Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แถลงการณ์ ขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา นำไปสู่การคุกคามบุคคล

(21 ต.ค. 68) แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดชัง

ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงและความขัดแย้งทางความคิดในสังคม อันมีที่มาจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะต่อการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่งมีการสื่อสารโดยสร้างความเกลียดชังอย่างแพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ และนำไปสู่การข่มขู่คุกคามบุคคลผู้มีความคิดเห็นต่างนั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่งด้วยตระหนักว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางความคิดและมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงโดยการแสดงความเห็นนั้นต้องเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น อันสอดคล้องตามข้อ 18 และ19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีบุคคลใดสมควรถูกข่มขู่คุกคาม ทำให้หวาดกลัว หรือถูกจำกัดเสรีภาพในการสื่อสารเพราะการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

กสม. เห็นว่า ในสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือความคิดความเชื่ออื่นใด การเคารพในสิทธิมนุษยชนของทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญและร่วมกันเรียนรู้ โดยเฉพาะในห้วงเวลาแห่งความขัดแย้ง เช่น สถานการณ์บริเวณชายแดนขณะนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ความเห็นต่างจะปลุกเร้าให้เกิดการสร้างความเกลียดชังและความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ตามมา อันไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระหว่างรัฐและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพในความเห็นต่างและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนที่แม้จะแตกต่างกันด้วยเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา หรือสถานะทางสังคมอื่นใด แต่ต่างก็มีคุณค่าในตนเอง ทั้งนี้ ขอให้สังคมร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ไม่ยอมรับการสร้างความเกลียดและการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ

‘พล.ท.บุญสิน’ ยันทหารไทยยังประจำจุดเดิม ใครสั่งถอยต้องรับผิดชอบ

(21 ต.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าทหารไทยยังคงประจำจุดที่ยึดได้ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมระบุว่า “ใครสั่งให้ถอย ต้องรับผิดชอบเอง” ชี้สถานการณ์ในพื้นที่ยังตึงเครียด และการเจรจาคณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) ที่ผ่านมาก็ “ไร้ผล”

พล.ท.บุญสิน กล่าวถึงกระแสวิจารณ์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนปัจจุบัน ว่าควรให้เวลาในการทำงาน เนื่องจากเพิ่งรับตำแหน่งไม่ถึง 1 เดือน และเป็นคนพูดไม่เก่งแต่ทำงานรู้ลึก ย้ำว่าแม่ทัพคนใหม่มีความเข้าใจสถานการณ์ดี และอยู่แนวหน้ามาตลอด เพียงแต่สื่ออาจไม่เห็นภาพชัดเจน พร้อมขอให้สังคมเข้าใจว่าการตัดสินใจในพื้นที่ชายแดนมีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง จึงต้องรอนโยบายจากส่วนกลาง

ส่วนการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) พล.ท.บุญสิน ระบุว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ แต่เห็นว่าหากสถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียด การพูดคุยในระดับทหารคงไม่เกิดผล พร้อมย้ำว่า “กองทัพไทยจะไม่ถอยจากจุดที่ยึดไว้” และหากใครสั่งถอย “ต้องตอบคำถามต่อพี่น้องประชาชนเอง”

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูง CR450 รอบทดสอบทำความเร็วทะลุ 453 กม./ชม. เร่งจากหยุดนิ่งถึง 350 กม./ชม. ภายใน 4 นาที 40 วินาที

(21 ต.ค. 68) จีนเริ่มการทดสอบก่อนเปิดให้บริการของ รถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลก CR450 บนเส้นทางระหว่างเมืองเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออก และเฉิงตูทางตะวันตก โดยรถไฟรุ่นนี้ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 453 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในการทดสอบครั้งแรก

สำหรับ รถไฟความเร็วสูง CR450 ถูกออกแบบให้ทำความเร็วสูงสุดในการทดสอบ 450 กม./ชม. และวิ่งเชิงพาณิชย์ได้ 400 กม./ชม. โดยรถไฟสามารถเร่งจากหยุดนิ่งไปถึง 350 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4 นาที 40 วินาที และเมื่อทดลองให้สองขบวนแล่นสวนกัน ความเร็วรวมสูงสุดที่ทำได้ถึง 896 กม./ชม.

เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้ากับ CR400 Fuxing รถไฟ CR450 มีส่วนหน้าที่ยาวและเรียวขึ้น หลังคาต่ำลง 20 เซนติเมตร และน้ำหนักลดลง 50 ตัน ส่งผลให้แรงต้านอากาศลดลง 22% ทั้งนี้ ก่อนให้บริการเชิงพาณิชย์ รถไฟ CR450 จะต้องวิ่งให้ครบ 600,000 กิโลเมตรโดยไม่เกิดปัญหา ถึงจะอนุมัติให้ขนส่งผู้โดยสารได้

“ส้มสามกีบ” พรรคฝ่ายค้าน พรรคเดียวในโลก ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ฝ่ายรัฐบาล

คนไทย และประเทศไทยมีวิบากกรรมที่ต้องเผชิญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ทุกยุคสมัย เรามักจะได้แต่นักการเมืองเลว ๆ เข้ามามีอำนาจ คอยทุจริต โกงกิน ยุคนี้ก็หนักถึงขั้นขายชาติ และล้มล้างสถาบันกษัตริย์ตรง ๆ ส่วนนักการเมืองน้ำดีที่มีอยู่น้อยนิดเดียวก็แทบไร้ปากเสียง ไร้ที่ยืน ถ้าที่สุดไม่โอนเอนเข้าไปเป็นพวกเดียวกับ “โจรห้าร้อย” ก็ต้องถอยมาอยู่ในมุมอับเงียบ ๆ อยู่อย่างไร้ปากเสียง ไร้พลัง ยากที่จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลไทยทุกยุคสมัย ไม่เคยไม่มีข่าวเรื่องการ “คอร์รัปชัน” แต่มักจะโดนฝ่ายค้านหยิบมาตีแผ่จนจำนนต่อหลักฐาน และทำให้ประชาชนหูตาสว่างรับรู้ถึงความชั่วของรัฐบาล นับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อมีรัฐบาลเลว เรามักจะมีฝ่ายค้านที่ดี คอยเป็นหูเป็นตา คอยตรวจตราการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ไม่ให้เหิมเกริม กินนอกกินใน หรือรับประเทศชาติเป็นอาหารโดยไร้การเฝ้ามอง

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจ แม้ที่ผ่านมาการที่ประเทศไทยจะมี “ฝ่ายค้านที่ดี” คอยทำหน้าที่ตรวจสอบ “รัฐบาลเลว” แต่การที่ประเทศไทยมีแต่ “รัฐบาลเลว” ไม่ได้หยุด ต่อให้มี “ฝ่ายค้านที่ดี” ประเทศชาติก็ใช่ว่าจะดูดีในความรู้สึกของคนไทย หรือชาวโลก

คำว่า “ประเทศแห่งการคอร์รัปชัน” จึงไม่ไกลเกินจริง

ปัจจุบันยิ่งเลวร้ายหนักกว่าเก่า นอกจากเราจะมีรัฐบาลขายชาติ จนผ่านมาถึงรัฐบาลจ้องจะล้างผิดให้กับคดีความตัวเอง กะล่อนเป็นลิงหลอกเจ้าไปวัน ๆ แถมยังยื้อเวลาเพื่อ “ผลประโยชน์ลับ” ของใครบางคนบรรลุเป้า จึงไม่กล้าตัดสินใจยุติเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสียดินแดน ความผิดปกติในระดับนี้สมควรต้องถูก “พรรคฝ่ายค้าน” นำมาพูดถึง ติติง ตักเตือน หรือโจมตีตรง ๆ แต่เสียงจากฝ่ายค้านก็เงียบสนิท ราวกับอยู่ฝั่งเดียวกับฟากรัฐบาลไม่ต่างจากการเป็นฝ่ายค้านสมัย “รัฐบาลชั้น 14” เรืองอำนาจ ครั้งนั้นทำตัวราวกับ “รองเท้าของนักโทษ”

น่าสมเพชเวทนาคน 14 ล้านกว่า ๆ ที่เลือก “พรรคส้มเน่า” เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านในยุครัฐบาลใด ก็ไม่เคยทำสิ่งที่ดีงามเพื่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย “สามกีบที่เน่า” ตื่นเช้ามาก็คิดแก้แต่รัฐธรรมนูญ สาย บ่าย เย็นก็หาประเด็นเล่นข่าวช่วยกลบความชั่วของรัฐบาลเสียทุกที

ไร้สมอง ไร้ฝีมือ ไร้ความเป็นคน ช่างเปลืองเงินภาษีประชาชนเสียจริง ๆ

ผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมผลักดันไทยสู่ 'อุตสาหกรรมสมดุล'

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ภาครัฐต้องทำงานแบบองค์กรธุรกิจ มีระบบ มีเป้าหมาย และต้องสร้างสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “MIND – Ministry of Industry” ที่หมายถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่ทำงานด้วย “สมอง หัวใจ และความตั้งใจจริง”

🚗 ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฐานการผลิตของอาเซียน
หนึ่งในผลงานสำคัญของ ดร. ณัฐพล คือการปูรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์” ของภูมิภาค ตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (OIE) เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวางนโยบายโครงการ Eco Car ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศ ช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) ในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

นโยบายที่เขาวางรากไว้ในเวลานั้นได้ต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดย ดร. ณัฐพล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางรองรับ ทั้งในมิติเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก.

🌿 ขับเคลื่อนนโยบาย “MIND” – อุตสาหกรรมเพื่อเศรษฐกิจและชุมชน
เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. ณัฐพล ได้สร้างแนวคิดใหม่ให้กับองค์กร ผ่านแคมเปญ “MIND Rebranding” ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงฯ เป็นมากกว่าองค์กรกำกับ แต่ต้องเป็น “พาร์ตเนอร์ของผู้ประกอบการและประชาชน”

เขาวางกรอบ 4 มิติของความสมดุลอุตสาหกรรมไทย ไว้ชัดเจน ได้แก่
1. ความสำเร็จทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
2. การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
3. การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
4. การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

แนวคิดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปจากหน่วยงานราชการแบบเดิม สู่ “องค์กรนวัตกรรมภาครัฐ” ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและผลลัพธ์จริง

💡 ส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG และนวัตกรรมอุตสาหกรรม
ภายใต้การนำของเขา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินหน้าสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green Economy) โดยเน้นการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

เขายังเป็นตัวแทนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมของ Asian Productivity Organization (APO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น เขายังผลักดันความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank of Thailand ในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุน และเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation & Robotics) ในภาคการผลิต

🧭 การศึกษา: รากฐานแห่งวิสัยทัศน์เชิงระบบ
เบื้องหลังแนวคิดบริหารแบบบูรณาการนี้ คือพื้นฐานทางการศึกษาที่มั่นคงของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล จากหลายสถาบันชั้นนำ:
- ปริญญาเอก (Ph.D.) สาขา Engineering Management จาก Southern Methodist University (SMU) สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท MBA จาก SMU
- ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปริญญาโท Agricultural and Food Engineering จาก Asian Institute of Technology (AIT)

เส้นทางการศึกษานี้ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหาร และเศรษฐกิจเชิงระบบ ซึ่งต่อยอดสู่การเป็น “นักอุตสาหกรรมเชิงนโยบาย” ที่สามารถมองทั้งระบบ และบริหารให้ขับเคลื่อนได้จริง

🔖 บทสรุป
ดร. ณัฐพล รังสิตพล คือตัวอย่างของ “ข้าราชการนักนวัตกรรม” ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารเข้าด้วยกัน เขาไม่เพียงเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังเป็นผู้สร้างระบบ และปรับภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมให้เท่าทันยุค “อุตสาหกรรม 4.0” อย่างมีวิสัยทัศน์

ทำไมผู้หญิงยุคใหม่ถึงรัก F1 จากสนามแข่งสู่ซีรีส์ Netflix และโลกแฟชั่น

ในอดีต “Formula 1” หรือ F1 เคยถูกมองว่าเป็นกีฬาของผู้ชาย — สนามแข่ง, เครื่องยนต์, เสียงคำรามของม้าเหล็ก, และตัวเลขทางวิศวกรรมที่คนทั่วไปเข้าใจยาก แต่ในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่ง เพราะตอนนี้… ผู้หญิงทั่วโลกกำลังกลายเป็นพลังใหม่ของวงการ F1 ทั้งในฐานะแฟนคลับ ครีเอเตอร์ และผู้ชมหลักในสื่อออนไลน์

1. จาก “ความเร็วของรถ” → สู่ “เรื่องราวของคน”
ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนหลัง Netflix เปิดตัวสารคดีชื่อดัง Drive to Survive ในปี 2019 ซีรีส์นี้ไม่ได้เล่าถึงเครื่องยนต์ แต่เล่าถึง “มนุษย์” — การแข่งขันภายในทีม ความสัมพันธ์ของนักแข่ง แรงกดดันในชีวิตจริง และดราม่าที่เกิดหลังพวงมาลัย ผู้ชมรู้สึกอิน เข้าใจ และเห็นอีกมุมของฮีโร่ในสนามแข่ง ผลสำรวจของ Nielsen ชี้ว่า หลังซีรีส์ออกอากาศ สัดส่วนผู้ชม F1 เพศหญิงเพิ่มขึ้นกว่า 30% ภายใน 5 ปี

2. Fandom ใหม่: “ดูเพราะคน” มากกว่า “คะแนน”
ใน TikTok และ X (Twitter) กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า F1 Fangirl Culture — แฟนผู้หญิงดู F1 เพราะหลงใหลในบุคลิก มิตรภาพ และเคมีระหว่างนักแข่ง คอนเทนต์แนว “F1 Boyfriend Ranking” หรือ “Paddock Fashion Review” มียอดวิวหลายสิบล้านครั้ง และนักแข่งรุ่นใหม่อย่าง Lando Norris หรือ George Russell กลายเป็นไอคอนขวัญใจแฟนทั่วโลก

3. F1 กลายเป็นแฟชั่นวีคของวงการกีฬา
Monaco GP, Miami GP หรือ Singapore GP ไม่ได้เป็นแค่สนามแข่ง แต่คือเวทีแฟชั่น Luxury Lifestyle เต็มรูปแบบ ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกปรากฏใน Paddock Club เช่น Jennie BLACKPINK, Rosie Huntington-Whiteley, Chiara Ferragni แบรนด์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton × Ferrari และ TAG Heuer × Red Bull Racing ก็ใช้ F1 เป็นเวที Collaboration

4. Community ของผู้หญิงใน F1 ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกกีฬา
แฟนหญิงไม่ได้เป็นแค่ผู้ชม แต่สร้างคอมมูนิตี้ของตัวเอง เช่น เพจ TikTok @womensgrid หรือพอดแคสต์ Two Girls 1 Formula ที่พูดเรื่อง F1 ในมุมผู้หญิงอย่างสนุกและเฉียบ ผลลัพธ์คือการเกิด “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้หญิงที่ชื่นชอบกีฬาเดิมทีถูกครอบครองโดยผู้ชาย

5. สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน: F1 กับพลังหญิง
หลายทีมเริ่มผลักดันนักแข่งหญิงผ่านโครงการ F1 Academy ที่เปิดทางให้ผู้หญิงก้าวเข้าสู่สนามใหญ่ในอนาคต ผู้หญิงจึงมอง F1 ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็น “เวทีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกกีฬา” จากสนามแห่งอำนาจชาย สู่พื้นที่แห่งความเท่าเทียม

สรุป
จากสนามแข่ง สู่ซีรีส์ จากซีรีส์ สู่แฟชั่น และจากแฟชั่น สู่การสร้างคอมมูนิตี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ F1 กลายเป็นกีฬาที่ “ผู้หญิงอยากอยู่ในนั้น” — ไม่ใช่แค่ดู แต่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง F1 ไม่ใช่แค่เสียงเครื่องยนต์ แต่มันคือเสียงของยุคสมัยใหม่ที่ผู้หญิงก็ขับเคลื่อนได้

อ้างอิงข้อมูล
- Nielsen Global Fan Survey 2024
- Formula 1 Official Fan Insights 2025
- The Guardian, FT, Netflix Drive to Survive Series
- TikTok #F1Fangirl #PaddockFashion #DriveToSurvive

อธิบายให้ชัด! ทำไมพรรคการเมือง ต้องตอบสังคมจุดยืน "แก้-ไม่แก้" รัฐธรรมนูญปี 60 หมวด 1-2 หัวใจสำคัญของการเมืองการปกครองไทย

บทความฉบับนี้อธิบายอย่างเป็นกลาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจประเด็นว่า เหตุใดหลายฝ่ายจึงต้องการให้ “พรรคการเมือง” อธิบายจุดยืนให้ชัดเจนต่อการแก้ไข หรือไม่แก้ไข หมวด 1 และ หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ โดยยึดเหตุผลด้านกฎหมาย สังคม และธรรมาภิบาลการเมือง พร้อมเช็กลิสต์การอ่านคำประกาศของพรรคอย่างรู้เท่าทัน

1) หมวด 1–2 คืออะไร และสำคัญอย่างไร
• หมวด 1 'บททั่วไป' วางรากฐานของรัฐไทย เช่น ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกมิได้ และใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงหลักการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

• หมวด 2 'พระมหากษัตริย์' ว่าด้วยสถานะ บทบาท และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ เช่น ฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ องคมนตรี และพระราชอำนาจอื่น ๆ ที่ใช้ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ

หมายเหตุ: รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อ 6 เมษายน 2560 (พ.ศ. 2560)

2) กรอบกฎหมายการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่เกี่ยวข้อง
• มาตรา 255 กำหนดข้อห้ามโดยหลักว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะกระทำมิได้

• มาตรา 256 วางกระบวนการแก้ไข (ผู้มีสิทธิเสนอ เกณฑ์เสียง ขั้นตอน และในบางกรณีอาจต้องทำประชามติ) ซึ่งสะท้อนว่ากฎหมายไทยเปิดทางให้ปฏิรูปได้ แต่เป็นไปภายใต้ขั้นตอนและเงื่อนไขที่เข้มงวด

สรุป: กฎหมายไทยเปิดช่องให้ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ได้ในหลายหมวด แต่ “ห้าม” แก้ในลักษณะที่ทำให้รูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครองเปลี่ยนไป

3) เหตุผลที่หลายฝ่ายอยากให้พรรคอธิบายจุดยืนให้ชัด
1) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ — ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับข้อมูลล่วงหน้าเพื่อการตัดสินใจอย่างรู้เท่าทัน (informed choice)

2) ลดความหวาดระแวงและความเปราะบางทางสังคม — ประเด็นหมวด 1–2 กระทบความเชื่อ/อารมณ์ร่วมของคนจำนวนมาก การประกาศชัดเจนช่วยลดการตีความคลาดเคลื่อน

3) สอดคล้องกับกรอบกฎหมาย — การยืนยันทำงานภายใต้กรอบที่ห้ามเปลี่ยนรูปแบบรัฐ/ระบอบ สะท้อนวุฒิภาวะทางการเมืองและความเคารพกติกา

4) เสถียรภาพเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ — ความชัดเจนของหลักการพื้นฐานช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

4) ข้อท้วงติง/ความเสี่ยงของการประกาศ “ไม่แก้” อย่างแข็งทื่อ
• ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย — อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าการปรับปรุงเชิงเทคนิค/ถ้อยคำ (ที่ไม่แตะรูปแบบรัฐหรือระบอบ) ก็ทำไม่ได้ ทั้งที่ข้อห้ามครอบคลุมเฉพาะการเปลี่ยนรูปแบบรัฐหรือระบอบ

• คุณภาพของการถกเถียงสาธารณะ — หากใช้คำประกาศเป็น “โล่การเมือง” โดยไม่ลงรายละเอียด อาจปิดกั้นบทสนทนาที่มีเหตุผล

• ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง — ถ้าถ้อยคำไม่ชัด อาจเกิดข้อพิพาทเมื่อลงมือปฏิรูปหมวดอื่น ๆ ตามขั้นตอนมาตรา 256

5) แล้วประชาชนควร “อ่าน” คำประกาศของพรรคอย่างไร (เช็กลิสต์เป็นกลาง)
• นิยามให้ชัด — พรรคอธิบายหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่ “ทำไม่ได้ตามมาตรา 255” เทียบกับ “สิ่งที่ยังปฏิรูปได้” ตามมาตรา 256

• ระบุขอบเขต — หากประกาศ “ไม่แก้หมวด 1–2” ได้บอกหรือไม่ว่าหมายถึงส่วนไหนบ้าง พร้อมยกตัวอย่างปฏิรูปที่ยังทำได้

• ขั้นตอนตามกฎหมาย — พรรคสื่อสารขั้นตอนและเกณฑ์เสียงในการแก้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

• ความสม่ำเสมอ — จุดยืนก่อนเลือกตั้งสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงมติ/ยื่นญัตติที่ผ่านมา (ถ้ามี) หรือไม่

• การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ — แม้ไม่เปลี่ยนรูปแบบรัฐ พรรคเสนอการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และการถ่วงดุลในหมวดอื่น ๆ อย่างไร

6) สรุปเข้ม ๆ
• หมวด 1–2 เป็นแกนของรัฐธรรมนูญไทย (รูปแบบรัฐและสถานะสถาบันพระมหากษัตริย์)

• กฎหมายห้ามแก้ในทางที่เปลี่ยนรูปแบบของรัฐหรือระบอบการปกครอง แต่ยังมีช่องทางปฏิรูปด้านอื่น ๆ ได้ตามขั้นตอนมาตรา 256

• ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงต้องการให้พรรคการเมืองอธิบายจุดยืนให้ชัดเจน — เพื่อความโปร่งใส ลดความสับสน และยืนยันการทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย โดยหลีกเลี่ยงถ้อยคำแข็งทื่อที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด

เอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอธิบายเชิงข้อมูลอย่างเป็นกลาง มิใช่การชี้นำให้ลงคะแนนหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ

น้อมรำลึกถึง 'สมเด็จย่า' ผบ.ตร.นำสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 125 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ ตชด.สานต่อพระปณิธานพัฒนา รร.ตำรวจตระเวนชายแดน  

(21 ต.ค. 68) เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ตำบลคลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) เป็นประธานพิธีสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบรอบ 125 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, รอง ผบช.ตชด. ผู้แทนกองบังคับการต่าง ๆ และอดีตผู้บังคับบัญชาตำรวจตระเวนชายแดน ผู้แทนหน่วยงานราชการนำโดย นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประชาชน และภาคเอกชน ร่วมน้อมรำลึกถึง “สมเด็จย่า”

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวางพานพุ่มถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพสกนิกรชาวไทย 

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ 125 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประกอบด้วย พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจหน่วยแพทย์อาสา (พอ.สว.) พระมหากรุณาคุณและพระราชกรณียกิจที่ทรงมีต่อตำรวจตระเวนชายแดน พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาของเด็กและประชาชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ผู้ร่วมงานนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ ได้ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

ผบช.ตชด. กล่าวด้วยว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ทรงอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร โดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยและความยากลำบาก เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั่วราชอาณาจักรเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พระองค์ทรงก่อตั้งและอุปถัมภ์หลายโครงการสำคัญ อาทิ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว., มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จย่า และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน   

“สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนั้น ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บุตรหลานประชาชนในพื้นที่ห่างไกลชายแดน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา รวมทั้งทรงพระราชทานแนวทางให้ตำรวจตระเวนชายแดนเป็น “ครูของเด็กยากไร้” และ “เพื่อนของชาวบ้าน” ควบคู่ไปกับภารกิจพิทักษ์อธิปไตยของชาติ ดังนั้นกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มุ่งมั่นสืบสวนพระปณิธาน โดยจะดูแล ส่งเสริม และพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้ที่พึ่งพิงที่มีคุณความให้ความรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนไทยอย่างแท้จริงสืบไป” ผบช.ตชด.กล่าว

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ฯ กล่าวว่า สมเด็จย่ายังทรงห่วงใยและติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมฐานปฏิบัติการในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ห่างไกลความเจริญ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น หาที่สุดมิได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนยังคงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จย่าในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารด้วยการพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของประชาชนชายแดนให้สมดังพระราชปณิธานของพระองค์ท่านที่ยังสถิตอยู่ในหัวใจข้าราชการตำรวจทุกนาย

เชียงใหม่- สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 TFOPTA 

TFOPTA จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 19.30 น. สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ“ครอบครัวสมาพันธ์”พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TCEB, SME Bank นายกสมาคมพันธมิตร คณะกรรมการและสมาชิกTFOPTA ร่วมงาน
 
นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สมาคมธุรกิจท่องที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันทิ่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา/อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา/ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก ” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

ภายในงานยังมีกิจกรรม การจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว B2B การออกบูธสินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ พร้อมทั้ง กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 และพิธีส่งมอบธง ให้กับ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลเจ้าภาพครั้งต่อไป

สำหรับการจัดงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต้อนรับ ทุกท่าน สร้างความสุข ความผ่อนคลาย การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ TFOPTA มีความเข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงข้ามภาค ตลอดจนสนับสนุนพันธกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยในงานมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 50 สมาคม

ในวันนี้ต้องขอขอบคุณกองประกวด Miss Wellness World 2025 ที่ได้พาผู้ร่วมประกวด จำนวน 30 ประเทศ ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ในงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ เชื่อมั่นว่างานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จะสร้างความสุข ความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดไป

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top