Thursday, 9 July 2026
TheStatesTimes

“อุตตม” นำทีมเปิดตัว “ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์” เผย รวมพลังความคิดขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคลัง ในฐานะประธานที่ปรึกษา สถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future) เปิดเผยในโอกาสการเปิดตัว Thailand Future อย่างเป็นทางการ ว่า นับเป็นเวลาที่ประเทศไทยและคนไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ประการแรก ในช่วงหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา โควิดส่งผลกระทบเฉียบพลันรุนแรงและกระจายสู่ทุกภาคส่วน โจทย์เร่งด่วนก็คือ เราจะร่วมกันจัดการต่อสถานการณ์โควิดให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริงได้อย่างไร ทั้งเฉพาะหน้าและต่อเนื่องในอนาคต เพื่อความปลอดภัยซึ่งยึดโยงกับเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของประชาชนเช่นกัน

ประการที่สอง ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อน เราจำเป็นต้องมองไปข้างหน้า คำนึงถึงอนาคตของประเทศไทยในภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในแทบทุกมิติของสังคม ซึ่งโควิดเป็นตัวเร่งที่มีอิทธิพลสูง ประเทศไทยจะขับเคลื่อนการพัฒนาในแนวทางใด ให้มีขีดความสามารถที่จะปรับตัวและจัดการกับความท้าทายใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างโอกาสดี ๆ และความมั่นคงในชีวิตให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป

จากโจทย์ที่สำคัญเหล่านี้ ทีม Thailand Future จึงเกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มคนจากหลายภาคส่วน หลากหลายประสบการณ์และอาชีพ จากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ รวมทั้งหลายช่วงอายุ โดยอาสาทำงานแบบเวทีเปิด (Open Platform) ที่ส่งเสริมสนับสนุน การรวมพลังความคิดของคนไทย เพื่อร่วมกันคิด วิเคราะห์และตกผลึกในการแก้ไขปัญหา อุปสรรคที่สั่งสมมานาน รวมทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาของประเทศอย่างคลอบคลุมและยั่งยืน

“ในเวลาแบบนี้ ภาครัฐไม่ควรเป็นคอขวดของการแก้ไขปัญหา หรือนิ่งเฉยกับข้อจำกัด ข้อจำกัดของภาครัฐมีทุกประเทศ สิ่งที่ต้องทำคือ รีบกระจายอำนาจออกไปสู่บุคคลและหน่วยงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานด้วยความชัดเจนและโปร่งใส เพื่อให้เกิดความคล่องตัวพอที่จะนำประเทศไทยให้รอดพ้นไปจากวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงทะยานเหนือความท้าทายอื่น ๆ ที่ยังรอเราอยู่ หมดแล้ว ยุคสมัยของการทำนโยบายแบบบนลงล่างอย่างเดียว” นายอุตตม กล่าว


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ตำรวจไซเบอร์ 1 แจ้งความดำเนินคดีกับพริตตี้สาวและแฟนหนุ่ม โปรโมทเว็บพนันออนไลน์

ตามนโยบายคุมเข้มพนันออนไลน์บอลยูโร 2021 และโคปาอาเมริกา 2021 หรือฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้  รวมถึงนโยบายให้มีการปราบปรามการโฆษณาเชิญชวนให้เล่นทายผลฟุตบอลและพนันออนไลน์ ของ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.กระทรวง DES และ พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี,  พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผบก.สอท.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการกองวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1  

โดย พ.ต.อ.ปรีดา คงจัด ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 พ.ต.ท.จักร ถนัดอักษา รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครืองมื่อพิเศษ สอท.1, พ.ต.ท.ศุภรฐ โชติจำหงษ์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ , พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ คัมภีระ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ 1, พ.ต.ต.นันทพงษ์ ภูนพทอง สว.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.ชาตรี  เขียวงาม สว.วิเคราะห์ข่าวฯ, พ.ต.ต.เอกชัย  ปราบหงส์ สว.วิเคราะห์ข่าวฯ  ให้ทำการสืบสวนหาข่าวผู้กระทำความผิดในลักษณะชักชวนให้เล่นพนันออนไลน์ในสื่อสังคมออนไลน์

พบผู้บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กเพจ “สมใจอยาก Som Jai Yak” ได้โพสต์วิดีโอ มีลักษณะเป็นเว็บไซต์ชักชวนการเล่นพนันเอาทรัพย์สินกันผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากการสืบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้กระทำความผิดมี 2 ราย คือนายปัญญากร ชัยพนัส อายุ 24 ปี ที่อยู่ 56/1 หมู่ที่ 4 ต.โคกสลุง อ.พัฒนานิคม จว.ลพบุรี และน.ส. พงธนิตย์ วงษ์ไล่ติ๊ด อายุ 28 ปีที่อยู่ 145/109 หมู่ที่1 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.64 เวลา ประมาณ 11.00 น. ได้มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจกองวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.1 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในลักษณะ “โฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันออนไลน์ โดยไม่ได้รับอนุญาต จากการให้ปากคำของผู้ต้องทราบว่าช่วงนี้ พริตตี้ตกงาน ช่วงโควิดรอบแรก เลยเริ่มทำสื่อออนไลน์รีวิวสินค้า รีวิวท่องเที่ยว ต่อมามีคนจ้างให้โฆษณาชักชวนให้เข้าเล่นเว็บพนัน โดยคลิปละไม่เกิน 30 วินาที โดยได้ค่าโฆษณาคลิปละ 3,000 บาท และได้นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางเขนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป  

ฝากเตือนไปยังผู้ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียโฆษณาให้ประชาชนเข้าไปเล่นการพนัน ไม่ว่าจะเป็นพริตตี้ คอลัมนิสต์ หรืออินฟูลเรนเซอร์ หากพบว่าเข้าข่ายเชิญชวนให้เล่นการพนัน ถือว่ามีความผิดอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นรข.นครพนม สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคง ตรวจยึดไม้พะยูง 32 ท่อน เตรียมลงเรือส่งข้ามโขง

สโมสรนายทหารสัญญาบัตร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง น.อ.เสริมศักดิ์ บุญทา หัวหน้ายุทธการและข่าว หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม น.ท.วรภัทร แสงสุวรรณ หน.สถานีเรือนครพนม น.ท.บุญเชิด กุลอำภา หน.สถานีเรือบ้านแพง ร่วมแถลงว่า

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 พล.ร.ต.จรัสเกียรติ ไชยพันธุ์ ผบ.นรข. ได้รับแจ้งจากชาวบ้านผู้หวังดีในพื้นที่ ว่าจะมีการลักลอบไม้พะยูงนำออกนอกราชอาณาจักรบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านพนอมเหนือ ม.5 ต.พนอม อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จึงได้สั่งการให้ น.อ.ฤทธิ์ นาทวงศ์ ผบ.นรข.เขตนครพนมทราบ และให้ น.ท.วรภัทร แสงสุวรรณ หัวหน้าสถานีเรือนครพนม จัดชุดลาดตระเวนทางบก ร่วมบูรณาการกับชุดลาดตระเวน สน.เรือบ้านแพง เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับแจ้ง

จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.08 น. ชุด ลาดตระเวน สน.เรือนครพนม ได้ใช้กล้องส่องกลางคืน ตรวจพบชายฉกรรจ์ประมาณ 5 คน กำลังลำเลียงไม้พะยูงลงเรือ ที่จอดไว้บริเวณที่เกิดเหตุ จึงแจ้งชุดลาดตระเวน สน.เรือบ้านแพง พร้อมกับแสดงตนเข้าจับกุม เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์เห็นเจ้าหน้าที่ฯ แสดงตน จึงได้ทิ้งของกลางหลบหนีไปชุดลาดตระเวนได้วิ่งตามกลุ่มชายฉกรรจ์ไปเห็นผู้ต้องหากำลังจะติดเครื่องเรือเพื่อหลบหนี

ชุดลาดตระเวนสามารถควบคุมตัวได้ จำนวน 1 คน สอบถามเบื้องต้นทราบชื่อ คือ ท้าวเพ็ง อานุลัก อายุ 47 ปี เป็นชาว สปป.ลาว บ้านกะวะเหนือ เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว ตรวจพบไม้พะยูงอยู่บนเรือ จำนวน 11 ท่อน อยู่บนรถบรรทุกขนาดเล็ก ยี่ห้อ นิสสัน สีเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 21 ท่อน รวมทั้งสิ้น 32 ท่อน ปริมาตร 1.054 ลบ.เมตร มูลค่า 500,000 บาท จึงได้นำของกลางทั้งหมดมาตรวจสอบโดยละเอียดที่ สน.เรือนครพนม และทำบันทึกการตรวจยึด/จับกุม พร้อมทั้งนำผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดส่ง สภ.ท่าอุเทน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว  สุเทพ หันจรัส ผสข.นครพนม

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากที่เห็นภาพชาวบ้าน นอนรอตรวจโควิดหน้าวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยได้เสนอเพื่อเร่งดูแล ผู้ป่วยโควิด รายได้น้อย พร้อมเสนอทาง

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากที่เห็นภาพชาวบ้าน นอนรอตรวจโควิดหน้าวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน โดยได้เสนอเพื่อเร่งดูแล ผู้ป่วยโควิด รายได้น้อย พร้อมเสนอทางออกว่า

กลัว แต่ ไม่มีที่ตรวจ.. ติด แต่ ไม่มีที่รักษา เจ็บหนัก แต่ ไม่มีเตียงให้นอน.. เดือดร้อน แต่ ยังไม่ได้รับเยียวยา

หลังจากที่เห็นภาพชาวบ้าน นอนรอตรวจโควิดหน้าวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เช้าวันนี้ เป็นภาพที่น่าเศร้ามาก นี่หรือเมืองหลวงของประเทศไทยเรา ภาพนี้สะท้อนถึงปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุขทุกวันนี้ วัคซีนถูกเลื่อน ผู้ป่วยไปถึงหน้าโรงพยาบาลแต่ถูกปฏิเสธการรักษา และแม้แต่การตรวจเชื้อก็ยังเข้าถึงยากมาก

นายกรณ์ กล่าวว่า ทีม ‘กล้าอาสา-หาเตียง’ ของพรรคกล้า เราทำงานช่วยบรรเทาความเดือดร้อนมากว่า 3 เดือน วันนี้พบปัญหาที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนเข้ามาอีก ต้นตอคือ ระบบราชการ ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรื่องการเข้าถึงการตรวจและการรักษา ในสถานการณ์ที่ผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลต้องแก้ไขเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนใน 4 เรื่องหลักคือ

1.) โรงพยาบาลส่วนใหญ่ปิดตรวจ ระบบจองคิวได้คิวข้ามเดือน

2.) ประชาชนต้องหนีไปตรวจตามแล็บต่าง ๆ ซึ่งหลายที่เป็นการตรวจแอนติเจน พอผลออกมาเป็นบวก ก็ไม่สามารถเข้าระบบหาเตียงตามระบบได้ (ตามระบบหาเตียงต้องตรวจ PCR เท่านั้น) สรุปผู้ป่วยก็ต้องดิ้นรนออกไปตรวจที่หน่วยเชิงรุก

3.) โรงพยาบาลเอกชน หากยังมีรับตรวจอยู่บ้างก็จะคิดแพงมาก คิดเงินพ่วงค่ารักษาโควิดหลักแสน

"ตอนนี้ผู้ป่วยโควิดที่มีรายได้น้อย จนปัญญา แทบไม่มีที่ไปเลยครับ และผู้ป่วยจำนวนมากเข้าถึงยาได้ล่าช้า เพราะเข้าไม่ถึงการตรวจ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรพิจารณาให้มีการตรวจ Rapid Antigen ด้วยตัวเองได้และรู้ผลภายใน 20 นาที ความแม่นยำอาจจะน้อยกว่าการตรวจ PCR แต่จะช่วยให้ประชาชนรับยาที่เหมาะสมมารักษาได้เร็วขึ้น หากตรวจพบว่า มีเชื้อและมีอาการ การแยกตัวตามศูนย์พักคอยที่รัฐบาลและกทม. จัดตั้งจะดำเนินการได้ทันท่วงทีมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในครอบครัว ซึ่งตอนนี้เป็นปัญหาหนักมาก จากหลายเคสที่เราช่วยหาเตียง ช่วงหลัง ๆ ติดยกครัว" หัวหน้าพรรคกล้า กล่าว

ทั้งนี้ นายกรณ์ ได้นำเสนอแนวทาง เพื่อบรรเทาปัญหา คือ

1.) ไม่ว่าเตียงจะมี หรือไม่ ก็ต้องเปิดรับตรวจ รัฐบาลจะผลักภาระให้โรงพยาบาลที่รับตรวจ รับเคสทั้งหมดก็ไม่ถูกซะทีเดียว คอขวดหลักการนี้ ทำให้โรงพยาบาลปิดตรวจ จนลามเป็นสภาพที่เห็นในข่าว ต้องผ่อนคลายจุดนี้

2.) หากตรวจแล้วพบเชื้อ อาการไม่มาก และในสภาวะยังไม่มีเตียงเพียงพอ ควรจัดยาที่เหมาะสมให้ผู้ป่วย กักตัวเอง และคอยประเมินอาการ

3.) ประชาชน ต้องเข้าถึงระบบตรวจ Rapid Antigen เพื่ออย่างน้อยถ้ามีอาการและผลเป็นบวก ควรเข้าศูนย์พักคอย จากนั้นค่อยตรวจ PCR ยืนยันอีกที

"หลายประเทศหันมาพึ่งพาการตรวจ rapid antigen มากขึ้น จริงอยู่มี false negative บ้าง แต่ยังดีกว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่การเข้าถึงการตรวจเชื้อโควิดยากมาก ตามศูนย์ต่าง ๆ ประชาชนต้องไปรอเข้าคิวตั้งแต่เช้ามืด การตรวจในโรงพยาบาลเอกชนก็ราคาสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการรับการรักษาให้ทันท่วงที ทำให้เกิดการกระจายเชื้อจำนวนมาก" นายกรณ์ กล่าว


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ขอนแก่น - พร้อมรับคนบ้านเดียวกันกลับภูมิลำเนาเข้ารักษาตัว เปิดโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2 ให้บริการตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 ก.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่โรงพยาบาลสนามขอนแก่นแห่งที่ 2 (พุทธมณฑลอีสาน) ถนนเลี่ยงเมืองขอนแก่น-กาฬสินธุ์ บ.เต่านอ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2564 โดยมีนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์  ตั้งวานิชกพงษ์ นายก อบจ.ขอนแก่น นางพัฒนาวดี วิริยปิยะ ปลัด อบจ.ขอนแก่น และ นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุข จ.ขอนแก่น นายแพทย์วีระศักดิ์ อนุตรอังกูร ผอ.รพ.สิรินธร ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของโรงพยาบาลสนาม จ.ขอนแก่น 2 เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ตามแผนบริหารจัดการด้านสาธารณสุขตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดขอนแก่นกำหนด

นายพงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ นายก อบจ.ขอนแก่น กล่าวว่า เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดขอนแก่นได้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดขอนแก่นจึงมีมติเปิดใช้โรงพยาบาลสนาม แห่งที่ 2 เพื่อรองรับผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยโรงพยาบาลสนามแห่งนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของ รพ.สิรินธร ที่ได้เริ่มรับผู้ป่วยที่มีภูมิลำเนา ในเขต จ.ขอนแก่น เข้ารับการรักษาและดูอาการ ตามแผนระบบการส่งต่อผู้ป่วยของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. 2564 เป็นต้นมา ซึ่ง อบจ.ขอนแก่น ได้จัดเตรียมอาหาร 3 มื้อต่อวัน ให้กับผู้ป่วย การจัดสถานที่ตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด เตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น รวมไปถึงอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ในด้านต่าง ๆ 

โรงพยาบาลสนามแห่งที่ 2  ที่ พุทธมณฑลอีสาน แห่งนี้ มีเตียงรองรับผู้ป่วยรวมจำนวน 110 เตียง แยกเป็นชาย 32 เตียง หญิง 78 เตียง ขณะนี้มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจำนวน 37 ราย ชาย 17 ราย หญิง 20 ราย คงเหลือจำนวนเตียงว่าง 61 เตียง ชาย 13 เตียง หญิง 58 เตียง โดยการดำเนินงานด้านการแพทย์นั้น รพ.สิรินธร ได้จัดกำลังบุคลากรทางการแพทย์มาปฎิบัติงานตลอดทั้ง 24 ชม. อบจ.ขอนแก่นได้จัดทีม รปภ. รักษาความปลอดภัย 24 ชม. และมอบหมายเจ้าหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานของทางจังหวัดและกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มงวด ร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบ อย่างไรก็ดี สำหรับชาวขอนแก่นที่ต้องการกลับบ้านเพื่อมารักษาตัว

จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นสามารถประสานงานมาได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หมายเลขโทรศัพท์  082-2839170 หรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โดยตรงผ่านระบบไลน์ ประสานโควิดขอนแก่น ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประสานงานเพื่อสอบถามข้อมูลและจัดระบบการส่งต่อผู้ป่วยตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด รวมไปถึงการประสานงานร่วมกับคนในครอบครัวเพื่อที่จะประสานการส่งต่อผู้ป่วยที่ถูกต้อง รัดกุม และลดการแพร่กระจายของเชื้อและให้คนบ้านเดียวกันได้กลับมารักษาอาการที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

บทเรียนจากกิ่งแก้ว ภาพจำจากอดีตสู่แนวทางของโรงงานอุตสาหกรรมในวันข้างหน้า

จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก “หมิงตี้” ซอยกิ่งแก้ว สมุทรปราการ เปลวไฟที่โหมกระหน่ำและควันสีดำที่พวยพุ่งสู่เบื้องสูงสร้างมลภาวะไปทั่วบริเวณเป็นรัศมีไกลหลายกิโลเมตร ความสูญเสียนอกจากทรัพย์สินของชาวบ้านนับหมื่นครัวเรือน ยังรวมไปถึงชีวิตของนักกู้ภัยที่หาญกล้าในการเข้าไปผจญเพลิงเพื่อจบการโหมของอัคคีภัยต้นเหตุ

หลายคนคาดการณ์ถึงสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ไปอย่างหลากหลาย ทั้งส่วนที่เป็นการรั่วไหลของวาล์วถังเก็บวัตถุไวไฟ ทั้งส่วนของการเสื่อมซึ่งคุณภาพของท่อเชื้อเพลิง ทั้งส่วนการควบคุมในกระบวนการผลิต และอีกหลายเหตุผลอันนำไปสู่การประทุใหญ่ในครั้งนี้ แต่ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุอะไร ทุกสิ่งที่สูญเสียย่อมต้องมีคำตอบในการเยียวยา

เบื้องต้น “โรงงานเม็ดพลาสติก” คงต้องมาออกโรงในการเป็นผู้เยียวยาหลัก เพราะเหตุนั้นเกิดขึ้นจากโรงงาน ส่วนอื่น ๆ ก็คงไม่พ้นตัวจังหวัดสมุทรปราการเองที่ต้องมาตอบคำถามในเรื่องของการจัดทำผังเมืองในอดีต ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต และแน่นอนย่อมไม่พ้นจังหวัดที่ต้องออกมายอมรับความจริงในการที่จะต้องเยียวยาผู้ประสบภัยในครั้งนี้อย่างชัดเจนหลังจากจัดพื้นที่พำนักของผู้ประสบภัยไปแล้วในเบื้องต้น

แม้จะเป็นเผือกร้อนในการตอบคำถามของบางบุคคลที่ว่าทำไมโรงงานถึงมาตั้งอยู่ตรงนั้น? แต่คำถามนี้ก็ย้อนแย้งกันว่าแล้วทำไมชุมชนถึงไปอยู่ตรงนั้น? ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ล่วงมาแล้ว 32 ปี ไม่เคยมีบ้านเรือนไปตั้งอยู่ตรงนั้น หากเรามองพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นนทบุรี เป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมถึงโกดังเก็บสินค้ากระจายอยู่โดยทั่วไป หลายโรงงานเกิดขึ้นก่อนที่จะมีผังเมือง เมื่อมีผังเมืองบังคับใช้แล้วผู้ที่มีส่วนในการออกแบบผังเมืองจึงพยายามตีกรอบให้โรงงานที่มีอยู่แล้วเหล่านั้นเป็นเขตอุตสาหกรรม แบ่งเป็นสีต่าง ๆ ตามที่เห็นในผังเมืองของแต่ละจังหวัด และในหลายพื้นที่ก็มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสีผังเมืองเช่นกัน รองรับการขยายตัวของเมืองในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะความเป็นชุมชนที่เข้ามารองรับกลุ่มพนักงานและผู้ที่ช่วยขับเคลื่อนตัวโรงงานนั่นเอง ดังนั้น การหาคำตอบจากอดีตไม่น่าจะใช่เหตุที่เราพึงมาโยนบาปใส่กัน

เราจะไปต่ออย่างไรในเรื่องของโรงงานอุตสาหกรรม? โดยเฉพาะโรงงานผลิตเม็ดโฟมซึ่งเป็นจำเลยในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าโรงงานผลิตเม็ดโฟมนั้นอาจจะไม่ใช่อุตสาหกรรมหลักสำหรับการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมของประเทศ แต่เราก็ขาดเม็ดโฟมไม่ได้ ตราบใดก็ตามที่เรายังต้องการวัสดุเพื่อทำแพ็คเกจจิ้ง เพื่อทำตู้เย็น เพื่อทำฉนวนกันความร้อน ฯลฯ เมื่อเราขาดไม่ได้โรงงานเหล่านี้ก็ยังคงต้องมีอยู่ บางแห่งก็ยังคงอยู่ในชุมชนที่ขยับขยายไปไหนไม่ได้ เนื่องจากการย้ายโรงงานคือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้ ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้การย้ายโรงงานคือความเสี่ยงของการปิดตัว การปิดตัวคือความเสี่ยงของการตกงานของพนักงานจำนวนมาก การย้ายไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก็ไม่ใช่ทางออก เพราะเอาเข้าจริงชุมชนก็เริ่มเข้าไปล้อมนิคมอุตสาหกรรมเช่นกัน แต่ทางออกของเรื่องเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะไม่มี

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการทางมาตรฐานต่าง ๆ ที่เข้มงวดกับโรงงานทั้งที่มีอยู่แล้ว และก่อตั้งขึ้นใหม่ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA การรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EHIA รวมไปถึงการประเมินต่าง ๆ ในยุค 4.0 ที่เข้มงวดกว่าในอดีต “แล้วยังไงล่ะ? วัวหายก็ล้อมคอกทุกที !!!” ประโยคสะท้อนความตระหนักรู้บางอย่างที่ไม่มีอยู่ของผู้ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับโรงงานอุตสาหกรรม ต้องยอมรับว่าการยึดโยงของชุมชมกับโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยวันนี้มันแยกกันไม่ได้และมันไม่ใช่วัวหายล้อมคอก เนื่องจากชุมชนเขาเอาวัวไว้ในคอกตั้งนานแล้ว เพราะโรงงานฯ คือแหล่งรายได้ที่ทำให้ชุมชนมีอยู่

ดังนั้น จิตสำนึกแห่งความปลอดภัยร่วมกันต่างหากที่วันนี้เราต้องสร้าง แม้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะควบคุมและดูแลโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งการผลักดันให้อุตสาหกรรมของประเทศก้าวไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Green Industry เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของระบบอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างเข้มข้นแล้วก็ตาม แต่จำนวนโรงงานกว่า 60,000 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ หลายพันแห่งที่ตั้งอยู่กลางชุมชน คงไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการสร้างชุมชนรอบโรงงานอุตสาหกรรมให้แข็งแรงและอยู่ด้วยกันอย่างปลอดภัย ซึ่งนั่นน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของวันนี้ เพื่อเป็นแนวทางของโรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนในวันข้างหน้าที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ครูพี่โอ๊ะ'​ รมช.ว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 'ที่สุดของที่สุด กศน.เด็กพิเศษ'​

'ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์'​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิด โครงการสัมมนาและร่วม workshop รับฟังความคิดเห็น 'การจัดทำร่างหลักสูตรการศึกษานอกระบบต้นแบบสำหรับบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ'​ (ผ่านระบบออนไลน์) ณ.มูลนิธิออทิสติกไทย 

โดย 'ครูพี่โอ๊ะ'​ กล่าวขอบคุณ "สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม(ไทย)" / เครือข่ายผู้ปกครอง /สำนักงาน กศน ที่ร่วมกันจัดพัฒนา "หลักสูตรต้นแบบมิติใหม่” ที่เชื่อมโยงกับ "สมรรถนะ"

นับเป็นความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษานอกระบบสำหรับคนพิการให้กว้างขวาง ทั่วถึง และมีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียน การทำงานครั้งนี้ที่ให้ผู้ปกครองร่วมในการ Design หลักสูตรจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้และคุณภาพ เป็นการทำงานแบบ Bottom Up Design เพื่อร่วมกันสร้าง”นวัตกรรมหลักสูตรต้นแบบ”

ทั้งนี้ 'ครูพี่โอ๊ะ'​ ได้ขอให้กศน. เปิดใจกว้าง และสนับสนุนงานนี้ พร้อมทั้งมอบหมายภารกิจสำคัญแก่หน่วยงานนโยบายและระดับปฎิบัตินำไปปฎิบัติให้เป็นรูปธรรม

จากนั้น "อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์"  นายกสมาคมฯ​ กล่าวรายงานโดยสรุปว่า...

สำนักงาน(กศน.) กศร.ตลิ่งชัน คณะจากมูลนิธิทิสติกไทย และสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึม​ (ไทย) และ ศกพ.ได้ทำงานร่วมกันกว่า 2 เดือนเพื่อแลกหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวบรวมแนวทางการจัดการศึกษา โดยเห็นพ้องกันว่า “หลักสูตรต้นแบบครั้งนี้ จะพัฒนาโดยอิงจาก "หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน" พุทธศักราช 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ และกรอบแนวคิดของเเนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า "หลักสูตรฐานสมรรถนะ" (Competency-Based Curriculum) ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีเป้าหมายจะพัฒนาและทดลองใช้ในระบบการศึกษาของประเทศ ภายในปีการศึกษา 2565 

เพราะเป็นหลักสูตรที่วัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามสมรรถนะต่างๆ​ ทั้ง 10 สมรรถนะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์และสอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยนำมากำหนดเนื้อหาและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Programs) ซึ่งนับว่าเป็นงานที่มีความท้าทายและมีคุณค่าทั้งด้านวิชาการและการส่งเสริมให้บุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ มีสมรรถนะสำคัญ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการมีพื้นฐานอาชีพตามความสนใจและความถนัด

และ อ.ชูศักดิ์ จันทยานนท์ ยังได้กล่าวขอบคุณ "ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์" ที่ตั้งใจสนับสนุนอย่างมุ่งมั่น จนเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์อันสูงสุดของคนพิการและครอบครัวคนพิการต่อไปในภายหน้า

ผบ.ทสส. มอบ ศบภ.ทท.สน.นำหน้ากากป้องกันสารพิษ มอบกำลังพลที่เกิดเหตุ  พร้อมส่ง กำลังพล นทพ. ร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ หยุดปฏิกิริยาทางเคมีป้องกันการติดไฟของสารสไตรีนโมโนเมอร์

พล.อ.เฉลิมพล  ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทย (ผบ.ทสส./ผอ.ศบภ.ทท.) สั่งการให้ พล.อ.นเรนทร์  สิริภูบาล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) จัดชุดดับเพลิงจากศูนย์บรรเทาสาธารณภัย สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ร่วมปฏิบัติงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมควบคุมมลพิษ ในการเฝ้าระวังเพื่อควบคุมเพลิงที่อาจเกิดการลุกไหม้หรือเกิดการระเบิดของสารสไตรีนโมโนเมอร์ในระหว่างการเทสาร Deha ลงในบ่อ และการฉีดสาร F 500 รอบบ่อ เพื่อหยุดการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีป้องกันการติดไฟของสารในบ่อเก็บสารสไตรีนโมโนเมอร์ของโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

โดยมี พล.ต.ธนินทร์  พู่ทองคำ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้เข้าพื้นที่เพื่อประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานรับผิดชอบ พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชุดดับเพลิงของหน่วยที่เข้าร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้พล.ต.เพชรพนม โพธิ์ชัย ผอ.ศบภ.ทท.สน.  เป็นผู้แทน ผบ.ทสส. มอบหน้ากากป้องกันสารพิษ จำนวน 30 ชุด ให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานควบคุมเพลิงไหม้ จากเหตุระเบิดโรงงานกิ่งแก้ว (บ.หมิงตี้เคมิคอล จำกัด) ประกอบด้วย
1. กลุ่มจิตอาสาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการจัดการภัยพิบัติ (ERIG) จำนวน 5 นาย
2. ทีมงานดับเพลิงใจถึงใจ จำนวน 10 นาย
3. กลุ่มงานสนับสนุนทรัพยากรดับเพลิงและกู้ภัยเทพนคร จำนวน 5 คน
4. สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ (D.R.A.T) จำนวน 7 นาย
5. ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉิน NPC S&E จำนวน 3 นาย

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย โดย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จะใช้ศักยภาพที่มีในการสนับสนุนช่วยเหลือการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างเต็มขีดความสามารถเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้เบาบางลง

รมว.เฮ้ง เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 ผู้ประกันตน ม.33 สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ 4 จังหวัดเศรษฐกิจ ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา เริ่ม 8 ก.ค. 64 เป็นต้นไป

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อผู้ประกันตนมาตรา 33 ณ เซ็นทรัลพลาซ่า ชลบุรี, อมตะ คาสเซิล อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พร้อมเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ผู้ประกันตนใน 4 จังหวัดเศรษฐกิจ ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา โดยมี นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พลตำรวจตรีนันทชาติ ศุภมงคล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ร่วมตรวจเยี่ยมในครั้งนี้โดยมี นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ โฆษกสำนักงานประกันสังคม นาวาตรีวิทวัส กู้ประเสริฐ ประกันสังคมจังหวัดชลบุรี และผู้บริหารกระทรวงแรงงานพร้อมเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ 

จากนั้น รมวแรงงาน และคณะได้เดินทางลงพื้นที่ต่อไปยังศูนย์ฉีดวัคซีน บริษัท เดลต้า อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) สาขานิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี นางสาวไพลิน จินดามณีพร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม นางสาวปาริฉัตร จันทร์อำไพ ประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา และนางสาวหัฏหิริภิม ณมงคลบุญวงษ์ หัวหน้าประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางปะกง พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงานและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ 

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้มีนโยบายให้การฉีดวัคซีนเป็น “วาระแห่งชาติ”กระทรวงแรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้มอบหมายสำนักงานประกันสังคมบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงการคลัง โดยธนาคารกรุงไทย และสถานพยาบาลเครือข่ายประกันสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับผู้ประกันตน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไม่ให้กระจายออกสู่วงกว้างทั้งในโรงงานและสถานประกอบการ ซึ่งระยะแรกได้มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในพื้นที่สีแดงเข้ม ในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย.- 6 ก.ค.64 ที่ผ่านมา มีผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) เข็มแรกไปแล้ว 583,313 คน โดยในระยะถัดไปจะได้เร่งฉีดให้กับผู้ประกันตนในจังหวัดพื้นที่เศรษฐกิจ
          
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ตนได้มาเปิดศูนย์วัคซีนโควิด-19 เพื่อผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จังหวัดชลบุรี ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการฉีดให้กับผู้ประกันตน เพื่อสร้างภูมิป้องกันโรคให้กับผู้ประกันตน คนรอบข้าง และผู้เข้ามารับบริการ เพื่อให้กิจการและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม จะเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ซึ่งศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตนในแต่ละจังหวัด มีดังนี้ซึ่งจากการสำรวจความต้องการฉีดวัคซีนผ่านระบบ e-service ของผู้ประกันตน ตัวเลขล่าสุด ณ วันที่ 7 ก.ค.64 จังหวัดชลบุรี ที่นิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี เซ็นทรัลพลาซ่า ชลบุรี แปซิฟิกพาร์ค ศรีราชา และเซ็นทรัลมารีน่า พัทยา มีผู้ประกันตนลงทะเบียนต้องการวัคซีน 394,899 คน มีศักยภาพการฉีดวันละ 4,200 คน จังหวัดระยอง ที่สวนอุตสาหกรรมอีสเทิร์นอินดัสเตรียลปาร์ค ปลวกแดง บริษัท เอส ซี จี เคมีคอลไทย จำกัด มีผู้ประกันตนลงทะเบียนต้องการฉีดวัคซีน จำนวน 257,851 คน มีศักยภาพการฉีดได้วันละ 2,000 คน จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่บริษัท เดลต้า อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) มีผู้ประกันตนลงทะเบียนต้องการฉีดวัคซีน จำนวน 150,527 คน และจังหวัดสมุทรปราการ ที่บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ หอประชุมที่ว่าการอำเภอพระสมุทรเจดีย์ บริษัท ต่อยอดเฟรช (ประเทศไทย) จำกัด และหอชมเมืองสมุทรปราการ มีผู้ประกันตนที่ต้องการฉีดวัคซีนจำนวน 483,426 คน มีศักยภาพ การฉีดวันละ 4,000 คน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป เวลา 09.00- 16.00 น. (จันทร์- ศุกร์)


         
ทั้งนี้ เฉพาะผู้ประกันตนที่ลงทะเบียนผ่านระบบ e-service เท่านั้น ไม่รับ Walk in ขอให้ผู้ประกันตนทุกคนมั่นใจว่า กระทรวงแรงงานพร้อมดำเนินงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสนับสนุน ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการวัคซีนโควิด-19 อย่างแน่นอน สำหรับผู้ประกันตนที่ลงทะเบียนไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการนัดหมายให้เข้ารับการฉีดวัคซีนในล็อตแรก หากสำนักงานประกันสังคมได้รับการจัดสรรวัคซีน จะนัดหมายให้เข้ารับการฉีดในล็อตถัดไปเรียงตามลำดับการลงทะเบียน หากท่านไม่มาตามกำหนดเวลา จะถือว่าสละสิทธิ์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ติดต่อ สายด่วน 1506 กด 7 เจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ

รัฐบาลเยียวยาผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บจากกรณีไฟไหม้โรงงานเม็ดโฟมพลาสติก

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุระเบิดภายในโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก บริษัท หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 หมู่ 15 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564​ ส่งผลให้ตัวอาคารของโรงงานได้รับความเสียหายถูกเพลิงไหม้หมดทั้งหลัง เนื่องจากมีสารเคมีเกิดการรั่วไหลออกมา เป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยที่เข้าดับไฟเสียชีวิต จำนวน 1 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 40 ราย และบ้านเรือนประชาชนเสียหายจากแรงระเบิดจำนวนมาก​ นายอนุชา​ นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ได้อนุมัติในหลักการจ่ายเงินช่วยเหลือเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่เข้าช่วยดับไฟ กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ โรงงานหมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ดังนี้​ 1.กรณีนายกรสิทธิ์ ลาวพันธ์ อายุ 19 ปี เสียชีวิต ช่วยเหลือค่าจัดการศพ​ 50,000 บาท และเงินทุนเลี้ยงชีพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 10,000​บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท​ 2.กรณีบาดเจ็บช่วยเหลือเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพ ได้แก่​ ผู้บาดเจ็บสาหัส หากต้องพักรักษาตัว ตั้งแต่ 20 วันขึ้นไป เงินทุนเลี้ยงชีพ รายละ 30,000 บาท  ผู้บาดเจ็บ หากพักรักษาตัวน้อยกว่า 20 วัน เงินทุนเลี้ยงชีพ รายละ 15,000 บาท

นายธีรภัทร กล่าวว่า สำหรับผู้บาดเจ็บ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย จะได้เร่งรัดประสานงานกับจังหวัดสมุทรปราการสำรวจและตรวจสอบรายละเอียดเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่เข้าช่วยดับไฟ และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top