Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

AD1 ถูกทุบเพื่อศูนย์การเรียนรู้ ปมศูนย์เรียนรู้พ่อขุนฯ สร้างศูนย์เรียนรู้ 277 ล้าน แต่โครงการค้างร้างหญ้าท่วม จี้รามคำแหงตอบ เงิน–ไม้–สัญญาไปไหน

ทุบ AD1 สร้างศูนย์เรียนรู้ แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ปล่อยรกร้างหญ้าท่วมหัว

ไปนั่งอยู่ขอบรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง สืบทราบมาแล้วว่า ทำไมรามจึง “ทุบ AD1”หอประชุมอันถือว่าเป็นบ้านหลังแรกของรามคำแหง และเป็นศูนย์ร่วมการทำกิจกรรมนักศึกษา

สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงนั้นเอง

โครงการก่อสร้างของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ข้อมูลสำคัญมาก เพราะช่วยยืนยันรายละเอียดของโครงการได้ค่อนข้างชัดเจน

โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
(R.U. Library and Learning Center)
เป็นอาคาร: 5 ชั้น (กอ.)
ความสูง: 33 เมตร พื้นที่ใช้สอย: 25,000 ตร.ม.
ผู้รับจ้างในการก่อสร้าง คือบริษัท ทำเดไทย ธรรมชาติ จำกัด ที่อยู่ผู้รับจ้าง: 799/2 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ
ระยะเวลาก่อสร้าง: 850 วัน เริ่มก่อสร้าง: 1 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดสิ้นสุด: 31 พฤษภาคม 2559 (ตรงนี้บนป้ายโครงการระบุเช่นนั้น แต่ตัวเลขดูผิดปกติมาก เพราะ 850 วันไม่สอดคล้องกับระยะเวลาเพียง 4 เดือน บนป้ายวันสิ้นสุดโครงการ 31 พฤษภาคม 2559 ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่กำหนดไว้ 850 วัน) มูลค่าการก่อสร้าง: 277,000,000 บาท

ที่น่าสนใจที่สุดคือ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียง “อาคาร” ธรรมดา แต่ระบุชัดว่าเป็น “ศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” และมีทั้งส่วน Library และ Learning Center

ถ้าจะเอาไปต่อยอดเรื่อง “ทำไมรามทุบ AD1”

โดยสรุปคือ รามคำแหงทุบ AD1 เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้มูลค่า 277 ล้านบาท

แล้ววันนี้ศูนย์การเรียนรู้ไปอยู่ไหน?” โครงการนี้ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ก่อนหน้านี่มีการเอาสังกะสีมาล้อมเป็นรั้วไว้ ทุกวันนี้หญ้าขึ้นรกท่วมหัว ไม่มีการก่อสร้างใดๆ ป้ายระบุชื่อโครงการก็ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้ว รถเครนที่เคยจอดเด่นอยู่กูถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว

“เปิดป้ายหลักฐาน 277 ล้าน! รามทุบ AD1 สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนฯ แต่โครงการไปไม่ถึงฝัน?”
ควรไล่ต่อ เอกสารโครงการปี 2559 ให้ละเอียด โดยเฉพาะ

1. แบบก่อสร้างเดิมของอาคารนี้
2. สัญญาจ้าง 277 ล้านบาท
3. เหตุผลที่โครงการไม่เสร็จ/ถูกยุติ
4. ใครเป็นผู้อนุมัติรื้อ AD1
5. เงินที่เบิกจ่ายไปแล้วเท่าไร
6. ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้ทำอะไร
7. มีการยกเลิกสัญญา/เรียกค่าเสียหายกับผู้รับจ้างหรือไม่

ป้ายโครงการที่ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่ผมยังเก็บไว้ อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องที่น่าติดตามโดยเฉพาะตัวเลข 277 ล้านบาท + 25,000 ตร.ม. + โครงการศูนย์การเรียนรู้ นี่ควรเอามาชนกับสภาพพื้นที่ปัจจุบันเลยว่า “สร้างไปถึงไหน และเงิน 277 ล้านหายไปอยู่ตรงไหนของโครงการ”

วันแถลงข่าวผู้บริหารต้องมีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงไม้จำนวนมาก มูลค่ามหาศาลอยู่ที่ไหน ใครเก็บรักษาไว้ หรือขายทอดตลาดไปแล้ว เงินอยู่ที่ใคร…?

ไพ่ 3 ใบในมือ ฮุน เซน ที่กัมพูชาคิดว่าถือไพ่เหนือกว่าไทย จึงฮึกเหิมและมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างเห็นได้ชัด

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

ไพ่ใบที่ 2 กัมพูชาคิดว่าตัวเองเหนือไทยในเวทีสหประชาชาติ

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

ไพ่ใบที่ 3 ข้อนี้กัมพูชาเสียเปรียบไทยแต่ยืนระยะสู้ได้

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

‘กรณ์’ จี้รัฐจัดระเบียบอัลกอริทึมโซเชียล รัฐขานรับแก้ปัญหาผลกระทบเยาวชน Algorithm โซเชียลทำติดเสพติด Meta จ่ายค่าปรับ 500,000 ล้านบาท มาตรการต่างชาติยังไม่มีในไทย

กรณ์ จาติกวณิช โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

จัดระเบียบ Social Media จัดระบบ Algorithm แก้ปัญหาผลกระทบต่อเยาวชน

เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นใหม่ และนักการเมืองยังไม่มั่นใจว่าสังคมต้องการอะไร
เมื่อคืนในการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมได้นำเสนอว่ารัฐบาลควรใส่ใจเรื่องนี้

ในการสนทนากับเยาวชน พวกเราสัมผัสได้ถึงความกดดันของเยาวชนซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้ social media แพลตฟอร์มต่างๆ การเสพนานๆ จะมีส่วนทำให้เกิดอารมณ์ที่มาจากการเปรียบเทียบ นำไปสู่อาการ FOMO ปัญหาเรื่องสมาธิ และในบางกรณีมีผลถึงสุขภาพจิต

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โทรศัพท์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ปัญหาอยู่ที่ algorithm ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เราไถไม่หยุด เจตนาคือการให้ผู้ใช้ติดอยู่ในแพลทฟอร์มให้นานที่สุด ตรงนี้คือความเสี่ยงต่อผู้เยาว์เป็นพิเศษ
เราต้องเข้าใจก่อนว่า algorithm ที่ว่านี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของเรา แต่ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของแพลทฟอร์ม

จึงเป็นเหตุให้หลายประเทศได้ออกมาตรการระดับกฎหมายเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยผู้เยาว์
ได้ผลหรือไม่อย่างไรยังไม่ชัดเจน แต่เราอาจมีทางเลือกอื่น เพราะล่าสุดที่สหรัฐ ได้มีการรวมกลุ่มโดย 47 รัฐ ฟ้องร้อง Meta (เจ้าของ FB และ Instagram) กล่าวหาว่า Meta จงใจออกแบบ algorithm เพื่อให้ผู้ใช้เสพติด (โดยเฉพาะผู้เยาว์) โดยเรียกความเสียหาย 6 ล้านล้านบาท
สุดท้าย Meta ขอยอมจ่ายค่าเสียหาย 500,000 ล้านบาท และยอมแก้ algorithm เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้เยาว์ต่อการเสพติด เช่นจำกัดเวลาการใช้วันละ 2 ชั่วโมง ปิดกั้นการใช้ช่วงดึก ปิดไม่ให้ส่ง notification ช่วงเวลาเรียน ฯลฯ

ดูเหมือนอาจจะมีผลบังคับกับ TikTok, X และ YouTube ด้วย
แต่ประเด็นสำคัญคือมาตรการเหล่านี้มีผลต่อการคุ้มครองเยาวชนในอเมริกาเท่านั้น
สรุปคือหากเราต้องการเงื่อนไขแบบนี้ เขาทำให้ได้ แต่คงไม่ทำหากเราไม่ร้องขอ
หากรัฐบาลคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนคนไทย ให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีสมาธิในการเรียนการใช้ชีวิตมากขึ้น มีโอกาสที่จะถูกชักจูงโดย algorithm ต่างชาติน้อยลง รัฐบาลควรมีท่าทีที่ชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1629643401857548&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1629643401857548&rdid=FnN6SbjwkDkCG7b9#

ผ่านไป 4 ปี จาก “ยูเครนจะชนะ” สู่ “ยูเครนกำลังแพ้”!! 'เดวิด เพเทรอุส' ทำนายผิด ปี 2022 ยูเครนจะชนะสงคราม ปี 2026 ยูเครนกำลังแพ้สงคราม สะท้อนสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปแค่ 4 ปี...
ปี 2022 เดวิด เพเทรอุส (David Petraeus) อดีตผู้อำนวยการ CIA และอดีตนายพล 4 ดาวของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ The Spectator พร้อมพาดหัวตัวโตว่า

“Ukraine will win the war” - “ยูเครนจะชนะสงคราม”
พร้อมทิ้งประโยคเด็ดว่า “ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว ยูเครนจะเป็นฝ่ายชนะ”

ปี 2026 The Spectator พาดหัวใหม่ว่า...
“Ukraine is losing the war” - “ยูเครนกำลังแพ้สงคราม”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/839215275884447/?rdid=aRJQ5KqUDNq8EgKM#

นายอำเภอ สิงหนครนัดหน่วยงานถก!! ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อสงขลา ค่าออกซิเจนละลายน้ำบางจุดเป็นศูนย์ หน่วยงานเร่งหาต้นตอโรงงานหรือแหล่งอื่น อดีตเคยเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมหนักปี 63

นายอำเภอสิงหนครเรียกถกด่วน ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อ สงขลา

สายข่าวรายงานว่า หลังข่าวสะพัดเรื่องปลาในคลองสทิงหม้อ คลองปะโอ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร ลอยตายเกลื่อนเต็มคลอง ให้เป็นที่สงสัยว่าเกิดจากอะไรกันแน่ โรงงานลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองหรือไม่ ทำไมมักจะเกิดช่วงย่างเข้าหน้าฝนของทุกปี

จากการตรวจสอบพบข้อมูลทางราชการว่า คลองสทิงหม้อมีปัญหาคุณภาพน้ำและมีเหตุปลาตายจริงในปี 2569 และเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกปีและที่สำคัญคือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมตรวจพบจุดหนึ่งที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำเป็น ศูนย์ ซึ่งถือว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว

สิ่งที่พบล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีชาวบ้านแจ้ง ปลาตายและมีกลิ่นเหม็นในคลองสทิงหม้อ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร

ทราบว่า นายอำเภอสิงหนครเรียกทุกฝ่ายมาร่วมประชุมเวลา 10.00 น้ำ.วันนี้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาสาเหตุอีกครั้ง ซึ่งควรมีสำนักงานสิ่งแวดล้อม กรมผโรงงาน ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)เข้าร่วมด้วย

ส่วนงานที่ต้องตรวจสอบไว้หลายกลุ่ม ได้แก่
-โรงงานอุตสาหกรรม
-สถานประกอบการ
-ภาคเกษตรกรรม
-ชุมชนโดยรอบ

และมีการเสนอให้ อุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ตรวจน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงมีการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบบ่อย แต่แก้ปัญหาไม่ตก เป็นเพราะเหตุอะไร ภาคประชาชนในส่วนร่วมในการตรวจสอบแค่ไหน

ที่น่าสนใจมากคือวันที่ 3 กันยายน 2569 สคพ.16 ตรวจน้ำ 3 จุด พบว่า
จุดตรวจสะพานหนองโด ต.รำแดง ค่าของน้ำ DO หรือออกซิเจนละลายน้ำอยู่ที่ 8.4 mg/L

หน้าโรงงาน ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 0 mg/L

สะพานหัวขี้เหล็ก ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 3.0 mg
โดยเฉพาะ หน้าโรงงานมีค่าเป็น 0 ขณะที่จุดต้นน้ำอ้างอิงอยู่ที่ 8.4 และจุดท้ายน้ำ 3.0 mg/L นี่เป็นข้อมูลที่ควรขุดต่ออย่างจริงจัง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานปล่อยน้ำเสีย เพราะต้องดูผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจระบบน้ำทิ้งของโรงงานประกอบกันด้วย

แล้วทำไมปลาถึงตายช่วงฝนตก? ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. ระบุว่า หลังฝนตกหนัก สภาพน้ำดีขึ้น และไม่พบปลาตายตอนเจ้าหน้าที่ลงตรวจ จึงมีความเป็นไปได้หลายกลไก เช่น

1. น้ำเสียสะสมในคลองช่วงน้ำไหลน้อย อินทรีย์วัตถุสูงทำให้จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลาย จน DO ลดลง
2. ฝนตกแล้วเกิดน้ำชะล้างจากพื้นที่ต่าง ๆ ลงคลอง
ทั้งชุมชน เกษตร ฟาร์ม/แพกุ้ง และพื้นที่ประกอบการ
3. ฝนตกหนักอาจทำให้น้ำในคลองเจือจางและไหลเวียนดีขึ้น
จึงอธิบายได้ว่าทำไมหลังฝนตกหนักบางครั้งคุณภาพน้ำกลับดีขึ้น
4. น้ำเน่าเสียอาจเกิดเป็นช่วง ๆ

ถ้ามีการระบายน้ำจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นครั้งคราว เจ้าหน้าที่ไปตรวจหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็อาจไม่พบความผิดปกติ

และมีข้อมูลย้อนหลังที่น่าสนใจมาก เพราะ ปี 2563 ก็เคยเกิดปลาตายในคลองสทิงหม้อ–รำแดงจำนวนมาก โดยชาวบ้านในเวลานั้นตั้งข้อสังเกตถึงน้ำที่ไหลจากตอนบนและบริเวณด้านหลังโรงงานที่มีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ระหว่างปรับปรุง

แล้ว “สองโรงงาน” ที่สงสัยล่ะ?

ตรงนี้ยัง ไม่อยากฟันธงชื่อโรงงานจากข้อมูลที่หาได้ตอนนี้ เพราะถ้าจะเขียนเป็นข่าวเชิงกล่าวหา ต้องระบุให้ชัดว่าโรงงานไหนตั้งอยู่ตรงไหน มีท่อระบายน้ำออกตรงใด และผลตรวจน้ำทิ้งเป็นอย่างไร

แต่ข้อมูลราชการมีจุดสำคัญมากคือ เจ้าหน้าที่เลือกตรวจ “หน้าโรงงาน ต.ทำนบ” เป็นจุดตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ และพบ DO = 0 mg/L จริง

ดังนั้นโจทย์ที่ควรไล่ต่อไม่ใช่แค่ “โรงงานปล่อยน้ำเสียหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ครบว่า

น้ำเสียมาจากไหน? ไหลมาจากทิศไหน? มีท่อระบายกี่จุด? โรงงานสองแห่งมีระบบบำบัดแบบไหน? ผลตรวจน้ำทิ้งหน้าโรงงานผ่านมาตรฐานหรือไม่? และทำไมบริเวณหน้าโรงงานจึงมี DO = 0 แต่จุดอ้างอิงต้นน้ำ 8.4?

ส่วนคลองปะโอ พบข้อมูลตำแหน่ง คลองปะโอ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร แต่ในการค้นครั้งนี้ ยังไม่พบรายงานทางราชการที่ยืนยันว่ามีเหตุปลาตายจำนวนมากในคลองปะโอในปี 2569 จึงยังไม่ควรเอาเหตุคลองปะโอมาปนกับคลองสทิงหม้อโดยไม่มีหลักฐาน

ถ้าจะทำเรื่องนี้ในสไตล์ข่าว “ปลาในคลองตายทุกปี ใครปล่อยอะไรลงคลอง?” ผมว่ามีประเด็นให้ขุดได้ค่อนข้างแรง โดยเฉพาะการเอา ข้อมูลปี 2563 เทียบกับปี 2569 แล้วไล่ดูว่าโรงงาน/สถานประกอบการบริเวณเดิมมีอะไรบ้าง ระบบบำบัดน้ำเสียเปลี่ยนไปหรือไม่ และผลตรวจของรัฐเคยพบอะไร

CU-TU ยังคุ้มค่าส่งลูกเรียนหรือไม่

มิติสังคมไทย-การลงทุน-วิชาการ
ยังถือว่าคุ้มค่าเป้าหมายทำงาน
มิติในประเทศ-เอเชีย เด่น Connection-Alumni
มีทางเลือกหลักสูตรอินเตอร์ BBA-EBA-ISE-BIR และอื่นๆ
ที่มาตรฐานสูง มีอาจารย์ต่างชาติ- Exchange Program
กับมหาวิทยาลัยระดับโลก-คุ้มเงิน

แต่ถ้ามิติสากล -ต้องเลือกคณะ-วางแผนต่อยอด
เป้าหมายทำงานบริษัท Tech-มีข้อจำกัดด้าน
-Ranking-Global Brand -Investment Bank
แม้ CU-TU ท็อปของไทย แต่ยังห่างกับ NUS-NTU -HKU-HKUST
Ivy Leaguge-Russel Group ในสายตานายจ้าง

แต่ CU-TU ยังคุ้มค่ามากด้านEcon-BBA
บริษัทชั้นนำ McKinsey-BCG-Bain-InvesterBanK

ครูฮ้วง Little Thinker Land

ที่มา : https://www.facebook.com/619500571/posts/10166312155180572/?rdid=XjH6fjxkDvdcmMPm#

“บ้านปู เน็กซ์” หนุนลดคาร์บอน ขยายบริการที่ปรึกษา Net Zero ช่วยผู้ผลิตไทยรับมือกฎระเบียบคาร์บอน เสริมขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก พร้อมเพิ่มความยั่งยืนธุรกิจอุตสาหกรรมไทย

บ้านปู เน็กซ์ หนุนผู้ผลิตไทยลดคาร์บอน เสริมแกร่งสู่ตลาดโลก ด้วยบริการที่ปรึกษา Net Zero

บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก เดินหน้าขยายบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero (Net Zero Consultation) ส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกของประเทศไทยให้สามารถจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรับมือกฎระเบียบด้านความยั่งยืนและข้อบังคับจากคู่ค้าระดับสากลที่เข้มข้นขึ้น พร้อมนำเสนอโซลูชันลดการปล่อยคาร์บอนครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก

ปัจจุบันผู้ผลิตและส่งออกไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากกฎระเบียบหลายด้าน ทั้งมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป* (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM)1 และภาษีคาร์บอน2 (Carbon Tax) ในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของสหภาพยุโรป3 (ESPR) ที่กำหนดให้สินค้าใน EU ต้องจัดทำ Digital Product Passport (DPP) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงนโยบายของคู่ค้าสากล ที่ให้ผู้ผลิตและส่งออกต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยการลดคาร์บอนเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสทางการค้าในตลาดส่งออก ขณะที่ในประเทศไทยก็มีนโยบายจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล ESG4 ตามมาตรฐานรายงานความยั่งยืนสากล และเข้ารับการประเมินหุ้นยั่งยืน (SET ESG Ratings) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม และบริหารงานตามหลักบรรษัทภิบาล

เพื่อช่วยให้ทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อส่งออกพร้อมสำหรับความท้าทายดังกล่าว บ้านปู เน็กซ์ นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero แบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินและจัดทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product: CFP) ครอบคลุม Scope 1-3 บริการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต การติดตามและบริหารจัดการคาร์บอนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม การเสนอแนวทางลดการปล่อยคาร์บอน ไปจนถึงการจัดทำรายงานความยั่งยืนตามกรอบมาตรฐานสากล รวมถึงการวางแผนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งแนวทางจัดการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนจากมาตรการภาษีคาร์บอนได้ในระยะยาว เสริมความน่าเชื่อถือกับคู่ค้าต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “กฎระเบียบด้านคาร์บอนและมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลกำลังเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจของภาคการผลิตเพื่อส่งออกและอีกหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก สะท้อนผ่านการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งสู่การรับรอง UI Green Metric5 กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และอาคารพาณิชย์ที่ต้องการมาตรฐาน LEED6 หรือ TREES7 กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ8 (Eco Industrial Town) ตามแนวทางของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยโซลูชันการจัดการคาร์บอนและความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ บ้านปู เน็กซ์ ในฐานะพันธมิตรระยะยาวด้าน Net Zero มุ่งสนับสนุนทุกธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และการวางกลยุทธ์ Net Zero เราพร้อมส่งมอบโซลูชันครบวงจรที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในทุก Scope ลดต้นทุนระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเติบโตในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง"

ปัจจุบัน บ้านปู เน็กซ์ ได้ให้บริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero แก่ลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและส่งออก สถาบันการศึกษา และธุรกิจบริการภาคพื้นท่าอากาศยาน สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมและตอบโจทย์ทุกความต้องการของแต่ละธุรกิจ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่คาร์บอนต่ำ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจโซลูชัน Net Zero ครบวงจรของบ้านปู เน็กซ์ สามารถติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-095-6599 หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.banpunext.co.th

#BanpuNEXT #บ้านปูเน็กซ์ #NetZeroSolutions #NetZeroConsultation

หมายเหตุ
*มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) คือการกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงเข้าสู่สหภาพยุุโรป (EU) รับภาระต้นทุนคาร์บอนเทียบเท่าสินค้าที่ผลิตใน EU เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) ซึ่งเกิดจากการย้ายฐานการผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูงไปยังประเทศที่มีกฎหมายการปล่อยก๊าซฯ ไม่เข้มงวด แล้วจึงนำสินค้ากลับเข้ามาขายใน EU ขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นประเทศคู่ค้าให้ปรับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ถอดรหัส “มอสสาด–ชุมชนชาวยิวในต่างแดน” ชุมชนชาวยิวในไทยถูกจับตา เปิดบทบาท Chabad–เครือข่ายความปลอดภัย และข้อสงสัยโยงมอสสาด สร้างเครือข่าย Sayanim ทั่วโลก

มอสสาด กับชุมชนยิวในต่างประเทศ

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในบ้านเรา สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพฤติการณ์และพฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มาจากมายาคติของคนยิวซึ่งมีความเชื่อทางศาสนาและตามคัมภีร์ว่า ชาวยิว เป็น "ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก" (Chosen People) แนวคิดเรื่องชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อชาวยิว เพราะมีความหมายเป็นพิเศษในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า โดยหมายถึงพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วหมายถึง:
- พันธสัญญา (Covenant): การถูกเลือกหมายถึงการได้รับพันธสัญญาและหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า ไม่ใช่สิทธิพิเศษเหนือมนุษย์อื่น
- ภาระหน้าที่ (Responsibility): ชาวยิวเชื่อว่าพวกเขาต้องเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามความยุติธรรมและความเมตตา
- ความรักจากพระเจ้า: คัมภีร์ระบุว่าพระเจ้าทรงเลือกพวกเขาไม่ใช่เพราะมีจำนวนมาก แต่เพราะทรงรักและรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับ อับราฮัม บรรพบุรุษของพวกเขา
แต่ความหมายดังกล่าวนั้นไม่ได้หมายถึง “ความเหนือกว่าทางเผ่าพันธุ์เมื่อเปรียบกับมนุษย์ในเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์อื่นๆ” แต่อย่างใด พฤติการณ์และพฤติกรรมของชาวยิว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล จึงทำผู้คนมากมายในประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ไม่พอใจด้วยเช่นกัน ล่มสลายลงครั้งสำคัญจากน้ำมือของจักรวรรดิบาบิโลนในปี 587 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทำลายซ้ำโดยจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ. 70 ซึ่งนำไปสู่การพลัดถิ่นฐานจนเกิดเป็น ชุมชนยิว (Jewish Diaspora) ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เนื่องจากรัฐอิสราเอลวางรากฐานตัวเองให้เป็น "บ้านของชาวยิวทั่วโลก" ความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) กับ ชุมชนยิวในต่างประเทศ (Jewish Diaspora) จึงกลายเป็นมิติเฉพาะตัวที่แทบไม่มีในหน่วยข่าวกรองของประเทศอื่น มอสสาดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จารกรรมความมั่นคง แต่ยังมีภารกิจปกป้อง อพยพ สร้างและใช้เครือข่ายชาวยิวในต่างแดนอีกด้วย
1.ภารกิจคุ้มครองและอพยพชาวยิว (Rescue & Aliyah Operations) มอสสาดมีหน่วยงานเฉพาะภายในชื่อ Bitzur ซึ่งรับผิดชอบการดูแลความปลอดภัยของชุมชนยิวในต่างประเทศ และประสานงานอพยพชาวยิวจากพื้นที่ขัดแย้งหรือประเทศที่มีการต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงกลับสู่อิสราเอล:
- ปฏิบัติการ Moses & Joshua (1984–1985): ลักลอบพาชาวยิวเชื้อสายเอธิโอเปีย (Beta Israel) หลายพันคนเดินทางผ่านค่ายผู้อพยพในซูดานเพื่อบินต่อไปยังอิสราเอล
- ปฏิบัติการ Solomon (1991): ประสานงานขนย้ายชาวยิวเอธิโอเปียกว่า 14,000 คนสู่อิสราเอลภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง
- ปฏิบัติการ Yachin (1961–1964): ลักลอบพาชาวยิวในโมร็อกโกกว่า 90,000 คนออกจากประเทศเพื่อตั้งถิ่นฐานในอิสราเอล
- การช่วยเหลือในตะวันออกกลาง: อพยพชุมชนยิวออกจากประเทศอาหรับในยุคสงครามเย็น เช่น อิรัก ซีเรีย และเยเมน

2.สร้างเครือข่าย "Sayanim" (อาสาสมัครยิวในต่างแดน) คำว่า Sayanim (ภาษาฮีบรูแปลว่า "ผู้ช่วยเหลือ") คือชาวยิวสัญชาติต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และยินดีให้ความช่วยเหลือมอสสาดในเรื่องต่างๆ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
- รูปแบบการช่วยเหลือ: การให้เช่าบ้าน/รถยนต์ การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ การช่วยเปิดบัญชีธนาคาร หรือการให้ข้อมูลท้องถิ่น โดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการใช้อาวุธหรือการฆาตกรรม
- หลักการ: Sayanim ต้องมั่นใจว่าการช่วยเหลือมอสสาดนั้น จะไม่ส่งผลเสียหรือละเมิดความมั่นคงของประเทศที่ตนถือสัญชาติอยู่

3.การรักษาความปลอดภัยให้ชุมชนยิว (Diaspora Protection) หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เล็งเป้าหมายไปยังชาวยิวในต่างแดน เช่น การวางระเบิดศูนย์ชุมชนยิว AMIA ในอาร์เจนตินา (ปี 1994) มอสสาดได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยฝึกอบรมระบบอารักขา การเฝ้าระวัง และแชร์ข้อมูลข่าวกรองกรองภัยคุกคามให้กับโรงเรียน โบสถ์ซินากอก และศูนย์ชุมชนยิวทั่วโลก

ประเด็นความท้าทายและความขัดแย้ง
- ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่อง "ความจงรักภักดีซ้อน" (Dual Loyalty): การปฏิบัติการของมอสสาดที่ดึงชาวยิวต่างชาติมาเกี่ยวข้อง บ่อยครั้งสร้างความลำบากใจให้ชุมชนยิวในประเทศนั้นๆ เพราะอาจถูกตั้งข้อสงสัยจากรัฐบาลท้องถิ่นว่าจงรักภักดีต่ออิสราเอลมากกว่าประเทศบ้านเกิดของตนเอง
- ผลกระทบทางการเมือง: เมื่ออิสราเอลดำเนินนโยบายทางการเมืองหรือการทหารที่สุ่มเสี่ยง ชุมชนยิวในต่างประเทศมักตกเป็นเป้าสายตาและเป้าหมายการแก้แค้นของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมอสสาดต้องเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงในจุดนี้เช่นกัน

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) และ ชุมชนชาวยิวในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างการเป็นพื้นที่พำนัก-ท่องเที่ยวของชาวยิว กับการเป็นพื้นที่เฝ้าระวังด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.บริบทของชุมชนยิวในประเทศไทย
- โครงสร้างชุมชน: ชุมชนชาวยิวในไทยมีขนาดไม่ใหญ่นัก (ประมาณ 1,000–2,000 คนที่อยู่อาศัยถาวร) ประกอบด้วยนักธุรกิจ ผู้ย้ายถิ่นฐาน และเจ้าหน้าที่การทูต
- ศูนย์กลาง Chabad House: ศูนย์ประสานงานและทำพิธีทางศาสนาของชาวยิว (Chabad) มีกระจายอยู่ในจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ (ข้าวสาร), เชียงใหม่, ภูเก็ต และเกาะสมุย ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและทหารเกณฑ์เกษียณอายุชาวอิสราเอลเดินทางมาเยือนนับแสนคน
2.บทบาทของมอสสาดและหน่วยความมั่นคงในไทย
- การเฝ้าระวังและการแบ่งปันข่าวกรอง (Intelligence Sharing): มอสสาดและหน่วยข่าวกรองอิสราเอลทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, และ ศูนย์ปราบปรามการก่อการร้ายสากล (ศปภ.) ของไทย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธต่างชาติที่อาจใช้ไทยเป็นพื้นที่กบดานหรือวางแผนก่อเหตุ
- การอารักขาจุดสุ่มเสี่ยง: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย รวมถึงศูนย์ Chabad House ทุกแห่ง ได้รับการสนับสนุนด้านการประเมินภัยคุกคามและคำแนะนำด้านมาตรการความมั่นคงจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิสราเอลร่วมกับตำรวจไทย
3.เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้อง
- คดีรถบรรทุกซุกระเบิดปี พ.ศ.2537 (1994): กลุ่มก่อการร้ายพยายามใช้รถบรรทุกซุกระเบิดโจมตีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ แต่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนก่อน ทำให้แผนล้มเหลว ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างมอสสาดและไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
- เหตุการณ์ระเบิดสุขุมวิท 71 ปี พ.ศ.2555 (2012): เหตุระเบิดพลาดของกลุ่มชาวอิหร่านในกรุงเทพฯ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลระบุว่าเป็นแผนการเล็งเป้าหมายสังหารนักการทูตอิสราเอล

ชุมชนยิวในไทย อาจไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติการจารกรรมหรือการรับสมัครอาสาสมัคร (Sayanim) ขนาดใหญ่เหมือนในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่มีความสำคัญในฐานะ "พื้นที่เฝ้าระวังเชิงป้องกัน" (Preventive & Protective Hub) ที่มอสสาดต้องคอยติดตามข่าวกรองร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนยิวและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้งในระดับสากล

สำหรับ แรบไบ โยเซฟ" หรือ แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์ (Rabbi Yosef Chaim Kantor) ซึ่งเป็น หัวหน้าแรมไบประจำประเทศไทย (Chief Rabbi of Thailand) และได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ เป็นชาวออสเตรเลียโดยกำเนิด ได้รับมอบหมายจากองค์กรทางศาสนาชื่อ Chabad-Lubavitch ให้เข้ามาดูแลชุมชนชาวชาวยิวและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (1993) ปัจจุบันพำนักอยู่ในไทยมานานกว่า 30 ปี
- การได้สัญชาติไทย: เขาและครอบครัวได้ยื่นขอแปลงสัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ระยะเวลาการพำนัก การลงทุน และการทำสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้รับการอนุมัติในช่วงปี พ.ศ. 2560
- ทำไมถึงถูกโยงกับ “มอสสาด” เพราะในขณะนี้ แรบไบโยเซฟ และเครือข่ายศูนย์ Chabad House ในไทย (เช่น ย่านสุขุมวิท, ถนนข้าวสาร, ภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะพะงัน) กำลังถูกตรวจสอบและตั้งคำถามจากสังคมไทยใน 2 ประเด็นหลัก:

1.มิติด้านธุรกิจ: มีการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบเรื่อง "อาณาจักรธุรกิจกินรอบวง" ที่ให้บริการเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยิวและอิสราเอล (ที่พัก ร้านอาหาร ทัวร์) รวมถึงประเด็นเรื่องการระดมทุนและการถือครอง

2.มิติด้านความมั่นคง: เนื่องจากศูนย์ Chabad ทั่วโลกทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของชาวยิว รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่ล้วนแล้วแต่เคยประจำการในกองทัพอิสราเอล ในทางสากลศูนย์เหล่านี้จึงมักมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและอาจมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อป้องกันเหตุร้าย และสื่อส่วนหนึ่งมักจะตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายนี้เข้ากับ "ซายานิม" หรือ “มอสสาด” โดยขณะนี้ เป็นการตั้งข้อสังเกตและข้อวิเคราะห์จากบริบทความเชื่อมโยงทางเครือข่ายชาวยิวเท่านั้น ด้วยยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดในลักษณะนั้น หากพบว่า บุคคลใดที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว มีพฤติการณ์และพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ บุคคลนั้นก็จะถูกพิจารณาเพิกถอนสัญชาติไทย และเนรเทศออกไปจากราชอาณาจักรอย่างแน่นอน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top