Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ฯ โดยกองทันตสุขภาพ จัดกิจกรรมโครงการ “ผู้สูงอายุฟันดี”

กองทันตสุขภาพ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ นำโดย นาวาเอกหญิง พิมพ์โพธ สุทธิวรรณ ผอ.กองทันตสุขภาพ พร้อมด้วยทันตแพทย์ พยาบาลทันตกรรม ผู้ช่วยทันตแพทย์ และเจ้าหน้าที่ ให้บริการตรวจสุขภาพช่องปากและให้ความรู้ทาง ทันตกรรมกับผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2567 ณ กิจการสโมสร โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

รมว.ศธ. เป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบพวงมาลัยคล้องคอเรือพระที่นั่ง ระหว่างโรงเรียนสตรีวัดระฆังกับกองทัพเรือ

เมื่อ 25 ก.ค. 67 เวลา 08.10 น. พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เดินทางไปเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบพวงมาลัยคล้องคอเรือพระที่นั่ง ระหว่าง โรงเรียนสตรีวัดระฆัง กับกองทัพเรือ โดยมี พลเรือโท วิจิตร ตันประภา รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกำลังพล ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี (คตร.) พร้อมคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้รับมอบพวงมาลัยคล้องคอพระที่นั่ง พร้อมอุบะ เพื่อนำไปคล้องคอประดับตัวเรือสำหรับเรือพระที่นั่ง จำนวน 3 ลำ จาก ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง พร้อมคณะครูและนักเรียน ณ อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ นับเป็นความปลื้มปีติและความภาคภูมิใจของคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำพวงมาลัยคล้องคอเรือพระที่นั่งขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ 27 ตุลาคม 2567 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา

โดยในปีนี้ กองทัพเรือได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการอัญเชิญเรือพระที่นั่งจำนวน 3 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เพื่อใช้สำหรับผูกทุ่นประกอบการแสดงเรือพระที่นั่งเฉลิมพระเกียรติ ในวันที่ 28 – 29 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย (ข้างท่าราชวรดิฐ) และบริเวณอาคารราชนาวิกสภา ซึ่งถือเป็นมรดกสำคัญทางวัฒนธรรมของชาติที่ทรงคุณค่า และถือเป็นหนึ่งเดียวในโลก
สำหรับพิธีรับมอบพวงมาลัยคล้องคอพระที่นั่ง ระหว่างโรงเรียนสตรีวัดระฆัง กับกองทัพเรือ
ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการแสดงเรือพระที่นั่งเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในวันที่ 28 – 29 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย (ข้างท่าราชวรดิฐ) และบริเวณอาคารราชนาวิกสภา โดยภายในสองวันข้างต้นมีการแสดงวันละ 2 รอบ รอบละ 30 นาที แบ่งเป็น วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 เวลา 15.00 น. และ 20.30 น. วันที่ 29 กรกฎาคม 2567 เวลา 17.00 น. และ 20.00 น.

จึงขอเชิญชวนประชาชนแต่งกายสุภาพโทนสีเหลืองร่วมงานเข้าชมการแสดงเรือพระที่นั่งฯ ในวัน เวลาและสถานที่ดังกล่าว โดยพร้อมเพรียงกัน

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

สมุทรปราการ-“รพ.เปาโล สมุทรปราการ”เปิดตัว”คลินิกเวชกรรมเปาโล” สาขาซอยมังกร 8.00-20.00 สิทธิประกันสังคมไม่ต้องสำรองจ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 9.00 น.วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ โดย นายแพทย์พิชัย แพร่ภัทร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งตัดริบบิ้นเปิดตัวคลินิกเวชกรรมเปาโล สาขาซอยมังกร ต.แพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ พร้อมด้วย คุณทวีศักดิ์ หงษ์ทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล คุณสายพิณ ธรรมาสถิตกุล ผอ.ฝ่ายการพยาบาล ดร.มัทนิน พฤติธนาภัทร ผอ.ฝ่ายบริหาร คุณบุบผา ภู่ทอง ผอ.ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และ นายแพทย์อาจ พรวรนันท์ แพทย์อายุรกรรมโรงพยาบาล สมุทรปราการ ตลอดจนคณะเจ้าหน้าที่ร่วมในพิธีเปิดครั้งนี้

โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ เป็นสถานพยาบาลเอกชนในเครือข่าย BDMS มีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางต่างๆ อาทิ ศูนย์อุบัติเหตุฉุกเฉิน, ศูนย์กุมารเวช 24 ชั่วโมง, ศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งมีนวัตกรรมการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก (MIS - Minimally Invasive Surgery) ที่ใช้ในการผ่าตัดรักษาโรคได้แทบทุกอวัยวะสำคัญ รวมทั้งมีเทคโนโลยีทางการแพทย์อันเป็นที่ยอมรับและมีมาตรฐาน สามารถวินิจฉัยและตรวจรักษาโรคได้อย่างตรงจุด เพื่อให้วางแผนการรักษาได้อย่างครอบคลุม อาทิ เครื่องมือ MRI และ CT Scan ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทีมแพทย์ ทีมพยาบาลสหสาขาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมให้บริการตรวจรักษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ

ด้านนายแพทย์ พิชัย แพร่ภัทร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ กล่าวว่า โรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ ได้เล็งเห็นถึงสุขภาพของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และมีความตั้งใจที่จะขยายบริการด้าน สุขภาพเพื่อเข้าถึงประชาชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มศักยภาพทางการแพทย์ให้เติบโตเคียงข้างไปพร้อมกับประชาชน จึงได้มีการขยายมาตรฐานการรักษาด้วยการเปิดคลินิกเวชกรรมเปาโล สาขาซอยมังกร ซึ่งมีมาตรฐานบริการเดียวกันกับโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ ที่มีความสะดวกต่อการเข้ารับการรักษา เข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างรวดเร็ว และให้ความสำคัญเสมือนคนในครอบครัว

อีกทั้งยังมุ่งหวังให้ผู้ที่มาเข้ารับบริการได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและได้มาตรฐาน ด้วยการ "รักษาอย่างเข้าถึง ดูแลอย่างเข้าใจ" สำหรับการเปิดตัวคลินิกเวชกรรมเปาโล สาขาซอยมังกร ยินดีให้บริการประชาชนในซอยมังกรและพื้นที่ใกล้เคียงภายไต้มาตรฐานการรักษาเดียวกับโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ ที่เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นโดยผู้ที่เข้ามารับบริการสามารถมาใช้บริการได้หลากหลาย อาทิ ตรวจรักษาอาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยจากการเกิดอุบัติเหตุ, บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ, บริการด้านการฉีดวัคซีน, บริการออกใบรับรองแพทย์ต่างๆ เช่น Work Permit, ใบขับขี่ หรือเข้ารับอบรม เป็นต้น โดยคลินิกเวชกรรมเปาโล สาขาซอยมังกรจะเปิดให้บริการในทุกวัน เวลา 08.00 - 20.00 น. ในวาระสำคัญนี้ จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ของการเปิดตัวคลินิกเวชกรรมเปาโล สาขาซอยมังกร และเพื่อตอบแทนทุกความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการทุกท่าน ด้วยกิจกรรมพิเศษต้อนรับการเปิดตัวคลินิกเวชกรรมเปาโลสาขาซอยมังกร กับกิจกรรม "ใกล้บ้าน ใกล้คุณ" ในวันที่ 27ก.ค. 67 เวลา 07.00 - 09.00 น. สามารถลงทะเบียนเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ อาทิ ตรวจประเมินโรคอ้วน (BM), ตรวจสุขภาพสายตา (Eye Vision Test) , ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด (FBS) , (Cholesterol) , ตรวจการทำงานของตับและไต (SGOT) (BUN) , ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป และฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สำหรับผู้ประกันตนอายุ 50 ปี ขึ้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหลายรายการ

ทั้งยังมีสิทธิพิเศษมากมายภายในงาน ที่จะมอบให้กับผู้ที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรากับการเปิดตัว "คลินิกเวชกรรมเปาโล สาขาซอยมังกร"

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

“พล.ต.ท.ประจวบ ฯ” กำชับตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจรทั่วประเทศ เตรียมพร้อมดูแลประชาชนห้วงหยุดยาว ย้ำผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจร ง่วงไม่ขับ เมาไม่ขับ

วันนี้ (26 กรกฎาคม 2567) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (หน.คจร.ตร.) ได้สั่งการกำชับให้ตำรวจจราจรทั่วประเทศเตรียมความพร้อม ดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่พี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางการจราจร ในห้วงหยุดยาวระหว่างวันที่ 27 – 29 กรกฎาคม 2567 ซึ่งคาดว่ามีประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยวตามจังหวัดต่าง ๆ จำนวนมาก อาจทำให้เกิดการจราจรติดขัด อุบัติเหตุ หรือเหตุด่วนที่ต้องการความช่วยเหลือ ให้พร้อมดูแลประชาชนโดยทั่วไป รวมถึงบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุ ตามนโยบายและข้อสั่งการของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.

มาตรการด้านการอำนวยความสะดวกการจราจร มอบหมายให้กองบังคับการตำรวจทางหลวงเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการจัดการจราจรบนถนนทางหลวงสายหลัก และให้พิจารณาเปิดช่องทางเดินพิเศษ (Reversible Lane) ในเส้นทางที่มีความจำเป็น , ให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาจราจร อำนวยความสะดวกการจราจรสำหรับถนนสายรอง ในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น โดยต้องปรากฏกายให้เด่นชัด รวมถึงการจัดระเบียบการจอดรถ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญทางศาสนา และสถานที่ท่องเที่ยว , ให้ทุกหน่วยสำรวจและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงเครื่องหมายป้ายจราจร ไฟฟ้าส่องสว่างให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ กรณีที่มีการก่อสร้าง ซ่อมแซมผิวถนน ให้ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการคืนพื้นผิวการจราจรให้มากที่สุด และให้จัดทำข้อมูลประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงเส้นทางที่มีการก่อสร้าง ซ่อมแซม เส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น แสดงป้ายแนะนำเส้นทางเลี่ยง ป้ายเตือนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุให้ประชาชนเห็นชัดเจน และให้กองบังคับการตำรวจทางหลวงประชาสัมพันธ์เส้นทางเลี่ยงสำหรับการเดินทางในถนนทางหลวงสายหลัก รวมทั้งให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ในการอำนวยการจราจรและการป้องกันอุบัติเหตุ เช่น รถยกหรืออุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายรถกรณีที่มีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ ทั้งของราชการและเอกชน เพื่อให้พ้นการกีดขวางการจราจรได้ทันที

สำหรับมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน กำชับให้ทุกสถานีตำรวจเพิ่มความเข้มในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนตามมาตรการ 10 ข้อหาหลัก โดยพิจารณาตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจร จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ ในบริเวณที่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรือมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจราจร ให้พนักงานสอบสวนทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ และตรวจการมีสารเสพติดในร่างกายผู้ขับขี่ทุกราย ดำเนินคดีให้ครบทุกข้อหา และต้องตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามมาตรการเมาแล้วขับซ้ำสอง หากพบว่าผู้ขับรถในขณะเมาสุรามีอายุต่ำกว่า 20 ปี จะต้องสอบสวนขยายผลดำเนินคดีกับผู้ขายสุรา ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ 2551 และกรณีผู้ขับรถในขณะเมาสุรามีอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้สอบสวนขยายผลดำเนินคดีกับบุคคลที่ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือบุคคลที่จำหน่ายหรือให้สุราแก่เด็ก ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ 2546 มาตรา 26 โดยให้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีไปในคราวเดียวกันกับความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ประจวบ ฯ กำชับกองบัญชาการตำรวจนครบาลเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาร่วมพิธีต่าง ๆ ในงานพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในกรุงเทพมหานครด้วย

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร คจร.ตร. กล่าวว่า คจร.ตร.ได้กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศ ดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในห้วงวันหยุดยาว วันที่ 27 – 29 กรกฎาคมนี้ อย่างเต็มที่ พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเดินทาง ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง ง่วงไม่ขับ เมาไม่ขับ เตรียมความพร้อมทั้งยานพาหนะ สภาพร่างกาย ก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ครอบครัว ผู้โดยสาร และเพื่อนร่วมทาง เดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนหากเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือ ประชาชนสามารถสอบถาม แจ้งขอความช่วยเหลือ และแจ้งเหตุขัดข้องด้านการจราจร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่

• โทร. 191 จราจรทุก สน./สภ. ทั่วประเทศ
• โทร. 1197  สายด่วนตำรวจจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
• โทร. 1193 ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ
• โทร. 1599 สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับกระทรวงแรงงาน จัดกิจกรรมจิตอาสาฝึกบริการประชาชน

วันที่ 26 กรกฎาคม 2567 นางเธียรรัตน์  ประธานมูลนิธิ ฯ เปิดเผยว่า ในวันนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือกับกระทรวงแรงงาน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ วัดศรีรัตนธรรมาราม อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมอบหมวกกันน็อค ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท นวกิจประกันภัย พร้อมกับกลุ่มไทยสมายล์บัส และขนมขบเคี้ยว ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เพื่อมอบให้กับพี่น้องประชาชน และนักเรียน ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้

กิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในวันนี้ จัดขึ้นโดยศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยมี พล.ต.ท. จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 1 เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และ พล.อ.อ.อิทธิศักดิ์ ศรีสังข์ ผู้แทนจากหน่วยราชการในพระองค์ ตรวจเยี่ยมการจัดกิจกรรมต่างๆ

ภายในงานมีกิจกรรม มากมาย อาทิ การฝึกอาชีพ บริการตัดผม และการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต่างให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้

‘รมว.ปุ้ย’ นำทีมเยือนญี่ปุ่น ศึกษา ‘โมเดลคิตะคิวชู’ เตรียมนำมาประยุกต์ใช้สร้าง ‘นิคมฯ Circular’ ในไทย

(26 ก.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงภารกิจการเยือนประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 24 - 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า ได้มีการประชุมหารือร่วมกับ อธิบดีสำนักสิ่งแวดล้อมเมืองคิตะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ว่า เมืองเชิงนิเวศคิตะคิวชู (Kitakyushu Eco-Town) เป็นหนึ่งในต้นแบบที่ดี ที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำมาเป็นแนวทางพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในประเทศไทย เพื่อพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและประชาชนในพื้นที่โดยรอบ ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กับเมืองคิตะคิวชู มีความร่วมมือในการพัฒนาเมืองเชิงนิเวศ และได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และมาบตาพุดคอมเพล็กซ์ จังหวัดระยอง ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้รับการรับรองการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ระดับ Eco World Class 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมอบหมายให้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กนอ. และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ร่วมกันจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งการเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร รวมไปถึงเทคโนโลยี เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Circular โดย กนอ. อยู่ระหว่างการหารือความร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ฟุกุโอกะ กระทรวงการต่างประเทศ เมืองคิตะคิวชู เพื่อดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน 

โดยเบื้องต้นกำหนดกรอบความร่วมมือ ดังนี้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ปัจจัยความสำเร็จในการบริหารจัดการของเสียและวัสดุเหลือใช้ของญี่ปุ่น ประกอบด้วย 

(1) กฎหมายที่ใช้ในการกำกับดูแลโรงงาน ทั้งผู้ก่อกำเนิดของเสียและผู้รับกำจัดของเสีย 

(2) กฎหมายที่ใช้ในการกำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมให้เอื้อต่อการพัฒนารูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 

(3) บูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการหมุนเวียนทรัพยากรตามแนวคิด end-of-waste และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรมให้รองรับการตั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนทรัพยากร

“เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนที่สนใจลงทุนในประเทศไทย ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสนับสนุน การประกอบกิจการที่คำนึงถึงความยั่งยืนตามเป้าหมายของประเทศและของโลก การหารือและดูงานครั้งนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการนำปัจจัยความสำเร็จจากเมืองคิตะคิวชูมาเป็นต้นแบบในการบูรณาการเพื่อสนับสนุนให้การทำ BCG Model เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องขับเคลื่อนต่อไป เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทย” นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ ที่ Recycle-Tech Corporation ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ชินเรียว คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำเป้าหมายของประเทศในการผลักดัน BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อลดปริมาณของเสียและส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งการเยี่ยมชมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในอนาคตอันใกล้นี้ โลกจะต้องเผชิญกับปัญหาของเสียจากแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมาก การรีไซเคิลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นกลางทางคาร์บอน

ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ (24 ก.ค.67) คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการรีไซเคิลหลอดฟลูออเรสเซนต์ ของบริษัท เจ-รีไลท์ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เศรษฐกิจหมุนเวียน และความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการรีไซเคิลเพื่อลดของเสีย ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม Circular จะเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทย โดยนักลงทุนจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

ด้านนางบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการ กนอ. (สายงานพัฒนาที่ยั่งยืน) กล่าวเสริมว่า บทบาทของ กนอ. ต่อจากนี้ คือ การอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนที่อยู่โดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยความร่วมมือที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนที่กำลังจะตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทย ให้เห็นว่าประเทศไทยตั้งใจสนับสนุนและอำนวยความสะดวกการประกอบกิจการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายของประเทศ รวมถึงเป้าหมายของโลก โดยมีภาครัฐที่พร้อมให้การสนับสนุนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ มีกำหนดการเยือนประเทศญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2567 เพื่อร่วมศึกษาดูงานการพัฒนาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการ 

'พีระพันธุ์' เยือนซาอุดีอาระเบีย ปิดดีลใหญ่!! ยกระดับความร่วมมือด้านพลังงาน ‘ไทย-ซาอุฯ’

ไม่นานมานี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภารกิจภายหลังการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงพลังงาน และคณะทำงาน ระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมาว่า ในการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ มีภารกิจสำคัญอยู่ 2 ส่วน

ส่วนแรกคือ การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย

ส่วนที่สองเป็นการติดตามความคืบหน้าในเรื่องของการทำความตกลง (MOU) ระหว่างกระทรวงพลังงานไทยกับกระทรวงพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ที่ได้มีการลงนามไปเมื่อปี 2565  โดยคณะของกระทรวงพลังงานไทยได้มีการหารือกับคณะเจรจาของกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย นำโดย เจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดีอาระเบีย  และยังมีหน่วยงานชั้นนำของประเทศซาอุดีอาระเบียและของโลกเข้าร่วมหารือด้วย เช่น Saudi Aramco บริษัทน้ำมันชั้นนำระดับโลก บริษัท SABIC ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ระดับโลก บริษัท ACWA Power  ผู้ประกอบธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้า และ SEEC หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานของประเทศ

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ในด้านภารกิจกระชับความสัมพันธ์กับประเทศซาอุดีอาระเบียหลังจากที่มีการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันในรอบ 32 ปีนั้น ได้มีการพูดคุยกันในกรอบการค้า รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่จะเกิดประโยชน์โดยภาพรวมต่อทั้งสองประเทศ ส่วนภารกิจด้านการติดตามความร่วมมือด้านพลังงานตาม MOU เดิมทั้ง 8 ข้อนั้น ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทางซาอุดีอาระเบียในทุกข้อตกลง โดยทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อติดตามและผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียต่อไป

นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงข้อตกลงสำคัญๆ ในการหารือว่า ขณะนี้ทางซาอุดีอาระเบียได้ให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของพลังงานแห่งอนาคต และกำลังพิจารณาที่จะเข้ามาลงทุนด้านนี้ในประเทศไทย โดยเฉพาะพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานเชื้อเพลิงที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งรถยนต์ในอนาคต รวมถึงเรื่องของพลังงานเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้ด้วย

"เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าหากว่าเราสามารถพัฒนาไฮโดรเจนจนได้ต้นทุนที่ถูกลง ก็จะสามารถนำพลังงานส่วนนี้มาชดเชยก๊าซ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า และลดค่าไฟแก่พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งทางซาอุฯ ก็รับปากที่จะมาลงทุนในไทยในเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน"

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า การลงทุนผลิตพลังงานไฮโดรเจนในประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือระดับ 'บิ๊กดีล' ระหว่างไทยและซาอุฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศต่างก็มีเป้าหมายจะพัฒนาและลงทุนในด้านนี้

นอกเหนือจากข้อตกลงทั้ง 8 ข้อใน MOU เดิม นายพีระพันธุ์ยังได้เสนอให้เพิ่มเติมความร่วมมือในด้านอื่นๆ ซึ่งได้แก่ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงาน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานในการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของไทย  ซึ่งทางซาอุดีอาระเบียก็ได้ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการให้การสนับสนุนด้านวิชาการแก่ 'วิทยาลัยพลังงานแห่งชาติ' ที่กำลังเตรียมจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย เพื่อช่วยยกระดับองค์ความรู้และบุคลากรพลังงานที่จะสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทยในอนาคตต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า การเยือนซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของไทย ซึ่งเป็นผลจากการต่อยอดการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน ในฐานะ รมว.พลังงานซาอุฯ รวมถึงบุคลากรระดับสูงของภาครัฐ และผู้นำของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานในซาอุดีอาระเบียต่างให้การต้อนรับคณะของกระทรวงพลังงานไทยเป็นอย่างดีในทุกๆ ด้าน

"การเยือนซาอุฯ ครั้งนี้ เราได้รับการตอบสนองอย่างดีในทุกๆ เรื่อง และเราได้รับการต้อนรับที่ดีจริงๆ เราได้ชมกระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงของบริษัทด้านพลังงานระดับโลก และทางซาอุฯ ก็ยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับประเทศไทย เหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นความตกลงข้อที่ 9 ที่เราได้มา นอกเหนือจาก MOU ทั้ง 8 ข้อ ซึ่งล่าสุดทั้งสองประเทศก็ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันในทุกๆ ประเด็นความร่วมมือที่มีการพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้เชิญชวนให้ซาอุดีอาระเบียพิจารณาเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือ และท่อขนส่งน้ำมันในพื้นที่ที่มีศักยภาพของประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) ให้กับประเทศไทย และสามารถเป็นจุดกระจายน้ำมันจากประเทศไทยไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้ โดยทาง ซาอุฯ ได้ให้ความสนใจและพร้อมที่จะเข้ามาศึกษารูปแบบการดำเนินระบบ SPR ของไทยทันทีเมื่อไทยมีความพร้อม

ขณะเดียวกัน ทางซาอุดีอาระเบียก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับไทยในเรื่องของการผลิตพลังงานสะอาด และเน้นย้ำนโยบายการขับเคลื่อนพลังงานที่ต้องการผลักดันเพื่อไปสู่เป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย

สำหรับโอกาสการลงทุนในซาอุดีอาระเบียนั้น นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ซาอุฯ มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศสูงมาก แต่ยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอกับความต้องการ จึงส่งสัญญาณผ่านทางกระทรวงพลังงานของไทยไปถึงนักลงทุนไทยที่สนใจจะมาลงทุนโรงไฟฟ้าให้ที่ซาอุฯ ด้วย

"การไปเยือนและเจรจาครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูครั้งสำคัญของสองฝ่าย หลังจากที่ทาง ซาอุฯ เอง ก็รอไทยมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเกือบสองปีเต็มนั้นยังไม่มีอะไร แต่วันนี้ความคืบหน้าของ 'ไทย-ซาอุฯ' เกิดขึ้นแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งผมก็จะเร่งผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป นี่คือสัญญาณที่ดีมากๆ เพราะทุกการเจรจา ทุกความร่วมมือที่กล่าวถึง ทาง ซาอุฯ ไม่ได้มาเพียงเพื่อพูดคุยเล่นๆ แต่เขาเอาจริง" นายพีระพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย

‘ภูพระบาท’ จ่อขึ้นเป็นมรดกโลกแห่งที่ 8 ของไทย ร่วมลุ้นพร้อมกัน 27 ก.ค.นี้ คาด!! อาจได้รับข่าวดี

(26 ก.ค. 67) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เปิดเผยว่า ได้รับทราบรายงานจากคณะผู้แทนไทย ที่เดินทางไปร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ว่าได้ขอให้ที่ประชุมเลื่อนการพิจารณาการรับรองอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เป็นมรดกโลกให้เร็วขึ้น เป็นวันที่ 27 ก.ค.เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาในลำดับที่ 6 ในช่วงเช้าของการประชุม ขณะที่วันนี้จะมีการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ‘สงขลา และชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา’ เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลกด้วย

“ในโอกาสนี้อยากขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมส่งแรงใจ ร่วมลุ้นร่วมเชียร์ให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ได้รับการพิจารณาเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เพื่อเฉลิมฉลองปีมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทั้งนี้ หากอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทได้รับการพิจารณาเป็นมรดกโลก จะเป็นมรดกโลกแห่งที่ 8 ของประเทศไทย และแห่งที่ 2 ของจังหวัดอุดรธานี ต่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อย่างไรก็ตามจากการประสานงานกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและร่วมกันจัดทำข้อมูลมาอย่างดี เชื่อมั่นว่าวันที่ 27 ก.ค.นี้คนไทยจะได้รับข่าวดีแน่นอน” พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าว 

‘เจือ ราชสีห์’ ดีใจ!! ‘สงขลา’ เป็นเจ้าภาพฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 50 เปิดสนามดวลแข้งนัดแรก 7 ตุลาคมนี้ ณ สนามติณสูลานนท์

(26 ก.ค. 67) นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘นายเจือ ราชสีห์-Mr.Jua Rachasri’ ระบุว่า…

📣 ฟุตบอล ⚽️ คิงส์คัพ ครั้งที่ 50 จัดที่สงขลา นะครับ ...รู้หรือยัง ‼️ 

ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวสงขลา ที่จังหวัดสงขลา ได้รับเลือกจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 50 นับเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี ที่ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ เตรียมมาแข่งขันที่จังหวัดสงขลา อีกครั้ง โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-15 ตุลาคม 2567 ที่สนามติณสูลานนท์ ครับ ⚽️ 🇹🇭 ⚽️

โดยก่อนหน้านี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ประกาศผลการคัดเลือก เจ้าภาพ ฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 50 ในงาน FA Thailand Awards 2023/24 ผลปรากฏว่าสิทธิ์ตกเป็นของ ‘จังหวัดสงขลา’ ที่ผ่านคุณสมบัติมากที่สุด จากการพิจารณาของคณะกรรมการ ที่ สมาคมฯ จัดตั้งขึ้น

ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ เป็นฟุตบอลถ้วยในระดับนานาชาติที่เก่าแก่มากที่สุดในทวีปเอเชีย โดยการแข่งขันครั้งที่ 50 จะจัดขึ้นภายใต้ปฏิทิน ฟีฟ่า เดย์ ระหว่างวันที่ 7-15 ตุลาคม 2567 แข่งขันทีมละ 2 นัด ในรูปแบบน็อคเอาท์ รอบรองชนะเลิศ และ รอบชิงชนะเลิศ

โดยทุกนัดจะเป็นการแข่งขันในระดับ International ‘A’ Match นำผลการแข่งขันไปคำนวณในการจัดฟีฟ่าแรงกิ้ง

โดยมี 3 จังหวัดที่เสนอตัวเข้ามาเป็นเจ้าภาพ ประกอบด้วย เชียงราย, สงขลา และ เชียงใหม่ ก่อนที่คณะกรรมการ จะพิจารณาให้ จังหวัดสงขลา มีความพร้อมมากที่สุด โดยจะใช้สนาม ติณสูลานนท์ สำหรับจัดการแข่งขัน ภายใต้ความจุ 20,000 ที่นั่ง (Seat)

การแข่งขันครั้งนี้ มี 4 ชาติที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการแล้ว ประกอบด้วย ทีมชาติไทย (เจ้าภาพ) อันดับ 101 ของโลก, ทีมชาติซีเรีย อันดับ 93 ของโลก, ทีมชาติทาจิกิสถาน อันดับ 103 ของโลก และแชมป์เมื่อปี 2022 และ ทีมชาติฟิลิปปินส์ อันดับ 147 ของโลก ส่วนประกบคู่แข่งขัน จะมีการจับสลากเพื่อแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

สำหรับ ‘จังหวัดสงขลา’ ถือเป็นจังหวัดที่ 2 ของภาคใต้ ที่ได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ฟุตบอลคิงส์คัพ ต่อจ่าก จังหวัดภูเก็ต และ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี ที่ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ เตรียมมาแข่งขันที่ จังหวัดสงขลา อีกครั้ง ต่อจาก ในฟุตบอลเอเชียน เกมส์ ปี 1998

‘น้ำเพชร ฏีร์ญาภา’ ซัดสายการบินดัง ซื้อตั๋ว 3.4 แสน แต่ไม่ได้นั่ง Qsuite พร้อมเดือดซ้ำสอง หลังเข้าใจผิด ‘Spin9’ ทำคอนเทนต์พาดพิง

จากกรณีนางงามสาว ‘น้ำเพชร ฏีร์ญาภา’ ออกมาด่ากราดสายการบินดัง หลังจ่ายเงินไปเกือบ 4 แสน หวังว่าจะได้นั่ง Qsuit แต่กลับได้ที่นั่งเกรดต่ำกว่าที่คิด และสายการบินปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ เนื่องจากประเภทของเครื่องบินไม่ได้อยู่ในสัญญา

เนื่องจากที่นั่งของ น้ำเพชร เป็นที่นั่งสำหรับชั้นธุรกิจปกติ เครื่องบิน โบอิ้ง 777-300ER ไม่มีที่นั่งในชั้นเฟิร์สคลาส และไม่ใช่ที่นั่งในชั้น Premium Economy อย่างที่เธอเข้าใจ

แต่เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาระหว่าง น้ำเพชร และสายการบิน แต่กลับกลายเป็นปัญหาบานปลายใหญ่โต เมื่อจู่ ๆ น้ำเพชร เข้าใจผิดว่า 'อู๋ Spin9' ทำคอนเทนต์พาดพิงถึงเธอ เกี่ยวกับที่นั่ง Qsuite ของสายการบินเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้ว คอนเทนต์ของ อู๋ นั้นทำไว้ตั้งแต่ 3 เดือนก่อน จากนั้น ซู่ชิง ภรรยาของ อู๋ Spin9 จึงโพสต์ตอบกลับ น้ำเพชร

เมื่อ น้ำเพชร ทราบว่าตัวเองเข้าใจผิด ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านไอจีสตอรี่ บอกว่าเคลียร์กับ อู๋ Spin9 เรียบร้อยแล้ว รู้แล้วว่า อู๋ ไม่ได้ทำคอนเทนต์ถึงเธอ แต่เธอก็มีสิทธิ์จะเข้าใจผิดเช่นกัน สุดท้ายนี้ไม่อยากให้ทุกคนดรามา ใครไม่จบเธอก็พร้อมขึ้นศาลด้วย

อย่างไรก็ตาม น้ำเพชร ยังคงถูกพูดถึงในโซเชียล เนื่องจากชาวเน็ตมองว่า เธอยังคงไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดอะไร และยังดึงคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง โพสต์ว่าเคลียร์กับอีกฝ่ายไปแล้ว อยากจบ แต่ก็ยังพูดถึงเรื่องการหาผลประโยชน์ไม่หยุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top