Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

'รัดเกล้า' เผย!! รัฐเปิดเกมดุ ขจัดปัญหายาเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ควบคู่!! เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชน 'เท่าทัน-เข้าใจ-ห่างไกล'

(4 ส.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ร่วมเป็นองค์เสวนา ชื่อหัวข้อ 'เยาวชนความรู้เท่าทันเรื่องอะไรบ้างจึงป้องกันตัวเองได้' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม 'โครงการเยาวชนรู้เท่าทัน ป้องกันตนเอง' ที่จัดขึ้น ณ ชุมชนบ้านปูนใต้สะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครฯ ระหว่างเวลา 08:30 – 14:00 น. โดย นายกีรติ กีรติยุติ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และนางอิง ภาสกรนที ประธานผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ร่วมเป็นประธานในการเปิดงาน

ทั้งนี้ รองโฆษกรัฐบาล รัดเกล้า ได้กล่าวว่า นโยบายและแนวทางของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหายาเสพติด ว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะนำมาสู่ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายเช่น ปัญหาอาชญากรรมอื่น ปัญหาสังคม ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นต้น ทางรัฐบาลได้ให้ทิศทางนโยบายโดยเน้นตัดต้นตอกระบวนการค้ายาเสพติด ด้วยการเน้นทำลายโครงสร้างการค้าและการเงินของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ความน่ากังวลใจคือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานว่าปัจจุบันมีการจับการค้ายาเสพติดได้จำนวนเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีแพร่ระบาดของยาเป็นจำนวนมาก 

"ในสภาวะเช่นนี้หน่วยปฏิบัติต้องทำงานหนักมาก และต้องพบความเสี่ยงในการทำงานมากขึ้น ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สำคัญที่สุด เมื่อ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบอุปกรณ์เพื่อใช้ในการป้องกัน และตอบโต้กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด อาทิ กล้อง Night Vision โดรนตรวจการณ์ ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ANTI-DRONE และรถโฟร์วีล เป็นต้น" รองโฆษกฯ รัดเกล้า กล่าว

รองโฆษกฯ รัดเกล้า กล่าวอีกว่า "นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่วงโคจรของยาเสพติด ที่เริ่มต้นจากผู้เสพ ซึ่งมีผลกระทบมากมาย อาทิ ปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาด้านเศรษฐกิจ จึงอยากแนะนำไปยังเด็กและเยาวชนว่า เรื่องของยาเสพติดต้องหลีกเลี่ยงตั้งแต่ต้น และยังได้แสดงความห่วงใยจากการที่เด็กและเยาวชนจะถูกหลอกลวงจากผู้ไม่หวังดีให้ขนย้ายยาเสพติด"

เมื่อพูดถึงเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้า รองโฆษกฯ รัดเกล้าแสดงความห่วงใยด้วยว่า “นอกจากปัญหายาเสพติดแล้ว ปัญหาของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งแพร่ระบาดในเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งความอันตรายไม่ได้น้อยไปกว่าบุหรี่ มีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าถึงเด็กโดยเฉพาะ และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายของประเทศไทยด้วย” 

สำหรับการเสวนาในครั้งนี้นอกจากนางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาลแล้ว ยังมีนางสาวนิชญา ปราณีจิตต์ เลขานุการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นายอุดมชัย โลหณุต ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกรุงเทพมหานคร นายแพทย์ธนัช พจน์พิศุทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร และร้อยตำรวจโทพิมดาว พวงพิลา รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจบางยี่ขัน เข้าร่วมการเสวนาด้วย

ทั้งนี้ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในฐานะผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นเพียงแค่การคิ๊กออฟโครงการ เป็นต้นแบบที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมุ่งหวังจะเดินหน้าจัดในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เป้าหมายของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางคือให้ความรู้ในเรื่องคดีต่างๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีความรู้ ความเข้าใจ โดยในเฟสแรกนี้จะมุ่งเป้าหาความร่วมมือกับคณะกรรมการชุมชนต่างๆ สำนักงานเขตต่างๆ ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร และมีความพร้อม โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะครอบคลุมให้ได้มากถึง 4 ชุมชนต่อปี โดยงบประมาณหลักในการจัดงานนี้มาจากการระดมทุนของคนในศาลโดยมุ่งหวังสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา ให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติด และอยากเห็นเยาวชนไทยได้รับโอกาสที่ดีในชีวิต

ด้าน นายกีรติ ระบุว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และได้รับความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจับกุม ปราบปราม และเยียวยา เยาวชนที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเผชิญความเสี่ยงอื่นๆ เช่น ภัยจากการล่อลวง (เช่น การเปิดบัญชีม้า และการค้าประเวณี) ซึ่งท้ายสุดก็ทำให้กลุ่มเยาวชนเข้าไปอยู่ในวงจรสีเทาที่มีการค้าขายยาเสพติดสอดแทรกอยู่ในนั้น ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เป็นเพียงแค่การคิกออฟโครงการ เป็นต้นแบบที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมุ่งหวังจะเดินหน้าจัดในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป  

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีกิจกรรมการแสดงความสามารถของเยาวชนในชุมชนเพื่อนบ้าน การแสดงกระบี่กระบอง จากชุมชนวัดฉัตรแก้ว ที่เป็นแบบที่ดีของชุมชนที่สร้างกิจกรรมดังกล่าวให้เยาวชนในพื้นที่ใช้เวลาว่างมาทำในสิ่งที่มีประโยชน์ สร้างรายได้เสริม และเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน มีการแสดงรำร่ายไหว้ครูมวยไทย ชุดผู้ใหญ่และชุดเด็ก และการแสดงคีตะมวยไทย จากชุมชนเขตคลองเตย นอกจากนั้นในบริเวณรอบข้างยังมีการออกร้านให้ชุมชนรอบข้างนำของดีในพื้นที่มาวางขาย เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินและร่วมอุดหนุนสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่อีกด้วย

‘สรวงศ์’ เผย ‘เพื่อไทย’ ไม่มีคุยดึง ‘สส.ก้าวไกล’ ร่วมงาน หากถูกยุบพรรค ลั่น!! ไม่ขอก้าวล่วงพรรคอื่น ยัน!! ข้อตกลงเดิมที่เคยพูดคุยกัน ตอนจัดตั้งรัฐบาล

(4 ส.ค. 67) นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้วและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกมาระบุว่ามีความพยายามจากพรรคร่วมรัฐบาลติดต่อดึง สส.พรรค ก.ก.ไปร่วมงานด้วย หากพรรคถูกยุบ ในฐานะพรรคแกนนำตั้งรัฐบาล มองเรื่องนี้อย่างไร ว่า ตนไม่ขอก้าวล่วงพรรคอื่น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน แต่ในส่วนของพรรค พท. ตนในฐานะเลขาธิการพรรคยืนยันว่าไม่มี

เมื่อถามว่า จะมีผลอะไรกับรัฐบาลหรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า ไม่น่ามีอะไร หากพรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงเพิ่มขึ้นก็ต้องว่าไปตามข้อตกลงที่เคยพูดคุยกันตอนร่วมตั้งรัฐบาล

เมื่อถามถึง กรณีที่หากพรรค ก.ก.ถูกยุบ อาจจะมีปรับเปลี่ยนเรื่องเก้าอี้ประธานสภา และรองประธานสภา พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีการพูดคุยกันใหม่หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า จะต้องมีการพูดคุยกันแน่นอน แต่เบื้องต้นตนไม่อยากให้มีข่าวร้ายในการยุบพรรคใดๆ ทั้งสิ้น

'ภูมิธรรม' เลื่อนแถลงร้านค้า 'ดิจิทัลวอลเล็ต' หวังลดซ้ำซ้อนลงทะเบียน ปชช. พร้อมเปิดทาง 'ธงฟ้าของถูกทั่วไทย ลดค่าเช่าแผงค้า' เดินหน้าก่อน

(4 ส.ค. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะมีการเลื่อนแถลงข่าว ‘ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต’ ที่กำหนดไว้วันที่ 5 สิงหาคม 2567 ที่กระทรวงพาณิชย์ ออกไปเป็นเดือนกันยายน เพราะไม่ต้องการให้ซ้ำซ้อนกับการลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ตของประชาชน อยากให้ผ่านขั้นตอนนี้ไปก่อน

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมความพร้อมเรื่องร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ตไว้แล้ว โดยนายภูมิธรรม ย้ำว่า เบื้องต้นมีร้านธงฟ้าในเครือข่ายกว่า 1.44 แสนร้านค้าที่จะเข้าร่วม

และ ในสัปดาห์นี้ จะเริ่มโครงการลดภาระและต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งได้ประสานหน่วยงานต่างๆ ให้ช่วยลดค่าเช่าพื้นที่หรือให้พื้นที่ขายของโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3 เดือน ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้
โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเดิมยกเว้นเก็บค่าใช้พื้นที่ขายของรายเดือน แบ่งเป็น ร้านจำหน่ายในศูนย์อาหารสวัสดิการ 43 ร้านค้า และ แผงค้าในตลาดนัดที่จัดทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และศุกร์ จำนวน 993 แผง

‘ดร.นิว’ ชำแหละ 9 ข้อแถโง่ๆ ที่ฟังไม่ขึ้นของ ‘พรรคก้าวไกล’ ฟาด!! เล่นแง่กฎหมายไปเรื่อย ตีความเข้าข้างตัวเองได้ ในทุกกรณี

(4 ส.ค. 67) ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ดร.นิว นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความระบุว่า …

ชำแหละ 9 ข้อแถโง่ๆ ที่ฟังไม่ขึ้นของพรรคก้าวไกล

ข้อ 1. ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยยุบพรรคได้อย่างไรในเมื่อมีการบัญญัติไว้ใน พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ผ่านมาก็มีการยุบพรรคที่ทำผิดให้เห็นๆ กันอยู่ แล้วถ้าพรรคก้าวไกลทำผิด ทำไมจะยุบไม่ได้?

ข้อ 2. ถ้าคิดว่าคำร้องของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พรรคก้าวไกลก็ต้องดำเนินการเอาผิดกับ กกต. ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าจะสามารถนำมาแถให้พรรคก้าวไกลพ้นผิดไปได้

ข้อ 3. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรและคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ก็มีความต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะสืบเนื่องมาจากการที่พรรคก้าวไกลใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ก็แค่นำมาวินิจฉัยต่อไปว่าสมควรยุบหรือไม่ ไม่ใช่ข้อหาที่แตกต่างกันตามที่พรรคก้าวไกลแถแบบโง่ๆ

ข้อ 4. เมื่อบุคคลทำเกินมติพรรคถ้าพรรคไม่ยอมรับก็ต้องจัดการแต่เนิ่นๆ ในทุกกรณี แต่ทว่าพรรคก้าวไกลกลับไม่เคยจัดการใดๆ การอภิปรายบิดเบือนให้ร้ายในสภาก็เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง แม้แต่ถวายพระพรก็ยังไม่มี แถมพรรคก้าวไกลยังออกหน้าประกันตัว สส. ผู้กระทำผิด ม.112 อย่างชัดเจนอีกด้วย

ข้อ 5. พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ถือหลักป้องปรามในการยุบพรรค พรรคก้าวไกลใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองอย่างชัดเจนก็อาจเข้าข่ายโดนยุบพรรคเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคก้าวไกลยุยงปลุกปั่นมวลชนหรือใช้กำลังในการล้มล้างเสียก่อน

ข้อ 6. ยุบหรือไม่ยุบเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงแค่ผู้วินิจฉัยเท่านั้น ส่วนจะสมควรแก่เหตุหรือไม่ก็เป็นดุลพินิจของศาล หากมองว่าการที่พรรคก้าวไกลสร้างความแตกแยกทางความคิดชี้นำไปสู่บั้นปลายของการล้มล้างซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรงและการสูญเสีย เพียงแต่ยังไม่ได้ปรากฏขึ้นเป็นรูปธรรมเท่านั้น การยุบพรรคก็ไม่ใช่สิ่งที่เกินเลยกว่าเหตุ เพื่อยับยั้งความรุนแรงก่อนที่อนาธิปไตยจะเกิดขึ้นมาทำลายประชาธิปไตย

ข้อ 7-9. พรรคก้าวไกลเล่นแง่แถกฎหมายไปเรื่อย เพราะถ้าคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่สิทธิในการเพิกถอนสิทธิจริงก็ควรจบตั้งแต่ข้อ 7. ไม่ใช่แถไปจนถึงข้อ 9. ในลักษณะต่อรองเป็นขั้นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคก้าวไกลไม่รู้กฎหมายจริง หากแต่ตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองสุดๆ ในทุกกรณี

ดังนั้น หากดูเพียงผิวเผินด้วยความไม่รู้กฎหมายก็อาจมองว่าพรรคก้าวไกลเก่งฉกาจที่สามารถยกข้อต่อสู้ทางกฎหมายขึ้นมาได้ถึง 9 ข้อ แต่ทว่าความเป็นจริง พรรคก้าวไกลก็แค่ตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองแบบเด็กเอาแต่ใจ ไร้วุฒิภาวะ ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการและความเป็นจริงแต่อย่างใด

ดร.ศุภณัฐ

4 สิงหาคม พ.ศ. 2567

นักเขียนชื่อดัง วิจารณ์คลิปนักศึกษา จบมาคาดหวัง เงินเดือนสตาร์ท ‘สี่หมื่นห้า’ ชี้!! เงินเดือนอยู่ที่ความสามารถ อย่าตั้งมาตรฐานตัวเองเอาไว้สูง แล้วเกาะพ่อแม่กิน

(4 ส.ค. 67) นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Padipon Apinyankul' ระบุว่า...

เห็นคลิปนี้กันยังครับ สัมภาษณ์นักศึกษาหลายคน ว่า จบมาคาดหวังเงินเดือนกันเท่าไร ?
ล้วนแต่ตอบว่า 40,000 - บ้างก็ 45,000 บ.

ไม่มีใครเลย ที่จะพูดว่า ..

มันอยู่ที่ความสามารถของเรา ที่จะมีความสำคัญกับองค์กร อย่างไร ? .. นั้นจึงเป็นค่าตอบแทนในรูปเงินเดือน
ถ้าค่าแรงทะลุฟ้า ส่วนความสามารถทะลุดิน . แล้วมันสมควรจะได้หรือไม่ ?

การวางกฎเกณฑ์เช่นนี้ สื่อออกไปให้สาธารณชนได้เห็นเช่นนี้ ผลสะท้อนจะมี 2 ลักษณะเกิดขึ้น

1. เกิดกับนักศึกษาด้วยกันบางกลุ่ม จะเห็นตาม เรียกร้องเงินเดือนเช่นนี้บ้าง .. ทำให้ไม่กล้าไปทำงานเงินเดือนต่ำ 
และเกิดภาวะเกาะพ่อแม่ เกินกว่าวัยมาตรฐาน

2. เกิดกับองค์กรบริษัท ทำให้ตัดสินใจง่ายว่า อย่าจ้างพวกนี้เลย , จ้างคนอื่นได้ 2 คน ดีกว่าจ้างคนเดียว

เมื่อตั้งเงินเดือนเอาไว้สูง พอทำงานจริง ๆ เจอเงินเดือนเริ่มต้นที่ 18,000 - 25,000 ก็จะไม่อยากทำงาน 
หรือทำไปแบบผ่าน ๆ ไม่จริงจังใส่ใจ เพื่อรอโอกาสเปลี่ยนมองหางานใหม่เร็ว อยู่เรื่อย .. เรื่อย .. และเรื่อย

การไม่จริงจังต่องาน ทำให้ขาดสิ่งที่เรียกว่า การอดทน การเรียนรู้ปรับตัว และการแก้ปัญหาเป็นศูนย์

ดังนั้น ถ้ายังไม่เริ่มต้นทำงาน ก็อย่าตั้งมาตรฐานความสามารถตนเองเอาไว้สูง
มาตรฐานความสามารถที่จะสูงได้นั้น อยู่หลังการทำงานไประยะหนึ่ง > อยู่ที่คนอื่นเป็นคนตั้ง ไม่ใช่ตัวเอง

อย่านอนกลางคืนนานไป นะครับ ไม่งั้นความฝันนั้น จะลามมาถึงกลางวัน

‘แกนนำคณะก้าวหน้า’ เตือน ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ อ้าง!! ยุบ ‘ก้าวไกล’ จะทำให้ไทยพลาดเก้าอี้ใน ‘ยูเอ็น’

(4 ส.ค. 67) นายชำนาญ จันทร์เรือง แกนนำคณะก้าวหน้า-อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่มีประสบการณ์ผ่านคดียุบพรรคอนาคตใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว วิเคราะห์คำตัดสินของศาลรธน.ในวันที่ 7 ส.ค.นี้โดยมองว่า พรรคก้าวไกลมีโอกาสรอดจากการถูกยุบพรรคจากเหตุผลทั้งบริบทการเมือง-ข้อกฎหมายและเรื่องของเวทีต่างประเทศ โดยเรื่องของเวทีต่างประเทศ ก็เพราะในเดือนหน้านี้ ศาลรธน.ของไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมาคมศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่าแห่งเอเชีย (AACC) ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 17-21 กันยายน 2567 ที่กรุงเทพมหานคร (มีประธานศาลรัฐธรรมนูญและสถาบันเทียบเท่า จากประเทศสมาชิก 18-19 ประเทศ เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยคาดว่าจะมีมาร่วมงานประมาณเกือบ400 คน) ซึ่งจุดนี้ คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ เหตุใด ศาลรธน.จึงนัดตัดสินคดีสำคัญๆ ในช่วงนี้เพื่อให้เสร็จก่อนการประชุม ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล ก็ไม่รู้ว่าจะแบกหน้าไปคุยกับเขาได้อย่างไร เพราะการที่จะสั่งยุบพรรคการเมือง มันต้องเป็นเรื่องร้ายแรงมากๆ

นายชำนาญ ยังกล่าวอีกด้วยว่า นอกจากนี้ ปัจจุบัน รัฐบาลไทยกำลังรณรงค์อย่างหนัก เพื่อสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ในวาระปี ค.ศ.2025-2027 ซึ่งเท่าที่ทราบถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่แค่เฉพาะคดี 112 ที่จะพบว่าเกือบทุกคดี จะไม่มีการให้ประกันตัวยกเว้นแค่บางคดี เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว แล้วยิ่งหากจะมายุบพรรคการเมือง ที่ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงมากที่สุด ถ้าแบบนี้ ก็ปิดประตูตายได้เลย ไม่ต้องไปลุ้นให้เหนื่อย 

แกนนำคณะก้าวหน้า มองว่า ผลการลงมติของ 9 ตุลาการศาลรธน.วันที่ 7 ส.ค.นี้ จะไม่ออกมาแบบเอกฉันท์แบบตอนลงมติตัดสินคดีที่ 3/2567 หรือคดีล้มล้างการปกครองฯ โดยอาจจะออกมา 5 ต่อ 4  หรือ 6 ต่อ 3 ประมาณนี้ ซึ่งแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรธน.ที่จะออกมา จะมีแค่สองแนวทางเท่านั้น คือ หนึ่ง “ไม่ยุบพรรคก้าวไกล” ส่วนหากจะออกมาเป็นแบบยกคำร้อง โดยใช้เหตุว่ากระบวนการพิจารณาของกกต.ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย-ระเบียบของกกต. ถ้าออกมาแบบนี้ มันจะไม่ตัดสิทธิที่กกต.จะยื่นคำร้องเข้ามาใหม่อีกครั้งได้ เช่น หากตัดสินยกคำร้องด้วยเหตุว่า กกต.ไม่ได้ทำตามระเบียบขั้นตอนที่ถูกต้อง ก็ยังทำให้กกต.สามารถไปเช็กคำร้องคดีขึ้นมาใหม่ได้ อาจใช้เวลา 1-2 ปี ก็ว่าไป มันไม่ใช่การฟ้องซ้ำ เพราะฟ้องซ้ำคือการมาฟ้องคดีที่ตัดสินคดีไปแล้วแต่เป็นคดีประเภทเดียวกัน คู่ความคนเดียวกัน ข้อหาเดียวกัน มาฟ้องซ้ำอีก แต่ถ้าศาลรธน.ยกคำร้อง ก็หมายถึงทำไม่ถูกขั้นตอน ก็ยังให้ไปทำมาใหม่ได้ อันนี้ไม่ใช่ชี้โพรงให้กระรอก แต่ก็อาจเป็นทางออกของเขา แต่มันก็จะเป็นชนักติดหลังพรรคก้าวไกลได้อยู่ว่า”อย่าดิ้นมาก”เดี๋ยวจะยื่นคำร้องไปศาลรธน.ใหม่ได้อีก ที่ก็ต้องไปตั้งอนุกรรมการไต่สวน-มีการเรียกพยานอะไรไปชี้แจง กว่าจะเสร็จอาจถึงช่วงตอนเลือกตั้งใหญ่รอบหน้า และแนวทางที่สอง ก็คือ ตัดสินยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งหากจะเป็นแบบนี้ ก็แค่อิงคำวินิจฉัยคดีล้มล้างฯ เมื่อ 31 ม.ค.2567 ก็พอ  

แกนนำคณะก้าวหน้า กล่าวอีกว่า อีกเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื่อว่า พรรคก้าวไกลจะรอดในคดียุบพรรค ก็เพราะหากก้าวไกลโดนยุบพรรค จะยิ่งแปรเป็นความคับแค้น ความเห็นใจ  อย่างคนที่อยู่กลางๆ เองเขาจะมีความเห็นใจ จนกลายเป็นคะแนนให้มาอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งระดับต่างๆ เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งท้องถิ่น กับการเลือกตั้งนายกฯอบจ.ทั่วประเทศในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ปีหน้า และตามด้วย เทศบาล -อบต. -กรุงเทพมหานคร-เมืองพัทยา ถ้ายิ่งไปทำแบบนี้ คนก็จะยิ่งเลือกผู้สมัครท้องถิ่นของพรรคใหม่ที่มาแทนพรรคก้าวไกลมากยิ่งขึ้น ดูได้จากที่ก้าวไกลได้ส.ส.และมีสมาชิกพรรคมากกว่าสมัยอนาคตใหม่

นายชำนาญระบุว่า หากศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคก้าวไกล จะทำให้การเมืองไทยเหลือเพียงขั้วเดียว ซึ่งประสบการณ์ในอดีต ก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร เกิดเหตุการณ์อะไร หากการเมืองขั้วที่เหลืออยู่ เห็นหมดเสี้ยนหนาม ถ้าก้าวไกลหายไประยะหนึ่งจะยิ่งลำพองใจ สมัยก่อนก็เคยเห็นกันแล้ว ได้มา 377 เสียง ใครพูดอะไรก็ไม่ฟัง  แต่หากยังคงให้มีพรรคก้าวไกลอยู่ ก็ยังทำให้เกิดการคานกัน-การถ่วงดุลกันได้อยู่ ทำให้จึงเชื่อว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจทั้งหลาย ก็คงคิดเก็บพรรคก้าวไกลไว้ก่อน  คือ ศาลรธน.เป็นคดีที่ตัดสินคดีการเมือง การเมืองมันพลิกผันได้ตลอดเวลา ผมเข้าใจเอาเองว่า ตอนนี้มันนิ่งแล้ว ฝ่ายผู้มีอำนาจเขาคิดว่าเขาชนะแล้ว เพราะแกนนำที่เคยเคลื่อนไหวเรื่อง 112 ก็ติดคุกกันเยอะ ส่วนพรรคก้าวไกลก็โดนฟรีซแช่แข็งเรื่อง 112 ทำอะไรไม่ได้ คือเขาคอนโทรลได้หมดทุกอย่างแล้ว เอาเฉพาะตอนนี้ และถ้าไม่ยุบก้าวไกล จะทำให้ก้าวไกล ก็จะมีโซ่ค้ำคออยู่ขยับเรื่อง 112 ไม่ได้

“เชื่อว่าไม่มีเหตุผลใดๆที่จะต้องมีการไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนด้วยการจะไปยุบพรรคก้าวไกล แนวโน้มความเชื่อผม มองว่า ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะยกคำร้อง ก็เช่นอาจจะออกมาไปในแนวทางว่ากกต.ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการไต่สวนคำร้องตั้งแต่แรก  เพราะหากจะไปยกคำร้องว่าก้าวไกลไม่ผิด ทางศาลรธน.ก็มีคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ค้ำคอเขาอยู่ ที่สำคัญ หากไม่มีการยุบพรรคก้าวไกล แต่จากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ในคดีล้มล้างการปกครองฯ ที่ศาลสั่งห้ามพรรคก้าวไกลกระทำการใดๆ เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตรงนี้ก็จะค้ำคอพรรคก้าวไกลไว้ ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไปในเรื่อง 112 แต่หากมีการยุบพรรคก้าวไกล แล้วมีการไปตั้งพรรคการเมืองมาแทนก้าวไกล พรรคการเมืองตั้งใหม่ ก็จะไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ความตามคำวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองอีกต่อไปแล้วเพราะก้าวไกลโดนยุบพรรคไปแล้ว พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมาแทน ก็จะไม่เกี่ยวอะไรกับก้าวไกลอีกต่อไป คำวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองฯ ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อพรรคการเมืองใหม่ที่ขึ้นมาแทนพรรคก้าวไกล” นายชำนาญ กล่าวทิ้งท้าย

‘นิด้าโพล’ เผย ประชาชนไม่เชื่อ ‘เปลี่ยนตัวนายกฯ-ยุบพรรค’ แต่ถ้าต้องเปลี่ยน!! ‘อุ๊งอิ๊งค์’ ขึ้นเสียบนายกฯ แทน 'เศรษฐา'

(4 ส.ค. 67) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘Believe It or Not! ทางการเมืองไทย ตอน เดือนพิพากษา’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม ถึง 1 สิงหาคม 2567 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในเดือนสิงหาคม 2567 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนเกี่ยวกับการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคมนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 45.42 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 15.27 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 8.63 ระบุว่า เชื่อมาก และร้อยละ 1.06 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามตัวอย่างที่ระบุว่า เชื่อมากและค่อนข้างเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคมนี้ (จำนวน 313 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับบุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคร่วมรัฐบาล หากมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคมนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 31.95 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊งค์) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) รองลงมา ร้อยละ 30.99 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 11.82 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) ร้อยละ 8.31 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 2.23 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) และร้อยละ 14.70 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความเชื่อของประชาชนเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองในเดือนสิงหาคมนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.44 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 24.20 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 13.44 ระบุว่า เชื่อมาก และร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามตัวอย่างที่ระบุว่า เชื่อมากและค่อนข้างเชื่อว่าจะมีการยุบพรรคการเมืองในเดือนสิงหาคมนี้ (จำนวน 493 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ สส. จากพรรคการเมืองที่ถูกยุบ จะไปสังกัดกับพรรคร่วมรัฐบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.97 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ รองลงมา ร้อยละ 27.99 ระบุว่า เป็นไปได้มาก ร้อยละ 16.84 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 14.20 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นไปได้

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนเกี่ยวกับการพ้นโทษของคุณทักษิณ ชินวัตร จะทำให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.83 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย รองลงมา ร้อยละ 26.87 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 19.01 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 11.45 ระบุว่า เชื่อมาก และร้อยละ 0.84 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘ภูมิธรรม’ ยิ้มปลื้ม ลำไยราคาพุ่ง หลังภาครัฐช่วยหาตลาดให้ ‘เกษตรกร’ เร่งประสาน ‘กลาโหม-แรงงาน-มหาดไทย’ แก้ไขปัญหา ขาดแคลนแรงงาน

(4 ส.ค. 67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนำคณะลงพื้นจังหวัดลำพูน ที่ บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ช่วงเย็นวานนี้ (3 ส.ค.67) เพื่อติดตามการรับซื้อลำไยสดช่อ และพบปะเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ซึ่งบริษัทรับซื้อลำไยสดจากชาวสวนในพื้นที่ มาคัดแยกเกรดและนำเข้าห้องรมเพื่อยืดอายุผลผลิตก่อนส่งไปยังปลายทางในตลาดสำคัญอย่างจีนและอินเดีย

นายภูมิธรรม ระบุว่า มาที่นี่วันนี้ ‘ใจพองโต’ เพราะราคาลำไยแพง เกษตรกรพอใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ท่านนายกฯได้ รับปากเกษตรกรในการดูแลราคาลำไย และสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ราคาขึ้นลงไปตามธรรมชาติ ปัจจัยที่ทำให้ราคาลำไยราคาขึ้นสูง ปัจจัยแรกเพราะผู้ผลิต เกษตรกรทุ่มเทเอาใจใส่ในการปลูก ทำลำไยคุณภาพ ปัจจัยที่สองภาครัฐช่วยกันบริหารจัดการ หาตลาดให้กับเกษตรกร และคนกลางก็ช่วยกันรับซื้ออย่างครบวงจร

“ผมได้ให้นโยบายกระทรวงพาณิชย์ยึดหลักสมดุลไม่มีใครได้อยู่คนเดียว ต้องพึ่งพาร่วมมือกัน รัฐอำนวยความสะดวก ในการลงพื้นที่ผู้ประกอบการแจ้งกับผมว่าประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงได้ประสานกับหลายภาคส่วนในการเร่งแก้ไขปัญหา ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม ผู้บังคับการตำรวจภูธร ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันคลี่คลายปัญหา รัฐบาลพร้อมช่วยกันทำงานดูแลราคาพืชผลโดยใช้ทุกกลไกเป้าหมาย เพื่อให้ผลผลิตเกษตรกรมีราคาดีและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายภูมิธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเกษตรกรชาวสวนลำไยในพื้นที่เข้าร่วมด้วย ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า สำหรับปริมาณผลผลิตลำไยทั้งประเทศในปี 2567 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณอยู่ที่ 1,438,137 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 2% แหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่ภาคเหนือ คาดการณ์ปริมาณผลผลิตที่ 994,953 ตัน คิดเป็น 69% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด โดยช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย.2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกลำไยสดรวม 165,231 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ในช่วงเดือนเดียวกัน 23% ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย กระทรวงพาณิชย์ได้ออก 5 มาตรการในการบริหารจัดการลำไย ปี 2567 จำนวนกว่า 91,609 ตัน ในการร่วมมือทุกภาคส่วนกระจายและดูดซับผลผลิต ขณะนี้ ลำไยช่อเกรด AA ราคาเฉลี่ย 38-43 บาท/กก. ราคาสูงกว่าปีก่อนหน้า 25% ลำไยช่อ เกรด A ราคาเฉลี่ย 33-38 บาท/กก. ราคาสูงกว่าปีก่อนหน้า 29% ลำไยรูดร่วง เกรด AA ราคาเฉลี่ย 32-35 บาท/กก. ราคาสูงกว่าปีก่อนหน้า 43% และลำไยรูดร่วง เกรด A ราคาเฉลี่ย 17-18 บาท/กก. ราคาสูงกว่าปีก่อนหน้า 13%

'อ.พงษ์ภาณุ' มอง!! โอลิมปิก 2024 สะท้อนความน่าผิดหวังวงการกีฬาไทย แม้มีงบหนุนร่วม 4 พันล้านต่อปี แต่ผลงานไม่เคยดีกว่าปี 2004 อีกเลย

(4 ส.ค.67) ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ในประเด็น 'โอลิมปิก 2024 กับการพัฒนากีฬาไทย' โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้...

โอลิมปิก 2024 ผ่านมาแล้วครึ่งทาง แต่ทัพนักกีฬาไทยยังไม่ได้เหรียญรางวัลใด ๆ แม้แต่เหรียญเดียว

กีฬาโอลิมปิกเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ นักกีฬาชั้นยอดกว่า 10,000 คนจากกว่า 200 ประเทศ ซึ่งผ่านรอบคัดเลือก (Qualified) มาอย่างโชกโชน มาร่วมประชันความแข็งแกร่ง ความเร็ว และความสูงกันในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International Olympic Committee-IOC) และคณะกรรมการโอลิมปิกประเทศเจ้าภาพเป็นผู้ดำเนินการ

ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา วงการกีฬาโลกได้มีวิวัฒนาการไปอย่างมากตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เทคโนโลยีได้ทำให้แฟนกีฬาทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านคน สามารถรับชมและติดตามการแข่งขันกีฬาทุกชนิดในโอลิมปิกครั้งนี้ได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะธุรกิจ Online Streaming ได้ทำให้รูปแบบการรับชมกีฬาเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเน้นการถ่ายทอดทางโทรทัศน์และ Cable TV มาเป็นการติดตามชมทาง Platform ต่างๆ จนทำให้การกีฬากลายเป็นธุรกิจข้ามพรมแดนที่มีมูลค่ามหาศาล และนี่ยังไม่รวมค่าสิทธิประโยชน์ (Sponsorship) อีกจำนวนมากมายจากสปอนเซอร์รายใหญ่อย่างเช่น CocaCola และ LVMH ซึ่งน่าจะทำให้ผู้จัดโอลิมปิกครั้งนี้ ไม่ขาดทุนเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา แม้จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงมาก

สำหรับประเทศไทยคงเป็นประเทศเดียวที่สามารถใช้เงินรัฐจัดให้คนไทยได้ชมทางโทรทัศน์ แต่ก็น่าจะถึงเวลาต้องทบทวนแล้วว่า การถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวีในระบบ Must Have ของ กสทช. ยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่ เพราะต้องใช้เงินผู้เสียภาษีอากรจำนวนมหาศาล ไปซื้อสิทธิการถ่ายทอดสดมาให้คนไทยได้ดูกัน ขณะที่วันนี้ผู้ชมกีฬารุ่นใหม่ต่างติดตามกีฬาที่ตนชอบผ่านสื่อออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ และคงไว้เพียงผู้ชมสูงอายุรุ่นเก่าที่ยังคงดูโทรทัศน์หรือ Cable TV

ในด้านผลงานของนักกีฬาไทย แม้จะมีความหวังในเหรียญอยู่ แต่ต้องยอมรับว่า น่าผิดหวัง เราเคยได้เหรียญรางวัลถึง 8 เหรียญ ในโอลิมปิกเอเธนส์ เมื่อปี 2004 แต่หลังจากนั้นจำนวนเหรียญรางวัลที่ได้ก็ลดลงมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ภาครัฐได้ให้การสนับสนุนการกีฬาอย่างเต็มที่ผ่านกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ปีละไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท ซึ่งต้องถือว่าเป็นงบประมาณสนับสนุนนักกีฬาจำนวนมากที่สุดประเทศหนึ่งเลยทีเดียว 

คงจะถึงเวลาต้องทบทวนว่าการใช้จ่ายเงินภาษีอากรจำนวนมหาศาลผ่านสมาคมกีฬาต่างๆ มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าหรือไม่ และมีความเป็นไปได้ที่จะให้ภาคธุรกิจเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการกีฬามากขึ้น

กีฬาไทยยังมีโอกาสพัฒนาอีกมาก โอลิมปิก ปารีส 2024 น่าจะเป็นบทเรียนที่มีค่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปวงการกีฬาไทยอย่างจริงจัง

‘วิจารณ์ พลฤทธิ์’ เจ๋ง!! สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้วงการมวยไทย หลังเป็นนักมวยไทยคนแรก ที่คว้าเหรียญโอลิมปิก ได้ในฐานะ ‘นักกีฬา-โค้ช’

(4 ส.ค. 67) ‘อิ๊คคิวซัง’ พ.ต.ท.วิจารณ์ พลฤทธิ์ หัวหน้าโค้ชทีมมวยหญิงชุดโอลิมปิก ออกมาเปิดใจ หลังจากที่ “บี” จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง กำปั้นสาวไทย คว้าชัยชนะเหนือ บูเซนาส ซูร์เมเนลี เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2020 ว่า ต้องชื่นชมนักกีฬาของเราที่ชกได้ดีมาก ทำทุกอย่างได้ตามแผนทั้งหมด ทำให้ไทยไม่กลับบ้านมือเปล่า

จันทร์แจ่ม ต่อยได้ดีอย่างที่วางแผนกันเอาไว้ และรู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่งที่โอลิมปิกเกมส์ทีมมวยไม่กลับบ้านมือเปล่า แต่ภารกิจยังไม่จบ และพวกเราจะทำเต็มที่ แม้จะต้องชนกับ อิมาน คาลิฟ นักชกแอลจีเรีย ก็ตาม

วิจารณ์ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2000 ที่ซิดนี่ย์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องความแข็งแรงต้องยอมรับว่าเราสู้ไม่ได้ แต่เรื่องความเร็ว เราอาจจะสู้ได้ เราเองเคยแพ้เขามาครั้งหนึ่ง ในรอบรองชนะเลิศ รายการชิงแชมป์โลก ปี 2022 ที่อินเดีย ตอนหลังเราแพ้ในแมตช์นั้นแล้ว เขาไปตรวจฮอรโมน ปรากฏว่าไม่ผ่าน เพราะระดับฮอร์โมนเพศชายสูงเกินไป ก็เลยเป็นเราที่ได้เข้าชิงแทน

การที่เราแพ้ครั้งนั้นก็ยอมรับครับว่าสู้ไม่ได้จริง ๆ  แต่ครั้งนี้ จันทร์แจ่ม เตรียมตัวมาดี และค่อนข้างแข็งแรงมากทีเดียว ผมเชื่อว่าบนเวทีอะไรก็เกิดขึ้นได้ เหมือนวันนี้ที่เราเอาชนะเต็ง 1 ได้ ก็เชื่อว่ายังมีระยะเวลาที่เราจะไปปรับแก้ไขอีก 2 วัน ยังเชื่อว่าได้ลุ้นเต็มตัว

สำหรับ วิจารณ์ ปัจจุบันวัย 48 ปี กลายเป็นนักมวยชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถคว้าเหรียญโอลิมปิกเกมส์ได้ ทั้งในฐานะโค้ช และนักกีฬารุ่นฟลายเวท พิกัด 51 กิโลกรัม ที่ได้เหรียญทองในการแข่งขันเมื่อปี 2000 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ชกมวยครั้งแรกใช้ชื่อว่า ‘แสนเชิง ลูกเมืองดัง’ ก่อนจะเป็นหัวหน้าโค้ชทีมหญิงคว้าเหรียญรางวัลในครั้งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top