Thursday, 13 August 2026
Hard News Team

‘ครีม บุศนันทน์’ ผงาดคว้าแชมป์แบดมินตัน ‘แคนาดา โอเพ่น 2024’ หลังโชว์อึดปราบสาวเดนมาร์ก จนขยับขึ้นแท่นมือ 1 ของไทยคนใหม่

(8 ก.ค.67) ‘ครีม’ บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ นักแบดมินตันไทย มือวางอันดับ 3 ของรายการ มืออันดับ 19 ของโลก ผงาดคว้าแชมป์หญิงเดี่ยวแบดมินตันโยเน็กซ์ แคนาดา โอเพ่น 2024 เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ไปครองได้สำเร็จ

โดย ‘น้องครีม’ โชว์พลังอึดในการเล่นเกมรับก่อนปราบ ลีเน่ คเจอร์เฟลด์ท มือวางอันดับ 4 ของรายการ มืออันดับ 21 ของโลกจากเดนมาร์ก ไปได้ 2 เกมรวด 21-16 , 21-14 คว้าแชมป์ระดับเวิลด์ทัวร์ได้ในรอบ 2 ปี ต่อจาก อินเดีย โอเพ่น 2022 รวมถึงเป็นแชมป์ในระดับเวิลด์ทัวร์ รายการที่ 4 ของเจ้าตัว และเป็นนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวไทยคนที่ 2 ที่สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้ต่อจาก แน็ต ณิชชาอร จินดาพล ในปี 2013 พร้อมรับเงินรางวัลทั้งสิ้น 31,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,165,500 บาท

หลังการแข่งขัน บุศนันทน์ ได้โพสต์ข้อความขอบคุณแฟน ๆ รวมถึงทีมงาน และครอบครัว โดยระบุว่า "ขอขอบคุณ...กำลังใจจากทุก ๆ คน ที่ส่งมาให้ตลอดมานะคะ ดีใจมาก ๆ ค่ะ ที่วันนี้สามารถทำให้หลาย ๆ คนยิ้มได้แล้วก็สนุกกับการเชียร์กีฬาค่ะ"

ทั้งนี้ จากการคว้าแชมป์ Yonex Canada open 2024 ซึ่งเป็นการแข่งขันระดับ Super 500 ทำให้อันดับโลกจากการจัดอันดับของสหพันธ์แบดมินตัน หรือ BWF ในสัปดาห์นี้ น้องครีม จะขยับอันดับขึ้นมาเป็นหญิงเดี่ยวมือ 1 ของไทย อยู่อันดับที่ 15 ของโลก (จากเดิม 19) , ตามด้วย เม ศุภนิดา อันดับ 16, หมิว อันดับ 18, เมย์ รัชนก อันดับ 21 และ แครอท อันดับ 39

‘ชาวญี่ปุ่น’ ทึ่ง!! ศักยภาพ ‘บัวขาว’ ในวัย 42 แม้พ่ายแพ้ แต่ก็ยังเป็นระดับท็อปของโลก

(8 ก.ค. 67) รายงานข่าวระบุว่า หลังจากยอดนักชกขวัญใจชาวไทย เจ้าของฉายา ‘ดำดอตคอม’ หรือ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมศึก K-1 World MAX 2024 ในวัย 42 ปี และพ่ายแพ้ไป แต่ก็ยังกลายเป็นไฟต์ที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

โดยถึงแม้ผลการแข่งขัน นักมวยชาวไทย จะเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไป แต่สิ่งที่แฟนกำปั้นแดนปลาดิบไม่อยากเชื่อสายตาก็คือสภาพร่างกายของยอดมวยไทยที่แม้จะอายุ 42 ปีแล้ว แต่ยังคงยืนสู้กับนักมวยระดับท็อปของโลกได้แบบไม่เป็นรอง งานนี้ทำเอาบรรดาแฟนคลับของเจ้าตัวออกมาแสดงความคิดเห็นกันผ่านเว็บไซต์ Yahoo News เป็นจำนวนมาก อาทิ…

“มันน่าทึ่งมากที่ บัวขาว รักษาร่างกายในวัย 42 ปี ได้ขนาดนี้ เขาต้องมีวินัย และไม่พลาดการฝึกซ้อมทุกวัน”

“ไฟต์นี้บ่งบอกชัดเจนว่า บัวขาว ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนก่อน สภาพร่างกายของเขาอาจจะแข็งแกร่ง แต่ปฏิกิริยา และความเร็วของเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัด”

“ฉันคิดว่า บัวขาว ยังคงแข็งแกร่งและโดดเด่น แม้ลีลาการต่อสู้ของเขาจะแตกต่างจากสมัยหนุ่ม ๆ”

“แค่เขากลับมาร่วมรายการ K-1 ในวัย 42 ปี ก็น่าทึ่งมากแล้ว ขอบคุณสำหรับการทำงานหนักของคุณ”

“บัวขาว อาจจะแพ้ในไฟต์นี้ แต่หาก นักมวยญี่ปุ่น เจอกับเขาก็อาจจะยังสู้ไม่ได้”

“เขาเป็นระดับตำนานไปแล้ว แต่มันเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะสู้บนสังเวียนเมื่อคุณอายุเกิน 40 ปี”

“ฉันคิดว่า บัวขาว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว เขาทำให้ทั่วโลกเห็นมามากมายว่าสามารถสู้กับคู่แข่งตัวท็อปบนเวทีโลกได้”

“คุณสุดยอดแม้จะแพ้ก็ตาม ฉันติดตามคุณมานาน แม้ตอนนี้จะอายุ 42 ปี แต่คุณไม่เปลี่ยนไปเลย ยังยิ้มแย้มเหมือนเคย”

“บอกได้คำเดียวว่า บัวขาว สุดยอดมาก! เขาเป็นนักสู้ที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ”

“มันเกิดคำถามขึ้นในใจ เหตุการณ์มันผ่านมากี่ปีแล้วตั้งแต่เขาแข่งกับ มาซาโตะ ร่างกายของเขาสุดยอดมาก อย่างไรก็ตาม นักกีฬาทุกคนบนโลกไม่สามารถเอาชนะอายุของตัวเองได้”

“แม้ว่าเขาจะไม่ปราดเปรียวเหมือนตอนยังหนุ่ม แต่ก็น่าทึ่งมากที่เขาสู้กับคู่แข่งที่อายุน้อยกว่าได้อย่างไม่เป็นรองบนสังเวียน และฉันคิดว่าไฟต์นี้น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟน ๆ ที่ได้ดู”

“ฉันรู้จัก บัวขาว ครั้งแรกตอนที่สู้กับ มาซาโตะ เมื่อปี 2004 แม้ไฟต์นั้น มาซาโตะ จะแพ้ แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีนักมวยรายไหนสามารถเอาชนะนักมวยไทยคนนี้ได้ มาถึงวันนี้ฉันดีใจมาก ๆ ที่เขายังสุขสบายดี และฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องวิเศษมาก ที่เขากลับมาญี่ปุ่น”

“ในรายการ K-1 World MAX 2024 มีแต่นักกีฬาที่แข็งแกร่งทั้งนั้น แค่เขากลับมาลงแข่งขันในวัยเกิน 40 ปี ก็ถือเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก ๆ แล้ว”

“ก่อนอื่นเลยเขาอายุ 42 ปี มันเหลือเชื่อมาก ๆ กับสิ่งที่เขาทำเมื่อต้องเจอกับบรรดาคู่ต่อสู้ที่อายุน้อยกว่าเขามาก แม้แต่ คิมูระ กับ อันโป ก็ยังเอาชนะเขาไม่ได้”

“บัวขาว อายุ 42 ปี แค่นี้แฟน ๆ ก็น่าจะพอใจแล้วที่เห็นเขายังคงอยู่ในวงการต่อสู้ ขอบคุณสำหรับการทำงานหนักของคุณ หากคุณยังสู้ต่อแฟน ๆ ก็พร้อมจะเชียร์คุณ”

“เขาล้มลงเมื่ออายุ 42 ปี แต่ก็ยังกลับขึ้นมายืนสู้กับนักสู้ระดับแถวหน้าของวงการในปัจจุบันได้โดยไม่แพ้น็อก ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม”

“มันไม่สำคัญหรอกว่า จะแพ้ หรือชนะ? แต่ ตาแก่บัวขาว ยังคงเท่เสมอ”

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหนในวัย 42 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เขาดูเป็นรองก็คือการเจอกับ นักชกต่างชาติ ที่มีร่างกายแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งต้องมาแบกอายุด้วยอีก”

“บัวขาว นายน่าทึ่งจริง ๆ มันทำให้ฉันมีความกล้ามากขึ้นหลังจากได้เห็นนายลุกขึ้นสู้อีกครั้ง ขอบคุณสำหรับการทำงานหนักของคุณ!”

“แค่เทียบกันเรื่องอายุ เขาก็เป็นฝ่ายชนะแล้ว ในวัย 42 ปี แต่เขายังกล้าที่จะขึ้นเวทีเผชิญหน้ากับเหล่านักสู้ยุคปัจจุบัน น่าชื่นชมจริง ๆ”

‘เด็กไทย’ สุดเจ๋ง!! คว้ารางวัลชนะเลิศออกแบบลายรถแข่ง F1 ทีม ‘Red Bull’ พร้อมอวดโฉมชาวโลก หลังถูกนำไปใช้จริงใน ‘บริติช กรังด์ ปรีซ์’ ที่ผ่านมา

(8 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลังจากเพจ 'โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย' ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับ นายชลัช สุวณิชย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ของโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการออกแบบลายรถแข่ง Formula 1 ของทีม Red Bull ‘Oracle Redbull Racing’ ที่ใช้ในการแข่งขัน F1 'บริติช กรังด์ ปรีซ์' ที่ประเทศอังกฤษ และได้นำลวดลายดังกล่าวมาใช้จริงในการแข่งขันเรซเมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมาอีกด้วย

สำหรับ ผลงานของนักแข่งจาก เรด บูลล์ เรซซิ่ง โดย แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน แชมป์โลกคนปัจจุบัน ได้ขึ้นโพเดียมด้วยการเข้าป้ายอันดับ 2 ส่วน เซอร์จิโอ  เปเรซ จบอันดับ 17

ส่วนชัยชนะตกเป็นของ ลูอิส แฮมิลตัน ยอดนักขับจากทีมเมอร์เซเดส ซึ่งถือเป็นการคว้าแชมป์ที่ซิลเวอร์สโตน ครั้งแรกในรอบ 3 ปีของเขา

'วิจัยโตเกียว’ เผย!! ครึ่งปีแรก บ.ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะล้มละลายเกือบ 5 พันแห่ง เหตุ ‘เยนอ่อน' ดัน 'ต้นทุนสูง-เงินเฟ้อพุ่ง’ คาดทั้งปีเสี่ยงล้มแตะหมื่น

(8 ก.ค. 67) จากการสำรวจข้อมูลของบริษัทโตเกียว โชโก รีเสิร์ช ผู้ให้บริการด้านการจัดทำความน่าเชื่อถือด้านการเงินพบว่า บริษัทในญี่ปุ่นที่ประสบภาวะล้มละลายระหว่างเดือน ม.ค ถึง มิ.ย ปี 2024 มีจำนวนอยู่ที่ 4,931 ราย สูงขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2023 และเป็นระดับสูงสุดที่ในรอบ 10 ปี และนับเป็นการเพิ่มขึ้นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว

การล้มละลายดังกล่าวซึ่งรวมถึงกรณีการมีหนี้สินคงค้าง 10 ล้านเยนขึ้นไป หรือเกือบ 2.3 ล้านบาทมีสาเหตุหลัก ๆ จากเรื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงานและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในญี่ปุ่น

โดยมีบริษัทถึง 374 แห่งที่อ้างเหตุผลเรื่องราคาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หรือมากกว่าปีที่แล้ว 23.4% ส่วนบริษัทอีก 327 แห่งอ้างเหตุผลเรื่องไม่สามารถจ่ายคืนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยภายใต้โครงการช่วยเหลือของรัฐบาลในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ส่วนบริษัทที่อ้างเหตุผลเรื่องการขาดแคลนแรงงานนั้น แม้จะมีจำนวนเพียง 145 บริษัท แต่ก็เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และยังสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจบริษัทล้มละลายตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ยังพบว่าการออกกฎควบคุมการทำงานนอกเวลา หรือ โอที ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือน เม.ย และราคาวัสดุก่อสร้างที่แพงขึ้นทำให้บริษัทในอุตสาหกรรมก่อสร้างล้มละลาย 947 แห่ง หรือเพิ่มขึ้น 20.6%

บริษัทที่ล้มละลายส่วนใหญ่ ประมาณ 88.4 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กมีจำนวนพนักงานต่ำกว่า 10 คน โดยบริษัทโตเกียว โชโก รีเสิร์ช เตือนว่าตลอดทั้งปีนี้จำนวนบริษัทล้มละลายในญี่ปุ่นอาจเพิ่มขึ้นเกินกว่า 10,000 แห่ง หากค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้นอีก

‘รฟท.’ ลุยติดแอร์รถไฟชั้น 3 ชุดแรก 130 คัน  ปักธง!! ‘รถไฟไทย’ ต้องไม่มีรถร้อนอีกต่อไป

(8 ก.ค.67) นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการยกระดับบริการรถไฟว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมอัปเกรดบริการในส่วนของรถไฟชั้น 3 โดยแนวคิดปรับปรุงรถไฟชั้น 3 เป็นรถปรับอากาศทั้งหมด รวมถึงปรับเบาะที่นั่งให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น 

ปัจจุบันพบว่าบริการรถไฟมีสัดส่วนที่นั่ง แบ่งเป็น รถบริการเชิงสังคม มีประมาณ 300-400 คัน มีขีดความสามารถบริการที่ 26 ล้านที่นั่ง/ปี แต่มีผู้ใช้บริการจริงเพียง 18.6 ล้านคนต่อปี ส่วนรถบริการเชิงพาณิชย์ มีจำนวนที่นั่งบริการได้เพียง 9 ล้านที่นั่งต่อปี จำนวนผู้ใช้บริการเต็มจำนวนและมีความต้องการเพิ่มอีกประมาณ 9 ล้านที่นั่ง

จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่พบนี้ยังมีผู้ต้องการใช้บริการรถเชิงพาณิชย์รออีกเป็นจำนวนมากแต่ รฟท.ไม่มีรถบริการได้เพียงพอ ซึ่งนโยบายขณะนี้ได้ให้ รฟท. ยกระดับรถไฟชั้น 3 ทยอยปรับปรุงเป็นรถปรับอากาศทั้งหมด ส่วนราคาที่เพิ่มขึ้นตามระเบียบ การให้บริการรถเชิงพาณิชย์ ซึ่งรัฐบาลจะดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถใช้บริการได้ตามปกติผ่านบัตรสวัสดิการ ในขณะที่ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น

“ที่ผ่านมาไม่เคยทำงานแบบเชิงวิเคราะห์ แต่ครั้งนี้มีการสำรวจและนำตัวเลขมาวิเคราะห์ ทำให้เห็นภาพว่ามีผู้ต้องการใช้บริการรถเชิงพาณิชย์อีกประมาณ 9 ล้านที่นั่งต่อปี ดังนั้น เป้าหมายที่ต้องการคือเพิ่มขบวนรถเชิงพาณิชย์ให้สามารถรองรับได้เพิ่มอีกประมาณ 9 ล้านที่นั่ง เพื่อตอบสนองผู้ที่ต้องการเดินทางในขณะนี้ก่อน ขณะที่เป้าหมายสุดท้ายคือรถไฟไทยจะไม่มีรถร้อนอีกต่อไป

นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการ รฟท. กล่าวว่า รฟท.ได้กำหนดแผนปรับปรุงรถโดยสารชั้น 3 (พัดลม) และได้เริ่มทยอยดำเนินการแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อดำเนินการปรับปรุงประมาณ 40 คัน โดยใช้งบประมาณปี 2567 และปี 2568 จะทยอยเข้าปรับปรุงอีกประมาณ 90 คัน หรือรวมชุดแรกประมาณ 130 คัน เนื่องจากจะต้องถอนรถออกจากบริการในเส้นทางเพื่อนำมาเข้ากระบวนการปรับปรุง ซึ่งจะต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน

หากสามารถปรับปรุงรถชั้น 3 มาเป็นขบวนรถไฟเชิงพาณิชย์จำนวน 130 คันนี้ คิดเป็นจำนวนที่นั่งเพิ่มอีกประมาณ 3.2 ล้านที่นั่งต่อปี โดยมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเปลี่ยนเบาะที่นั่งและติดระบบปรับอากาศเฉลี่ยประมาณ 6 ล้านบาทต่อคัน

'สมโภชน์ อาหุนัย' แจงขายหุ้น EA 14.6 ล้านหุ้น เป็นการปรับโครงสร้างภายในกลุ่ม ไม่ได้ถูก Forced Sell

(8 ก.ค. 67) นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ชี้แจงข้อเท็จจริงตามที่ได้มีข้อมูลเปิดเผยถึงการจำหน่ายหุ้นในบริษัทฯ ของตนออกไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค.67 จำนวน 14,690,000 หุ้น ที่ราคา 12.60 บาท และเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการ Forced Sell นั้น โดยระบุว่า…

1. เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 67 Sotus & Faith #1 Limited ได้ทำการขายหุ้นจำนวน 14,690,000 หุ้น ในช่วง ณ ราคาปิดตลาด (ATC) ให้กับ 1.นายชัยวิทย์ อรุณเนตรทอง และ 2.นางสิริลักษณ์ อรุณเนตรทอง โดยเป็นการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งไม่กระทบการถือครองหุ้นโดยรวมของตน และตนยังคงถือหุ้นรวมในสัดส่วนเท่าเดิม

ทั้งนี้ การดำเนินการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต เพื่อความคล่องตัว และเหมาะสม

2. เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในกระดานและกระทบต่อนักลงทุนรายย่อย การทำการซื้อขายจะทำผ่านกระดาน Biglot หรือราคา ATC เท่านั้น เพราะหากเป็นการถูก Force Sell จริง การขายหุ้นจะต้องทำผ่านระบบ Market Matching ไม่ใช่การทำ Big Lot ดังที่ได้ดำเนินการ

3. ในวันนี้ (วันจันทร์ที่ 8 ก.ค.67) จะดำเนินการแจ้งต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ตนเอง รวมถึง Sotus & Faith #1 Limited และ 1.นายชัยวิทย์ อรุณเนตรทอง และ 2.นางสิริลักษณ์ อรุณเนตรทอง เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันโดยสมัครใจ ซึ่งจะเหมือนเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ที่ได้โอนหุ้นของ EA จากชื่อของตนไปอยู่ภายใต้ชื่อ Sotus & Faith #1

4. ขอยืนยันว่ากระบวนการ Forced Sell ได้เสร็จสิ้นไปแล้วตามที่ได้มีการแถลงไปก่อนหน้านี้และไม่มีหุ้นที่มีความเสี่ยงที่จะโดน Force Sell เหลืออีกแล้ว และขอให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย และนักลงทุน โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่นำเสนอออกมาในลักษณะที่ส่อไปในทางที่จะสร้างความเข้าใจผิด และสร้างความสับสน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำ 6 วิธีป้องกัน และเตรียมความพร้อมรับมือเหตุเพลิงไหม้ 

วันนี้ (8 กรกฎาคม 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีเหตุเพลิงไหม้ภายในชุมชนตรอกโพธิ์ ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธ์วงศ์ เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และมีทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากกรณีการเกิดเหตุเพลิงไหม้ จึงได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน ถึงวิธีการและข้อควรปฏิบัติในการป้องกันเหตุเพลิงไหม้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว 6 วิธี ดังนี้ 

1. “การติดตั้งและดูแลรักษาระบบไฟฟ้า” ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะปลั๊กพ่วงและแบตเตอรี่ต่าง ๆ 

2. “การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้อง” ควรปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ได้ใช้งาน และหลีกเลี่ยงการใช้ปลั๊กพ่วงหลายเครื่องพร้อมกันเกินกำลังไฟที่ปลั๊กพ่วงรองรับ 

3. “การจัดการกับสิ่งของที่ติดไฟได้” ควรเก็บกวาดวัสดุที่อาจติดไฟได้ง่าย เช่น กระดาษ โฟม ใบไม้แห้ง หรือขยะ ที่อาจติดไฟได้ ออกจากบริเวณบ้านหรือบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ 

4. “การเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิง” ควรเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ดับเพลิงเบื้องต้น เช่น ถังน้ำ หรือถังทราย และหากเป็นไปได้ควรมีถังดับเพลิงติดบ้านไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน 

5. “การเตรียมพร้อมรับมือ” ควรศึกษาเส้นทางในการอพยพ การใช้อุปกรณ์ดับเพลิง และการฝึกซ้อมในการรับมือเหตุเพลิงไหม้ 

6. “ไม่กีดขวางการดับเพลิง” ไม่วางสิ่งของหรือจอดรถยนต์กีดขวางอุปกรณ์สำหรับดับเพลิง หรือถนน เพราะจะเป็นอุปสรรคในการทำงานของเจ้าหน้าที่ 

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นเหตุเพลิงไหม้ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งไปยังสายด่วนดับเพลิง 199 , สายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'เจือ-รวมไทยสร้างชาติ' แก้ปัญหา 'แหลมสมิหลา-หาดชลาทัศน์' ไร้สุขา ช่วยเหลือ 'พี่น้องประชาชน-นักท่องเที่ยว' ได้แบบเร่งด่วน

(8 ก.ค. 67) จากกรณี นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จังหวัดสงขลา และนักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนหย่อนใจชมชายหาดและเล่นน้ำทะเลบริเวณหาดชลาทัศน์ ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนไม่มีห้องอาบน้ำและห้องสุขาสาธารณะให้บริการ ต้องซื้อน้ำถังอาบ และเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและนักท่องเที่ยว จึงขอความอนุเคราะห์ให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดสงขลาเร่งดำเนินการก่อสร้างห้องอาบน้ำและห้องสุขาสาธารณะบริเวณหาดชลาทัศน์ที่สะอาด ถูกหลักสุขอนามัยเหมาะสมกับพื้นที่อย่างเพียงพอ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

ล่าสุด นายเจือ ราชสีห์ ได้รายงานความคืบหน้าต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า…

“🔵คืบหน้าแล้ว ได้รับแจ้งจากจังหวัดสงขลา กรณี ที่ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่ได้รับความสะดวกเมื่อมาเที่ยวแหลมสมิหลา - หาดชลาทัศน์ อำเภอเมืองสงขลา เนื่องจากไม่มีห้องน้ำสาธารณะ (ห้องอาบน้ำ-ล้างตัว, ห้องสุขา) ให้บริการ 🚻”

นายเจือกล่าวว่า “วันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว อย่างเร่งด่วน ครับ”

“ผมขอขอบคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และโยธาธิการและผังเมือง จ.สงขลา อีกครั้งหนึ่ง ครับ” นายเจือกล่าว

‘กองถ่ายต่างชาติ’ เลือก ‘ไทย’ ยกกองถ่ายหนัง 49 จังหวัด กรุงเทพฯ ขึ้นแท่นอันดับ 1 ‘เยาวราช-โรงหนังเก่าออสการ์’ ก็มา!!

(8 ก.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Salika’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2567) มีภาพยนตร์ต่างประเทศได้รับอนุญาตถ่ายทำในประเทศไทย จำนวน 238 เรื่อง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2566 จำนวน 6 เรื่อง แต่มีงบประมาณการถ่ายทำในประเทศไทยมากกว่า 3,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 1,332 ล้านบาท คิดเป็น 59.33%

โดยกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเดินทางมาจาก 31 ประเทศทั่วโลก ประเทศและดินแดนที่งบประมาณการถ่ายทำสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ฮ่องกง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมนี

สำหรับสถานที่ถ่ายทำมี 49 จังหวัด โดยจังหวัดที่มีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศนิยมถ่ายทำมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร 156 เรื่อง เช่น ถนนเยาวราช สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) โรงหนังเก่าออสการ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นต้น

อันดับ 2 ปทุมธานี 45 เรื่อง อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ACTS Studio

อันดับ 3 ชลบุรี 33 เรื่อง อาทิ เกาะล้าน ถนนเลียบชายหาดพัทยา ปราสาทสัจธรรม

อันดับ 4 นนทบุรี 22 เรื่อง อาทิ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

อันดับ 5 สมุทรปราการ และภูเก็ต 21 เรื่องเท่ากัน โดยจังหวัดสมุทรปราการ อาทิ เมืองโบราณ ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ The Studio Park และจังหวัดภูเก็ต อาทิ เขตเมืองเก่าภูเก็ต หาดพาราไดซ์ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี เป็นต้น

'เปลวสีเงิน' เตือน!! ปลุกกระแส 'ถวายคืนพระราชอำนาจ' เพื่อขจัดรัฐบาล ไม่ต่างจากดึงสถาบันฯ มาเป็นคู่ขัดแย้งทาง 'การเมือง-ประชาชน'

(8 ก.ค.67) นักหนังสือพิมพ์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง ได้นำเสนอบทความ ในหัวข้อ ‘ถวายคืนพระราชอำนาจ? #ผักกาดหอม’ ระบุว่า…

อย่าได้คิดทำครับ…

หลายวันมานี้มีการเผยแพร่ข้อความในโลกออนไลน์ ซึ่งอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง

นั่นคือ ข้อเสนอถวายคืนพระราชอำนาจ!

แม้จะไม่ชัดเจนว่า มีขอบเขตแค่ไหน แต่พอจับทางได้ว่าเพราะความไม่พอใจในการบริหารประเทศของรัฐบาลเศรษฐา

จึงอยากให้ถวายคืนพระราชอำนาจ

ถ้าเป็นแค่การเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ก็ควรจะพูดกันให้ชัดเจน

จะได้ไม่สร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง

เพราะการยุบสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องกระทำโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำความขึ้นกราบบังคมทูลและนำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

เรียกร้องแบบนี้เข้าใจได้ครับ

แต่ที่จับกระแสผ่านความเข้าใจในโซเชียล เป็นความเข้าใจคนละอย่าง

บางคนเลยเถิดถึงขั้นเรียกร้องให้รื้อฟื้นระบอบการปกครอง ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’ ขึ้นใหม่

แบบนี้อันตรายมากครับ!

คิดแบบนี้ในยุคสมัยนี้ ก็ไม่ต่างจากดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับ นักการเมือง และประชาชน

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมของทุกอำนาจ

ทั้งการปกครอง การตุลาการ การทหาร

เป็นเจ้าชีวิตของประชาชนทั้งหมด

พระมหากษัตริย์ส่วนใหญ่ในอดีต นับแต่ราชอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ ทรงใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของอาณาประชาราษฎร์ ให้ร่มเย็นเป็นสุข

ในทางปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ไม่อาจจะทรงปกครองบริหารราชอาณาจักรทั้งหมดด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง จึงทรงมอบหมายให้บรรดาพระราชวงศ์เหล่าขุนนาง-ข้าราชการ ปฏิบัติหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ

แต่พระมหากษัตริย์จะทรงเรียกพระราชอำนาจคืนเมื่อไหร่ก็ได้

นั่นคืออดีต

ไม่เฉพาะไทย หรือสยาม หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่…แต่ในอดีตกาลเป็นระบอบการปกครองที่ใช้กันแทบทุกแผ่นดินในโลกนี้

ปัจจุบันไม่อาจหวนกลับไปสู่ ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’ ได้อีกแล้ว

แม้จะยังมีบางประเทศใช้อยู่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย บรูไน แต่โดยบริบทของไทย คนไทย แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

ปี ๒๔๗๕ ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองกันอย่างทุลักทุเล

คณะราษฎรเองก็ใช่จะเข้าใจตรงกันทั้งหมดว่า เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ‘สมบูรณาญาสิทธิราชย์’ ไปสู่อะไร

สำหรับประชาชนยิ่งแล้วใหญ่

เกิดความเข้าใจในหมู่ประชาชนพื้นที่ห่างไกลว่า รัฐธรรมนูญเป็นลูกชายพระยาพหลฯ

กว่าจะเข้าที่เข้าทางได้ใช้เวลานานโข

แต่ยิ่งนานก็ยิ่งเกิดการแตกแยกในหมู่คณะราษฎร

จะเห็นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยนั้น ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตั้งแต่แรกเริ่ม

เริ่มจากคณะราษฎรชิงอำนาจกันเอง

เกิดการรัฐประหารบ่อยครั้ง

และนักการเมืองคอร์รัปชัน

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประชาธิปไตยทั้งสิ้น

การพัฒนาประชาธิปไตย หรือการแก้ปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่การ ถวายคืนพระราชอำนาจ แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันสร้าง

แม้จะต่างพรรค ต่างความเชื่อ แต่เมื่อจุดมุ่งหมายของทุกคนคือประชาธิปไตย เราจะผลักภาระไปให้พระองค์ท่านไม่ได้

ประชาชนต้องช่วยกันขจัดนักการเมืองคอร์รัปชัน แม้จะยากลำบากเพราะสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ แต่ไม่มีทางเลี่ยง หรือทางลัดอื่น หากประชาชนไม่ทำ การเมืองก็วนอยู่อย่างนี้

คอร์รัปชัน รัฐประหาร เลือกตั้ง วนไปไม่มีที่สิ้นสุด

สถานะของพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน ทรงอยู่เหนือการเมือง และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานแจกเนื่องในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันตรงกับวันเสด็จสวรรคตที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๐ มีความดังต่อไปนี้

“…อนึ่ง พระบรมเดชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามนี้ ไม่ได้มีปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใดด้วยเหตุถือว่าเป็นที่ล้นพ้น ไม่ข้อสิ่งอันใด หรือผู้ใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้

แต่เมื่อว่าตามความที่เป็นจริงแล้ว เพราะเหตุฉะนั้นข้าพเจ้าไม่มีความรังเกียจอันใดเลยซึ่งจะมีกฎหมายกำหนดพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดิน…”

รัฐธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติ “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้” แสดงให้เห็นถึงฐานะของพระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะสูงสุดของประเทศและเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนเสมอมา

ผู้ใดจะทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมิได้

และการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จะเห็นว่าพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องถวายคืน

ที่พยายามประโคมว่าถวายคืนพระราชอำนาจเพื่อขจัดรัฐบาล แบบนี้ไม่เรียกว่าถวายคืนพระราชอำนาจ แต่เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง

ฉะนั้นใครก็ตามที่คิดแบบนี้ กรุณาหยุดเสีย

หยุดทำเรื่องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top