Thursday, 4 June 2026
Weekly

คำขวัญหาเสียงสุดคลาสสิคของนักการเมืองสหรัฐฯ แต่สะท้อนสัญลักษณ์การแบ่งแยก- กีดกัน แบบ 'โลกขั้วเดียว'

'Make America Great Again' (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) เป็นคำขวัญที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาโดยนักการเมืองฟากฝั่ง Republican มีบทบาทเป็นอย่างมากในช่วงการรณรงค์หาเสียงของ Donald Trumps คำขวัญนี้เกิดขึ้นมาในปี 1979 ขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจากภาวะการชะงักงันทางเศรษฐกิจ เริ่มถูกใช้โดย Ronald Reagan ในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1980 (Let's Make America Great Again) ซึ่งในห้วงเวลานั้นเองสหรัฐอเมริกาต้องเสียหน้าจากการที่ขบวนการนักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน จับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯ เป็นตัวประกันนาน 444 วัน และปฏิบัติการ Eagle Claw เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันดังกล่าวประสบกับความล้มเหลว

ในปี 2012 Donald Trumps ได้นำคำขวัญนี้มาเป็นคำขวัญอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปี 2016 โดยเฉพาะการสวมหมวกที่ปักคำว่า 'Make America Great Again' แต่ Donald Trumps ไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรวลีดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น 5 สิงหาคม 2015 จึงถูก Bobby Estell หรือ Bobby Bones ผู้จัดรายการวิทยุชื่อดังยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่อใช้วลีนี้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ และสองวันต่อมา Bones ได้ทวีตข้อความถึง Trumps โดยเสนอให้ใช้คำขวัญนี้อีกครั้งโดยแลกกับการบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับโรงพยาบาลเด็ก St Jude ต่อมา 29 ตุลาคม Estell ได้ทวีตข้อความดังกล่าวต่อด้วยภาพเช็คจากสำนักงานของ Trump ซึ่งจำนวนเงินบนเช็คไม่ได้รับการเปิดเผย และ Estell กล่าวว่า Trump สามารถ "รับคำขวัญนี้กลับมาใช้ได้แล้ว"

ในความเป็นจริงแล้ว “Make America Great Again” ไม่ใช่เพียงแค่คำขวัญของ Donald Trumps เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงด้วยปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องของสหรัฐอเมริกาเอง ไม่ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะมาจากพรรค Republican หรือ Democrat ก็ตาม หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็นเพราะสหภาพโซเวียตล่มสลายในเมื่อ 26 ธันวาคม 1991 ทำให้ภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์หมดไปด้วย สหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วเกือบ 200 ประเทศบนโลกใบนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับสหรัฐฯ เสมอไป สหรัฐฯ จึงต้องเผชิญกับการท้าทายจากชาติและกลุ่มที่ไม่ชอบและไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ อยู่ตลอดเวลา

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทหารชั้นนำของโลก และเริ่มทำหน้าที่หลักในการจัดระเบียบโลก แม้ว่าระเบียบโลกในระดับนานาชาติจะขึ้นอยู่กับความยินยอมและความร่วมมือ แต่สหรัฐฯ ได้นำเอาแนวคิด Pax Americana (สันติภาพแห่งอเมริกา) มาสู่การปฏิบัติในความพยามที่จะสร้างโลกขั้วเดียวขึ้น ด้วยการจัดระเบียบโลกโดยมีศูนย์กลางอำนาจเพียงผู้เดียวคือ สหรัฐอเมริกา ด้วยหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว โลกไม่มีความขัดแย้งด้วยอาวุธเกิดขึ้นระหว่างประเทศตะวันตกที่สำคัญ และไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามที่เปิดเผย มีองค์การสหประชาชาติเกิดขึ้นเพื่อช่วยรักษาความสัมพันธ์อันสงบสุขระหว่างประเทศต่าง ๆ และสถาปนาอำนาจยับยั้งสำหรับสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย

ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สหภาพโซเวียตและมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในสงครามเย็น ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจสูงสุดเพื่อครอบครองโลก โดยหลังจากปี 1945 สหรัฐอเมริกามีสถานะที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ รับผิดชอบผลผลิตภาคอุตสาหกรรมครึ่งหนึ่งของโลก มีทองคำสำรองร้อยละ 80 ของโลก และมีอาวุธนิวเคลียร์เพียงชาติเดียวในโลก (ในขณะนั้น) หายนะจากสงครามโลกครั้งที่สองทำให้การทำลายชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน และทุน จนลัทธิจักรวรรดินิยมของโลกเก่าทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จบสิ้นลง สหรัฐอเมริกาซึ่งมีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้นสามารถฟื้นตัวจากสงคราม โดยแทบไม่มีโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศที่เสียหายเลย และกองกำลังทหารมีความแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

'โลกขั้วเดียว' (Unipolar World) เป็นแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายสถานการณ์ที่มีประเทศมหาอำนาจเพียงประเทศเดียวที่มีอำนาจสูงสุดทั้งในด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองเหนือประเทศอื่น ๆ ในโลก อันหมายถึงระบบระเบียบของโลกที่มีเพียงขั้วอำนาจเดียวเป็นศูนย์กลาง โดยประเทศนั้นสามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจระดับโลกได้อย่างกว้างขวางและมักไม่มีประเทศใดสามารถท้าทายได้อย่างแท้จริงในระยะเวลานั้น ช่วงหลังสงครามเย็น (1991 เป็นต้นมา) หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกากลายเป็นชาติที่มีอำนาจสูงสุดเพียงชาติเดียวในโลกที่ มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีเทคโนโลยีล้ำหน้า กองทัพแกร่งและแทรกแซงในหลายภูมิภาค มีอิทธิพลต่อองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UN, IMF, World Bank ฯลฯ

เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ตลอดไปรัฐบาลอเมริกันไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นฝ่ายบริหารจึงมีการดำเนินนโยบาย 'Make America Great Again' ตลอดมา ซึ่งสามารถพิจารณาจากสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ได้แก่ 1. สถานการณ์ในตะวันออกกลางดังแต่ อิรัก ลิเบีย ซีเรีย และล่าสุด อิสราเอล-อิหร่าน ในสามประเทศแรกฝ่ายที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนสามารถยึดกุมอำนาจการปกครองประเทศไว้เป็นส่วนใหญ่ได้แล้ว โดยเฉพาะ ซีเรีย ซึ่งรัสเซียออกตัวให้การสนับสนุนรัฐบาลเก่า แต่ก็ทำไม่ได้เต็มที่เพราะยังติดสงครามกับยูเครน 2. สงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งชัดเจนว่า ยูเครนเป็นตัวแทน NATO และสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับรัสเซีย 3. จีน-ไต้หวัน ทั้ง ๆ ที่สหรัฐฯ รับรองจีนเดียวมากว่า 50 ปีแล้ว แต่ก็ยังสนับสนุนไต้หวัน รวมทั้งการขายอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากให้ไต้หวันด้วย ซึ่งรวมทั้งความพยายามในการปิดล้อมจีนทางยุทธศาสตร์

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพอยู่นอกประเทศในหลายจุดทั่วโลกราว 750 แห่ง โดยมีจุดประสงค์หลากหลาย เช่น การสนับสนุนพันธมิตร การป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามระหว่างประเทศ ฐานทัพเหล่านี้มักตั้งอยู่ในประเทศพันธมิตรหรือประเทศที่มีข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐฯ โดยสามารถแบ่งออกตามภูมิภาคหลักๆ ได้ดังนี้: 1. ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 1.1 ญี่ปุ่น เป็นฐานทัพนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ 1.2 เกาหลีใต้ 1.3 กวม (Guam) ดินแดนในอาณัติของสหรัฐฯ เอง 1.4 ฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ กลับมาใช้ฐานบางแห่งหลังปี 2014 ภายใต้ข้อตกลง EDCA 2. ยุโรป 2.1 เยอรมนี มีฐานทัพสหรัฐฯ มากที่สุดตั้งแต่ยุคสงครามเย็น 2.2 อิตาลี 2.3 สหราชอาณาจักร 3. ตะวันออกกลาง 3.1 กาตาร์ 3.2 คูเวต 3.3 บาห์เรน ฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ 3.4 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 4. แอฟริกา 4.1 จิบูตี Camp Lemonnier ซึ่งเป็นฐานทัพแห่งเดียวของสหรัฐฯ ในทวีปแอฟริกา 5. อเมริกาใต้ และอื่น ๆ ซึ่งมีฐานทัพหรือสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดเล็กในบางประเทศ เช่น โคลอมเบีย, เปรู และในทะเลแคริบเบียน (ฐานทัพ ณ อ่าวกวนตานาโมในคิวบา)

ดังนั้น 'Make America Great Again' ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยไหนของฝ่ายบริหารโดยพรรคการเมืองใดก็ตาม เพื่อรักษาสถานะ 'โลกขั้วเดียว' ให้คงอยู่ต่อไป นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงยังต้องมีอยู่และดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่ามหาชนชาวอเมริกันจะมองเห็นและเข้าใจว่า 'Make America Great Again' และสถานะ 'โลกขั้วเดียว' นั้นไม่ได้สร้างประโยชน์โภคผลอันใดแก่อเมริกันชนเลย นอกจากการถมด้วยเม็ดเงินมหาศาลและมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า อันเป็นแหล่งก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่รู้ว่า จะสามารถใช้ได้หมดเมื่อไร

 เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่ : https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล 

‘โรมัน สตาโรวอยต์’ จบชีวิตเองหรือถูกลบออกจากฉากอำนาจ ภาพสะท้อนความโหดร้ายในอำนาจที่ซ่อนอยู่หลังการเมือง ‘รัสเซีย’

7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 กลายเป็นวันแห่งความปั่นป่วนทางการเมืองในรัสเซีย เมื่อมีรายงานว่า
นายโรมัน วลาดิมีโรวิช สตาโรวอยต์ «Роман Владимирович Старовойт» อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวของเขาในเขตเมืองโอดินต์โซโว «Одинцовский городской округ»  ชานกรุงมอสโก โดยมีบาดแผลจากกระสุนปืนในร่างกาย เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกประธานาธิบดี
วลาดิมีร์ ปูตินสั่งปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ทางการรัสเซียระบุว่าสตาโรวอยต์เสียชีวิตจาก “การฆ่าตัวตาย” พร้อมหลักฐานปืนพกแมคารอฟที่ตกอยู่ข้างศพซึ่งเคยเป็นรางวัลจากกระทรวงมหาดไทย ทว่าความเร่งรีบในการรายงานผลสรุปของเจ้าหน้าที่ การสั่งปลดในวันเดียวกัน และกระแสข่าวที่ว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันในระดับสูงล้วนจุดประกายข้อสงสัยในหมู่นักข่าว นักวิเคราะห์ และสาธารณชน ถึงคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า... เขา “เลือกจบชีวิต” ด้วยตัวเอง หรือถูกบีบบังคับให้ออกจากฉากอำนาจอย่างถาวร?

นายโรมัน สตาโรวอยต์ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีธรรมดาเขาคืออดีตผู้ว่าการแคว้นคูร์สก์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในโครงการเสริมกำแพงป้องกันชายแดนติดกับยูเครน และเป็นหนึ่งในข้าราชการที่ “เติบโตจากความไว้วางใจของศูนย์กลางอำนาจ” การเสียชีวิตของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวหากแต่สะท้อนแรงสั่นสะเทือนภายในโครงสร้างอำนาจของรัสเซียในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงหลังสงคราม ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ และการกวาดล้างกลุ่มอำนาจภายในที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้จะชำแหละเหตุการณ์เบื้องหลังการเสียชีวิตของ Roman Starovoit ผ่านแว่นขยายทางการเมือง สื่ออิสระ และข้อเท็จจริงที่สาธารณะยังไม่ได้คำตอบ เพื่อพิจารณาว่านี่คือโศกนาฏกรรมส่วนบุคคลหรือเป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการจัดระเบียบใหม่ภายในรัฐรัสเซียเอง

นายโรมัน สตาโรวอยต์เป็นนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงของรัสเซียเกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1972 ในกรุงมอสโก มีพื้นเพด้านวิศวกรรมและบริหารรัฐกิจ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น สำนักงานทางหลวงกลาง «Росавтодор»  ซึ่งรับผิดชอบด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและสะพานของประเทศ และกระทรวงคมนาคม ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการแคว้นคูร์สก์ในปี ค.ศ. 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดนติดยูเครน แต่ก็ตกเป็นเป้าสงสัยเรื่องการทุจริต ต่อมาในปี ค.ศ. 2024 เขาถูกเลื่อนขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของรัสเซียและดำรงตำแหน่งอยู่เพียงหนึ่งปีก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 วันเดียวกับที่เขาถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์ส่วนตัวอย่างมีเงื่อนงำ โดยเจ้าหน้าที่รัฐสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากำลังเผชิญการสอบสวนคดีคอร์รัปชันที่อาจส่งผลต่อกลุ่มอำนาจระดับสูงในรัฐบาลกลาง

รัฐบาลรัสเซียและคณะกรรมการสอบสวนอย่างเป็นทางการได้ชี้แจงว่าการเสียชีวิตนายโรมัน สตาโรวอยต์ เป็นผลมาจากการฆ่าตัวตาย โดยอ้างหลักฐานจากอาวุธปืนแมคารอฟที่พบอยู่ข้างศพและไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือบุคคลอื่นในที่เกิดเหตุ อีกทั้งไม่มีการตั้งข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาในแง่ของฆาตกรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อสรุปนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐและหน่วยงานราชการเพื่อปิดประเด็นความสงสัยและรักษาภาพลักษณ์ของเสถียรภาพในรัฐบาลกลาง

อย่างไรก็ตามสื่ออิสระและนักวิเคราะห์อิสระในรัสเซีย รวมถึงนักข่าวต่างประเทศกลับแสดงความสงสัยต่อคำอธิบายของทางการ เหตุผลหลักคือช่วงเวลาที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันและพบเสียชีวิตในวันเดียวกันซึ่งสร้างความไม่สอดคล้องและความเร่งรีบในการสรุปสาเหตุ นอกจากนี้สื่ออิสระยังตั้งข้อสังเกตถึงความคลุมเครือและความขัดแย้งในรายงานอย่างต่อเนื่อง เช่น การพบศพในพุ่มไม้ไม่ใช่ในรถอย่างที่สื่อรัฐรายงาน การขาดหลักฐานสนับสนุนการฆ่าตัวตาย เช่น จดหมายลาตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของท่าทีเจ้าหน้าที่สอบสวน รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงงานศพจากสื่อและสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนภาพรวมของระบบอำนาจที่ปกปิดความจริงและใช้การกำจัดทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของเครมลิน ความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตงบประมาณในแคว้นคูร์สก์ที่กำลังถูกสอบสวนและแรงกดดันทางการเมืองก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจถูกกดดันจนแทบไม่มีทางเลือกอื่น จนนำไปสู่การ “ฆ่าตัวตาย” ที่สะท้อนถึงแรงกดดันอันดุเดือดภายในวงการอำนาจ หรือในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นแผนปกปิดความจริงที่แท้จริง เป็นการ “กำจัด” อย่างเป็นระบบในเกมการเมืองเงียบที่รุนแรงและโหดเหี้ยม โดยรวมแล้วคำอธิบายจากรัฐมีลักษณะเป็นทางการและพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยทางการเมือง ในขณะที่สื่ออิสระกลับตั้งคำถามเชิงวิพากษ์และเน้นความไม่ชัดเจนของข้อมู เพื่อเปิดประเด็นการตรวจสอบอย่างลึกซึ้งต่อกระบวนการทางการเมืองในรัสเซียยุคหลังสงครามยูเครน ซึ่งมีการกวาดล้างผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนมากขึ้น สื่ออิสระในรัสเซีย เช่น Novaya Gazeta Europe, Meduza, และช่อง Telegram ที่มีชื่อเสียงอย่าง Baza และ Mash ได้วิเคราะห์การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความเปราะบางและความตึงเครียดภายในวงการอำนาจรัสเซียในยุคปัจจุบันโดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “ฆ่าตัวตาย” ธรรมดา แต่คือสัญญาณบ่งบอกถึงการกำจัดหรือบีบให้ผู้บริหารระดับสูงต้อง “เลือกจบชีวิต” เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดโปงหรือดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชันที่รุนแรง 
โดยสรุป สื่ออิสระในรัสเซียมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เกมอำนาจเลือดเย็น” ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องหลังสงครามยูเครน ซึ่งทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลปูตินถูกทดสอบและบ่อนทำลายจากภายใน และสะท้อนถึงความอ่อนแอในกลไกการเมืองที่ใช้การกวาดล้างผู้บริหารที่ตกจากความโปรดปรานเพื่อรักษาอำนาจในระยะสั้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงการเมืองนายโรมัน สตาโรวอยต์ไม่ใช่แค่ข้าราชการระดับสูงหรือรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมธรรมดาแต่เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สะท้อนภาพรวมของเกมอำนาจภายในเครมลินยุคปูตินที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความเปราะบาง เขาเป็นตัวแทนของกลุ่ม “เทคโนแครต” ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงชายแดนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากสงครามในยูเครนและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การตกเป็นเป้าของคดีทุจริตงบประมาณและการปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหันในปี ค.ศ. 2025 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพของเกมอำนาจที่ดำเนินอยู่เบื้องหลังฉากในเครมลินซึ่งไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลประโยชน์และงบประมาณขนาดใหญ่ แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มอำนาจหลักในการ “คัดกรอง” หรือ “กวาดล้าง” ผู้บริหารที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงหรือถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเสถียรภาพของระบบ

นักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตกวิเคราะห์ว่าการปลดและการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์อาจไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือตัวแปรแยกจากโครงสร้างอำนาจสูงสุดในรัสเซีย แต่น่าจะสะท้อนถึงกลไกการควบคุมและการจัดการ “ผู้เล่น” ในเครมลินโดยตรง ซึ่งนายวลาดิมีร์ ปูตินในฐานะผู้นำสูงสุดย่อมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ ในระบบการเมืองรัสเซียที่ปกครองด้วยลัทธิเผด็จการแบบศูนย์รวมอำนาจ นายวลาดิมีร์ ปูตินต้องรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของเครมลินผ่านการบริหารจัดการบุคคลในเครือข่ายอำนาจอย่างเข้มงวด การที่นายโรมัน สตาโรวอยต์ถูกลากเข้าสู่คดีทุจริตงบประมาณที่สำคัญพร้อมกับการปลดกะทันหันและการเสียชีวิตอย่างคลุมเครือจึงอาจสะท้อนถึงคำสั่ง “กำจัด” เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวหรือคดีความเหล่านี้กลายเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของปูตินและกลุ่มบริวาร เหตุผลทางการเมืองที่ทำให้ปูตินสั่งเก็บบุคคลในระดับนี้ อาจมาจากความกลัวว่านายโรมัน สตาโรวอยต์อาจกลายเป็น “ตัวถ่วง” หรือ “ภัยคุกคาม” ภายในระบบ เนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเปิดโปงข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อระบบหรือเครือข่ายผู้มีอำนาจ นอกจากนี้การกำจัดนายโรมัน สตาโรวอยต์ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลและภาครัฐที่อาจตกเป็นเป้าหมายหากไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวัง หรือหากกลายเป็นตัวแปรที่ทำลายเสถียรภาพภายใน การตายหรือการปลดในลักษณะนี้จึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ปูตินใช้เพื่อคุมเกมและรักษาอำนาจอย่างเด็ดขาดอย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเช่นนี้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของระบอบที่ขาดความโปร่งใสและขวัญกำลังใจในระดับสูง สร้างความหวาดกลัวและบั่นทอนความมั่นคงภายในในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของเครมลินในที่สุด

การเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวหรือเหตุการณ์ธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดในระบบการเมืองรัสเซีย ที่ซึ่ง “การกำจัด” ผู้เล่นที่หลุดจากความโปรดปรานหรือถูกสงสัยในความไม่ซื่อสัตย์อาจดำเนินไปด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมและไม่โปร่งใส ความตายของเขาในบริบทนี้จึงเป็นทั้งบทลงโทษและการเตือนภัยที่ส่งถึงผู้บริหารระดับสูงรายอื่นในรัฐบาลว่าเส้นแบ่งระหว่างอำนาจและความเสี่ยงนั้นบางเฉียบเพียงใด

ในมิติที่กว้างขึ้นเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพรวมของความเปราะบางในกลไกอำนาจของรัสเซียที่กำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งภายในและภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความขัดแย้งระหว่างประเทศและการคว่ำบาตรเศรษฐกิจได้เพิ่มความตึงเครียดภายในทำให้ระบบต้องใช้วิธีการเข้มงวดและมีความเสี่ยงสูงเพื่อรักษาอำนาจไว้ในมือของกลุ่มศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้เกิดบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความหวาดกลัวในหมู่ผู้บริหารระดับสูงที่อาจถูกกำจัดหากตกจากความโปรดปราน โดยสรุปนายโรมัน สตาโรวอยต์ตัวอย่างของ “เหยื่อเกมอำนาจ” ที่บอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการเมืองรัสเซียยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความโหดร้ายซึ่งสะท้อนทั้งความเปราะบางของระบบและการต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สรุป กรณีการเสียชีวิตของนายโรมัน สตาโรวอยต์เผยให้เห็นความเปราะบางของเกมอำนาจในรัสเซียยุคปัจจุบันที่เส้นแบ่งระหว่าง “การตายอย่างธรรมชาติ” กับ “การถูกทำให้ตาย” กลายเป็นเรื่องเลือนรางและเต็มไปด้วยเงื่อนงำ ความกดดันทางการเมือง คดีทุจริต และการสลับซับซ้อนของระบบอำนาจ ทำให้ความตายของเขาไม่ใช่แค่จุดจบของชีวิตบุคคลหนึ่งหากแต่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความรุนแรงและความโหดร้ายในโลกของอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่านเหล็กยุคใหม่ ในที่ซึ่งความจริงและเรื่องเล่าถูกบิดเบือนไปตามประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และ “ความตาย” อาจถูกปั้นแต่งให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างแยบยล

‘อนุสัญญาออตตาวา’ ห้ามการใช้ทุ่นระเบิด แต่เขมรกลับละเมิดทั้งที่ร่วมลงนามแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ขณะที่ทหารชุดลาดตระเวนจำนวน 14 นาย จากกองร้อยทหารพราน 2302 ออกลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังเนิน 481 พื้นที่ชายแดนไทย–เขมร จังหวัดอุบลราชธานี ณ พิกัด WA 220 861 โดยได้เหยียบทุ่นระเบิด ชนิดแอนติ–เพอร์ซันนัล (landmine) ทำให้ผู้บาดเจ็บ มี 3 นาย ได้แก่ พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน ขาขาดต้องผ่าตัด และได้รับการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี ส่วนอีก 2 นายคือ จ่าสิบเอกปฏิพัทธ์ ศรีลาสัก และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีค้ำ บาดเจ็บเล็กน้อย อาการปลอดภัย

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) และหน่วย EOD กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการตรวจสอบชนิดของระเบิดพบว่าเป็น ทุ่นระเบิดแบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิด ตกค้าง และตรวจพบอีก 3 ลูกในพื้นที่เดียวกัน PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มีชนวนระเบิดในตัว ซึ่งทำอันตรายบริเวณฝ่าเท้าผู้เหยียบ ตัวทุ่นทำจากวัสดุพลาสติก จึงตรวจสอบและค้นหาได้ยาก ในความเป็นจริงคือ ไทย และเขมรต่างได้ลงนามใน 'อนุสัญญาออตตาวา' เป็นที่เรียบร้อยมาหลายปีแล้ว โดยอนุสัญญาดังกล่าวเป็นอนุสัญญาห้ามใช้ทุ่นระเบิด หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด” (Convention on the Prohibition of the Use, Stockpiling, Production and Transfer of Anti-Personnel Mines and on Their Destruction) มีชื่อย่อว่า 'อนุสัญญาออตตาวา' (Ottawa Treaty)

อนุสัญญานี้มีเป้าหมายหลักในการห้ามใช้งานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) ซึ่งเป็นอาวุธที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพลเรือน แม้ในยามหลังสงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม โดยมีข้อผูกพันหลักของประเทศภาคีดังนี้ :

- ห้ามใช้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งออกแบบมาให้จุดชนวนโดยการปรากฏตัวใกล้ชิด
หรือด้วยการสัมผัสของบุคคล
- ห้ามผลิต หรือพัฒนาอาวุธประเภทนี้
- ห้ามสะสมทุ่นระเบิดไว้ในคลังอาวุธ
- ห้ามส่งออก หรือขนย้ายทุ่นระเบิดไปยังประเทศอื่น
- ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี
- ต้องทำลายพื้นที่ทุ่นระเบิดทั้งหมดภายในอาณาเขตของตนภายใน 10 ปี แม้ว่าอาจขยาย

- เวลาได้ภายใต้สถานการณ์บางอย่างก็ตาม
- ต้องให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด รวมไปถึงการฟื้นฟูร่างกายและ
- จิตใจ
- รัฐภาคีจะต้องรายงานเกี่ยวกับคลังเก็บทุ่นระเบิด ลักษณะทางเทคนิคของทุ่นระเบิด ที่ตั้ง
- ของพื้นที่ทุ่นระเบิด และความคืบหน้าของโครงการทำลายทุ่นระเบิดเป็นรายงานประจำปี
- เกี่ยวกับความคืบหน้าในการปฏิบัติตามอนุสัญญาทุกปี

สถานะของอนุสัญญา เริ่มมีการให้ลงนามในปี ค.ศ. 1997 ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา และมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มีนาคม 1999 มีประเทศลงนามและให้สัตยาบันแล้วมากกว่า 160 ประเทศ อนุสัญญาออตตาวาถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก และขัดขวางการพัฒนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวทั่วโลกเพื่อห้ามอาวุธประเภทนี้ 

ซึ่งนำโดยแคนาดาและองค์กรนอกภาครัฐอื่น ๆ แม้ว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ประเทศมหาอำนาจทางทหารบางประเทศ ไม่ได้เข้าร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อินเดีย อิสราเอล และเมียนมา ด้วยการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางทหาร แม้จะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่อนุสัญญาดังกล่าวก็ส่งผลให้การใช้และการเข้าถึงทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลลดลงอย่างมาก และยังกระตุ้นให้มีความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิดทั่วโลกอีกด้วย สำหรับประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญานี้เมื่อปี พ.ศ. 2542 (1999) และได้ดำเนินการ ทำลายทุ่นระเบิดในคลังทั้งหมดแล้ว มีการดำเนินงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด และ ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดน หลายจุด ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่บางส่วนที่อาจยังมีทุ่นระเบิด โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-เขมร

เขมรเข้าเป็นรัฐภาคีของสนธิสัญญาออตตาวา เมื่อ 3 มกราคม 2000 โดยได้รับการรับรองเมื่อ 28 กรกฎาคม 1999 มีผลบังคับใช้สำหรับเขมร เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ด้วยเขมรประสบปัญหาทุ่นระเบิดจำนวนมาก ซึ่งเป็นมรดกจากความขัดแย้งหลายทศวรรษ (ยุคเขมรแดง สงครามกลางเมือง และความขัดแย้งในภูมิภาค) จึงมีการกำจัดทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่ออย่างแข็งขัน โดยมีองค์กรต่าง ๆ เช่นศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเขมร (CMAC) มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการกวาดล้าง และได้รับการสนับสนุนและเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิด กองทัพเขมรอ้างว่า ได้ทำลายคลังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดที่มีตามที่สนธิสัญญากำหนดไว้

แต่ทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ซึ่งมีการติดตั้งใหม่ เป็นทุ่นระเบิดจากรัสเซีย และไม่เคยมีใช้ในกองทัพไทย จึงเป็นไปได้สูงมากที่ทหารเขมรจะนำมาลักลอบวางเอาไว้ในดินแดนไทย และกองทัพเขมรเองก็ไม่ได้ทำลายทุ่นระเบิดที่มีอยู่ ภายใน 4 ปีหลังการเข้าเป็นภาคี ซึ่งต้องทำลายให้หมดก่อน 1 มกราคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ถือได้ว่า เขมรจึงละเมิด "อนุสัญญาออตตาวา" อย่างชัดเจน แม้จะไม่มีบทลงโทษเมื่อมีการละเมิด แต่อนุสัญญานี้ก็มีหลายมาตรการที่ถือเป็นการลงโทษหรือแรงกดดัน ดังนี้ :

- การประณามจากรัฐภาคีอื่น ประเทศที่ละเมิดอาจถูกประณามในที่ประชุมรัฐภาคีประจำปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ
- แรงกดดันทางการทูตและการเมือง การละเมิดอาจนำไปสู่การกดดันทางการทูต เช่น การระงับความช่วยเหลือ การตัดสัมพันธ์บางส่วน
- การระงับสิทธิ์บางประการในอนุสัญญา เช่น การถูกจำกัดบทบาทในการออกเสียง หรือการถูกปฏิเสธความร่วมมือทางเทคนิค
- การเผยแพร่รายงานการละเมิดต่อสาธารณะ รายงานการละเมิดจะถูกรายงานต่อประชาคมโลกผ่านสื่อและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ICBL (International Campaign to Ban Landmines)
- การตัดความช่วยเหลือหรือความร่วมมือทางเทคนิค ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามอาจไม่ได้รับการสนับสนุนในการกู้ทุ่นระเบิดหรือการช่วยเหลือเหยื่อจากองค์กรระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อทหารเขมรลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด แบบ PMN‑2 ในดินแดนไทย นอกจากจะเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยแล้ว ยังเป็นการละเมิดและฝ่าฝืนข้อกำหนดตามอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจนอีกด้วย รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการประท้วง เพื่อให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาได้ร่วมประณามและลงโทษในการกระทำของเขมรในครั้งนี้โดยเร็วที่สุด

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

มหันตภัยไวรัสคอมพิวเตอร์ยุคปี 2000 ที่สร้างความเสียหายไปทั่วโลกกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ILOVEYOU หรือบางครั้งถูกเรียกว่า Lovebug หรือ Loveletter เป็นไวรัสที่แพร่ระบาดในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้ Windows กว่าสิบล้านเครื่องในวันที่ 4 พฤษภาคม 2000 ซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่โลกพึ่งผ่านพ้นความกลัวต่อวิกฤตการณ์ Y2K หรือที่เรียกว่า ปัญหา Y2K (Y2K bug) ย่อมาจาก "Year 2000 bug" อันเนื่องมาจากเปลี่ยนศักราชจากปี 1999 เป็นปี 2000 ซึ่งเป็นปัญหาทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นจากวิธีการจัดเก็บ ปี ในรูปแบบ สองหลัก เช่น ปี 1999 แทนด้วย "99" แทนที่จะเป็น "1999" โดยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดก่อนปี 2000 ซึ่งหลายคนกลัวว่าจะเกิด ได้แก่: ความเสียหายทางการเงิน, ระบบคอมพิวเตอร์ในธนาคารหยุดทำงาน, ระบบควบคุมอากาศยาน หรือกระทั่งอาวุธนิวเคลียร์มีปัญหาถึงขั้นล้มเหลว หรือการขัดข้องของระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา แต่เอาเข้าแล้วก่อนผลลัพธ์จริง ได้มีการเตรียมการและแก้ไขระบบล่วงหน้าในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขโค้ด เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2000 ปรากฏว่า ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ของโลกทำงานได้เป็นปกติ โดยมีปัญหาเกิดขึ้นจริงเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ระบบตั๋วรถไฟล่าช้า หรือเครื่องพิมพ์ใบเสร็จพิมพ์วันที่ผิด

แต่กรณีของไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU เป็นหนึ่งในไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีชื่อเสียงและสร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยแพร่ระบาดไปทั่วโลกในปี ค.ศ. 2000 “ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU” เป็น เวิร์ม (worm) ที่ถูกส่งผ่านทางอีเมลในรูปแบบของจดหมายรัก โดยมีหัวเรื่องว่า: Subject: ILOVEYOU และแนบไฟล์ชื่อว่า: LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT.vbs ซึ่งเป็นไฟล์ VBScript (.vbs) แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่รู้จักนามสกุลไฟล์ .vbs และมักเข้าใจว่าเป็นไฟล์ข้อความธรรมดา (.txt) จึงเปิดไฟล์โดยไม่ระวัง และทำให้ติดไวรัส เมื่อผู้ใช้เปิดไฟล์ เวิร์มจะรันโค้ด VBScript ที่คัดลอกตัวเองส่งต่อไปยังรายชื่อใน สมุดที่อยู่อีเมล (Address Book) ของ Microsoft Outlook แก้ไขหรือทำลายไฟล์ภาพ เพลง เอกสาร เช่น .jpg, .mp3, .doc แอบดาวน์โหลดไฟล์เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตเพื่อรันโค้ดอันตราย และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านอีเมลไปทั่วโลกภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์มากกว่า 50 ล้านเครื่องทั่วโลก หน่วยงานต่าง ๆ เช่น Pentagon, CIA, ธนาคารในสหราชอาณาจักร และบริษัทใหญ่ๆ ถึงกับต้องปิดระบบอีเมลเป็นการชั่วคราว โดยความเสียหายที่ประเมินรวมกว่า 5–10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผู้สร้างไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU คือ Onel de Guzman วัย 24 ปี ขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยคอมพิวเตอร์ AMA ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีฐานะยากจนและต้องหาเงินเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตแบบ dial-up (ระบบเชื่อมอินเทอร์เน็ตด้วยการต่อสัญญาณโทรศัพท์เป็นครั้ง ๆ และค่าใช้จ่ายคิดตามเวลา) Guzman ผู้ซึ่งเชื่อมั่นว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนทุกคน เขาได้อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้โปรแกรมมัลแวร์ไวรัสคอมพิวเตอร์ ILOVEYOU แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่ออกแบบไว้เพียงเพื่อใช้ขโมยรหัสผ่านอินเทอร์เน็ตแบบ dial-up เท่านั้น โดยผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะได้รับอีเมลที่ดูเหมือนจดหมายสารภาพรัก ดูเหมือนจะเป็นจดหมายที่ค่อนข้างธรรมดา แต่ก็ดูเหมือนจะมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่าในไฟล์ข้อความด้วย แต่เมื่อถูกเปิดออกมา มันจะส่งสำเนาของตัวเองไปยังอีเมลทุกฉบับในสมุดที่อยู่ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์รายนั้น ด้วยการสร้างสำเนาของตัวเองภายใต้ชื่อที่แตกต่างกัน โดยแอบอ้างว่าเป็นไฟล์ไลบรารี Microsoft Windows ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และจะซ่อนไฟล์ .mp3 (เพลง) ใด ๆ ที่มีอยู่ และใส่สำเนาที่ติดไวรัสไว้แทนที่ และดาวน์โหลดโปรแกรมที่คัดลอกรหัสผ่านและส่งกลับไปยังผู้สร้างไวรัส มันจะทำการลบไฟล์และซอฟต์แวร์ และซ่อนไว้ สร้างสำเนาที่มีข้อบกพร่องซึ่งใช้งานไม่ได้หรือแทบจะใช้งานไม่ได้เลย จึงเป็นภัยพิบัติทางคอมพิวเตอร์ที่ผิดธรรมชาติ ไวรัสแพร่ดังกล่าวกระจายอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่า แพร่กระจายไปทั่วโลก ครั้งหนึ่งมันเข้าถึงคอมพิวเตอร์ประมาณ 45 ล้านเครื่องภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ก่อให้เกิดความเสียหายเกือบ 8 พันล้านเหรียญทั่วโลก ทำให้บรรดาคอมพิวเตอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หน่วยงานราชการ และสถาบันเอกชน ต่างก็มีไฟล์เสียหายหรือถูกลบไป

ในที่สุดการตามล่าก็มาจนเจอกับ Onel de Guzman จากการสอบสวนซักถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อะไรเลย ขณะนั้น ความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของผู้ใช้ทั่วไปยังน้อย ระบบอีเมลไม่ปลอดภัยพอหากไม่มีการกรองไฟล์แนบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฟิลิปปินส์และบรรดาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรีบออกกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ แต่ปรากฏว่า Guzman กลับไม่ต้องรับโทษเลย ด้วยเหตุที่เขาก่ออาชญากรรมนี้ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ ตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ ห้ามการใช้กฎหมายที่มีผลย้อนหลัง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Guzman รอดพ้นการถูกดำเนินคดีไป ระหว่างการสืบสวนเรื่องนี้พบว่า Guzman ไม่ได้ปิดบังเรื่องมัลแวร์ของเขาเลย ด้วยตอนที่กำลังสืบสวน เจ้าหน้าที่พบว่า หลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงเขากับอาชญากรรมนี้คือวิทยานิพนธ์ที่เขาเขียนเองก่อนที่วิทยาลัย AMA จะปฏิเสธ และเขาจึงลาออก ในปี 2020 นักข่าวที่กำลังค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์พบว่า Guzman ทำงานเป็นเจ้าของร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือในกรุงมะนิลา

Guzman ได้โต้แย้งว่า เหตุใดโปรแกรมดังกล่าวสามารถขโมยรหัสผ่านพื้นฐานของอินเทอร์เน็ตได้จึงสมเหตุสมผล ด้วยเพราะ คนจนก็ควรมีสิทธิ์ใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่พวกเขาไม่มีเงินซื้อ เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน หากพวกเขาไม่มีเงิน คนที่มีสิทธิ์ก็ควร "แบ่งปัน" อินเทอร์เน็ตให้กับพวกเขา การระบาดอย่างรุนแรงเริ่มในท้องที่ Pandacan ของกรุงนิวเดลีในอินเดียเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 หลังจากนั้นก็ระบาดไปทั่วทั้งระบบผ่านระบบโดยเคลื่อนตัวไปยังที่ต่างๆ...ฮ่องกงแล้วก็ถึงแล้วยุโรป และสุดท้ายคือ อเมริกา ในกรณีที่ใช้รายการส่งเมลเป็นเป้าหมายของการรับรู้จึงมักจะมาจากคนรู้จัก และด้วยเหตุนี้จึงมักจะถูกมองว่า "ปลอดภัย" โดยที่เหยื่อเป็นพิเศษให้เปิดอ่านเพิ่มเติม มีผู้ใช้ในแต่ละรายในแต่ละเว็บไซต์ที่ต้องเข้าถึงไฟล์แนบสืบต่อข้อความบ่อยครั้งเป็นล้านข้อความของระบบผู้ดูแลระบบและเขียนทับไฟล์หลายล้านไฟล์ในแต่ละครั้งเครือข่ายที่ตามมา ภายในเวลาสิบวันมีรายงานการติดไวรัสมากกว่าห้าสิบล้านครั้ง และการซ่อมแซมแก้ไขถึง 10% ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในบริษัทต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักร ไวรัสเข้าถึงอีเมลของสภาผู้แทนเมื่อ 4 พฤษภาคม 2000 ทำให้เซิร์ฟเวอร์ถูกปิดลงเป็นเวลาสองชั่วโมง และยังส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารของเบลเยียม ในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐบาลกลาง และกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เครือข่ายของกระทรวงกลาโหม โดยสำนักข่าวกรองกลาง และกองทัพบกสหรัฐฯ มีหน่วยงานที่ติดไวรัส 2,258 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 79,200 ดอลลาร์สหรัฐ สำนักงานบริหารสุขภาพทหารผ่านศึกได้รับอีเมล์ ILOVEYOU 7,000,000 ฉบับ ระหว่างเวลาที่ทำงานปกติ 240 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ในปี 2012สถาบันสมิธโซเนียนจัดให้ ILOVEYOU เป็น 1 ใน 10 ไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญที่สุด

อินโดนีเซีย – มาเลเซีย อีกคู่กรณีปัญหาเส้นเขตแดน ส่อเปิดศึกเผชิญหน้าอีกครั้งปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

เสียงปืนระหว่างเขมรกับไทยเพื่อนบ้านสมาชิก ASEAN ยังไม่ทันจะสงบดี มวยคู่ใหม่ระหว่างอีก 2 ประเทศ ASEAN มาเลเซียกับอินโดนีเซียก็กำลังจะเริ่มต้น จากการที่ ASEAN ประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีหลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีดินแดนใกล้ชิดติดกัน และปัญหาที่มักติดตามมาโดยหลีกไม่พ้นก็คือปัญหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ซึ่งชาติสมาชิก ASEAN ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตอาณานิคมของของนักล่าอาณานิคมตะวันตกอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ โดยประเทศที่มีเจ้าอาณานิคมเดียวกันมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และเมียนมา ต่างเคยอยู่ภายใต้อังกฤษ เวียดนาม ลาว และเขมร ภายใต้ฝรั่งเศส อินโดนีเซียภายใต้เนเธอร์แลนด์ และฟิลิปปินส์ภายใต้สหรัฐอเมริกา สำหรับไทยซึ่งไม่เคยเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกเลยแน่นอนย่อมมีปัญหากับเพื่อนบ้านอดีตอาณานิคมอยู่เป็นประจำจนทุกวันนี้ ในขณะที่ประเทศ ASEAN อื่น ๆ ที่มีเขตแดนติดกันแต่อดีตเจ้าอาณานิคมต่างกันก็มีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเช่นเดียวกันจนปัจจุบัน

ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างสองประเทศ (มาเลเซียและอินโดนีเซีย) เกี่ยวกับพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลเซเลเบส ซึ่งมาเลเซียและอินโดนีเซียต่างมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันเหนือเขตบล็อกทะเล ND6 และ ND7 ซึ่งปุตราจายาเรียกว่า “ทะเลสุลาเวสี” และจาการ์ตาเรียกว่า “อัมบาลัต” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ Anwar และ Prabowo ให้ความสำคัญ การปรึกษาหารือประจำปีจัดขึ้นสลับกันระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถือเป็นเวทีระดับสูงสำหรับผู้นำในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ตลอดจนกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และครอบคลุม แต่ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในรัฐซาราวักเมื่อปี 2017 การปรึกษาหารือไม่ได้จัดขึ้นเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ปัญหาสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญอยู่คือข้อพิพาททางทะเลในพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลสุลาเวสี “อินโดนีเซียและมาเลเซียได้มีการหารือกันถึงข้อเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ในการพัฒนาพื้นที่ในทะเลสุลาเวสี ซึ่งก็คือพื้นที่อัมบาลัต”

อันที่จริงแล้วการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียเคยเกิดขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อน (1963-1966) ที่เรียกกันว่า “การเผชิญหน้าในบอร์เนียว” (Konfrontasi) ซึ่งเป็นความขัดแย้งด้วยกำลังติดอาวุธ จากการที่อินโดนีเซียต่อต้านการจัดตั้งรัฐมาเลเซียจากสหพันธรัฐมาลายา กระทั่งหลังจากประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซียถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 1966 ข้อพิพาทดังกล่าวจึงยุติลงอย่างสันติ การก่อตั้งมาเลเซียเป็นการควบรวมสหพันธรัฐมาลายา (ปัจจุบันคือคาบสมุทรมาเลเซีย) สิงคโปร์ และอาณานิคมของอังกฤษในบอร์เนียวเหนือและซาราวัก (บริติชบอร์เนียว ปัจจุบันคือมาเลเซียตะวันออก) ในเดือนกันยายน 1963 ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งได้แก่ นโยบายการเผชิญหน้ากับเนเธอร์แลนด์นิวกินี ของอินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 1962 และการก่อกบฏของบรูไน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียในเดือนธันวาคม 1962 มาเลเซียได้รับการสนับสนุนทางทหารโดยตรงจากสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนอินโดนีเซียได้รับการสนับสนุนทางอ้อมจากสหภาพโซเวียตและจีน ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นในเอเชีย

ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว (กาลีมันตันของอินโดนีเซีย) อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังได้ปฏิบัติการลับที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าบนคาบสมุทรมลายู และในสิงคโปร์อีกด้วย ความขัดแย้งมีลักษณะเป็นการรบภาคพื้นดินที่จำกัดและโดดเดี่ยว โดยใช้ยุทธวิธีการรบแบบ เสี่ยงภัยระดับต่ำการรบมักดำเนินการโดยกองกำลังขนาดเล็กที่อยู่ทั้งสองฝั่งของชายแดน การรณรงค์แทรกซึมเข้าไปในบอร์เนียวของอินโดนีเซียมุ่งเป้าไปที่การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาที่ซาบาห์และซาราวักเมื่อเปรียบเทียบกับมาลายาและสิงคโปร์ โดยมีเจตนาที่จะทำลายล้างรัฐมาเลเซียที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยภูมิประเทศป่าดงดิบของเกาะบอร์เนียว และการขาดแคลนถนนเลียบชายแดนอินโดนีเซีย-มาเลเซียทำให้ทั้งกองกำลังอินโดนีเซียและเครือจักรภพต้องลาดตระเวนระยะไกล ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาการปฏิบัติการของทหารราบเบาและการขนส่งทางอากาศ แม้ว่ากองกำลังเครือจักรภพจะได้เปรียบจากเฮลิคอปเตอร์ และการส่งกำลังบำรุงไปยังฐานปฏิบัติการด้านหน้าได้ดีกว่า แม่น้ำก็ถูกใช้เป็นเส้นทางการขนส่งและการแทรกซึมด้วยเช่นกัน แม้ว่าปฏิบัติการรบส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยกองกำลังภาคพื้นดิน แต่กองกำลังทางอากาศก็มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุน และกองทัพเรือก็คอยดูแลความปลอดภัยของแนวรบทางทะเล อังกฤษซึ่งเป็นฝ่ายรับภาระส่วนใหญ่ในการป้องกันมาเลเซีย แม้ว่ากองทัพมาเลเซียจะเพิ่มกำลังพลอย่างต่อเนื่อง และยังมีการเพิ่มกองกำลังจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในกองกำลังสำรองทางยุทธศาสตร์ตะวันออกไกลที่ประจำการอยู่ในมาเลเซียตะวันตกและสิงคโปร์เป็นระยะ ๆ อีกด้วย

ในช่วงแรก การโจมตีของอินโดนีเซียในมาเลเซียตะวันออกนั้นอาศัยอาสาสมัครท้องถิ่นที่ได้รับการฝึกอบรมจากกองทัพอินโดนีเซีย เป็นอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไปกองกำลังแทรกซึมมีการจัดระเบียบมากขึ้น โดยมีการรวมกำลังของกองกำลังอินโดนีเซียที่มีจำนวนมากขึ้น เพื่อยับยั้งและขัดขวางการแทรกซึมที่เพิ่มมากขึ้นของอินโดนีเซีย อังกฤษตอบโต้ในปี 1964 ด้วยการเปิดปฏิบัติการลับของตนเองในกาลิมันตันของอินโดนีเซียภายใต้ชื่อรหัสปฏิบัติการคลาเร็ตตรงกับช่วงเวลาที่ซูการ์โนประกาศ 'ปีแห่งชีวิตที่อันตราย' และเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติในสิงคโปร์ใน 1964 อินโดนีเซียได้เปิดปฏิบัติการขยายขอบเขตในมาเลเซียตะวันตกในวันที่ 17 สิงหาคม 1964 แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จทางทหารก็ตาม การสะสมกำลังทหารของอินโดนีเซียที่ชายแดนกาลิมันตันในเดือนธันวาคม 1964 ทำให้อังกฤษส่งกำลังพลจำนวนมากจากกองบัญชาการยุทธศาสตร์กองทัพบก (Army Strategic Command) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ส่งกำลังรบจากมาเลเซียตะวันตกไปยังเกาะบอร์เนียวในปี 1965-1966 ต่อมาความรุนแรงของความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายลงหลังจากการรัฐประหารในเดือนตุลาคม 1965 และการที่ซูการ์โนสูญเสียอำนาจให้กับพลเอกซูฮาร์โต การเจรจาสันติภาพอย่างจริงจังระหว่างทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1966 และมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1966 หลังจากอินโดนีเซียได้ให้การรับรองความเป็นรัฐเอกราชของมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

เมื่ออันวาร์และปราโบโวพบกันที่จาการ์ตาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ได้มีการเจรจาเตรียมการสำหรับการปรึกษาหารือประจำปี ซึ่งพวกเขาตกลงที่จะพัฒนาโครงการร่วมกัน “สิ่งใดก็ตามที่เราพบในทะเล เราจะร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากมัน” ปราโบโวกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับอันวาร์ในวันนั้น ในขณะเดียวกัน อันวาร์กล่าวว่า “เราควรเริ่มการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและสนับสนุนประชากรในท้องถิ่น” อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาจากซาบาห์ รัฐมาเลเซียที่อยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทมากที่สุด ซักถามอันวาร์ในรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เขาย้ำว่ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย เนื่องจากการหารือยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่อันวาร์กล่าวว่าเขาจะยังคงใช้วิธีการเจรจาข้อพิพาทเรื่องอาณาเขตกับ “ประเทศมิตร” เช่นอินโดนีเซียต่อไป แต่เขายังคงยืนกรานว่าหลักการอธิปไตยยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ของมาเลเซีย ข้อพิพาทนี้ย้อนกลับไปถึงปี 1979 เมื่อมาเลเซียเผยแพร่แผนที่แสดงน่านน้ำและเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป อินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น บรูไน ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม  ต่างก็ไม่ยอมรับแผนที่นี้ ข้อพิพาททะเลสุลาเวสีเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในขอบเขตทางทะเลทั้งสองแห่งและอธิปไตยเหนือพื้นที่เกาะสองแห่งคือ เกาะซิปาดันและเกาะลิกิตัน ในปี 2002 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินให้มาเลเซียครอบครองเกาะทั้งสอง แต่ไม่ได้กำหนดเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกัน พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาความขัดแย้งเป็นระยะ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองประเทศพยายามหาทางแก้ไขข้อพิพาท ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ปัญหาทะเลสุลาเวสีจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งสองประเทศอาจตกลงกันเรื่องความพยายามร่วมกันในการพัฒนาเพื่อดึงทรัพยากรในพื้นที่โดยไม่ต้องแก้ไขข้ออ้างที่ทับซ้อนกัน เช่นเดียวกับที่มาเลเซียเคยทำกับไทยมาก่อน

อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปราโบโวกับอันวาร์ ต่างมีความสัมพันธ์กันที่ดีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่แตกต่างไปจากครอบครัวของสองผู้นำไทยและเขมรเลย แต่ ปราโบโวและอันวาร์ ต่างก็เลือกใช้วิธีการเจรจาเชิงสร้างสรรค์ (Constructive negotiation) โดยยึดเอาผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ จึงน่าจะช่วยให้โอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วยกำลังอาวุธไม่น่าจะเกิดขึ้น (อินโดนีเซียมีความแข็งแกร่งทางทหารอันดับที่ 13 ของโลก ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 42 ของโลก ตามข้อมูลปัจจุบัน Global Firepower) ซึ่งมีความแตกต่างไปจากเมื่อกว่า 60 ปีก่อนซึ่งจะเรื่องราวระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยมาเลเซียจะไม่มีการสนับสนุนจากอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เช่นในอดีตอีกแล้ว นอกจากกรณีพิพาทนี้กับอินโดนีเซียแล้ว มาเลเซียยังมีกรณีพิพาทเช่นนี้กับฟิลิปปินส์ ได้แก่ “ข้อพิพาทบอร์เนียวเหนือ (ข้อพิพาทซาบาห์)” อันเป็นข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์เกี่ยวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันออกของรัฐซาบาห์ โดยก่อนหน้านี้ซาบาห์เคยรู้จักกันในชื่อบอร์เนียวเหนือก่อนที่จะมีการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งจะได้นำมาเล่าขยายความให้ผู้อ่าน TST ได้รับทราบในโอกาสต่อไป

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า ลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ช่วงเวลานี้ ข่าวดี ข่าวสำคัญ ข่าวหนึ่งของพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ที่มีใจรักชาติก็คือ เรือดำน้ำแบบ S26T ที่สั่งต่อในประเทศจีนได้ไปต่อ โดยรัฐบาลยอมให้มีการแก้สัญญาเปลี่ยนเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ MTU 396 ของเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีไม่อนุญาตให้ส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเรือ จนทำให้โครงการต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานนับปี ให้เป็นไปตามที่จีนซึ่งได้เสนอให้ติดตั้งเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 โดยจีนระบุว่า เทียบเท่ากับ MTU 396 หรือเป็น “Licensed-manufactured” จากเยอรมนีแทน และกลายเป็นประเด็นปัญหาของรัฐบาลและกองทัพเรือ กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 5-7 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 ของจีนแทน MTU 396 และขยายเวลาส่งมอบเรือออกไปอีก 1,217 วัน

เรือดำน้ำถือเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการปกป้องน่านน้ำไทยเป็นอย่างยิ่ง พลเรือเอก (เกษียณราชการแล้ว) ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยซ้อมรบกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการฝึกซ้อมปราบเรือดำน้ำ ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เตรียมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใหญ่มากมาร่วมการฝึกด้วย โดยลอยลำให้หมู่เรือฝึกเห็นอย่างชัดเจน แต่พอเริ่มการฝึกเรือดำน้ำดำลงไม่นาน โซนาร์ของหมู่เรือฝึกไม่สามารถจับเรือดำน้ำลำดังกล่าวได้อีกเลย สำหรับเรือดำน้ำจีนจัดได้ว่า เป็นเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงพอสมควร ด้วยเหตุการณ์เมื่อ 26 ตุลาคม 2006 เรือดำน้ำจีน (Song-class ซึ่งเรือดำน้ำ S26T ของไทยถูกพัฒนามาจากรุ่นนี้) สามารถโผล่ขึ้นมาในระยะไม่เกิน 5 ไมล์จากขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Kitty Hawk ของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความประหลาดใจที่เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของจีนสามารถเล็ดลอดเข้ามาใกล้กองเรือที่มีระบบตรวจจับที่ทันสมัยครบครันได้ และยังมีเหตุการณ์อื่นที่คล้ายกันในปี 2015 ซึ่งรายงานว่า เรือดำน้ำของจีนสามารถติดตามขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Ronald Reagan โดยไม่รู้ตัวนานครึ่งวัน

สำหรับการกล่าวอ้างว่า เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 เคยใช้เฉพาะเรือดำน้ำของกองทัพเรือจีนเท่านั้นไม่เป็นความจริงได้อย่างใด เพราะเรือดำน้ำ Hangor-class ของปากีสถานซึ่งต่อจากจีน (China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC)) และมีกำหนดส่งมอบเรือดำน้ำ 4 ลำภายในปีนี้ และจะต่อภายในปากีสถานอีก 4 ลำ (Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW)) โดยมีกำหนดส่งมอบในอีก 3-4 ปีข้างหน้าก็ใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 คงมีผู้อ่านจำนวนมากสงสัยว่า ขณะที่มีการแข่งขันประกวดราคาเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำของไทยนั้น มีบริษัทจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมหลายประเทศ ประเทศที่เข้าร่วมประมูล/ยื่นข้อเสนอ: เยอรมนี, สเปน, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, และจีน โดยบริษัทจาก สเปน และ เกาหลีใต้ (Daewoo) ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก และโครงการที่เกิดขึ้นดำเนินการผ่านความร่วมมือกับจีนในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) แล้วทำไมบริษัทต่อเรือจากสหรัฐอเมริกาจึงไม่ปรากฏเป็นข่าวเลย ทั้งนี้ด้วยเพราะปัจจุบันในสหรัฐฯ ไม่มีอู่ต่อเรือที่ยังผลิตเรือดำน้ำแบบดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แล้ว

ทั้งนี้ตั้งแต่ในยุคช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนไปใช้เรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด ด้วยเหตุผลคือ (1) ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของระบบนิวเคลียร์ เรือดำน้ำนิวเคลียร์มีระยะปฏิบัติการไม่จำกัด และสามารถอยู่ในระดับความลึกได้ยาวนานโดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งเหมาะกับภารกิจในน่านน้ำเปิด (Blue water) มากกว่า (2) แรงต่อต้านจากทบวงทหารเรือและวัฒนธรรมของกองทัพเรือ และจากชุมชนผู้สนับสนุนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมาก ต่างไม่เห็นด้วยกับการใช้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า เนื่องจากจะเป็นการเบียดบังงบประมาณและทรัพยากรที่ควรใช้กับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และ (3) พันธะผูกพันทางยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิตและการวางแผนของสหรัฐฯ ได้มุ่งเน้นไปที่เรือดำน้ำนิวเคลียร์อย่างเต็มที่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสายการผลิตหรือแรงงานเฉพาะในสหรัฐฯ สำหรับเรือดำน้ำดีเซลอีกต่อไป อีกทั้งเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จัดว่าเป็นอาวุธเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศมหาอำนาจเท่านั้นที่ต้องมีไว้ใช้งาน

USS Blueback (SS-581) เป็นเรือดำน้ำชั้น Barbel เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แบบสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นทั้งหมด 3 ลำได้แก่  USS Barbel (SS-580) USS Blueback และ USS Bonefish (SS-582) โดย USS Blueback ต่อโดย Ingalls Shipbuilding Corporation เมือง Pascagoula มลรัฐ Mississippi ต่อเสร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1957 เรือลำนี้ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1959 และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 โดยมี นาวาโท Robert H. Gautier เป็นผู้บังคับการคนแรก สำหรับที่มาของชื่อ Blueback จากพจนานุกรมของกองทัพเรืออเมริกัน (American Naval Fighting Ships) ระบุว่าชื่อ Blueback มาจากปลาเทราต์ (แซลมอน) สายรุ้ง หรือปลาเทราต์สตีลเฮดที่พบเฉพาะในทะเลสาบเครสเซนต์บนคาบสมุทรโอลิมปิกในมลรัฐ Washington โดยปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในน้ำลึก มีสีดำอมน้ำเงินบริเวณด้านบนและสีขาวอมฟ้าบริเวณด้านล่าง เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำลำที่สองของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้ชื่อนี้

หลังจากประจำการ ภารกิจส่วนใหญ่ของ USS Blueback ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบของกองเรือที่ 7 (มหาสมุทรแปซิฟิก) เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเขตสงครามในทะเลจีนใต้ระหว่างสงครามเวียตนาม เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำที่ไม่ใช่เรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ และเป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบเดิมลำสุดท้ายที่ถูกปลดประจำการ ซึ่งทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ มีกองเรือดำน้ำนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ ยกเว้นเรือดำน้ำสำรวจวิจัย USS Dolphin (AGSS-555) (Diesel-electric research submarine) เข้าประจำการในปี 1968 จนถึงปี 2007

USS Blueback ถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1990 และประจำการอยู่ในกองเรือสำรองแปซิฟิกที่เมืองเบรเมอร์ตัน มลรัฐ Washington ต่อมาถูกปลดออกจากทะเบียนเรือของกองทัพเรือเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1990 เมื่อถูกปลดประจำการ จึงเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากปลดประจำการได้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon (Oregon Museum of Science and Industry: OMSI) ได้ทำการลาก USS Blueback ไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐ Oregon ซึ่งปัจจุบันเรือลำนี้ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถาน ใบพัดของเรือถูกถอดออกและติดตั้งไว้ด้านนอกพิพิธภัณฑ์ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ OMSI มีบริการนำชมเรือดำน้ำพร้อมไกด์นำเที่ยวระยะสั้นหลายครั้งต่อวัน และทัวร์ทางเทคนิคราวสามชั่วโมง สองครั้งต่อเดือน เรือลำนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในทะเบียนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในเดือนกันยายน 2008 ห้องวิทยุได้รับการบูรณะโดยสโมสรวิทยุ USS Blueback พร้อมด้วยวิทยุทหารโบราณและอุปกรณ์วิทยุสมัครเล่นสมัยใหม่ที่ใช้งานได้จริง ซึ่งใช้เสาอากาศ HF และ VHF ดั้งเดิมของทหาร มีสัญญาณเรียกขานวิทยุของเรือดำน้ำลำนี้ในปัจจุบันคือ W7SUB

ถอดรหัสประชุมอะแลสกา ‘ปูติน - ทรัมป์’ ที่ไร้ข้อสรุป แต่มีสัญญาณเชิงบวกต่อกระบวนการยุติสงคราม

(17 ส.ค. 68) การประชุมสุดยอดที่อะแลสกา ระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในปี 2025 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครน การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังมีนัยสำคัญต่อกระบวนการเจรจาเพื่อยุติสงครามและการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดอะแลสกา โดยพิจารณามุมมองของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรป รวมถึงการประเมินแนวโน้มการเจรจาและผลกระทบเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

โดยก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในวันที่ 13-14 สิงหาคม ค.ศ. 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเตือนวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียอย่างแข็งกร้าวว่าหากรัสเซียไม่ตกลงหยุดยิงสงครามยูเครน จะต้องเผชิญกับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุด” โดยแม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจนในการแถลง แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตีความว่าหมายถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจขั้นสูง การกดดันทางการเงินจากนานาชาติ และอาจรวมถึงการตอบโต้ทางการทหารหากสถานการณ์เลวร้ายลง ข้อความขู่นี้ถูกใช้เป็นแรงกดดันทางจิตวิทยาหวังให้รัสเซียยอมถอยและเห็นชอบในข้อตกลงหยุดยิง อย่างไรก็ตามรัสเซียยังคงยืนกรานไม่ยุติการรุกราน ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ดำเนินมาตรการขู่ทันที แต่คงท่าทีพร้อมตอบโต้เต็มที่หากรัสเซียยังเลือกเส้นทางสงครามต่อไป

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 ณ ฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน (Joint Base Elmendorf-Richardson) ในเมืองแองคอเรจ รัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีของผู้นำทั้งสอง โดยเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือการผลักดันให้รัสเซียตกลง “หยุดยิง” สงครามยูเครน ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ การเลือกรัฐอะแลสกาเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดระหว่างปูติน–ทรัมป์มีเหตุผลทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และเชิงสัญลักษณ์ อะแลสกาตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซียที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้สะดวกต่อการเดินทางของผู้นำรัสเซียและยังอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ อีกทั้งฐานทัพร่วมเอล์เมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสันมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับรองรับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด การเลือกสถานที่นี้ยังมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์เนื่องจากอะแลสกาเคยเป็นอาณานิคมของรัสเซียก่อนถูกขายให้สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1867 นอกจากนี้การจัดประชุมในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลวงช่วยสร้างบรรยากาศกลางที่เป็นทางการทูต ลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ และเอื้อต่อการเจรจาอย่างรอบคอบและเป็นกลาง แม้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเผชิญหมายจับจากศาลอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ (ICC) 
การตัดสินใจเดินทางไปประชุมที่อะแลสกาก็สะท้อนถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจาและการสื่อสารโดยตรงกับสหรัฐฯ การเข้าร่วมประชุมช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและพร้อมเจรจาในเวทีโลก ขณะเดียวกันยังคงรักษาอำนาจต่อรองในประเด็นสำคัญ เช่น อิทธิพลในยูเครนและความมั่นคงภูมิภาค การตัดสินใจนี้ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อพันธมิตรตะวันตกมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ

การเจรจาในระดับสูงเช่นการประชุมอะแลสก้ามีความซับซ้อนเนื่องจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีผลประโยชน์และแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียมุ่งหวังผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์และการรับรองอิทธิพลในยูเครน รวมถึงการรักษาสถานะเป็นมหาอำนาจระดับโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนยูเครนและการบริหารความสัมพันธ์กับรัสเซีย ส่วนยูเครนเองต้องเผชิญแรงกดดันภายในประเทศในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงความคาดหวังจากประชาชนและนักการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ ยุโรปและนาโตรวมถึงประเทศแนวหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างโปแลนด์และรัฐบอลติกยังมีบทบาทสำคัญในการกดดันทุกฝ่ายไม่ให้รัสเซียได้เปรียบเกินไป ทำให้การหาข้อตกลงที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกฝ่ายเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างระมัดระวัง ความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดอะแลสก้ายิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจีนแสดงท่าทีชัดเจนในการสนับสนุนรัสเซียในบางประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรเคารพความมั่นคงของรัสเซียและผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาค ซึ่งการแทรกแซงของจีนเพิ่มแรงกดดันให้ทรัมป์ต้องพิจารณามาตรการทางทหารและการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งโดยตรง การมีจีนเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้บรรยากาศก่อนการประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด และเพิ่มความซับซ้อนต่อการต่อรองระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครน

แม้บรรยากาศก่อนการประชุมจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่การประชุมสุดยอดอะแลสก้ายังเผยสัญญาณเชิงบวกบางประการ ประธานาธิบดีปูตินและทรัมป์สามารถเปิดช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจได้อีกครั้ง และแสดงท่าทีพร้อมพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ การประชุมยังช่วยสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการเจรจาแบบสองฝ่าย โดยแม้จะไม่มีข้อสรุปยุติสงครามอย่างชัดเจน แต่การแลกเปลี่ยนมุมมองและการแสดงเจตนารมณ์ในการเจรจานี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการลดความตึงเครียดและวางรากฐานสำหรับการเจรจาระยะยาว

ผลการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2025 จบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงทันทีตามที่ฝ่ายสหรัฐฯ ผลักดัน แม้โดนัลด์ ทรัมป์จะขู่ว่ารัสเซียจะเผชิญ “ผลลัพธ์ร้ายแรง” หากไม่ยอมรับเงื่อนไข แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังคงยืนกรานข้อเสนอปูตินยืนยันจุดยืนปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงกับยูเครนระหว่างการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา โดยระบุอย่างชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่หยุดยิงทันทีตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ และพันธมิตร เพราะรัสเซียยังต้องการผลประโยชน์ทางดินแดนและรับประกันความมั่นคงในภูมิภาค ทั้งยังเน้นข้อเสนอว่าการเจรจาต้องรวมถึงเงื่อนไขที่ยูเครนต้องยอมรับสถานะแต่ละพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมอยู่และการจัดวางความมั่นคงใหม่ในยุโรป ปูตินมองว่า การหยุดยิงโดยไม่มีหลักประกันเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อรัสเซีย จึงยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อ พร้อมโยกการหารือไปสู่รูปแบบการเจรจา “ข้อตกลงสันติภาพที่กว้างขวางกว่า” มากกว่าการหยุดยิงแบบเร่งด่วน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เองหลังเจรจาก็ไม่ดำเนินมาตรการกดดันใหม่ในทันที แต่เปลี่ยนไปใช้แนวทางเจรจากับยุโรปและยูเครนต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังคงใช้ซัมมิตนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง ขณะที่จีนจับตาอย่างใกล้ชิดและประกาศสนับสนุนรัสเซียทางการเมือง ส่งผลให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังดำรงอยู่ การเปิดช่องเจรจาครั้งนี้จึงสรุปว่า “สมประโยชน์เชิงการเมือง” แต่ยังไม่ส่งผลต่อภาพรวมสงครามยูเครนในทางปฏิบัติ แนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน ยูเครนมีแนวโน้มยอมรับในบางประเด็นหรือพื้นที่ แต่จะไม่ยอมทั้งหมด การยอมดังกล่าวมักเกิดแบบมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น การรับประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ หรือยุโรป และการแลกเปลี่ยนที่ลดความสูญเสียสูงสุดต่อประเทศ กระบวนการเจรจาจึงอาจรวมถึงการสร้างกรอบข้อตกลงระยะสั้น (framework agreements) ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ แม้ไม่ได้ผ่านการอนุมัติเต็มรูปแบบจากเคียฟ แต่แรงกดดันจากพันธมิตรยุโรปและนาโตยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางและความสมดุลของข้อตกลงในอนาคต

อเล็กซานเดอร์ เบานอฟ (Alexander Baunov) นักวิเคราะห์และนักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองรัสเซีย ให้ความเห็นว่าการประชุมสุดยอดทรัมป์-ปูตินที่อะแลสกา แม้เป้าหมายคือการหาทางออกให้สงครามยูเครน แต่แท้จริงแล้วเป็นการ “ปรับสถานะเชิงการเมือง” ให้รัสเซียมากกว่า อเล็กซานเดอร์ เบานอฟชี้ว่าการที่ปูตินได้รับเชิญมาเจรจาโดยตรงในประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกถือเป็นชัยชนะทางการทูตของรัสเซีย เพราะภาพลักษณ์การโดดเดี่ยวที่ถูกสร้างโดยตะวันตกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ถูกสั่นคลอน และช่วยให้รัสเซียกลับไปสู่เวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องถูกเจรจา แทนที่จะถูกกีดกัน เขาเน้นด้วยว่าคำขู่ของทรัมป์ ว่าจะมี “ผลร้ายแรง” หากไม่หยุดยิงถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางจิตวิทยา แต่รัสเซียปรับตัวรับมือกับแรงกดดันผลักดันมาตรการคว่ำบาตรมาอย่างต่อเนื่อง อเล็กซานเดอร์ เบานอฟสรุปว่าการประชุมครั้งนี้คือโอกาสให้รัสเซียต่อรองเงื่อนไขบนเวทีโลกมากกว่าที่จะบรรลุข้อยุติของสงครามยูเครนอย่างแท้จริง ในขณะที่ฟีโอดอร์ ลุกยานอฟ (Fyodor Lukyanov) นักรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมซัมมิตของปูตินถือเป็นการยืนยันสถานะรัสเซียในเวทีโลกและสะท้อนความเชื่อมั่นว่าตะวันตกจำเป็นต้องพูดคุยกับรัสเซียเพื่อแก้วิกฤติ นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Moscow State Institute of International Relations ยังเน้นว่าการเจรจาไม่สำเร็จแสดงให้เห็นว่ารัสเซียไม่ยอมถอยในประเด็นผลประโยชน์หลัก และปูตินมีแรงสนับสนุนเพียงพอจากพันธมิตรสำคัญอย่างจีน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรับข้อเสนอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ เซอร์เกร์ กูรีเยฟ (Sergei Guriev) นักเศรษฐศาสตร์รัสเซียชี้ว่าแม้เศรษฐกิจรัสเซียจะอ่อนแรงลงบ้างจากมาตรการก่อนหน้า แต่รัสเซียยังมีทางเลือกด้านการค้าที่หลากหลาย ซึ่งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยังคงให้ความร่วมมือในระดับสูง 

บทสรุปของการประชุมสุดยอดอะแลสกาแสดงให้เห็นว่าการเจรจายุติสงครามยูเครนจะเป็นกระบวนการระยะยาวและค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจะมีสัญญาณเชิงบวก เช่น การเปิดช่องทางสื่อสารโดยตรงและการพิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น แต่การบรรลุข้อยุติที่เด็ดขาดยังคงมีความซับซ้อนสูง การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของรัสเซีย สหรัฐฯ ยูเครน และพันธมิตรยุโรปในการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ และยังชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันจากมหาอำนาจและพันธมิตรภูมิภาคจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของข้อตกลง การประชุมอะแลสกาแม้ไม่ยุติสงครามทันทีแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์ยุโรป-รัสเซียในอนาคต

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ความใฝ่ฝันของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หวังได้รับเกียรติสูงสุด

รางวัลโนเบล (Nobel prize) เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสแกนดิเนเวีย พิจารณาผลงานวิจัยและความอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ตามเจตจำนงของ “อัลเฟรด โนเบล” นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ไดนาไมต์ โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895 แต่การมอบรางวัลในสาขา ฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ เริ่มมอบรางวัลครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901 ซึ่งครบรอบ 5 ปี การเสียชีวิตของ “อัลเฟรด โนเบล” และมอบให้ตามหลักการ "เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ" ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของโนเบล สำหรับรางวัลสาขาที่ 6 คือรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งขึ้นในปี 1968 โดยธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) รางวัลโนเบลได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดในสาขาที่เกี่ยวข้อง

รางวัลโนเบลทั้ง 6 สาขาจะมีการมอบเป็นประจำทุกปี ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น สงครามใหญ่ (สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) โดยผู้รับแต่ละรายซึ่งเรียกว่า "ผู้ได้รับรางวัล" จะได้รับเหรียญทองสีเขียวชุบทองคำ 24 กะรัต ประกาศนียบัตร และรางวัลเงินสด ณ ปี 2023 เงินรางวัลโนเบลมีมูลค่า 11,000,000 โครน (ประมาณ1,035,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เหรียญรางวัลแสดงภาพโนเบลด้านข้างพร้อมคำว่า "NAT. MDCCCXXXIII-OB. MDCCCXCVI" ซึ่งเป็นปีเกิดของอัลเฟรด โนเบล คือ ปี 1833 และปีที่เสียชีวิต คือ ปี 1896 บุคคลที่ได้รับรางวัลไม่เกินสามคนสามารถแบ่งปันรางวัลได้ แม้ว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสามารถมอบให้กับองค์กรที่มีสมาชิกมากกว่า 3 คนได้ รางวัลโนเบลจะไม่มอบให้บุคคลผู้ได้รับรางวัลหลังจากการเสียชีวิต แต่หากบุคคลได้รับรางวัลและเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับรางวัล รางวัลดังยังจะถูกมอบให้ทายาท ระหว่างปี 1901 ถึง 2024 มีการมอบรางวัลโนเบลทั้ง 5 สาขา และรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ (ตั้งแต่ปี 1969) รวม 627 รางวัล ให้แก่บุคคลและองค์กร 1,012 แห่ง โดยมีบุคคล 5 ราย และองค์กร 2 แห่งที่ได้รับรางวัลโนเบลมากกว่า 1 รางวัล

การมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะจัดขึ้นที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ส่วนสาขาอื่น ๆ จะจัดที่เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละสาขานั้นถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ การมอบรางวัลโนเบลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 10 ธันวาคม โดยผู้พระราชทานคือ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงแม้ว่าบางปีรางวัลบางสาขาอาจไม่มีการตัดสิน แต่มีข้อกำหนดว่าระยะการเว้นการมอบรางวัลต้องไม่เกิน 5 ปี สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัลประมาณ 10 ล้านโคร์น หรือประมาณ 44 ล้านบาท

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในโลก ซึ่งมอบให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้ง มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว 4 ท่านที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ได้แก่:

ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (1906) ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1906 จากบทบาทในการไกล่เกลี่ยสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ความขัดแย้งครั้งนี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การทูตของรูสเวลต์มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามและเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ นอกเหนือจากความพยายามในการไกล่เกลี่ยแล้ว เขายังบรรลุข้อตกลงสุภาพบุรุษว่าด้วยการอพยพกับญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวญี่ปุ่น รูสเวลต์ยังโด่งดังจากการส่งกองเรือใหญ่ไวท์ฟลีต (White fleet) ซึ่งเป็นกองเรือประจัญบานของอเมริกาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่น ๆ

วูดโรว์ วิลสัน (1919) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1919 จากความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการส่งเสริมสันติภาพและวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลักการสี่ประการอันโด่งดังของวิลสันได้สรุปวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกใหม่ที่จะป้องกันความขัดแย้งในอนาคต และเขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของสหประชาชาติ

จิมมี คาร์เตอร์ (2002) ประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2002 จากการทำงานหลายทศวรรษเพื่อแสวงหาทางออกโดยสันติต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม คาร์เตอร์มีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมและสันติภาพมากมาย รวมถึงงานของเขากับศูนย์คาร์เตอร์ในด้านต่างๆ เช่น การกำจัดโรค การติดตามการเลือกตั้ง และการแก้ไขความขัดแย้ง

บารัค โอบามา (2009) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี พ.ศ. 2552 จากความพยายามอันโดดเด่นในการเสริมสร้างการทูตระหว่างประเทศและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โอบามาได้ส่งเสริมการลดอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมการเจรจากับโลกมุสลิม และดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นโครงการริเริ่มสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระดับโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน มีความใฝ่ฝันที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้นำหลายชาติ อาทิ นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นิโคล ปาชินยาน และประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน อิลฮัม อาลีเยฟ หลังจากสองประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกันมายาวนานในพื้นที่คอเคซัสใต้ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพสำคัญ ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาว ผู้นำทั้งสองได้ยกย่องการไกล่เกลี่ยของทรัมป์ในการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และเรียกร้องให้คณะกรรมการโนเบลยกย่องความพยายามของทรัมป์

ปากีสถานเสนอชื่อทรัมป์ ปากีสถานเสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2569 โดยให้เครดิตกับ "การแทรกแซงทางการทูตที่เด็ดขาดและความเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ" ของเขาในช่วงความขัดแย้งระหว่างนิวเดลีและอิสลามาบัด ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X โดยเจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

แม้แต่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอลก็เสนอชื่อทรัมป์ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยกล่าวถึงความพยายามของเขาในการ "สร้างสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ หนึ่งแล้วภูมิภาคหนึ่ง" “ผมขอนำเสนอจดหมายที่ผมส่งไปยังคณะกรรมการรางวัลโนเบลแก่ท่านประธานาธิบดี จดหมายฉบับนี้เป็นการเสนอชื่อท่านให้เข้ารับรางวัลสันติภาพ ซึ่งท่านสมควรได้รับอย่างยิ่ง และท่านก็ควรได้รับมัน” เนทันยาฮูกล่าวขณะที่ทรัมป์เชิญเขาเข้าร่วมการหารือที่ทำเนียบขาว

เขมรก็สนับสนุนทรัมป์เข้ารับรางวัลสันติภาพนี้ ฮุน มาเนต์ อีกหนึ่งนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของเขมร ได้ประกาศว่า เขาได้เสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมยกย่อง “ความเป็นรัฐบุรุษที่ยอดเยี่ยม” ของเขาในการแก้ไขข้อขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในโพสต์บน Facebook ฮุน มาเนต์ได้แชร์จดหมายที่ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ โดยบรรยายถึงการแทรกแซงของทรัมป์ว่าเป็นตัวอย่างของ "ความสำเร็จอันโดดเด่นของเขาในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีความผันผวนที่สุดบางแห่งของโลก"

แต่ฝันของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจริงหรือไม่ บทบาทหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาย่อมจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์และพฤติกรรมของทรัมป์เอง ไม่ว่า ความพยายามในการยุติสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ดูแล้วยังไม่แข็งขันและหนักแน่นพอ การใช้มาตรการทางภาษีข่มขู่นานาประเทศ หรือ การยืนหยัดให้การสนับสนุนปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอล โดยไม่พยายามแก้ไขหรือทำอะไรเลย หรือ การทิ้งระเบิดอิหร่านเพื่อสนับสนุนการทำสงครามของอิสราเอล ก่อนที่จะทำหน้าที่ตัวกลางไกล่เกลี่ยการหยุดยิง แค่สองสามเรื่องนี้ อีกทั้งมีผู้นำมือเปื้อนเลือดอีกสองคนให้การสนับสนุน หากคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้นำเรื่องเล่านี้มาพิจารณาด้วยแล้ว ความฝันของทรัมป์ก็ไม่น่าจะเป็นจริง เว้นแต่คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะมีเหตุผลที่หนักแน่นและมากพอที่สามารถอธิบายให้ชาวโลกยอมรับได้

เจาะค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ปัจจัยสำคัญในการจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่

ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนคนไทยที่กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก วงเงิน 19,500 ล้านบาท จากแผนจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ หรือ 1 ฝูงบิน ซึ่งเป็นการจัดซื้อทดแทน เครื่องบินขับไล่ F-16 เนื่องจากบรรจุประจำการมานานกว่า 37 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการลงนามในความตกลงนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset policy) ระหว่างกองทัพอากาศไทยกับบริษัท SAAB AB เพื่อเป็นการเสริมสร้าง 'เขี้ยวเล็บ' ให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งช่วยให้กองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินขับไล่แบบนั้น ๆ สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการจัดซื้อและบำรุงรักษาเครื่องบิน ต้นทุนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนภารกิจ การฝึกอบรมนักบิน และกลยุทธ์ระยะยาวในการบำรุงรักษาฝูงบินรบให้มีความพร้อมต่อการปฏิบัติการ ในบริบทที่งบประมาณทางทหารมักถูกกดดันอยู่เสมอ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่าย มาดูกันว่า ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่แบบต่าง ๆ เป็นอย่างไร

General Dynamics F -16 Fighting Falcon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อมอบทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับกองทัพอากาศ F-16 เป็นที่รู้จักในด้านความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการรบ ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และมีพิสัยการบิน 3,200 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอก ต้นทุนการดำเนินงานของ F-16 อยู่ที่ประมาณ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนและความต้องการในการบำรุงรักษาสมัยใหม่ แม้ว่าจะยังต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ เช่น F-35 ก็ตาม

Boeing F/A-18 Hornet เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1980 ออกแบบมาเพื่อโจมตีทางอากาศและป้องกันภัยทางอากาศ และสามารถปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ ด้วยความเร็วสูงสุด 1.8 มัค และความจุบรรทุกได้มากกว่า 7,000 กิโลกรัม Boeing F/A-18 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในภารกิจที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Boeing F/A-18 อยู่ที่ประมาณ 30,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อกำหนดการบำรุงรักษาเพื่อปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่รุนแรง

Sukhoi Su-27 ออกแบบโดยสหภาพโซเวียต เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ครองอากาศซึ่งเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยความเร็วสูงสุด 2.35 มัค และพิสัยการบิน 3,530 กิโลเมตร Su-27 ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับเครื่องบินขับไล่ของอเมริกา เช่น F-15 โดย Su-27 เป็นต้นแบบของเครื่องบินหลายรุ่น รวมถึง Su-30 และ Su-35 ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-27 อยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายปานกลางสำหรับเครื่องบินขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงและการบำรุงรักษาทางเทคนิค

Eurofighter Typhoon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยหลายประเทศในยุโรป เริ่มปฏิบัติการในปี 2003 ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินขั้นสูงและความสามารถในการพรางตัวบางส่วน Typhoon สามารถทำความเร็วได้ถึงมัค 2 และบินได้สูง 19,800 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน

Lockheed Martin F -22 Raptor เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าลำแรกที่สหรัฐอเมริกาเปิดตัว ซึ่งมีความสามารถในการพรางตัวขั้นสูง Raptor เริ่มเข้าประจำการในปี 2005 สามารถทำความเร็วได้ 2.25 มัค และบินได้สูง 20,000 เมตร ระบบที่ซับซ้อนและการบำรุงรักษาที่ซับซ้อนทำให้ F-22 เป็นหนึ่งในเครื่องบินที่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานสูงที่สุด โดยมีต้นทุนประมาณ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง

Dassault Rafale เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพอากาศและกองทัพเรือฝรั่งเศส สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในภารกิจอากาศสู่อากาศ อากาศสู่พื้น และภารกิจลาดตระเวน มีความเร็วสูงสุด 1.8 มัค Rafale ได้รับการยกย่องในด้านความยืดหยุ่นและต้นทุนปฏิบัติการที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับขีดความสามารถขั้นสูง

Chengdu J-10 เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทรุ่นที่สี่ที่ออกแบบโดยจีน เปิดตัวในช่วงปี ค.ศ. 2000 ได้รับการพัฒนาเพื่อพัฒนาฝูงบินของจีนให้ทันสมัยด้วยขีดความสามารถในการโจมตีและป้องกันภัยทางอากาศ J-10 มีความเร็วถึง 2.0 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับกองทัพอากาศหลายประเทศ

Lockheed Martin F -35 Lightning II เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนอเนกประสงค์รุ่นที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการระดับนานาชาติ F-35 ได้รับการออกแบบสำหรับกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธินโดยเฉพาะ มาพร้อมเซ็นเซอร์และเทคโนโลยีล่องหนที่ทันสมัย ​​ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ F-35 สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เนื่องจากความซับซ้อนของระบบและความท้าทายในการบำรุงรักษา

BAE Systems Hawk เป็นเครื่องบินฝึกของอังกฤษที่กองทัพอากาศหลายแห่งทั่วโลกใช้งาน พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการฝึกนักบินในเครื่องบินขั้นสูง เช่น Tornado และ Typhoon ด้วยความเร็วสูงสุด 1,028 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพิสัยการบิน 2,520 กิโลเมตร Hawk ได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องบินฝึกที่มีประสิทธิภาพและประหยัด ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Hawk อยู่ที่ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้กองทัพอากาศที่ต้องการฝึกนักบินโดยไม่สูญเสียทรัพยากรมีราคาไม่แพง

Aero L-39 Albatros เป็นเครื่องบินฝึกของเช็กที่พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อทดแทน L-29 Delfin L-39 ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและบำรุงรักษาง่าย จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องบินฝึกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศกลุ่มตะวันออก สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 750 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,100 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ L-39 ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้ L-39 เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับกองทัพอากาศที่มีงบประมาณจำกัด

Northrop T-38 Talon เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงลำแรกของโลก เปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อฝึกนักบินทหารสหรัฐฯ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.3 มัค จึงถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมนักบินสำหรับเครื่องบินขับไล่ขั้นสูง เช่น F-15 และ F-16 T-38 มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินประมาณ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งคุ้มค่ากับความเร็วและความสามารถเหนือเสียง ขณะเดียวกันก็ประหยัดกว่าเครื่องบินฝึกบางรุ่นในปัจจุบัน

Boeing-Saab T-7A Red Hawk เป็นเครื่องบินฝึกรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน ที-38 ทาลอน รุ่นเก่าของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ​​มอบการฝึกอบรมขั้นสูงสำหรับนักบินขับไล่ในอนาคต แม้ว่า T-7A จะยังเป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างใหม่ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการออกแบบที่ซับซ้อนและระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัย

Dassault/Dornier Alpha Jet เป็นเครื่องบินโจมตีและฝึกบินเบาของฝรั่งเศส-เยอรมนี พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 กองทัพอากาศหลายชาติใช้ Alpha Jet เพื่อการฝึกนักบิน ลาดตระเวน และภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน Alpha Jet สามารถทำความเร็วได้ถึง 0.86 มัค ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง จึงเหมาะกับภารกิจฝึกบินและปฏิบัติการเบาได้

KAI T-50 Golden Eagle เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงที่พัฒนาโดยเกาหลีใต้ร่วมกับ Lockheed Martin T-50 ออกแบบมาเพื่อฝึกนักบินบนเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.5 มัค นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติภารกิจรบเบาได้อีกด้วย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ T-50 อยู่ที่ประมาณ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงสถานะของเครื่องบินฝึกขั้นสูงที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่ปฏิบัติการ

Mikoyan-Gurevich MiG-29 เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่สี่ที่พัฒนาขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 โดดเด่นด้วยความสามารถในการควบคุมทิศทางได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถทำความเร็วได้ถึง 2.25 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร MiG-29 ถูกส่งออกอย่างกว้างขวางและยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่มีความสามารถในการควบคุมทิศทางและความสามารถในการรบระดับนี้

Saab JAS 39 Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาโดยสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1990 Gripen ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัว ราคาไม่แพง และบำรุงรักษาง่าย ถูกใช้โดยหลายประเทศในยุโรปและที่อื่น ๆ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และบินได้สูง 15,240 เมตร Gripen มีชื่อเสียงในด้านค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการที่ต่ำเพียงประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่คุ้มค่าที่สุดในกองทัพอากาศโลกเสรี

Sukhoi Su-35 เป็นรุ่นปรับปรุงของ Su-27 ซึ่งเปิดตัวในช่วงปี 2000 เครื่องบินขับไล่ที่ทรงประสิทธิภาพทางอากาศรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์แบบเวกเตอร์ ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวสูง Su-35 มีความเร็วถึง 2.25 มัค และมีพิสัยการบิน 3,600 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-35 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถขั้นสูงและระบบที่ซับซ้อน

Aermacchi MB-339 เป็นเครื่องบินฝึกของอิตาลีที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ถูกใช้โดยกองทัพอากาศหลายแห่ง และยังมีชื่อเสียงในฐานะเครื่องบินของ Frecce Tricolori ซึ่งเป็นฝูงบินผาดแผลงของกองทัพอากาศอิตาลีอีกด้วย MB-339 มีความเร็วสูงสุด 898 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,690 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสำหรับภารกิจฝึกซ้อมและการสาธิตทางอากาศ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ซึ่งขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและบทบาทภารกิจของอากาศยานแต่ละแบบ ซึ่งกองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินแบบนั้น ๆ จำเป็นต้องทำการประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฝูงบินให้มีประสิทธิภาพให้พร้อมต่อการรบ ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ

สำหรับกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินรบประการอยู่หลายแบบได้แก่ (1)F -16 Fighting Falcon มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2)JAS 39 Gripen ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (3)Alpha Jet ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ (4)T-50 Golden Eagle ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ (5)F-5TH ซึ่งพัฒนามาจาก T-38 Talon ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินจึงน่าจะมีความใกล้เคียงกันที่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ และ (6) L-39 ซึ่งปลดประจำการแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของนักบินในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญ เช่น ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์ ขณะที่ JAS 39 Gripen อยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่า ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 มากกว่า JAS 39 Gripen 19,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 เท่าตัว และหากกองทัพอากาศไทยเลือก F -35 Lightning II ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง มากกว่า JAS 39 Gripen 34,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4 เกือบ 5 เท่าตัว ย่อมหมายถึงกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณมากขึ้นอย่างมหาศาลในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญของนักบิน ยังไม่รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเลือกจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ของกองทัพอากาศไทย จึงมีความเหมาะสมที่สุดตามบริบทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่เป็นอยู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน

จีน – รัสเซีย กับการปักธงสร้างระเบียบโลกใหม่ ขับเคลื่อนโลกหลายขั้ว สร้างสมดุลใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์

(2 ก.ย. 68) การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization – SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2025 มิใช่เพียงเวทีทางการทูตเชิงพิธีการ หากแต่เป็นการประกาศการก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ที่ท้าทายอำนาจนำของตะวันตก ท่ามกลางสงครามในยุโรปตะวันออกและการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ การจับมือระหว่าง สี จิ้นผิง และ วลาดิมีร์ ปูติน จึงมีความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์เกินกว่าการพบปะตามปกติจีนในฐานะเจ้าภาพ ใช้ SCO ผลักดันแนวคิด “การปกครองโลกแบบใหม่” บนพื้นฐานความร่วมมือพหุภาคี ปฏิเสธ “แนวคิดสงครามเย็น” พร้อมชูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยมีรัสเซียเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่คอยยืนยันว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค “หลายขั้วอำนาจ” ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศใน Global South ที่แสวงหาทางเลือกนอกเหนือจากการนำของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ในบริบทที่ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ร้าวลึกและรัสเซียถูกกดดันจากสงครามยูเครน SCO กลายเป็นเวทีที่ทั้งสองประเทศใช้แสดงบทบาทนำและส่งสัญญาณว่าระเบียบโลกขั้วเดียวกำลังเสื่อมถอย การเข้าร่วมของอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และประเทศเอเชียกลาง ยังสะท้อนว่า SCO มิใช่เพียงพันธมิตรจีน–รัสเซีย แต่เป็นเวทีรวมพลังของรัฐกำลังพัฒนาที่ต้องการสมดุลใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น SCO Summit 2025 จึงเป็นมากกว่าการประชุมระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดตัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายขั้วอำนาจ และเป็นการปักธงประกาศของจีนและรัสเซียว่าพวกเขาไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางแรงกดดัน แต่ยังพร้อมจะขับเคลื่อนระเบียบโลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ได้รับความสนใจจากสื่อและนักวิเคราะห์ต่างประเทศในหลายมิติ เนื่องจากมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ตอบรับเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้นำประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย เบลารุส อิหร่าน คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน ผู้นำมองโกเลีย รัฐสังเกตการณ์ ผู้นำประเททศคู่เจรจา 7 ประเทศได้แก่ ตุรกี กัมพูชา อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน อียิปต์ มัลดิฟส์ และเนปาล รวมถึงผุ้นำอื่น ๆ ที่ได้รับเชิญได้แก่ เลขาธิการองร์การสหประชาชาติ เลขาธิการอาเซียน ผู้นำประเทศเติร์กเมนิสถาน อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม ประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2025 มีสาระสำคัญที่น่าจับตาดังนี้

1. ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย–อินเดีย การพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียในงานนี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีของอินเดียที่แสดงความเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและรัสเซีย แม้จะมีความตึงเครียดในบางประเด็น เช่น ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับจีนและความสัมพันธ์กับปากีสถาน อย่างไรก็ตามการพบปะกันระหว่างผู้นำสามชาติข้างต้นเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างสามประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียและยูเรเชีย แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญร่วมกัน

2. SCO ถูกมองว่าเป็นเวทีที่จีนและรัสเซียใช้ในการส่งเสริมระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอแนวคิด "Global Governance Initiative" (GGI) ซึ่งเน้นการปฏิเสธระเบียบโลกแบบสงครามเย็นและส่งเสริมการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ 1. ความเสมอภาคและการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ สี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาและการเลือกเส้นทางการพัฒนาของแต่ละประเทศ 2. การส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม จีนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ โดยไม่พยายามบังคับใช้ค่านิยมของตนกับประเทศอื่น ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการเคารพและเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม 3. การสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต (Community of Shared Future) จีนเสนอแนวคิดการสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต ซึ่งเน้นการร่วมมือและการพัฒนาร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน 4. การส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ จีนมุ่งหวังที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความก้าวหน้าและความมั่นคงร่วมกันในระดับโลก แนวคิด GGI นี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ยึดตามอำนาจของประเทศเดียว แต่เน้นการร่วมมือและความเสมอภาคของประเทศต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดอื่น ๆ ที่จีนได้เสนอในช่วงที่ผ่านมา เช่น Global Development Initiative (GDI) และ Global Security Initiative (GSI) การเสนอแนวคิด GGI ในที่ประชุม SCO Summit 2025 เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้จีนยังได้เสนอแนวคิดเรื่องการสร้างธนาคารพัฒนา SCO และระบบการเงินทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามความหลากหลายของสมาชิก SCO ซึ่งมีทั้งประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตกและประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก เช่น อิหร่านและเบลารุส ทำให้การสร้างความเป็นเอกภาพในกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย

3. การสนับสนุนของรัสเซียต่อระเบียบโลกหลายขั้ว รัสเซียใช้ SCO เป็นเวทีสำคัญในการยืนยันบทบาทในภูมิภาคเอเชีย–ยูเรเชียและส่งเสริม ระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar World Order) โดยเน้นความร่วมมือกับจีนและสมาชิก Global South ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคง และเทคโนโลยี ผ่านการสร้างระบบการชำระเงินทางเลือก โครงการลงทุนร่วม การประสานงานทางทหาร และพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของรัสเซียท่ามกลางแรงกดดันจากตะวันตก แต่ยังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่า รัสเซียพร้อมมีบทบาทนำร่วมกับจีนและสมาชิก SCO ในการกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

4. การเข้าร่วมของประเทศใหม่และการขยายตัวของ SCO การเข้าร่วมของประเทศใหม่ เช่น สปป.ลาว ทำให้จำนวนสมาชิกและพันธมิตรของ SCO เพิ่มขึ้นเป็น 27 ประเทศ การขยายตัวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของ SCO ในฐานะเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ไม่ขึ้นอยู่กับตะวันตก การรวมตัวของสมาชิกจากเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งข้อความว่าโลกหลายขั้วกำลังเกิดขึ้นจริง และ SCO กำลังกลายเป็นเวทีรวมพลังของจีน รัสเซีย และ Global South ในการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ

5. บทบาทของ Global South และการปรับสมดุลอำนาจ การเข้าร่วมของประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South เช่น อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน สปป.ลาว และประเทศในเอเชียกลาง ทำให้ SCO กลายเป็นเวทีที่สะท้อนเสียงของประเทศนอกขั้วอำนาจตะวันตก และเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง การรวมตัวนี้ยังช่วยปรับสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยจีนและรัสเซียทำหน้าที่เป็นขั้วหลักร่วมกับ Global South ส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่าระเบียบโลกแบบขั้วเดียวไม่ใช่ทางเลือกเดียว อีกทั้งยังสร้าง อัตลักษณ์ร่วมและความร่วมมือแบบพหุภาคี ของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ SCO กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโลกหลายขั้วอำนาจที่มีความสมดุล ยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทนำในภูมิภาคและระดับโลก

6. การตอบสนองของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก สหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของจีนและอินเดียในการสนับสนุนรัสเซีย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัสเซียในการทำสงคราม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การดำเนินนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้าจากอินเดีย อาจส่งผลให้ประเทศต่างๆ หันมาหาพันธมิตรใหม่ เช่น จีน และ SCO

บทสรุป การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ไม่เพียงเป็นเวทีทางการทูตประจำปี แต่ยังสะท้อน พลวัตการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ผ่านความร่วมมือระหว่างจีนและรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี จีนใช้เวที SCO ผลักดันแนวคิด Global Governance Initiative (GGI) เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรม ครอบคลุม และเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน รัสเซียเน้นบทบาทของ SCO ในการสร้าง สมดุลโลกหลายขั้วอำนาจ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐและยุโรป SCO ยังสะท้อนถึง ความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนาและ Global South โดยการเชื่อมโยงจีน รัสเซีย และเอเชียกลางเข้าด้วยกัน ทำให้เวทีนี้กลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณไปยังโลกตะวันตกว่า ระเบียบโลกแบบตะวันตกไม่ใช่ทางเลือกเดียวในมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การประชุม SCO Summit 2025 จึงเป็นทั้ง การปักธงนำโลกใหม่ของจีน–รัสเซีย และการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประเทศสมาชิกในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน SCO จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจต่อไปในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top