Thursday, 9 July 2026
TheStatesTimes

‘มาดามเดียร์’ หนุนล็อกดาวน์คุมโควิด พร้อมมาตรการเยียวยาประชาชนทุกกลุ่ม แนะผู้นำเรียกศรัทธาคืนด้วยการเปิดข้อมูลจริง

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 64 น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีออกมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะยอดผู้เสียชีวิต และผู้ติดเชื้อเช้าวานนี้ (7 ก.ค.) ทุบสถิติสูงสุดของประเทศไทย และดูทีท่าว่าแนวโน้มตัวเลขจะยังคงสูงมากขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า (อินเดีย) ที่แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่า 1.4 เท่า เข้ามาแทนที่สายพันธุ์อัลฟ่า (อังกฤษ) ทีมแพทย์และพยาบาลด่านหน้าต่างออกมาส่งเสียงร้องถึงความอ่อนล้าในการต่อสู้กับไวรัสโควิดมาปีกว่า จนหลายท่านถึงกับคาดการณ์ปัญหาว่าหากรัฐบาลยังปล่อยสถานการณ์ให้ดำเนินไปเหมือนเดิม ระบบสาธารณสุขไทยอาจต้องถึงคราวล่มสลายแล้วของจริง

"สนับสนุนให้นายกฯ ตัดสินใจล็อกดาวน์ แต่ต้องเตรียมมาตรการต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการล็อกดาวน์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การวางแผนรับมือระยะยาวในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ให้กับคนไทยที่จะต้องอยู่กับโควิด-19 ไปอีกนาน" น.ส.วทันยาระบุ

น.ส.วทันยา ระบุอีกว่า การเร่งจัดซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเพิ่มงบวิจัยวัคซีน และยาสมุนไพรไทยต่าง ๆ ที่อาจเป็นทางเลือกในการใช้สร้างภูมิต้านทานและเป็นยาเพื่อรักษานอกจากการพึ่ง Favipiravir เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาแล้วกว่า 2,800 ล้านบาทซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี และจากความคืบหน้าหลายโครงการก็คาดว่าจะมีข่าวดีมาให้คนไทยได้ภายในปลายปีนี้หรือช่วงต้นปีหน้า แต่หากเทียบงบวิจัยในหลายประเทศยังพบว่างบวิจัยวัคซีนของเรายังอยู่ในปริมาณที่ไม่สูงมาก

แต่ถึงอย่างไรก็ตามการสนับสนุนงบวิจัยเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอเพราะเราจำเป็นต้องการวางแผนการขยายกำลังผลิตและการเตรียมความพร้อมอุปกรณ์การแพทย์เพื่อเร่งกระจายวัคซีนให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด เพราะวัคซีนที่มีประสิทธิภาพคืออาวุธสำคัญในการต่อสู้กับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

นอกจากนี้ การควบคุมการแพร่ระบาดที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือการเร่งตรวจหาผู้ป่วยเชิงรุกเพื่อคัดแยกผู้ป่วยทำการกักตัว แต่ตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 จนถึงปัจจุบัน ปัญหาการตรวจคัดกรองผู้ป่วยยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ในขณะที่หลายประเทศวันนี้ประชาชนสามารถหาซื้อที่ตรวจเชื้อโควิดได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพื่อทำการเทสต์เองได้ที่บ้าน แม้ความแม่นยำอาจไม่เทียบเท่ากับการตรวจโดยสถานพยาบาล แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานให้กับหน่วยงานด่านหน้าอย่างแพทย์และพยาบาล รัฐฯ ควรเร่งจัดหาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจด้วยชุดตรวจแบบ แรพิดเทสต์ (Rapid Test) ที่สามารถใช้ตรวจเองที่บ้าน (Home Use) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคอีกทางหนึ่ง

ที่สำคัญการล็อกดาวน์ต้องมาพร้อมกับมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการธุรกิจ SME ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนไม่มีสายป่านและโอกาสเหมือนบริษัทขนาดใหญ่ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญที่ทำให้เกิดการจ้างงานและการกระจายรายได้ประชาชนฐานราก รัฐฯ ต้องมีแผนช่วยเหลือเยียวยาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สื่อสารกับผู้ประกอบการและออกหลักเกณฑ์การเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

"อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ในการแก้ปัญหาโควิด-19 นั้นคือ ศรัทธา ของประชาชนต่อผู้นำประเทศ นาทีนี้การสร้างศรัทธาที่ที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลจริง เพื่อให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน" น.ส.วทันยา ทิ้งท้าย

 

 

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/260099


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ยะลา - นายอำเภอเบตงให้กำลังใจประชาชนเข้ารับวัคซีน โควิดเพื่อเสริมภูมิต้านทานหมู่ฉีดครบ 70% ตุลาคมนี้ พร้อมเปิดเมืองเบตงทันที

นายอำเภอเบตงให้กำลังใจประชาชนเข้ารับวัคซีน โควิด-19 เพื่อเสริมภูมิต้านทานหมู่เพื่อเบตงรวมใจสู้ไปด้วยกันและขอให้ทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ 70% ภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมเปิดเมืองเบตงทันที

เมื่อวันที่ 8 กรกรฎาคม 2564 ที่ โรงพยาบาลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายเอก ยังอภัย ณสงขลา นายอำเภอเบตง พร้อมด้วยนางมุกดา ยังอภัย ณ สงขลา นายกกิ่งกาชาดอำเภอเบตง ร่วมมาให้กำลังใจประชาชนที่มารับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZenecaX)และวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) เพื่อสร้างความมั่นใจ ด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ซึ่งภายหลังจากรับฉีดวัคซีนแล้วเจ้าหน้าที่จะให้มีการนั่งพักเพื่อดูอาการ 30 นาที ตามมาตรการสาธารณสุขที่กำหนดไว้ โดยประชาชนในวันนี้ที่มาลงทะเบียนฉีดจำนวน 11,00 รายยังไม่พบอาการข้างเคียงหรืออาการผิดปกติแต่อย่างใด

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง ยังกล่าวอีกว่า จากความร่วมมือในมาตรการเฝ้าระวังป้องกันที่ผ่านมาถือว่าเป็นความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ซึ่งได้มีการควบคุมดูแลพร้อมปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังกันอย่างจริงจัง จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ 3 ชุมชน และ 3 หมู่บ้าน เข้าสู่ภาวะปกติชาวบ้านกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ภายใต้เงื่อนไข ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยที่ผ่านมาทุกภาคส่วนต่างให้ความร่วมมือที่จะปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกันของจังหวัด จนทำให้มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อวานนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม แต่ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็จะยังคงมีการติดตามกลุ่มคนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อต่อไป โดยจะมีการวัดไข้ และสังเกตอาการต่อเนื่องไปอีก 14 วัน เป็นอย่างน้อย นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 หลงเหลืออยู่นอกจากนี้นายอำเภอเบตงได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมมือกันเพื่อ เบตงรวมพลัง ปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T-T-A. อย่างเคร่งครัด

และร่วมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ได้ 70% ภายในเดือนตุลาคมนี้ จะสามารถเปิดเมืองเบตงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งได้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งในการฉีดวัคซีนก็เพื่อตัวเราเอง เพื่อครอบครัว เพื่อชุมชนที่เราอยู่ และ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในการป้องกันโควิด-19 ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้จะได้หมดไปจากพื้นที่จังหวัดยะลาของเราและขอเชิญชวนประชาชนในทุกกลุ่ม ลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนโควิด19 โดยสามารถลงทะเบียนได้ตามช่องทางที่สะดวก ทั้ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล แจ้งกับ อสม.ในชุมชน และ แอพพลิเคชั่นไลน์ หมอพร้อม หรือ สแกน QR โค้ท ของจังหวัดยะลา 


ภาพ/ข่าว  ธานินทร์  โพธิทัพพะ / ปื๊ด เบตง

“โฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy)” ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก หนามยอกเอาหนามบ่ง !!

การระบาดของไวรัส COVID-19 อย่างหนักในบ้านในเมืองของเราเวลานี้ การรักษาโดยกระบวนการทางการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียวคงจะไม่พอเพียงและทันต่อเหตุการณ์แล้ว การรักษาด้วยกระบวนการแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine) ด้วยวิธีการรักษาแบบผสมผสาน (Complementary Medicine) จึงเป็นทางเลือกอีกกระบวนการหนึ่งซึ่งน่าสนใจ และควรที่จะนำมาใช้ในการรักษาภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้

National Center of Complementary and Alternative Medicine (NCCAM) ของสหรัฐอเมริกา ได้มีการจำแนกตามกลุ่มของการแพทย์ทางเลือกออกเป็น 5 กลุ่ม

การแพทย์ทางเลือกที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เรียกว่า “Complementary Medicine” ส่วนการแพทย์ทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องอาศัยการแพทย์แผนปัจจุบัน เรียกว่า “Alternative Medicine” โดย ศูนย์สุขภาพเสริมและสุขภาพเชิงบูรณาการแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่กำกับดูแลการแพทย์ทางเลือก ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในชื่อว่า สำนักงานการแพทย์ทางเลือก (Office of Alternative Medicine : OAM) และเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์การแพทย์ผมผสานและการแพทย์ทางเลือก (National Center for Complementary and Alternative Medicine : NCCAM) 

ก่อนที่จะได้รับชื่อปัจจุบันคือ ศูนย์สุขภาพเสริมและสุขภาพเชิงบูรณาการแห่งชาติ (The National Center for Complementary and Integrative Health : NCCIH) เป็นหนึ่งใน 27 ศูนย์และสถาบันที่ประกอบเป็น สถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ (National Institutes of Health : NIH) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ (Department of Health and Human Services) ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้จำแนกออกเป็น 5 กลุ่มดังนี้ 

Alternative Medical Systems คือ การแพทย์ทางเลือกที่มีวิธีการตรวจรักษาวินิจฉัยและการบำบัดรักษาที่มีหลากหลายวิธีการ ทั้งด้านการให้ยา การใช้เครื่องมือมาช่วยในการบำบัดรักษาและหัตถการต่าง ๆ เช่น การแพทย์แผนโบราณของจีน (Traditional Chinese  Medicine) การแพทย์แบบอายุรเวชของอินเดีย เป็นต้น

Mind-Body Interventions คือ วิธีการบำบัดรักษาแบบใช้กายและใจ เช่น การใช้สมาธิบำบัด โยคะ ชี่กง เป็นต้น

Biologically Based Therapies คือ วิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้ สารชีวภาพ สารเคมีต่าง ๆ เช่น สมุนไพร วิตามิน Chelation Therapy Ozone Therapy หรือแม้กระทั่งอาหารสุขภาพ เป็นต้น โฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) จัดอยู่ในอยู่ในกลุ่มนี้

Manipulative and Body-Based Methods คือ วิธีการบำบัดรักษาโดยการใช้ หัตถการต่าง ๆ เช่น การนวด การดัด การจัดกระดูก Osteopathy Chiropractic เป็นต้น

Energy Therapies คือ วิธีการบำบัดรักษาที่ใช้พลังงานในการบำบัดรักษาที่สามารถวัดได้และไม่สามารถวัดได้ในการบำบัดรักษา เช่น การสวดมนต์บำบัด พลังกายทิพย์ พลังจักรวาล เรกิ โยเร เป็นต้น

ในการพิจารณาเลือกใช้การแพทย์ทางเลือก ต้องคำนึงถึงหลัก 4 ประการ คือ

ความน่าเชื่อถือ (Rational) โดยดูจากวิธีการหรือองค์ความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกชนิดนั้น ประเทศต้นกำเนิดให้การยอมรับหรือไม่ หรือมีการใช้แพร่หลายหรือไม่ ใช้มาเป็นเวลานานเพียงใด มีการบันทึกไว้หรือไม่ อย่างไร เป็นต้น

ความปลอดภัย (Safety) เป็นเรื่องสำคัญมากว่า จะส่งผลกับสุขภาพของผู้ใช้อย่างไร การเป็นพิษแบบเฉียบพลันมีหรือไม่ พิษแบบเรื้อรังมีเพียงใด อันตรายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวมีหรือไม่ หรือวิธีการนั้นทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือไม่ เป็นต้น

การมีประสิทธิผล (Efficacy) เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์หรือมีข้อพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถใช้ได้จริง มีข้อมูลยืนยันได้ว่าใช้แล้วได้ผล ซึ่งอาจต้องมีจำนวนมากพอหรือใช้มาเป็นเวลานานจนเป็นที่ยอมรับจากการศึกษาวิจัยหลากหลายวิธีการ เป็นต้น

ความคุ้มค่า (Cost - Benefit - Effectiveness) โดยเทียบว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดด้วยวิธีนั้น ๆ คุ้มค่ากับการรักษาโรคที่ผู้ป่วยต้องทนทุกข์ทรมานหรือไม่ โดยอาจเทียบกับฐานะทางการเงินของผู้ป่วยแต่ละคน เป็นต้น

โฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) เป็นการแพทย์ทางเลือกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2339 โดย Christian Friedrich Samuel Hahnemann แพทย์ชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งเชื่อว่าสารที่ทำให้เกิดอาการของโรคในคนที่มีสุขภาพดีสามารถรักษาอาการคล้ายคลึงกันในคนป่วย ความเชื่อพื้นฐานตามหลักการนี้เรียกว่า similia similibus curentur หรือ "เหมือนการรักษาเหมือน" (like cures like) หรืออาจจะเปรียบได้ว่า เป็นการรักษาแบบ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยในคนที่มีสุขภาพดี สามารถรักษาด้วยการใช้เชื้อของโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันได้ในขนาดที่เล็กมาก สิ่งนี้มีขึ้นเพื่อกระตุ้นการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย การเตรียม Homeopathic เรียกว่าการเยียวยา และทำโดยการเจือจาง Homeopathic ในกระบวนการนี้ สารที่เลือกจะถูกเจือจางซ้ำ ๆ จนกว่าผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจะแยกไม่ออกจากตัวเจือจางทางเคมี มักไม่มีแม้แต่โมเลกุลเดียวของสารดั้งเดิมที่สามารถคาดหวังให้คงอยู่ในผลิตภัณฑ์ได้ ระหว่าง Homeopaths การเจือจางแต่ละครั้งอาจกระทบและ/หรือเขย่าผลิตภัณฑ์ โดยอ้างว่าสิ่งนี้ทำให้ตัวเจือจางจำสารเดิมได้หลังจากกำจัด 

ทฤษฏีนี้กล่าวว่า การเตรียมการดังกล่าวเมื่อรับประทานเข้าไปสามารถรักษาหรือรักษาโรคได้ ซึ่งอธิบายได้ดังนี้ : หลักการโฮมีโอพาธีย์ในการผลิตยาปกติสำหรับบำบัด รักษาผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยในอาการเดียวกัน โดยใช้สารที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยในคนหนึ่งส่วนมาเจือจางกับน้ำหรือแอลกอฮอล์อีก 9 หรือ 99 ส่วน พร้อมทั้งเขย่าขึ้นลงในแนวตั้ง 10 หรือ 100 ครั้งตามสัดส่วนที่เจือจางซึ่งเรียก ขนาดความแรง เป็น 1D หรือ 1C จากนั้นนำสาร 1D หรือ 1C มาเจือจางต่ออีก 1:10 หรือ 1:100 พร้อมเขย่าเช่นเดิม 10 หรือ 100 ครั้ง จะเรียก ขนาดความแรง 2D หรือ 2C ทำไปเรื่อย ๆ จะมีความแรงในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้นตามความแรงที่เพิ่มขึ้น อันที่จริง ยาเหล่านี้จำนวนมากไม่มีโมเลกุลของสารดั้งเดิมเหลืออยู่อีกต่อไป ยาโฮมีโอพาธีย์มีอยู่ในหลายรูปแบบลักษณะ เช่น ของเหลว ครีม เจล และยาเม็ด โดยระหว่างการรักษา แพทย์ Homeopathic (Homeopaths)จะถามคำถามหลายข้อเกี่ยวกับสุขภาพจิต อารมณ์ และร่างกายของคนไข้ เพื่อจะกำหนดวิธีการรักษาที่ตรงกับอาการของคนไข้มากที่สุด จากนั้นจะมีการปรับแต่งกระบวนการรักษาสำหรับคนไข้ตามแต่อาการเฉพาะราย

อาร์นิกา (ARNICA) เป็นสมุนไพร ดอกสีเหลือง มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อโรค และช่วยการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อ

ตัวอย่างเช่น หอมแดงทำให้ดวงตามีน้ำ นั่นเป็นเหตุผลที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ทางชีวจิต การรักษาโรคอื่น ๆ ด้วยตัวยาจากไม้เลื้อยพิษ สารหนูสีขาว ผึ้งทั้งตัวบด และสมุนไพรที่เรียกว่า อาร์นิกา (ARNICA) เป็นดอกสีเหลือง มีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อโรค และช่วยการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อ เป็นที่นิยมสำหรับบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากรอยฟกช้ำหรืออักเสบ นอกจากนั้นยังมีคนไข้สมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-aging) และช่วยลดอาการบวมอีกด้วย

การรักษาด้วยกระบวนการโฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) สามารถแก้ปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย รวมถึงโรคเรื้อรังบางอย่าง 
>> โรคภูมิแพ้
>> ไมเกรน
>> อาการซึมเศร้า
>> โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง
>> ข้ออักเสบรูมาตอยด์
>> อาการลำไส้แปรปรวน
>> กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน
นอกจากนี้ยังสามารถใช้สำหรับปัญหาเล็กน้อย เช่น รอยฟกช้ำ รอยถลอก ปวดฟัน ปวดหัว คลื่นไส้ ไอ และหวัด

ร้านขายยาสไตล์ละตินอเมริกันคาริเบียน (การแพทย์สเปนและโปรตุเกสแบบดั้งเดิม) ซึ่งอาจมีลักษณะเหมือนร้านขายยาที่มีพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์ ความแตกต่างที่ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่ปรากฏ แต่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า ยามีผลต่อการรักษา

การทำงาน ? การวิจัยมีความหลากหลาย การศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าการรักษาด้วยกระบวนการโฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) มีประโยชน์ด้วยการรักษาที่การรักษาแบบอื่นไม่ทำกัน นักวิจารณ์กล่าวถึงประโยชน์ของยาหลอก นั่นคือเวลาที่อาการดีขึ้นเพราะคนไข้เชื่อว่าการรักษานั้นได้ผล ไม่ใช่เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ สิ่งนี้สามารถกระตุ้นสมองให้ปล่อยสารเคมีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหรืออาการอื่น ๆ ได้ชั่วครู่ แต่ทฤษฎีบางอย่างที่โฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) นำมาใช้อ้างอิงนั้นไม่สอดคล้องกับหลักการของเคมีและฟิสิกส์ โดยเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์คือ ยาที่ไม่มีสารออกฤทธิ์ (ยาหลอก) ไม่ควรมีผลกับร่างกาย

ความเสี่ยงคืออะไร ? สำนักงานอาหารและยาของสหรัฐฯ (U.S Food & Drug Administration (FDA) ได้กำกับดูแลการรักษาด้วยกระบวนการโฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) แต่จะไม่ตรวจสอบเพื่อดูว่าปลอดภัยหรือมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วพบว่า ส่วนใหญ่รับยาและดื่มน้ำน้อยจนไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ แต่มีข้อยกเว้น กรณียาที่อาจมีสารออกฤทธิ์จำนวนมาก เช่น โลหะหนัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ กรณีตัวอย่าง : ในปี พ.ศ. 2559 FDA ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการใช้ยาเม็ดและเจลสำหรับการรักษาตามกระบวนการโฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) เนื่องจากความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับทารกและเด็ก หากคนไข้กำลังพิจารณาที่จะลองใช้วิธีการรักษาทางเลือกเหล่านี้  ต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อน เพื่อความมั่นใจว่า ปลอดภัยและจะไม่มีผลต่อยาอื่น ๆ ที่คนไข้กำลังใช้อยู่

จากการศึกษาวิจัยด้านการแพทย์ทางเลือกในบ้านเราพบว่า ศาสตร์ที่คนไทยรู้จัก และให้ความศรัทธาและมีความนิยมใช้จำนวน 25 ศาสตร์ ดังนี้ 

1.) สมุนไพร 2.) การนวด 3.) สมาธิ/โยคะ 4.) การนวดศีรษะ 5.) การรำมวยจีน/ไทเก็ก 6.) พลังรังสีธรรม 7.) สมาธิหมุน 8.) ชีวจิต 9.) พลังจักรวาล/โยเร 10.) การฝังเข็ม 11.) การฟังดนตรี 12.) การสวดมนต์/ภาวนา 13.) อบสมุนไพร 14.) การใช้เครื่องหอม/ยาดม 15.) การใช้วิตามิน/เกลือแร่/อาหารปลอดสารพิษ 16.) ดื่มน้ำผัก/ผลไม้ 17.) การสวนล้างพิษ 18.) การดูหมอ/รดนำมนต์ 19.) ศิลปะบำบัด 20.) การผ่อนคลายแบบ Biofeedback 21.) การใช้คาถา/เวทมนต์ 22.) การเพ่งโดยการใช้แสง สี เสียง 23.) การเข้าทรงนั่งทางใน 24.) การใช้เก้าอี้แม่เหล็กไฟฟ้า 25.) การใช้วิชาธรรมจักร 

นอกจากนี้ยังมีการนำศาสตร์การแพทย์ทางเลือกรูปแบบต่าง ๆ ไปใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังต่าง ๆ ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น มีการนำเอาการแพทย์ทางเลือกทั้งในรูปแบบของอาหารสุขภาพ การนั่งสมาธิ การใช้หินบำบัด ฯลฯ มาใช้ร่วมกันในการรักษาในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเป็นต้น

ภาพรวมจากรายละเอียดและข้อมูลต่าง ๆ จะพบว่า การแพทย์ทางเลือกในบ้านเรามีอัตราการขยายตัวสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในสังคมเป็นอย่างยิ่ง ดังกระทรวงสาธารณสุขจึงมีภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเร่งจัดการและทำการศึกษาองค์ความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างถูกต้องแก่ประชาชนต่อไป โดยเฉพาะการระบาดของไวรัส COVID-19 อย่างหนักในบ้านเมืองของเราเวลานี้ จำเป็นต้องเร่งให้ทำการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในการใช้สมุนไพรต่าง ๆ อาทิ ฟ้าทะลายโจร กระชายขาว สมุนไพรต่าง ๆ ตลอดจนศาสตร์ทางเลือกต่าง ๆ รวมทั้งการรักษาด้วยกระบวนการโฮมีโอพาธีย์ (Homeopathy) ด้วย ซึ่งต่อทำคู่ขนานกันไปในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่รับการรักษาด้วยวิธีการตามกระบวนการแพทย์ทางเลือกจะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์มากที่สุดในอันที่จะพัฒนาต่อยอดการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลต่อแนวทางการรักษาด้วยศาสตร์ของการแพทย์ทางเลือกต่อไป


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

เวียดนาม สั่งล็อกดาวน์ โฮจิมินห์ 2 สัปดาห์ หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด 8,000 คน ส่วนเกาหลีใต้ ป่วยทุบสถิติ 1,275 คน โร่บังคับใช้มาตรการทางสังคมกรุงโซลและเมืองใกล้เคียง ขณะที่อังกฤษติดเชื้อ 3.2 หมื่นราย

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่ารัฐบาลเวียดนามประกาศบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์กับนครโฮจิมินห์ เมืองศูนย์กลางธุรกิจใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมีประชากรถึง 9 ล้านคน โดยให้มีผลในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ โดยมาตรการล็อกดาวน์จะกินเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ 8,000 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สั่งปิดสนามบินนานาชาตินครโฮจิมินห์ ไปแล้วด้วย

นายกเทศมนตรีนครโฮจิมินห์ ระบุว่าโฮจิมินห์ กำลังเผชิญความท้าทายในการควบคุมการแพร่ระบาด เพื่อให้สามารถควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องใช้มาตรการคุมเข้มล็อกดาวน์ โดยให้ผู้ที่อาศัยในนครโฮจิมินห์ ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านเพียงเพื่อซื้ออาหารและยาเท่านั้น

มีรายงานข่าวว่า ประชาชนในนครโฮจิมินห์ ต่างพากันไปซื้อข้าวของมากักตุนหลังจากมีการประกาศล็อกดาวน์ โดยช่วงที่ผ่านมานครโฮจิมินห์ต้องประสบปัญหาในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อพบการระบาดของเชื้อกลายพันธุ์เดลตา และยังประสบปัญหาด้านการจัดหาและกระจายวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งประชากรเกือบ 100 ล้านคน ฉีดวัคซีนไปราว 4 ล้านโดส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลี (เคซีดีซี) รายงานสถิติผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมอย่างน้อย 164,028 คน เพิ่มขึ้น 1,275 คน ซึ่งเป็นสถิติรายวันสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคมปีที่แล้ว ซึ่งพบผู้ติดเชื้อรายแรกเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยสถิติดังกล่าวแม้รวมผู้เดินทางจากต่างประเทศ 48 คน แต่ถือเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้ยืนยันผู้ป่วยรายวันมากกว่า 1,200 คน 2 วันติดต่อกัน ด้านสถิติผู้เสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 2,034 คน เพิ่มขึ้น 1 คน ส่วนสถิติผู้ที่หายป่วยแล้วมีอย่างน้อย 151,923 คน เพิ่มขึ้น 423 คน

ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้มีมติขยายระยะเวลาบังคับใช้มาตรการควบคุมทางสังคมในกรุงโซล และพื้นที่ใกล้เคียง คือจังหวัดคย็องกี และเมืองอินชอน มีผลบังคับใช้ไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ นับจากวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมกับเตือนว่าอาจมีการยกระดับมาตรการอีก หากสถิติผู้ติดเชื้อรายวันยังคงสูงเช่นนี้

อนึ่ง ชาวเกาหลีใต้อย่างน้อย 15.4 ล้านคน หรือประมาณ 30.1% ของประชากรทั้งประเทศ ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 เข็ม และ 5.49 ล้านคน หรือราว 10.8% ได้รับวัคซีนครบแล้ว ปัจจุบัน เกาหลีใต้ใช้วัคซีนอย่างน้อย 3 รายการ คือ แอสตราเซเนกา ไฟเซอร์ และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน

ส่วนที่ประเทศอังกฤษ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอังกฤษรายงานการตรวจพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 32,548 คน ในรอบ 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นยอดผู้ป่วยใหม่รายวันสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 4,990,916 คน และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 33 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 128,301 คน โดยนับรวมเฉพาะผู้เสียชีวิตภายใน 28 วัน หลังจากมีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวกครั้งแรก ปัจจุบันประชาชนอังกฤษฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 โดสแรกกว่า 45.5 ล้านคน และมีผู้ฉีดครบโดสแล้วกว่า 34 ล้านคน

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่าข้อจำกัดการควบคุมโรคดังกล่าว ส่วนมากจะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 19 กรกฎาคม อันเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนสุดท้ายในแผนการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ของอังกฤษ โดยรัฐบาลจะยืนยันการดำเนินการนี้อีกครั้งในวันที่ 12 กรกฎาคม ภายหลังทบทวนข้อมูลล่าสุดเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ แผนการยกเลิกล็อกดาวน์ได้รับกระแสตอบรับหลายทาง โดยสำนักข่าวสกายนิวส์รายงานว่า เคียร์ สตาร์เมอร์ ผู้นำพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน กล่าวหาว่าแผนการนี้จะทำให้ประเทศพานพบฤดูร้อนที่วุ่นวายและสับสน


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ศรีสุวรรณ” จี้ “ป.ป.ช.” สอบ ผู้ว่าฯกฟภ. ส่อทุจริต เอื้อประโยชน์ผู้รับเหมาสายส่งปัตตานี 125 ล้าน แต่ทิ้งงาน

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางมายื่นคำร้องกล่าวโทษผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)และคณะ ฐานทุจริตต่อหน้าที่ กรณีอาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำผิดสัญญาหรือทิ้งงานที่ทำไว้กับ กฟภ. โดยไม่ขึ้นแบล็คลิสต์หลังบอกเลิกสัญญา อีกทั้งภายหลังยังจัดทำทีโออาร์โครงการใหม่ตัดเงื่อนไขเดิมทิ้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยถูก กฟภ.บอกเลิกสัญญา สามารถเข้ามาประมูลงานได้อีกนั้น
          
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กฟภ.ได้ทำสัญญาว่าจ้างโครงการจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี ช่วงสถานีไฟฟ้าปัตตานี 2-สถานีไฟฟ้าสายบุรี จังหวัดปัตตานี กับบริษัทเอกชนรายหนึ่งวงเงินจ้างตามสัญญา 125,000,000 บาท ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2558 มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 720 วัน แต่บริษัทผู้ประมูลงานได้ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาตามที่สัญญากำหนดได้ แต่ กฟภ.ก็ยังใจดี ขยายสัญญาต่อให้อีกหลายครั้งจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 ก็ยังดำเนินงานไม่เสร็จอยู่ดี จนในที่สุด กฟภ.จึงได้ออกหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561
            
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า โดยหนังสือบอกเลิกสัญญาระบุไว้ชัดว่าบริษัทไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาต่อไปได้ เนื่องจากไม่สามารถเชื่อมต่อระบบได้ตามแผนงาน เพื่อมิให้เกิดความเสียหาย จึงขอบอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญา รวมถึงค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลิกสัญญา แต่ทว่าต่อมาไม่นานบริษัทดังกล่าวกลับไปได้งานจาก กฟภ. อีกรอบ ในการจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี บริเวณสามแยกบ้านแกใหญ่-ทางหลวงหมายเลข 2076 (กม.ที่ 19+280 ) จังหวัดสุรินทร์ มูลค่า 137,699,370 บาท และยังมีชื่อในโครงการร่วมทุนและรับงานทำสายส่งระบบอีกหลายจังหวัดในปี พ.ศ. 2562-2563 ที่ผ่านมา
              
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามหลักการทางกฎหมาย การที่บริษัทฯถูกบอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญา ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ ภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 109 (2) จะไม่สามารถเข้ามาประมูลงานใด ๆ ของภาครัฐได้อีก รวมทั้งงานของ กฟภ.ซึ่งมักจะกำหนดในเงื่อนไขทีโออาร์ว่า“ผู้ยื่นข้อเสนอต้องไม่เคยถูก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกเลิกสัญญาในโครงการ ก่อสร้าง เนื่องจากทำงานไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาของสัญญา” แต่ทว่าบริษัทที่เคยทิ้งงานของ กฟภ.รายดังกล่าวกลับเข้ามาประมูลงานของ กฟภ.จนได้งานอีกนั้น เพราะมีการตัดทิ้งเงื่อนไขข้อดังกล่าวไปเสียโดยไม่มีเหตุผล
                
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของ กฟภ.อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ม.109 (2) และม.120 ประกอบ พรป.ป.ป.ช.2561 โดยชัดแจ้ง สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงต้องนำความพร้อมพยานหลักฐานมาร้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

“สุริยัณห์”โฆษกศาลยุติธรรม เผยศาลทั่วประเทศยังเปิดทำการให้บริการ ปชช.เเต่เน้นทางออนไลน์ ลดความเสี่ยงแพร่ระบาดโควิด 

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นวงกว้างในขณะนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมขอแจ้งว่า ศาลยุติธรรม ทั่วประเทศยังคงเปิดทำการและให้บริการแก่คู่ความ ประชาชน ในการอำนวยความยุติธรรมเช่นเดิม แต่เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  คู่ความสามารถติดต่อราชการศาลยุติธรรมเพื่อรับบริการทุกประเภทได้ผ่านช่องทางออนไลน์  

ทั้งการยื่นฟ้องคดี ยื่นคำให้การต่อสู้คดี  ยื่นคำร้องคำขอต่าง ๆ การสืบพยาน การไกล่เกลี่ย ฯลฯ โดยศึกษาวิธีการจากข้อมูลติดต่อราชการศาลทางอิเล็กทรอนิกส์https://techno.coj.go.th/ th/content/category/detail/id/10/cid/21/iid/242617 หรือสอบถามได้ที่สำนักส่งเสริมงานตุลาการ โทร. 0 2512 8498-9 กด 0 หรือดูประกาศของแต่ละศาลได้จากเว็บไซต์ของแต่ละศาล https://www.coj.go.th/th/content/category/detail/id/6/iid/121186

“บิ๊กตู่”กำชับที่ประชุมศบค.ลุยตรวจสอบคัดกรองเชิงรุกเพิ่มขึ้นทุกจุด-ทุกพื้นที่ วอนทุกฝ่ายร่วมมือด้วยความเข้าใจให้ข่าวแนวทางเดียวกัน หวั่นเฟคนิวส์ทำปั่นป่วน ย้ำดูแลคนทุกคนบนแผ่นดินไทย ที่ประชุมเห็นชอบขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2 เดือน ส.ค.-ก.ย.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด -19 (ศบค.) เป็นประธานการประชุมศบค.ชุดใหญ่ โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในที่ประชุมว่า สำหรับมาตรการเยียวยาจะต้องดูแลทุกภาคส่วน โดยออกมาตรการที่เหมาะสม โดยมอบหมายสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุด และย้ำว่าการสื่อสารต้องไม่ให้สับสนอลหม่าน นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมี ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน(Emergency Operation Center, EOC) และมีคณะกรรมการต้องชี้แจงเฉพาะเรื่องตามอำนาจหน้าที่ ขณะที่ศบค. ก็มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน จึงให้ตระหนักว่าเราทุกคนคือ"ทีมประเทศไทย" 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ได้กำชับทุกภาคส่วนในการตรวจสอบคัดกรองเชิงรุกอย่างต่อเนื่องและต้องมีเพิ่มขึ้นทุกจุด ทุกพื้นที่ รวมถึงจุดตรวจของเอกชนและของสาธารณสุข ขณะที่ในส่วนของโรงพยาบาลสนามได้สั่งการไปแล้วตั้งแต่แรก โดยต้องเร่งดำเนินการศูนย์คัดกรองและให้มีการประกาศไปเลยว่ามีที่ไหนบ้าง โดยต้องเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมการยกระดับเตียงโดยการบริหารจัดการเพิ่มและรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ โดยจัดหาให้ครบทุกกลุ่ม รวมถึงแพทย์เกษียณและนักศึกษาแพทย์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงและพื้นที่เสี่ยงจะต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้น โดยยืนยันจะต้องดูแลคนทุกคนบนแผ่นดินไทย ส่วนการกำหนดจำนวนวัคซีนให้สอดคล้องกับจำนวนคนที่ต้องเร่งฉีด พร้อมกันนี้ให้เตรียมhome isolation โดยต้องเตรียมอุปกรณ์จัดหาให้พร้อม สิ่งสำคัญที่สุดต้องร่วมมือด้วยความเข้าใจให้ทุกคนทุกหน่วยงานประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจในแนวทางเดียวกัน ขณะที่ในส่วนด้านความมั่นคงได้สั่งการไปแล้ว เพื่อให้ทันสถานการณ์

นายกรัฐมนตรึ กล่าวว่า ขณะเดียวกันขอให้สร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์โลก โดยต้องให้ประชาชนรับรู้ว่าสถานการณ์ภายนอกยังไม่น่าไว้วางใจ นอกจากนี้การลักลอบเข้าแดนต้องเพิ่มความเข้มงวด  โดยตำรวจตระเวนชายแดนจะมีการประสานกับประเทศเพื่อนบ้านในการรับส่งกลับ อีกทั้งในส่วนของแรงงานต้องมีการลงไปสำรวจและขึ้นทะเบียน ไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาเด็ดขาด ต้องทำลายกระบวนการลักลอบ

นายก พี่กำชับในช่วงท้ายว่า ขณะเดียวกันต้องแก้ไขเฟคนิวส์ให้ได้ เพราะจะเป็นการสร้างความปั่นป่วน ย้ำว่าทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

“จุติ” ประกาศสละเงินเดือนรมรัฐมนตรี ตามนายกฯ นำไปจัดทำอาหารกล่องช่วยกลุมเปราะบาง-ผู้ต้องกักตัว

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ประกาศสละเงินเดือนประจำตำแหน่งรัฐมนตรี  3 เดือน หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 โดยจะนำเงินดังกล่าว ไปจัดทำอาหารกล่อง เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง และผู้ที่ต้องกักตัวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเร็วที่สุด

โฆษกแรงงาน โต้ ส.ส.มด ประกันสังคมจ่ายเยียวยาคนงานในแคมป์ไปแล้วกว่า 28 ล้านบาท  

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยว่า ตามที่ ส.ส.มด นางสาววรรณวิภา ไม้สน ส.ส.พรรคก้าวไกล ออกมาให้ข่าวทางทวิตเตอร์และเพจ
เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า วันนั้นบอกจ่ายเงินสดทุก 5 วัน วันนี้ บอกดีเดย์เริ่ม 23 นี้ สรุปว่าจะเยียวยาก็เกือบเดือน รัฐบาลชุดนี้เหลืออะไรให้เชื่อถือได้บ้าง ? นั้น ในเรื่องนี้ กระทรวงแรงงาน ขอชี้แจงรายละเอียด ดังนี้ กรณีการประกาศปิดแคมป์คนงานก่อสร้างตามประกาศ ศบค.นั้น กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้จ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเหตุสุดวิสัยโควิด-19 โดยตัดจ่ายระยะเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2564 ได้มีการจ่ายให้แก่ลูกจ้างจำนวน 13,655 ราย เป็นเงิน 28,494,966.60 บาท

นางเธียรรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจ่ายเงินวันที่ 23 กรกฎาคมนั้น เป็นเงินของรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.กู้เงินที่จะเยียวยาให้ลูกจ้างและนายจ้างเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเงินคนละส่วนกับของสำนักงานประกันสังคม การที่ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ออกมาให้ข่าวลักษณะดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความสับสน เข้าใจผิด ถ้าไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงให้มาสอบถาม ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยินดีต้อนรับทุกคน ในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

“บิ๊กตู่” ยกเงินเดือน 3 เดือนช่วยโควิด ขยาย พรก.ฉุกเฉิน 2 เดือน สค.-ก.ย.ล็อกดาวน์ 14 วันเริ่มพรุ่งนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์บริหาร สถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 9/2564 ผ่านระบบ Video Conference 

ทั้งนี้ รายงานข่าวในที่ประชุม ศบค. เปิดเผยว่า เบื้องต้นที่ประชุมกำหนดระยะเวลายกระดับมาตรการ 14 วัน จำกัดการเดินทางตั้งแต่พรุ่งนี้ (10 ก.ค.)เป็นต้นไป พร้อมกำหนดเป้าหมายลดผู้ป่วยภายใน 2-4 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน และ ให้นำเงินไปใช้ประโยชน์สำหรับแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติให้ขยาย พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน อีก 2 เดือน คือ ส.ค.-ก.ย.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top