Thursday, 4 June 2026
ตันภาสกรนที

รู้จัก 'ตลาดนินจาอมตะ' บนที่ดินมูลค่าเกือบพันล้าน ที่ 'เสี่ยตัน' ทำเพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้า-เพิ่มมูลค่าที่ดินไปในตัว

จากเพจ BrandCase ได้แชร์อีกหนึ่งกรณีศึกษาในการทำธุรกิจของ คุณตัน ภาสกรนที ที่มักจะมองเห็นโอกาสในแบบที่ผู้อื่นมองข้ามเสมอ ผ่าน 'ตลาดนินจาอมตะ' โดยมีเนื้อหาดังนี้...

หลายคนคงรู้จัก คุณตัน ภาสกรนที ในฐานะนักธุรกิจหมื่นล้าน เจ้าของ บริษัทชาเขียวอิชิตัน แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากธุรกิจชาเขียวแล้ว คุณตัน ยังเป็นเจ้าของ 'ตลาดนินจาอมตะ' ในจังหวัดชลบุรีอีกด้วย

สำหรับตลาดแห่งนี้ ใช้ทุนสร้างกว่า 200 ล้านบาท รวมมูลค่าที่ดินที่คุณตันซื้อมาอีก อีกเกือบ 1,000 ล้านบาท 

แต่คุณตันกลับเก็บค่าเช่าแผงในราคาค่อนข้างถูก คิดเป็นต่อปีแล้ว รายได้จากการเก็บค่าเช่าของตลาด น่าจะไม่ถึง 50 ล้านบาท ด้วยซ้ำ

>> แล้วคุณตันเห็นอะไร ทำไมเอาที่ดินแพงๆ มาทำตลาดนัด แล้วเก็บค่าเช่าถูกๆ?

ตลาดนินจาอมตะ ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 80 ไร่ ติดถนนบางนา-ตราด กม. 57 และถนนเลี่ยงเมืองชลบุรี ซึ่งเดิมทีคุณตันซื้อที่ดินตรงนี้ ด้วยราคาเฉลี่ยไร่ละ 12 ล้านบาท

>> หมายความว่า มูลค่าที่ดินรวมทั้งหมดตรงนี้ คือ 80 x 12 = 960 ล้านบาท

โดยในตลาด มีร้านค้ากว่า 2,000 แผง ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร, เสื้อผ้าแฟชัน, ตลาดนัดมือสอง, ต้นไม้ และสัตว์เลี้ยง พร้อมที่จอดรถอีกกว่า 1,000 คัน 

นอกจากนี้ ตลาดยังอยู่ตรงข้าม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ชลบุรี ซึ่งมีกลุ่มนักศึกษาจำนวนมาก แถมยังใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ซึ่งมีกลุ่มคนทำงานราว 200,000 คน ก็เลยไม่น่าแปลกใจ ที่ตลาดแห่งนี้จะมีคนมาเดินไม่ขาดสาย 

9 ปีวงโยฯ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย 'ตัน' ไร้วี่แววได้เงินคืน

ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ในวันที่ 23 มีนาคม 2557 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ดึงดูดความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนเป็นจำนวนมาก เมื่อสมาชิกกลุ่มดรัมไลน์ ‘Max Percussion Theathre’ จากวงโยธวาทิต โรงเรียนสตรีวิทยา 2 จำนวน 30 คน พร้อมครูผู้ฝึกสอน บุกยึดพื้นที่สนามฟุตบอลโครงการอารีน่า 10 ใจกลางทองหล่อ พร้อมป้ายแบนเนอร์ขนาดใหญ่ ว่า...

“พวกเรามายืมเงินคุณตัน 3.1 ล้าน เพื่อไปประกวดดรัมไลน์โลก ต้องจ่ายเงินพรุ่งนี้ก่อน 9 โมงเช้า” โดยนักเรียนกลุ่มนี้ได้ชูป้ายขอเงินตั้งแต่ 2 ทุ่ม จนถึงเวลาตี 5 ของวันถัดไป เมื่อนายตัน ภาสกรนที ได้เดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าว และพูดกับเด็ก ๆ ว่า “ขอโทษนะ พี่ไม่ใช่รัฐบาล และก็ไม่ใช่สปอนเซอร์ และพี่ก็ไม่มีปัญญาไปช่วยทุกคน ต่อไปนี้อย่าได้นำใครมาแบบนี้อีกนะ พี่จะไม่ให้อีกเด็ดขาด ไม่ว่าเรื่องอะไร”  

ทำให้สังคมเห็นใจคุณตัน ที่จำต้องมอบเงินให้เด็กกลุ่มนี้ เพราะถูกกดดันและมัดมือชก 

ต่อมามีการสืบค้นแล้วพบว่า การไปเนเธอร์แลนด์ของ วงโยฯ คือการสมัครไปร่วมประกวด ประเภทที่ไปแข่งก็มีอยู่ทีมเดียว เหมือนไปเล่นโชว์มากกว่าไปประกวด แถมรายการที่ไปก็เป็นรายการเล็กๆ และการที่วงไม่ได้เงินสนับสนุนก็เพราะไม่เคยชนะเลิศ รายการที่กรมพลศึกษาจัดแข่งขันในแต่ละปีเลย จากนั้นได้มีคลิปเสียงหลุดออกมาจาก ผอ.สตรีวิทยา 2 คุยกับสมาชิกวงโยฯ บอกด้วยว่า...

"มีทางเดียวที่จะไปได้ ครูเห็นทางสว่างคือ ยืมเงินเอกชนไป ได้ถ้วยกลับมาเมื่อไหร่นะ ไอ้พวกนี้มันเทให้หมดหน้าตัก แล้วเราจะได้เงินฟรีอีกประมาณ 8-9 ล้าน"

สพฐ. จึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผอ.โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ว่าเป็นเสียงของผู้อำนวยการหรือไม่? ที่ให้นักเรียนไปขอเงินสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้จากภาคเอกชน 

วันที่ 3 เมษายน 2557 เมื่อนักดนตรีที่เดินทางกลับมาจากการแข่งขันฯ ผู้ควบคุมวงได้ยืนยันว่าคลิปเสียงนั้นเป็นของผอ.จริง แต่พวกตนไม่ได้เป็นคนอัดคลิปเสียงนั้น

ถอดรหัสความปัง 2 เถ้าแก่แห่งยุค “ตัน ภาสกรนที” เจ้าพ่อชาเขียว อิชิตัน และ “คมสันต์ ลี” ผู้ปั้น Flash สู่ยูนิคอร์นหมื่นล้าน กรณีศึกษาเจ้าของกิจการ ที่ “กล้าเล่นเกมใหญ่”

ในวงการธุรกิจไทย ถ้าพูดถึง “เถ้าแก่รุ่นเก๋า” ภาพของ ตัน ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งโออิชิและอิชิตัน มักจะโผล่ขึ้นมาก่อนใคร ส่วนถ้าเป็น “เถ้าแก่สตาร์ตอัปยุคดิจิทัล” ชื่อของ คมสันต์ ลี (แซ่ลี) แห่ง Flash Express ก็มักจะอยู่ในลิสต์ต้น ๆ เสมอ

สองคนนี้ต่างวัย ต่างอุตสาหกรรม  
- คนหนึ่งสร้างอาณาจักรชาเขียว-เครื่องดื่ม  
- อีกคนสร้างยูนิคอร์นโลจิสติกส์หมื่นล้านจากหมู่บ้านบนดอย  

แต่ถ้ามองดี ๆ “ดีเอ็นเอผู้ประกอบการ” ของทั้งคู่กลับมีจุดร่วม น่าสนใจสำหรับเจ้าของกิจการและ SME ไทยยุคนี้อย่างมาก

บทความนี้ TST BIZ ชวนถอดรหัส “ตัน vs คมสันต์” ในมุมธุรกิจว่าเขาเหมือน-ต่างกันอย่างไร และเราจะเอาอะไรไปใช้กับกิจการของตัวเองได้บ้าง

ฝั่งชาเขียว “ตัน ภาสกรนที” จากหนี้ร้อยล้านสู่เจ้าพ่อชาเขียว

ตัน ภาสกรนที เกิดปี 2502 ที่ชลบุรี จบแค่ ม.3 ก่อนออกมาทำงานเป็นลูกจ้างแบกของ-ขายหนังสือ และครั้งหนึ่งเคย “ติดหนี้ธนาคารกว่าร้อยล้านบาท” จากการทำธุรกิจแล้วล้มเหลว ก่อนจะกลับมาเริ่มต้นใหม่กับร้านอาหารญี่ปุ่นโออิชิ ที่ต่อยอดจนกลายเป็นเชนใหญ่และแตกไลน์สู่ชาเขียวพร้อมดื่มที่ทั้งประเทศรู้จัก  

เส้นทางสำคัญ:
- ก่อตั้ง โออิชิ กรุ๊ป สร้างทั้งร้านอาหารญี่ปุ่นและแบรนด์ชาเขียว Oishi  
- ขายโออิชิให้ ไทยเบฟเวอเรจ ในมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ก่อนจะแยกตัวออกมาทำธุรกิจใหม่  
- ตั้ง บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ICHI และปั้นชาเขียว-เครื่องดื่มแบรนด์ “อิชิตัน” เข้าตลาดอีกครั้ง  

วันนี้ อิชิตันเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีรายได้ปีละราว 6-8 พันล้านบาท ตามข้อมูล SET และเดินหน้าแผน “ประตู 3 บานสู่ยอดขาย 10,000 ล้านในปี 2025” ผ่านการขยายสินค้าเครื่องดื่ม-รับจ้างผลิต-ลงทุนโอกาสใหม่ ๆ  

ไตรมาส 2 ปี 2568 อิชิตันเพิ่งประกาศยอดขาย 2,263.6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 407 ล้านบาท ทำสถิติ All Time High ของบริษัทอีกครั้ง  

คีย์เวิร์ดของ “ตัน” ในสายตา TST BIZ คือ “สร้างหมวดตลาดใหม่ + เล่นเกมแมส + ใช้แบรนด์และโปรโมชันเป็นอาวุธหลัก”

มาดูทางฝั่งโลจิสติกส์ “คมสันต์ ลี” เด็กดอยวาวีสู่ยูนิคอร์นหมื่นล้าน

คมสันต์ ลี (แซ่ลี) เกิดปี 2534 ที่หมู่บ้านดอยวาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ครอบครัวค้าขายแต่มีฐานะยากจน ชีวิตในวัยเด็กคือการติดตามพ่อแม่ออกไปขายของ ได้เห็นโลกการค้าตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนจะได้ไปเรียน-ทำธุรกิจในจีน และมองเห็น “โอกาสจากระบบโลจิสติกส์จีนที่เร็ว ถูก ใช้เทคโนโลยีเต็มที่”  

ปี 2560 ขณะอายุเพียง 26 ปี เขาตัดสินใจกลับไทยและ ขายบ้าน-ขายรถ-ทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อเอาเงินมาก่อตั้งบริษัทโลจิสติกส์ Flash Express ตามโมเดลจีนแบบ “เก็บพัสดุถึงหน้าบ้าน-ส่งถึงหน้าบ้าน” และใช้เทคโนโลยีจัดการเบื้องหลัง  

ไฮไลต์ของ Flash

- ระดมทุนจากนักลงทุน-VC รายใหญ่ทั้งในไทยและจีน  
- เติบโตจนเป็นสตาร์ตอัปยูนิคอร์นตัวแรกของไทย (มูลค่าบริษัทเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2564  
- มีรายได้แตะระดับ 2 หมื่นกว่าล้านบาทต่อปี ตามบทวิเคราะห์หลายสำนัก  

- ปี 2567 (งบปี 2024) รายงานรายได้รวม 24,728 ล้านบาท กำไรสุทธิ 940 ล้านบาท พลิกมีกำไรครั้งแรกในรอบ 4 ปี โต 268% จากปีก่อนหน้า  
- เส้นทางชีวิตของเขาถูกนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจซีรีส์ “สงครามส่งด่วน Mad Unicorn” ที่กำลังดังในสตรีมมิงช่วงที่ผ่านมา 

คีย์เวิร์ดของ “คมสันต์” ในสายตา TST BIZ คือ “เล่นเกมสเกลเร็ว ใช้ทุน-เทคโนโลยี-เครือข่าย เป็นอาวุธ”

เหมือนกันตรงไหน: เถ้าแก่สองยุค แต่ดีเอ็นเอคล้ายกัน

แม้รุ่นต่างกันเกือบ 30 ปี แต่อ่านเส้นเรื่องแล้วจะเห็น “จุดร่วม” สำคัญหลายข้อ

1. เริ่มจาก “ศูนย์” หรืออาจจะต่ำกว่าศูนย์  
- ตัน: จบ ม.3 เคยเป็นลูกจ้างแบกของ-พ่อค้าหนังสือ และมีช่วงชีวิตที่ “ติดหนี้ธนาคารร้อยล้าน” ก่อนจะสร้างโออิชิขึ้นมาใหม่  

- คมสันต์: เด็กดอยวาวี บ้านไม่พร้อมทางการเงิน ต้องช่วยพ่อแม่ค้าขายตั้งแต่เด็ก ก่อนจะขายทรัพย์สินตัวเองทั้งหมดเพื่อลุย Flash Express  

บทเรียน: ทั้งสองคนไม่ใช่ “ทายาทเครือใหญ่” แต่สร้างทุกอย่างจากการตัดสินใจเสี่ยงของตัวเอง

2. กล้าเล่นเกม “ใหญ่กว่าตัวเอง” ตั้งแต่ต้น  
- ตัน: ไม่ได้แค่เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น แต่เล่นเกม “สร้างหมวดชาเขียวพร้อมดื่ม” ให้คนไทยติดตลาดทั้งประเทศ และตัดสินใจขายโออิชิให้ไทยเบฟฯ เพื่อย้ายไปปั้นอาณาจักรใหม่ชื่ออิชิตัน  

- คมสันต์: ไม่ได้แค่เปิดบริษัทขนส่งท้องถิ่น แต่ตั้งใจสร้างโลจิสติกส์ระดับประเทศ-ภูมิภาค มองตัวเองเป็น Tech Company ที่ต้องโตระดับยูนิคอร์น ไม่ใช่แค่ร้านขนส่งพัสดุอำเภอเดียว  

บทเรียน: ธุรกิจที่ “เปลี่ยนชีวิตเจ้าของ” มักไม่ได้มองแค่กินพออยู่ แต่ตั้งต้นด้วยคำถามว่า “ถ้าเกมนี้เราเล่นใหญ่จริง ๆ จะหน้าตาแบบไหน?”

3. เข้าใจ “ยุคสมัยของตัวเอง” แล้วเล่นเกมให้เข้ากับยุคนั้น  
- ตัน: ยุคที่สื่อทีวี-ป้ายโฆษณายังครองโลก การใช้โปรโมชันฝาชาเขียวลุ้นทอง ลุ้นบ้าน กลายเป็น แม่เหล็กสร้างยอดแมส จนชาเขียวกลายเป็นสินค้าตู้แช่มาตรฐานของคนไทยทั้งประเทศ  

- คมสันต์: ยุคอีคอมเมิร์ซ-โซเชียล-มือถือ การเปิดขนส่งที่ “รับถึงบ้าน-ส่งถึงบ้านทุกวัน” สร้างเครือข่ายสาขาเร็ว ๆ และใช้เทคโนโลยีควบคุมต้นทุน-เส้นทาง ทำให้สู้เจ้าใหญ่ที่มาก่อนในตลาดได้จริง  

บทเรียน: ธุรกิจที่ชนะ ไม่ใช่ธุรกิจที่ “ดีที่สุดในทุกมิติ”  
แต่คือธุรกิจที่ “เข้ากับยุค” ที่ลูกค้ากำลังใช้ชีวิตอยู่

ต่างกันตรงไหน: เถ้าแก่ชาเขียว vs ยูนิคอร์นโลจิสติกส์

1. เจเนอเรชัน & มุมมองการเงิน  
- ตัน (Gen X) โตมากับโลกที่ต้องใช้ “กำไร-เงินสด-เครดิตธนาคาร” เป็นตัวหลัก สร้างโออิชิให้มีมูลค่าสูงก่อนขาย แล้วค่อยเริ่ม อิชิตันใหม่อีกครั้ง เป็นเกมที่ใช้ กำไรสะสม+ดีล M&A เป็นตัวเร่ง  

- คมสันต์ (Millennial) โตในยุคสตาร์ตอัป-ทุน VC การมองมูลค่าบริษัท (Valuation) และการยอมขาดทุนหลายปีเพื่อแลกกับการขยายส่วนแบ่งตลาด และเพิ่งเริ่มพลิกมีกำไรในปี 2567 จากรายได้กว่า 24,700 ล้านบาท  

ตัน = เล่นเกม “มีกำไร-ปั้นแบรนด์-ดีลขายกิจการ”  

คมสันต์ = เล่นเกม “สเกลก่อน-กำไรทีหลัง-ระดมทุนใหญ่”
.
2. อุตสาหกรรม & โมเดลรายได้  
- อิชิตัน (FMCG/เครื่องดื่ม) รายได้ส่วนใหญ่จาก “ขายขวด” เกมคือ ยอดขาย x ช่องทาง-สัดส่วนตลาด ใช้โรงงาน-ไลน์ผลิต-ดีลกับโมเดิร์นเทรด-ร้านค้าปลีกเป็นหลัก  

- Flash Express (โลจิสติกส์/แพลตฟอร์ม) รายได้หลักจาก “ค่าขนส่งต่อชิ้น” เกมคือ จำนวนพัสดุ x ราคา x ประสิทธิภาพต้นทุน ลงทุนหนักในฮับ-คลัง-ระบบ IT-รถขนส่ง-พนักงานส่งของทั่วประเทศ  

มุม TST BIZ:  
- ฝั่ง “ตัน” คือเกม Brand & Shelf ทำยังไงให้แบรนด์เราอยู่ในทุกตู้แช่  
- ฝั่ง “คมสันต์” คือเกม Network & Route ทำยังไงให้เราส่งได้ทุกบ้านในต้นทุนที่รับไหว

3. สไตล์สร้างแบรนด์ & Narrative  
- ตัน สร้างภาพจำแบบ “พี่ตันใจดี ชีวิตไม่มีทางตัน”  
  - ใช้การเล่าเรื่องล้มเหลว-หนี้-กลับมาสำเร็จ  
  - โปรโมชั่นแจกทอง-แจกบ้าน-แคมเปญใหญ่ ทำให้แบรนด์เป็นที่พูดถึง “ทั้งประเทศ”  

- คมสันต์ Narrative แบบ “เด็กดอยสู่ยูนิคอร์น”  
  - ใช้เรื่องจริงของตัวเอง จากหมู่บ้านดอยวาวี สู่ CEO ยูนิคอร์นหมื่นล้าน  
  - ถูกต่อยอดเป็นคอนเทนต์-บทความ-ซีรีส์ ทำให้แบรนด์ Flash ได้อานิสงส์ทางภาพลักษณ์ไปด้วย  

ต่างกันชัด:  
เถ้าแก่ชาเขียว = แบรนด์แมส + โปรหนัก  

ยูนิคอร์นโลจิสติกส์ = แบรนด์สตอรี + เทค-สเกล-ดรามาชีวิตผู้ก่อตั้ง

บทเรียนสำหรับเจ้าของกิจการไทย จาก “ตัน vs คมสันต์”

1) ยุคไหน - เกมนั้น: อย่าก๊อปสูตรใครทั้งดุ้น  
- ถ้าคุณทำ FMCG / ของแมส → เรียนรู้จาก “ตัน” เรื่องการสร้างหมวดสินค้า-แบรนด์-การปูช่องทางขาย  

- ถ้าคุณทำแพลตฟอร์ม / เทค / โลจิสติกส์ → เรียนรู้จาก “คมสันต์” เรื่องการใช้เทคโนโลยี-ทุน-เครือข่าย เพื่อสเกลตลาดเร็ว

แต่อย่าเอาเกมของยุคหนึ่งไปใช้ในอีกยุค โดยไม่ดัดแปลง

2) ชัดกับตัวเองว่า “จะรวยจากอะไร”: กำไร vs มูลค่า vs ดีล  
- ตัน: รวยจาก การสร้างกิจการที่มีกำไร-ขายกิจการได้มูลค่าสูง (ดีลโออิชิ) แล้วเอาเงินก้อนนั้นมาต่อยอดอิชิตัน  

- คมสันต์: รวยจาก การสร้างแพลตฟอร์มที่มีมูลค่า (Valuation) สูงระดับยูนิคอร์น ผ่านการเติบโตของรายได้และโอกาสในตลาด ก่อนจะเริ่มเก็บเกี่ยวกำไรจริงจังในปีหลัง ๆ  

เจ้าของกิจการไทยควรถามตัวเองให้ชัดว่า “เราอยากสร้างบริษัทแบบ ‘Cash Cow กำไรดี’ หรือ ‘High Growth Company ที่โตแรง-ระดมทุนได้-ออกทางดีลใหญ่’” แล้วระบบการเงิน-ทีม-กลยุทธ์ ต้องสอดคล้องกับคำตอบนั้น

3) เรื่องแบรนด์: จาก “โลโก้บนสินค้า” สู่ “เรื่องเล่าที่คนอยากแชร์”  

ทั้งคู่พิสูจน์อย่างเดียวกันว่า:
- แบรนด์ไม่ใช่แค่โลโก้  
- แบรนด์คือ เรื่องเล่าที่คน “เลือกจะเชื่อ” และ “อยากเล่าต่อ”  

ตันเล่าเรื่อง “ชีวิตไม่มีทางตัน - ล้มแล้วลุก”  

คมสันต์เล่าเรื่อง “เด็กดอยกล้าขายบ้านสร้างยูนิคอร์น”  

คำถามของทุกธุรกิจคือ ถ้าวันหนึ่ง Netflix จะทำซีรีส์เกี่ยวกับธุรกิจเรา เขาจะเอา “เรื่องอะไร” ไปเล่า?

ถ้ายังตอบไม่ได้ แปลว่าเรายังไม่มี “เรื่อง” ที่แข็งพอในสายตาลูกค้า-สังคม

4) สุดท้าย ไม่ใช่รุ่นไหนชนะ แต่คือ “ใครเล่นให้สุดในเกมของตัวเอง”  

- เถ้าแก่ยุค 90s แบบตัน ใช้ แบรนด์ + ช่องทาง + โปรโมชัน เล่นเกมเครื่องดื่ม  

- เถ้าแก่ยุคดิจิทัลแบบคมสันต์ ใช้ เทคโนโลยี + ทุน + สเกลโลจิสติกส์ เล่นเกมขนส่งพัสดุ  

ทั้งคู่ไม่ได้เริ่มจากพร้อม แต่เริ่มจาก “กล้าเล่นเกมใหญ่” ในเวลาของตัวเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top