเบอร์เกอร์ทำจากเนื้อวากิวชุ่มฉ่ำ เสริมด้วยปูยักษ์และคาเวียร์ นอกจากนี้ยังมีหัวหอมที่ชุบแชมเปญด้วย

ผู้ที่เคยชิมบอกว่า รสชาติของมันออกมาหวาน เปรี้ยว เค็ม ขม และกลมกล่อมอูมามิ

ร็อบเบิร์ตกล่าวถึงการสร้างเบอร์เกอร์ The Golden Boy ว่า “มีความท้าทายอยู่บ้าง ผมไม่ได้โกหกเกี่ยวกับเรื่องนั้น ความท้าทายสำคัญอย่างแรกคือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเบอร์เกอร์ชิ้นนี้จะมีรสชาติสุดยอด”

ร็อบเบิร์ตเสริมว่า “ผมหมายถึงว่า มันง่ายมากที่จะนำส่วนผสมราคาแพง ๆ 2-3 อย่างมาใส่ในเบอร์เกอร์ แต่สำหรับผม การที่เบอร์เกอร์มีรสชาติอร่อยนั้นสำคัญมากเช่นกัน ผมอยากจะเห็นว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน เราจะทุ่มลงไปได้แค่ไหน และยังคงต้องแน่ใจว่ารสชาติทั้งห้านั้นสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ”

ร็อบเบิร์ต ยังบอกอีกว่า “ความท้าทายใหญ่ประการที่สองคือ การจัดหาวัตถุดิบ ตัวอย่างเช่น ส่วนผสมบางอย่างในเบอร์เกอร์นี้ไม่มีขายในเนเธอร์แลนด์ แต่ผมได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากซัพพลายเออร์”

ร็อบเบิร์ตกล่าวว่า เพื่อน ครอบครัว และทีมงานของเขาต่างร่วมมือกันเพื่อพยายามทำเบอร์เกอร์นี้ และกระแสตอบรับของสาธารณชนต่อการเปิดตัวเบอร์เกอร์ที่แพงที่สุดในโลกก็ออกมาดี

เขายังใช้เบอร์เกอร์นี้เพื่อปลุกจิตสำนึกเรื่องความยากจนในเนเธอร์แลนด์อีกด้วย โดยเงินที่ได้จากการขาย The Golden Boy ชิ้นแรกเขานำไปบริจาคให้ธนาคารอาหารในท้องถิ่นทั้งหมด เงินดังกล่าวถูกใช้เพื่อจัดทำแพ็กเกจอาหาร 1,000 ห่อสำหรับครอบครัวหรือผู้ยากไร้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

รู้จัก 'จูเลียน อาสซานจ์' หมาเฝ้าโลก แห่งองค์กร WikiLeaks  แวะเติมน้ำมันดอนเมือง ก่อนมุ่งหน้าไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ

(26 มิ.ย.67) จากเฟซบุ๊ก วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความเล่าถึง ‘จูเลียน อาสซานจ์’ หลังเกิดข่าวใหญ่ทั่วโลก ผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเอง โดยมีเนื้อความว่า…

เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก แต่ดูเหมือนในบ้านเราหลายคนยังไม่รู้ว่า จูเลียน อาสซานจ์ คือใคร ทำอะไร เล่าย่อ ๆ ให้ฟังก็แล้วกันว่า เกิดอะไรขึ้น

หน้าที่ของนักข่าวคือคุ้ยหาความจริง แล้วเผยแพร่ เราจึงเรียกนักข่าวว่าหมาเฝ้าบ้าน แต่เราอาจเรียก จูเลียน อาสซานจ์ ว่าหมาเฝ้าโลก เพราะเขาและองค์กร WikiLeaks คุ้ยข่าวทั่วโลก พวกที่ทำงานคุ้ยข่าวแบบนี้เรียกว่า The Fifth Estate

จูเลียน อาสซานจ์ (Julian Assange) เป็นแฮกเกอร์ชาวออสเตรเลีย หนึ่งในผู้ก่อตั้ง WikiLeaks ในปี 2006 เขาเป็นมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่สีเทา เคยเป็นแฮกเกอร์ที่ต้องคดีมากมาย โทษ 290 ปี แต่ในข้อเขียนนี้จะเล่าเฉพาะด้านของคดีความระหว่างอาสซานจ์กับสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมาสิบกว่าปี

WikiLeaks คือเว็บที่ตั้งใจปล่อยข่าวรั่ว (leaks) ออกไปสู่สาธารณะ ทั้งหมดเป็นข้อมูลลับขององค์กรประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมสงครามที่ทหารสหรัฐฯ ก่อในประเทศอื่น

ข้อมูลจำนวนมากของสหรัฐฯ มาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ปล่อยออกมาให้ คือ Chelsea Manning ซึ่งติดคุกไปเรียบร้อยแล้ว

ผลงานนี้ทำให้อาสซานจ์ได้รับรางวัลด้านสื่อสารมวลชนหลายสำนักไป เพราะทำหน้าที่หมาเฝ้าโลก แต่สหรัฐฯ ไม่ปลื้ม ต้องการลากหมาตัวนี้ไปเข้าคุก

หากจับตัวได้ มีหวังถูกขังตายในคุกแน่นอน เพราะสหรัฐฯ ตั้งข้อหาจารกรรมยาวเหยียด

แต่ประเด็นคือ อาสซานจ์ไม่ได้ทำผิดกฎหมายสหรัฐฯ เขาเผยแพร่ข้อมูลในประเทศอังกฤษ ขณะที่ Chelsea Manning ทำผิดในสหรัฐฯ

อาสซานจ์ไปหลบในสถานทูตเอกวาดอร์อยู่หลายปี ไม่สามารถออกนอกประตูสถานทูตได้ ก็เท่ากับอยู่ในคุกนั่นเอง

ต่อมาเขาก็ถูกอังกฤษลากตัวไปขัง สหรัฐฯ ก็ขอให้อังกฤษส่งตัวไปขึ้นศาลสหรัฐฯ คดีลากยาวคาราคาซัง

ในสายตาของคนทำข่าวทั่วโลก อาสซานจ์เป็นวีรบุรุษ เพราะเขาทำหน้าที่ของนักข่าวเต็มร้อย

นักข่าวในโลกตะวันตกมีหน้าที่คุ้ยข่าวเสมอ ที่โดดเด่น เช่น กรณีวอชิงตันโพสต์เผยเรื่องวอเตอร์เกต จนประธานาธิบดีนิกสันต้องลาออก หรือกรณีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ Daniel Ellsberg แฉความเลวร้ายของสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม ในเอกสารลับที่เรียกว่า Pentagon Papers เขาถูกฟ้องข้อหาบ่อนทำลายชาติ แต่ศาลยกฟ้อง (เรื่องนี้เป็นหนัง The Post โดยสปีลเบิร์ก)

แล้วทำไมสหรัฐฯ ต้องการจัดการอาสซานจ์แบบเล่นไม่เลิก?

มีการวิเคราะห์ว่า นี่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ส่งสัญญาณให้นักข่าวทั่วโลกรู้ว่า ถ้าเล่นสหรัฐฯเรื่องนี้ จะโดนดีแน่

คดีนี้สามารถจบได้ในไม่กี่ปี แต่สหรัฐฯ ตั้งใจลากยาว จนเมื่อปีก่อน นายกฯ ออสเตรเลียบอกไบเดนว่า "Enough is enough." พอทีเถอะ พวกคุณเล่นเขานานไปแล้ว

สหรัฐฯ อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้าไม่เล่นงานอาสซานจ์ ก็เสียหน้า ถ้าเล่นงานไม่สำเร็จก็เสียหน้า จนใครคนหนึ่งเสนอความคิดอันปราดเปรื่องว่า ให้ปล่อยตัวอาสซานจ์ แลกกับการที่เขาเซ็นยอมรับความผิดสักกระทง ซึ่งมีบทลงโทษห้าปี บังเอิญว่าเท่ากับเวลาที่อาสซานจ์ติดคุกอังกฤษพอดี เรียกว่าจบสวย

อาสซานจ์ในสภาพร่างกายเสื่อมโทรม หลังจากอยู่ในสภาพนรกมาสิบกว่าปี ก็ยอมเซ็น จะได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่งั้นก็คงตายเร็วแน่

ในคุกอังกฤษ The Fifth Estate ถูกขังเดี่ยวเข้มงวดกว่าอาชญากร มีเวลาเบรกหนึ่งชั่วโมงต่อวัน สภาพของเขาทรุดโทรมมาก

สำหรับสหรัฐฯ จบแบบนี้ก็ถือว่าไม่เสียหน้า อาจประกาศได้ด้วยซ้ำว่าชนะ เพราะอาสซานจ์สารภาพและติดคุก (ในอังกฤษ)

เหตุการณ์นี้แปลว่าอะไร? มันแปลว่าต่อไปนี้ใครจะเผยข้อมูลสหรัฐฯ ก็ต้องคิดให้ดี เพราะอาจไม่คุ้ม หมาเฝ้าบ้านมีโอกาสถูกส่งข้ามแดนไปดำเนินคดี

หากสหรัฐฯ สามารถทำให้อาสซานจ์ต้องยอมสารภาพว่าทำผิด นักข่าวที่เหลือในโลกจะมีอะไรเหลือหรือ

เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เคยกล่าวว่า "เมื่อการแฉอาชญากรรมถูกจัดเป็นการก่ออาชญากรรม คุณก็ถูกปกครองโดยอาชญากร"

แต่โลกเราก็ถูกปกครองด้วยอาชญากรเสมอมา

ป.ล. หลายปีก่อนมีหนังเรื่อง The Fifth Estate อาสซานจ์รับบทโดย Benedict Cumberbatch


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top