Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

'เอ็กซิทโพลเลือกตั้งผู้ดี' ชี้!! พรรคแรงงานกวาดชัย 410 เก้าอี้ ส่วนอนุรักษ์นิยมเหลือ 131 เก้าอี้ หลังทำวิกฤตค่าครองชีพพุ่ง

(5 ก.ค.67) เอ็กซิทโพลเผย ผลการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรที่ถูกจับตามองหลังปิดหีบว่า พรรคแรงงานของนายเคลียร์ สตาร์เมอร์ จะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย โดยมีสมาชิกที่ได้รับเลือก 410 คน ซึ่งมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 14 ปี ที่จะได้ที่นั่ง 131 ที่นั่ง ซึ่งต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา

หากผลการเลือกตั้งเป็นไปตามเอ็กซิทโพลที่จะจัดทำขึ้นร่วมกันโดยสื่อเจ้าหลักของสหราชอาณาจักร 3 สำนัก ประกอบด้วยบีบีซี ไอทีวี และสกายจริง นั่นหมายความว่าพรรคแรงงานจะได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมถึง 279 เสียง

ขณะที่พรรคอนุรักษ์นิยมได้ 131 ที่นั่ง ลดลงจาก 346 ที่นั่งที่มีอยู่ก่อนน่าจะหน้าที่จะมีการยุบสภา ในการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าเป็นการลงโทษของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงต่อพรรคอนุรักษ์นิยมเกี่ยวกับวิกฤตค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความปั่นป่วนวุ่นวายในพรรคที่กินเวลายาวนานหลายปี จนทำให้อังกฤษต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึง 5 คนนับตั้งแต่ปี 2016 จนถึงปัจจุบัน

ด้านพรรคเสรีประชาธิปไตยคาดว่าจะได้ 61 ที่นั่ง พรรคแห่งชาติสกอตแลนด์ 10 ที่นั่งพรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร 13 ที่นั่ง พรรค Plaid Cymru ที่สนับสนุนการเป็นเอกราชของเวลส์ 4 ที่นั่ง และพรรคกรีน 2 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวจะทำให้สตาร์เมอร์กลายเป็นผู้นำพรรคแรงงานคนที่ 4 ที่สามารถล้มพรรคอนุรักษ์นิยมได้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคแรงงานคนแรกในรอบ 14 ปี

อย่างไรก็ดี ชัยชนะดังกล่าวยังถือว่าน้อยกว่านายโทนี่ แบลร์ อดีตผู้นำพรรคแรงงานในปี 1997 ที่นำพรรคแรงงานคว้าชัยได้ 418 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งดูจะเป็นสิ่งยืนยันว่าชาวอังกฤษเห็นด้วยกับการรณรงค์หาเสียงของพรรคแรงงานที่เน้นย้ำว่า “ถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว” โดยนายสตาร์เมอร์ได้ขอบคุณผู้ที่ลงคะแนนให้เขา และไว้วางใจในการเปลี่ยนแปลงที่พรรคแรงงานจะทำให้เกิดขึ้น

หากผลเอ็กซิทโพลถูกต้อง นายริชี ซูแน็ก ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมมีแนวโน้มที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ ก่อนที่สตาร์เมอร์จะเดินทางไปที่พระราชวังบัคกิ้งบักกิงแฮมเพื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนต่อไป

จากนั้นเขาจะเดินทางไปยังทำเนียบนายกรัฐมนตรี ที่บ้านเลขที่ 10 บนถนนดาวนิง เพื่อกล่าวถ้อยแถลงสั้น ๆ ก่อนเริ่มทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาลอังกฤษชุดใหม่ โดยแหล่งข่าวจากพรรคแรงงานระบุว่า พวกเขาคาดว่าคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจะได้รับการแต่งตั้งภายในเย็นวันศุกร์นี้ โดยจะมีรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น

'คกก.' ไฟเขียว!! ขายเหล้า 5 วันพระใหญ่ ใน 6 สนามบินได้ เชื่อ!! กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วน 'สถานีรถไฟ-ในขบวน' รอพิจารณา

(5 ก.ค. 67) คกก. นโยบายฯ เห็นชอบ ให้ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในวันห้ามขายได้ ส่วนสถานีรถไฟให้ทบทวนมาตรการป้องกันควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกครั้ง

คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ประชุมเข้มเรื่องการขอยกเว้นสำหรับการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันห้ามขาย ณ ท่าอากาศยาน และพิจารณาแนวทางการขอยกเว้นสถานที่ หรือบริเวณห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในบริเวณสถานีรถไฟ

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ที่รัฐสภา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2567โดยมี นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค คณะผู้บริหารกรมควบคุมโรค และกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายสุริยะ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ได้ร่วมกันพิจารณาในประเด็น หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งข้อความคำเตือนสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตหรือนำเข้า ซึ่งระยะเวลาในการออกประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 หลังจากนี้จะต้องนำไปแจ้งเวียนประเทศสมาชิก WTO อย่างน้อย 60 วัน หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเนื้อหาในร่างประกาศมีผลบังคับใช้กับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการ จำเป็นต้องพิจารณาร่างประกาศด้วยความละเอียดรอบคอบ มีหลักฐานทางวิชาการและวิทยาศาสตร์สนับสนุนด้วย

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันห้ามขาย ณ ท่าอากาศยานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต หาดใหญ่ ได้มีการพิจารณาเห็นชอบ ให้ปรับปรุงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 คือ วันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ให้สามารถจำหน่ายได้ ในอาคารอากาศยานนานาชาติ เพื่อให้เกิดการใช้จ่าย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และเป็นการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ

ในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ขอพิจารณาแนวทางการขอยกเว้นสถานที่ หรือบริเวณห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในบริเวณสถานีรถไฟ หรือในขบวนรถที่อยู่บนทางรถไฟ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้นได้ให้ คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมกับ รฟท.หารือแนวทางและมาตรการควบคุมป้องกันด้านสาธารณสุขและการท่องเที่ยว และร่างกฎหมายส่งให้ คกก.นโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ พิจารณาถึงความเหมาะสมและผลกระทบ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ ที่ยังได้มีมติเห็นชอบ ร่างคำสั่งคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการจัดหาหรือจัดตั้งกองทุนเพื่อการบำบัดรักษาหรือฟื้นฟูสภาพผู้มีปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องการเข้ารับการบำบัดรักษาเพื่อการเลิกดื่ม สามารถเข้าสู่ระบบบำบัดรักษา และเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย

นายสุริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้วันเข้าพรรษาของทุกปีเป็น ‘วันงดดื่มสุราแห่งชาติ’ ในปีนี้ กรมควบคุมโรค ได้จัดกิจกรรมรณรงค์วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 2567 ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณลานหน้าห้อง MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี ภายใต้ธีมงาน ‘หยุดเหล้า หยุดอันตรายต่อผู้อื่น (Stop Alcohol Stop Harm to Other) ’ โดยมุ่งเน้นรณรงค์ในกลุ่มเด็กเยาวชน และผู้หญิง เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงอันตรายของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกระตุ้นให้เกิดการลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมมีกิจกรรม ‘เชิญ ชวน เชียร์ ลด ละ เลิกเหล้า เข้าสู่ระบบบำบัดรักษา’ ด้วยการลงนาม ผ่านระบบออนไลน์ ผ่าน QR Code หรือเว็บไซต์www.noalcohol.ddc.moph.go.th เพื่อร่วมงดเหล้าในช่วงเข้าพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน นำสู่การเลิกเหล้าตลอดชีวิต”

'ยูฟ่า' แบนแข้งเติร์ก 2 นัด เหตุท่าดีใจ 'นีโอฟาสซิสต์'

(5 ก.ค. 67) สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) สั่งแบน เมริห์ เดมิรัล กองหลังทีมชาติตุรกี เนื่องมาจากการกระทำท่าดีใจ ทางการเมือง ระหว่างการแข่งขันเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2024

เดมิรัล ทำสัญลักษณ์ของ ‘เกรย์ วูล์ฟส์’ แนวนีโอฟาสซิสต์ หลังจากทำประตูในเกมยูฟ่า ยูโร 2024 รอบ 16 ทีมสุดท้าย กับ ออสเตรีย 

เคสนี้ผิดมาตรา 16, 2 (e) ของโปรโตคอลการดำเนินการทางวินัยของยูฟ่า ได้ประกาศห้าม ‘การใช้ท่าทาง คำพูด วัตถุ หรือวิธีการอื่นใดในการส่งข้อความยั่วยุที่ไม่เหมาะกับการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะข้อความยั่วยุที่เป็นทางการเมือง อุดมการณ์ ศาสนา หรือลักษณะที่น่ารังเกียจ’

สำหรับ องค์กรเกรย์วูล์ฟส์ นี้ก่อตั้งมานานตั้งแต่ปี 1969 ในชื่อ 'ไอเดียลลิสต์ ฮาร์ตส์' (Idealist Hearts) เป็นกลุ่มชาตินิยมที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการต่อต้านแนวคิดสังคมนิยมในหมู่ปัญญาชนชาวตุรกี โดยพรรคการเมืองกิจชาตินิยม (Nationalist Action Party) 

ต่อมาถูกเรียกว่า 'หมาป่าสีเทา' จากโลโก้ของพวกเขาที่มาจากตำนานของตุรกี โดย เกรย์ วูล์ฟส์ เป็นขบวนการทางการเมืองแนวขวาจัดของตุรกี และเป็นกลุ่มองค์กรเยาวชนของพรรค Nationalist Movement Party (MHP) มาโดยตลอด

'นักวิชาการ’ ชี้!! ‘คนเกาหลี’ ที่เหยียด ‘ลิซ่า’ คือกลุ่มเล็กๆ มีไม่ถึง 10% แถมคนส่วนใหญ่มัก ‘ชื่นชม-ยกย่อง’ ให้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ

'นักวิชาการด้านเกาหลี’ เผย เกาหลีที่เหยียดลิซ่าเป็นแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ มีไม่ถึง 10% ขณะที่ชาวเกาหลีส่วนใหญ่ชื่นชมลิซ่า โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นถึงขั้นยกให้เป็นไอดอล ชี้!! 'สำนักข่าว OSEN' ที่แซะลิซ่า เป็นแค่สื่อโนเนม พบ!! ปรากฏการณ์ 'ร็อคสตาร์' ทำเกาหลีตีกันเอง

(5 ก.ค.67) ทันทีที่ ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินสาวชาวไทย ออก MV เพลงร็อคสตาร์ เพลงแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวจากค่าย LLound ที่เธอเป็นเจ้าของ ก็เกิดปรากฏการณ์ ‘ลิซ่าฟีเวอร์’ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับลิซ่า และ MV ร็อคสตาร์ ล้วนถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเพลงของเธอขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งและอันดับต้น ๆ ในหลายประเทศ ลิซ่ากลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทยอย่างเต็มตัว แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีกระแสเหยียดลิซ่าจากคนเกาหลีบางส่วน และสื่อเกาหลีบางสำนักที่แซะในทำนองว่าลิซ่าออกจากวงการเคป็อบเพื่อมาดังแค่ในประเทศไทย ส่งผลให้แฟนคลับชาวไทยไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนเกิดกระแสแบนเกาหลีลุกลามไปทั่ว จนหลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็น ‘จุดจบ’ ของความนิยมเคป็อบในไทย

ส่วนว่าข้อเท็จของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบอะไรต่อเกาหลีบ้างนั้น คงต้องไปฟังความเห็นจากผู้รู้

นายเสกสรร อานันศิริเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สมาคมไทยคดีศึกษาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (Korean Association of Thai Studies : KATS) ชี้ว่า จริง ๆ แล้วคนเกาหลีที่เหยียดลิซ่านั้นมีแค่บางกลุ่ม ซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่คนเหล่านี้มักมาโพสต์ในโซเชียลทำให้กลายเป็นกระแสที่นำไปสู่ความขัดแย้ง เท่าที่ได้สัมผัสคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบและชื่นชมลิซ่า ลิซ่าเป็นไอดอลของเขา โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ ที่ผ่านมาลิซ่าได้รับการยกย่องจากเกาหลีอย่างมาก เวลาข้าราชการเกาหลีพูดถึงความสัมพันธ์กับไทยก็จะพูดถึงลิซ่าว่าเป็นตัวอย่างของความสำเร็จ ที่สำคัญเขาพูดถึงลิซ่าในฐานะที่เป็นคนไทย ไม่ใช่ในฐานะเคป็อป

การที่ลิซ่าไม่ต่อสัญญาศิลปินเดี่ยวกับวายจีก็เป็นสิ่งที่คนเกาหลีเข้าใจและยอมรับได้ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าต้นสังกัดเดิมไม่ค่อยเป็นธรรมกับลิซ่านัก เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัด ส่วนลิซ่าเมื่อออกไปสร้างผลงานระดับสากลก็สามารถนำเอาเคป็อปไปต่อยอดโดยใส่ความเป็นไทยเข้าไป เพราะนี่คือความเป็นลิซ่าที่สามารถหลอมรวมวัฒนธรรมและสร้างแบบฉบับการเต้นและดนตรีของตัวเองขึ้นมาทำให้คนทั่วโลกชื่นชอบ

“ถ้าลองเสิร์ชคำว่า How You think about Lisa ในยูทูบ จะพบว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ตอบว่าเขาชอบลิซ่า เขามองว่ารูปร่างและสีผิวของลิซ่าเป็นสิ่งที่ผู้หญิงเกาหลีอยากเป็น ส่วนคนที่ไม่ชอบลิซ่านั้นมีน้อยมาก ไม่ถึง 10% แต่คนพวกนี้ปากแจ๋ว ชอบแสดงความเห็นตามสื่อโซเชียล และสำนักข่าว OSEN ที่เป็นต้นเหตุดรามาก็เป็นสำนักข่าวโนเนม ไม่ใช่สำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือได้รับความนิยมแม้แต่ในกลุ่มแฟนคลับเคป็อป ต่างจาก Dispatch ซึ่งเป็นสื่อที่คนใช้อ้างอิงเวลามีข่าวสำคัญ ดังนั้นเราไม่ควรนำความเห็นของคอลัมนิสต์หนึ่งคนจากสำนักข่าวบันเทิงเล็ก ๆ ที่มุ่งแสวงหากำไรมาทำลายบรรยากาศของความสัมพันธ์และความรู้สึกดีต่อกันที่มีมานาน บางที 'ชาวเน็ต' ที่พูด ๆ กันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน สำนักข่าวนี่ล่ะครับตัวดี อยากได้ยอด Engagement” นายเสกสรร กล่าว

อย่างไรก็ดี นายเสกสรร ชี้ว่า กระแสเหยียดลิซ่าของเกาหลีแม้จะเป็นแค่กลุ่มคนเกาหลีเล็ก ๆ แต่มันไปกระทบความรู้สึกของบรรดาแฟนคลับลิซ่าที่มีอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะแฟนคลับคนไทย ประกอบกับก่อนหน้านี้ไทยเกิดกระแสแบนเกาหลีจากความไม่พอใจกรณี ตม.เกาหลีที่เลือกปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเที่ยวเกาหลี ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาของทางเกาหลีซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการคัดกรองคนเข้าประเทศ ทำให้คนที่ตั้งใจเข้าไปเที่ยวแต่ถูก ตม.ส่งกลับได้รับความเสียหาย ขณะที่แรงงานไทยก็อาจจะเข้าไปสร้างปัญหาให้เขาเหมือนกัน เมื่อเกิดความไม่เข้าใจกันในกรณีของลิซ่าก็เลยลุกลามกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวซึ่งขยายผลไปใหญ่โต

“มีคนเกาหลีที่พูดภาษาไทยได้ เขาบอกว่าเขาเสียใจนะที่มีคนเกาหลีบางคนมาโพสต์เหยียดลิซ่า เขาก็อยากอธิบายว่าคนเกาหลีเสียใจและอยากให้คนไทยกับเกาหลีเข้าใจกัน แล้วก็มีคนเกาหลีบางส่วนโพสต์ต่อว่าคนเกาหลีที่โพสต์เหยียดลิซ่าด้วย ซึ่งวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของเกาหลีคือ ถ้าเขาเห็นไม่ตรงกัน เขาจะโต้เถียงจัดการกันเอง เราไม่ต้องทำอะไรเลยให้เขาจัดการกันเอง ไม่ต้องไปตีกับเขา เราไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า ผมคิดว่าสิ่งที่สร้างลิซ่าขึ้นมาก็คือตัวของลิซ่าเองนี่ล่ะครับ สิ่งที่พวกเราชาวไทยทำได้ก็คงเป็นการแสดงความยินดีในฐานะเพื่อนร่วมชาติและช่วยสนับสนุนน้องในทุกผลงานต่อจากนี้ ส่วนมิวสิกวิดีโอล่าสุดที่น้องออกมาก็อาจเป็นไปได้ที่คนจะมองว่าแซะเกาหลี แต่ผมเชื่อว่าเกาหลีคงไม่มีโกรธเคือง เพราะหนึ่งในความเป็นเกาหลีก็คือความกล้าพอที่จะเปิดให้คนข้างนอกมาวิพากษ์มาท้าทาย” นายเสกสรร ระบุ

'เพจดัง' เผย!! ออโรร่าบอกพระมารดา ขอยุติกับทาร์ซานเอง วอน!! หยุดให้ร้ายทาร์ซานว่าเลือกพระมารดากันได้แล้ว

(5 ก.ค. 67) จากกรณีเพจดัง ‘เจ๊มอย108 V1’ ได้โพสต์ถึงตอนจบนิทานทาร์ซาน พระมารดา และ ออโรร่าพร้อมวอนหยุดให้ร้ายทาร์ซาน โดยระบุว่า…

“หยุดให้ร้ายทาร์ซานว่าเลือกพระมารดา เพราะทาร์ซานยังไม่ทันได้เลือกอะไรเลย แต่ออโรร่าเลือกที่ไปบอกพระมารดาเองว่า… ข้าขอยุติกับทาร์ซานนะเจ้าคะ”

“ทาร์ซานได้แต่เคารพการตัดสินใจของออโรร่า เพราะคงคิดมาดีแล้ว คงต้องปล่อยกันไปทั้งที่ยังรัก… แค่นั้นเอง นิทานจบแค่นี้พอ”

“พวกสนมนางในก็เพลา ๆ กันหน่อย เคารพการตัดสินใจของออโรร่าและทาร์ซานด้วย เรื่องนี้ทั้ง 3 พระองค์รู้ดีสุดว่าเหตุอันใดถึงไปกันไม่รอด เล่าไปกูก็อาจจะโดนโบยยยยย #อิพิมพ์เมียทาร์ซาน”

ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์สนั่น บ้างก็ได้แต่ส่งกำลังใจกันรัว ๆ บ้างก็บอกเข้าใจออโรร่า อาทิ 

“ฟังจากสัมภาษณ์ที่บอกฝ่ายหญิงเป็นคนแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากกว่าตัวเอง คิดว่าออโรร่า คงไม่อยากให้คนที่ตัวเองรักลำบากใจ เลยเลือกที่จะจบและเจ็บเองดีกว่า ยุติตอนนี้ ก่อนมันจะแย่ไปมากกว่านี้ เจอกันในอนาคต อาจจะยังจูนกันได้ เป็นเพื่อนกันได้”

“ออโรร่าเป็นคนดีจิตใจดีไม่อยากให้คนรักลำบากใจ เลยเลือกจบแบบเจ็บ ๆ ดีกว่า เป็นต้น”

ร่วมวิสัยทัศน์ “Digital Tourism” ติดอาวุธ AI ให้ผู้บริหาร ททท. โซนยุโรป รุกตลาดท่องเที่ยวโลก

กรุงเทพมหานคร (13 กรกฎาคม 2567) – ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ อดีตผู้บริหารองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลกและ AI Advocate ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ได้รับเกียรติจาก นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายในหัวข้อ การปรับตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยภายใต้บริบทดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและข้อมูลในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแม่นยำ ให้แก่กลุ่มผู้บริหารและผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานในโซนยุโรป เพื่อยกระดับกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลสู่ระดับสากล

โดยไฮไลต์สำคัญจากการบรรยาย ได้แก่ 4 เสาหลักสู่ความสำเร็จ (The 4 Strategic Pillars) ซึ่งทางดร. มนธ์สินี ได้นำเสนอแนวทางเชิงรุกสำหรับ ททท. และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่:

  1. Online Influencer Marketing: การใช้ Micro-influencers ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะกลุ่ม (Niche) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการมีส่วนร่วมผ่านแคมเปญที่โต้ตอบได้จริง
  2. Video & Short-Form Content: เน้นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ผ่าน TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts รวมถึงการทำ Live Streaming เพื่อสร้างความต้องการท่องเที่ยวแบบฉับพลัน
  3. OTA Advancement: การใช้ AI-powered virtual assistants และเทคโนโลยีล่าสุดบนแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ เพื่อมอบประสบการณ์การบริการที่ไร้รอยต่อและตรงใจผู้ใช้งาน
  4. Data Analytics & AI: การเปลี่ยนผ่านจาก Traditional Approach ไปสู่ Data-driven Strategy โดยใช้ Google Big Query และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ "User Propensity Score" เพื่อทำนายพฤติกรรมและแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบ Hyper-segmentation

เข้าใจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวด้วยการสร้าง "Customer Propensity" และการวัดค่า CLV

ดร.มนธ์สินี เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวสมัยใหม่คือการรู้จักลูกค้าให้ลึกซึ้ง (Know Your Consumers) ผ่านการวิเคราะห์ Data Profile ทั้งพฤติกรรมการใช้จ่าย, ฤดูกาลที่มีผลต่อการตัดสินใจ และการคำนวณ Customer Lifetime Value (CLV) เพื่อให้ ททท. สามารถออกแบบแคมเปญการตลาดที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

"การปรับเปลี่ยนสู่กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่เราตอบคำถามสำคัญๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายและประเทศต้นทาง หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง เพื่อให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ดร.มนธ์สินี กล่าว

 

 

'พีระพันธุ์' ชี้!! ทิศทางพลังงานไทยระยะยาว ยืนยัน!! ต้องมุ่ง 'Net Zero-ราคาเป็นธรรม'

(5 ก.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวสุนทรพจน์เปิดการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 20 (วพน.20) โดยระบุว่า ในระยะยาวทิศทางพลังงานของประเทศยังคงต้องให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ได้ตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2050 

และ Net Zero ในปี ค.ศ. 2065 รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การแก้กฎหมายให้ราคาพลังงาน มีความยุติธรรม ประชาชนเข้าถึงได้ 

ทั้งนี้ พลังงานมีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตของประชาชน ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า ก๊าซ ซึ่งปัจจุบันการใช้พลังงานทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ยังคงเผชิญกับวิกฤตด้านราคาพลังงาน ทั้งจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ที่ยังไม่มีข้อยุติ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญกระทบข้อจำกัดในการผลิตและจัดหาพลังงาน และการเข้าถึงพลังงาน 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นภาวะโลกร้อน ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยให้ความสำคัญและเร่งการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การบริหารจัดการและใช้พลังงานอย่างยั่งยืน เป็นวาระสำคัญของโลกที่ครอบคลุมใน 3 มิติ ประกอบด้วย 

- Security คือมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ

- Affordability คือราคาพลังงานที่เข้าถึงได้และเป็นธรรม 

- Environment คือพลังงานที่ใช้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

"วาระดังกล่าวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้โดยร่วมสนับสนุนนโยบายการอนุรักษ์พลังงาน และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤต" 

สถาบันอนุรักษ์และวิจัยสัตว์ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดการฝึกอบรบ 'การจัดทำสัตว์สตัฟฟ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก'

เมื่อวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา สถาบันอนุรักษ์และวิจัยสัตว์ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ได้จัดฝึกอบรม 'การจัดทำสัตว์สตัฟฟ์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก' โดยได้รับเกียรติจากนายวัชระ สงวนสมบัติ, นางสาวฐิติมา ภู่มาก และ นางสาวภัทรียา สร้อยอินทร์ เป็นวิทยากรจากศูนย์บริหารคลังตัวอย่างทาง ธรรมชาติและสัตว์สตัฟฟ์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

การอบรมในครั้งนี้มีพนักงานและลูกจ้างขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 25 คน

โดยมีจุดประสงค์ให้พนักงานและลูกจ้าง เสริมสร้างทักษาะและพัฒนาเทคนิคในการสตั๊ฟฟ์สัตว์ เพื่อจัดการและรักษาซากหลังการชันสูตร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร และนำไปสร้างคุณค่าแก่การเรียนรู้และการอนุรักษ์สัตว์ป่าหายากแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

‘ผู้กำกับ 2475’ มอง วิจารณ์สถาบันอย่างสุจริต ไม่มีทางผิดกฎหมาย ม.112

📢ถามมา-ตอบไปกับ ‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ ผู้กำกับภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน ‘2475 Dawn of Revolution รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’

🎤: คิดว่า ม.112 มีปัญหาหรือไม่?

🎥คุณวิวัธน์: คุณทราบไหมว่า เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงจำเป็นต้องทำให้ มาตรา 112 แรงขึ้น ถ้าไม่มีกฎหมายนี้คุ้มครองไว้ ก็อาจจะทำให้คนไทยโกรธแค้นออกมาทำร้ายทำลายกันอีก และจริง ๆ แล้ว มาตรา 112 ไม่ได้มีผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปเลย ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันใด ๆ เพราะมันคือกฎหมายที่คุ้มครองบุคคล ที่มีส่วนเชื่อมโยงกับความเป็นสถาบันหลักของชาติ 

ถ้าคุณวิจารณ์โดยสุจริต ไม่ได้ไปหมิ่นประมาทใส่ร้าย คุณก็ไม่มีความผิด อาจารย์มหาวิทยาลัย วิจารณ์สถาบันฯ ตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นจะโดนอะไร แต่ชอบชี้นำให้เด็ก ๆ ไปหมิ่นแทน ด้วยการให้ข้อมูลบิดเบือน ข้อมูลที่บอกไม่ครบ เพื่อให้เด็กหลงเชื่อไปในทิศทางที่ต้องการ ยืมปากเด็กให้ออกมาพูดในสาธารณะจนโดนคดี 112 

คุณคิดว่าปัญหาของ ม.112 แท้จริงคืออะไรล่ะ คุณชอบบอกว่า กฎหมายมันมีปัญหา แต่ผมมองว่า ตัวปัญหาจริง ๆ คือคนที่สุมหัวกันหลอกเด็กเหล่านี้ รวมทั้งพวกที่หนีคดีอยู่เมืองนอก ที่ตั้งกลุ่มเฟซบุ๊ก กลุ่มแชต ปล่อยเฟกนิวส์สถาบันฯ พวกลี้ภัยอยู่เมืองนอกปั่นข่าวกันโดยไม่รับผิดชอบเพราะกฎหมายไทยไปไม่ถึง

ส่วนเด็กที่หลงเชื่อก็นำเฟกนิวส์เหล่านี้ออกไปโพสต์ เอาไปพูดบนเวทีเพื่อโจมตีสถาบันฯ จนโดนคดีตาม ๆ กันไป ผมจึงขอถามกลับว่า คุณคิดว่าปัญหาคือ ตัวกฎหมาย หรือ คนที่เอาข้อมูลมาหลอกเด็กไปทำผิด 112 ที่ต้องรับผิดชอบ

5 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 ‘ในหลวงรัชกาลที่ 9’ เสด็จเยือนนครนิวยอร์ก ประชาชนกว่า 7 แสนคน รับเสด็จเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 ประชาชนกว่า 7.5 แสนคน (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้มาเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งประทับรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนมาพร้อมกับขบวนพาเหรด บนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก โดยมีแถบกระดาษขนาดเล็กจำนวนมากโปรยปรายลงมาระหว่างการเคลื่อนขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการต้อนรับขบวนพาเหรดในนครนิวยอร์ก

โดยขบวนพาเหรดดังกล่าวกินเวลาประมาณ 20 นาที นำเสด็จจากถนนโลเวอร์บรอดเวย์ ไปถึงศาลาว่าการนครนิวยอร์ก เมื่อเวลาประมาณ 12.25 นาฬิกา

“มันอลังการมาก เราเคยเห็นการต้อนรับแบบนี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเราก็ตื่นเต้นมากที่ได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสกับโรเบิร์ต แวกเนอร์ (Robert Wagner) ผู้ว่านครนิวยอร์กในขณะนั้น

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น สื่อสหรัฐฯ จึงตั้งคำถามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตอบว่า…

“ประชาชนชาวไทยต้องการสันติภาพ สันติภาพอันมีเกียรติ…เราไม่เคยยั่วยุผู้ใด แต่เราพร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการรุกรานจากภายนอก”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top