Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

จีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา!! จับตาเกมยุทธศาสตร์ปักกิ่ง ท่ามกลางชายแดนไทย–กัมพูชาระอุ สะท้อนโจทย์ใหญ่ภูมิรัฐศาสตร์ เมื่ออาวุธกลายเป็นเครื่องผูกมิตร

จีนยืนยันเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า ได้ส่งมอบรถถัง T-59D จำนวน 39 คันให้กับเขมรแล้ว โดยระบุว่าเป็นล็อตแรกจากทั้งหมด 93 คันที่ส่งไปภายใต้โครงการความร่วมมือทางทหารประจำปี รถถัง T-59D ได้รับการอัพเกรดด้วยปืนขนาด 105 มม. ที่ใหญ่กว่า (จาก 100 มม.) เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความซับซ้อนของข้อตกลงทวิภาคีระยะยาว ยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค และความตึงเครียดบริเวณชายแดนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดจีนจึงส่งมอบรถถังเหล่านี้ และจำเป็นหรือไม่ในขณะนี้ สถานการณ์ต้องได้รับการประเมินผ่านมุมมองที่แตกต่างกันสองประการ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะยาว และความขัดแย้งระดับภูมิภาคในทันที 

1. เหตุใดจีนจึงมอบรถถังให้แก่เขมร? การมาถึงของรถถัง T-59D ชุดแรกจากจีน (รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ทันสมัยกว่ารถถังหลักของจีนรุ่นเก่า) ที่ท่าเรือเขมร เกิดจากข้อผูกพันตามสัญญาและการวาง

1.1 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์: การปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนแล้ว: เจ้าหน้าที่กลาโหมของทั้งจีนและไทยยืนยันว่า การส่งมอบครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำที่ฉับพลันหรือเป็นการตอบโต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบความช่วยเหลือทางทหารและการฝึกร่วมกันระยะยาวที่มีอยู่ระหว่างปักกิ่งและพนมเปญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2016 เป็นอย่างน้อย (มักเห็นได้ในระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารร่วมประจำปี "มังกรทอง") ข้อมูลด้านความมั่นคงบ่งชี้ว่า คำสั่งซื้อทั้งหมดครอบคลุมรถถังมากถึง 93 คัน โดยการส่งมอบครั้งแรกนี้ประกอบด้วยรถถังประมาณ 39 ถึง 40 คัน 

1.2 พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ "เหล็กกล้า": เขมรเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและน่าเชื่อถือที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน ในทางกลับกัน เขมรได้รับการลงทุนทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความช่วยเหลือด้านการปรับปรุงกองทัพจากจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางการทูตที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

1.3 การเข้าถึงทางภูมิศาสตร์การเมือง (ฐานทัพเรือเรียม): นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ของขวัญทางทหารอย่างต่อเนื่องของจีน ตั้งแต่รถถังเหล่านี้ไปจนถึงการบริจาคเรือรบก่อนหน้านี้ เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและคงไว้ซึ่งการเข้าถึงสถานที่ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว เช่น ฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งทำให้ปักกิ่งมีฐานที่มั่นสำคัญใกล้กับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ 

2. การส่งมอบครั้งนี้ "จำเป็น" ในตอนนี้หรือไม่? ความจำเป็นของการส่งมอบนั้นขึ้นอยู่กับว่า ถามกับใคร เพราะช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวอย่างมากในภูมิภาค ข้อโต้แย้งที่ว่า "ไม่จำเป็น / ทำให้เกิดความไม่มั่นคง" จากมุมมองด้านความมั่นคงภายนอกและเสถียรภาพในภูมิภาค

2.1 การส่งมอบในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดอย่างมาก: ทำให้ความตึงเครียดชายแดนปะทุขึ้น: รถถังมาถึงท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปราะบางอย่างเหลือเชื่อตามแนวชายแดนไทย-เขมร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีการโต้แย้งกันมาอย่างยาวนาน เช่น บริเวณปราสาทพระวิหารและเขตแดนทางทะเล) หลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนเมื่อเร็วๆ นี้ การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์จำนวนมากอาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นการแข่งขันด้านอาวุธหรือการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าหน่วยข่าวกรองไทยจะระบุว่ารถถังถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือและยังไม่ได้เคลื่อนไปยังแนวหน้าก็ตาม 

2.2 การปลุกปั่นชาตินิยมภายในประเทศ: เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยชี้ให้เห็นว่าผู้นำเขมรอาจใช้การมาถึงของยุทโธปกรณ์ทางทหารขนาดใหญ่เพื่อปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศและสร้างคะแนนทางการเมือง แทนที่จะจัดการกับภัยคุกคามภายนอกที่ถูกต้องและเร่งด่วนซึ่งจำเป็นต้องใช้ยุทโธปกรณ์หนัก 

3. ข้อโต้แย้งเรื่อง "ความจำเป็น" (มุมมองของเขมรและจีน) จากมุมมองการปฏิบัติการของพนมเปญและปักกิ่ง การส่งมอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้: 

3.1 การแก้ไขความไม่สมดุลทางทหาร: ในอดีต ผู้นำเขมรแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถพัฒนากองทัพให้ทันสมัยเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับเขมร การอัพเกรดกองเรือที่ล้าสมัยด้วยรถถัง T-59D ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการป้องกันประเทศขั้นพื้นฐานและการสร้างสมดุลขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค 

3.2 กำหนดเวลาตามสัญญา: สำหรับจีน การหยุดการส่งมอบยุทธภัณฑ์ที่วางแผนไว้ระยะยาวเนื่องจากความขัดแย้งชายแดนในท้องถิ่น จะเป็นการส่งสัญญาณถึงการขาดความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรในภูมิภาคที่ภักดีที่สุด การส่งมอบฮาร์ดแวร์เป็นการส่งสัญญาณว่าปักกิ่งยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่เบื้องหลังความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับเขมร โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป 

สรุป แม้ว่า การส่งมอบจะเป็นเพียงการดำเนินการตามสัญญาหลายปีที่มีอยู่แล้ว แต่จังหวะเวลาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลใจอย่างเข้าใจได้ ขณะที่เขมรมองว่า ยุทโธปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่รอคอยมานานสำหรับการป้องกันประเทศและการพัฒนาให้ทันสมัย โครงสร้างความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านกลับมองว่า การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์ในช่วงที่มีข้อพิพาทชายแดนอย่างรุนแรงเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอนซึ่งทำให้การเจรจาสันติภาพทางการทูตซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะการส่งมอบในช่วงที่มีการหยุดยิงที่เปราะบาง  ในขณะที่จีนกำลังจัดหายุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าให้กับไทยไปพร้อมๆ กัน บ่งชี้ว่า ปักกิ่งสนใจเสถียรภาพในภูมิภาคน้อยกว่าการทำให้ทุกฝ่ายต้องพึ่งพายุทโธปกรณ์และไมตรีจิตจากจี

อิหร่าน–สหรัฐฯ จ่อปิดดีลสันติภาพ!! ข้อตกลง อิหร่าน–สหรัฐฯ คืบหน้า เตรียมให้ UN Security Council รับรองอย่างเป็นทางการ จ่อลงนาม 19 มิ.ย. ที่สวิตเซอร์แลนด์

สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานโดยอ้างร่างบันทึกความเข้าใจว่า ข้อตกลงฉบับสุดท้ายระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะได้รับการรับรองผ่านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ0

ก่อนหน้านี้ คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนยันว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้จัดทำเสร็จสิ้นแล้ว และจะมีการลงนามในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Mehr อ้างข้อความในร่างบันทึกความเข้าใจว่า “ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองโดยมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ”

ตามร่างดังกล่าว สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน และจะเคารพอธิปไตยของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ร่างบันทึกความเข้าใจยังระบุด้วยว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเกิดขึ้นได้ภายใน 30 วัน หลังจากคู่ภาคีลงนามในบันทึกความเข้าใจแล้วเท่านั้น

ที่มา : Sputnik

ทุกวินาทีคือชีวิต เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ฝึกอาสาใต้กู้ภัยทางน้ำ สืบสานพระปณิธานไม่หยุด เสริมทักษะอาสาช่วยเหลือเมืองใต้ ร่วมกับภาคีจัดการภัยนครศรีธรรมราช ยึดมั่นภารกิจช่วยเหลือยามวิกฤต

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จัดให้อาสาสมัครในภาคใต้ฝึกอบรม “กู้ภัยทางน้ำ”
ณ ศูนย์ฝึกเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

การอบรมครั้งนี้จัดร่วมกับ มูลนิธิคนช่วยฅน ร่วมกับเครือข่ายจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติจังหวัดนครศรีธรรมราชและ มูลนิธิอาสาสร้างสุข

เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อันเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจด้านมนุษยธรรมในการดูแลและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต

เพราะทุกวินาทีของการช่วยเหลือ คือความหวังของชีวิตเสมอ

เราจะยังคงสืบสานพระปณิธาณของ"พระองค์ภาฯ" องค์ประธานกรรมการมูลนิธิ อาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ต่อไปไม่หยุด

จีนเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา!! จากเศรษฐศาสตร์–ภาษา สู่ AI–เทคโนโลยี จีนรื้อหลักสูตรมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ ตัดหลักสูตรล้าสมัย 30% เติมสาขาเทคโนโลยี AI กว่า 10,000 สาขา

จีนโละสาขาวิชาตกยุคออก​ 30% และเพิ่มหลักสูตรที่เกี่ยวข้องเทคโนโลยีและ​ AI

การปฏิรูปการศึกษาทั่วโลกเพื่อตอบสนองต่อการมาถึงของยุคเทคโนโลยีใหม่ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในประเทศจีน

ในประเทศจีน มีการยกเลิกสาขาวิชาที่ล้าสมัยกว่า 12,000 สาขาในมหาวิทยาลัย เพื่อให้สอดคล้องกับยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปฏิรูปการศึกษานี้ส่งผลกระทบต่อหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษามากกว่า 30% สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ เศรษฐศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ และภาษาศาสตร์ รวมถึงสาขาวิชามนุษยศาสตร์หลายสาขา (ยกเว้นปรัชญาและประวัติศาสตร์) ถูกตัดออก และแทนที่ด้วยสาขาวิชาใหม่กว่า 10,000 สาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ South China Morning Post

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/772323379240304/?rdid=KnIt10oAD8g8BCBN#

FIFA ชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น!! แฟนบอลญี่ปุ่นสร้างภาพจำอีกครั้ง ญี่ปุ่นเสมอเนเธอร์แลนด์ 2-2 แต่แฟนบอลชนะใจโลก ด้วยการช่วยกันเก็บขยะหลังเกม สะท้อนวัฒนธรรมแห่งความเคารพ

เฟซบุ๊ก FIFA เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ โพสต์คลิปชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น หลังจากเกมที่ทัพซามูไรบลูส์ เสมอกับ เนเธอร์แลนด์ 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอฟ หลังแฟนๆช่วยกันเก็บขยะหลังเกมดังกล่าว

แฟนบอลทีมชาติญี่ปุ่น ได้รับคำชื่นชมอยู่เสมอ เนื่องจากพวกเขามักจะเดินเก็บขยะในพื้นที่บริเวณที่นั่งหลังจบเกม ซึ่งถือเป็นภาพชินตาของแฟนบอลชาติอื่นๆ

ล่าสุด เฟซบุ๊กทางการของ FIFA ได้โพสต์คลิปที่สัมภาษณ์แฟนบอลชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถึงเหตุผลที่พวกเขามักจะเก็บขยะหลังเกมอยู่เสมอ

โดยในคลิปดังกล่าวแฟนบอลรายนี้ระบุว่า “”นั่นคือวัฒนธรรมของเรา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการให้ความเคารพต่อทุกสิ่ง ทั้งนักเตะ แฟนบอล และรวมถึงสนามกีฬาด้วย

พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ที่นี่ ดังนั้นเราจึงไม่อยากสร้างความสกปรกหรือทิ้งขยะเอาไว้แล้วเดินจากไป ฉันคิดว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงทำแบบนี้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10283181

กาตาร์ชื่นชม MoU สหรัฐ-อิหร่าน!! ข้อตกลงสร้างสันติภาพระหว่างคู่ขัดแย้ง รับรองเสรีภาพเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ชมความมุ่งมั่นแก้ไขความขัดแย้งผ่านวิธีสันติ สนับสนุนความมั่นคงและความร่วมมือภูมิภาค

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ 15 มิถุนายน 2026

รัฐกาตาร์ขอแสดงความยินดีต่อข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่บรรลุร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในการจัดการประเด็นปัญหาค้างคาระหว่างทั้งสองประเทศ รวมถึงการรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยกาตาร์มองว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ขอชื่นชมความมุ่งมั่นของทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ยังคงเดินหน้าแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจาและแนวทางสันติวิธี พร้อมทั้งขอชื่นชมบทบาทและความพยายามของสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ตลอดจนทุกฝ่ายทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ที่มีส่วนช่วยลดความตึงเครียด สร้างความเข้าใจร่วมกัน และนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจฉบับนี้

กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ขอยืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อทุกความพยายามและทุกข้อริเริ่มที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาและสันติวิธี ภายใต้หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดโอกาสใหม่ด้านความร่วมมือ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในภูมิภาคและประชาคมโลกโดยรวม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1322644156690608/?rdid=eYC0Nru8VA2KcRHl#

เรซา ปาลาวี ไม่ยอมรับเกมดีลืมหาอำนาจ!! ฝ่ายเรซา ปาห์ลาวีชี้การต่อสู้ของชาวอิหร่านยังดำเนินต่อ ไม่ยอมรับเกมดีลมหาอำนาจ ดีลสันติภาพไม่หยุดแรงต้าน ชี้อนาคตอิหร่านต้องให้ประชาชนกำหนด

"คาเมรอน คานซาริเนีย" (Cameron Khansarinia) หัวหน้าคณะทำงานของ "เรซา ปาห์ลาวี" (Reza Pahlavi) มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านผู้ทรงพลัดถิ่นและประทับอยู่ต่างประ เทศนานกว่า 50 ปี โพสต์ข้อความต่อต้านข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐและอิหร่าน

"ไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่ การต่อสู้เพื่อเสรีภาพของชาวอิหร่านจะไม่มีวันยุติ
อนาคตของอิหร่านเป็นเรื่องที่ชาวอิหร่านต้องเป็นผู้กำหนดเอง และพวกเขาจะทำเช่นนั้น
ไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ ชาวอิหร่านจะโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป และเจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี จะนำอิหร่านไปสู่เสรีภาพ"

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1322647050023652/?rdid=Hc9vvHE1nX9lyueR#

รฟท. ลุยรถไฟกระบี่!! ทุ่ม 1.66 หมื่นล้านก่อสร้าง เส้นทางใหม่เชื่อมสนามบินกระบี่ สำรวจออกแบบพร้อมทำ EIA เชื่อมเครือข่ายอันดามันเปิดใช้อนาคต

รฟท.ทุ่ม 16000 ล้าน ผุดเส้นทางรถไฟสนามบินกระบี่-ทับปุด อยู่ระหว่างการสำรวจ

โครงการนี้ถือเป็น “รถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน” ที่น่าสนใจมาก เพราะจะเป็นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมเข้าสู่สนามบินกระบี่โดยตรง

สรุปโครงการรถไฟช่วงทับปุด-กระบี่

* ชื่อโครงการ: โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ ช่วงทับปุด-กระบี่
* ระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร
* รูปแบบ: รถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร
* วงเงินก่อสร้างเบื้องต้นประมาณ 16,660 ล้านบาท
* จุดเริ่มต้น: อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เชื่อมกับทางรถไฟสายใต้หลัก
* จุดสิ้นสุด: ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

แนวเส้นทาง

โครงการพาดผ่านพื้นที่จังหวัดพังงาและกระบี่ รวมประมาณ 15 ตำบล ใน 4 อำเภอ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกระบี่และสนามบินกระบี่

สถานีที่วางแผนไว้

มีสถานีหลัก 5 แห่ง ได้แก่

1. สถานีอ่าวลึก
2. สถานีคลองหิน
3. สถานีเขาคราม
4. สถานีกระบี่
5. สถานีท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

และมีที่หยุดรถเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่

* นาเหนือ
* เขาใหญ่
* บ้านกลาง

รวมทั้งหมด 8 จุดจอด

จุดเด่นของโครงการ

* เป็น Feeder เชื่อมจากทางรถไฟสายใต้หลักเข้าสู่จังหวัดกระบี่
* เป็นรถไฟสายแรกของไทยที่วางแผนเข้าสู่พื้นที่สนามบินโดยตรง
* ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์และรถโดยสาร
* สนับสนุนการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ทั้งกระบี่ พังงา ภูเก็ต
* รองรับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุด (2569)

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน

* สำรวจและออกแบบรายละเอียด
* จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
* เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่

รฟท.คาดว่าจะเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีในช่วงปี 2571 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง

ประเด็นที่ชาวบ้านกำลังติดตาม

มีประชาชนบางส่วนในอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เสนอให้ทบทวนแนวเส้นทางบางช่วง เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตร ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ รถไฟ “ทับปุด-กระบี่” ไม่ได้เชื่อมเข้ากับทางรถไฟสายใต้เดิมโดยตรงครับ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายรถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน

โครงสร้างที่วางไว้คือ

กรุงเทพฯ → ชุมทางสุราษฎร์ธานี → รถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น → สถานีทับปุด → กระบี่ → สนามบินกระบี่

ดังนั้น “สถานีทับปุด” จะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ โดยสถานีนี้อยู่บนโครงการรถไฟสายใหม่ช่วง สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งจะเป็นเส้นทางแยกออกจากทางรถไฟสายใต้เดิมบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้ววิ่งข้ามฝั่งไปยังพังงา ก่อนแตกแขนงเข้าสู่กระบี่ในโครงการที่กำลังศึกษาอยู่ขณะนี้

หากโครงการทั้งหมดสร้างครบ ผู้โดยสารจะสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มายังสุราษฎร์ธานี แล้วเปลี่ยนเข้าสู่เส้นทางฝั่งอันดามันไปยังกระบี่และสนามบินกระบี่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์หรือรถบัสต่ออีกทอดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่น่าติดตามคือ

* โครงการ ทับปุด-กระบี่ กำลังเดินหน้า EIA และออกแบบรายละเอียด
* ส่วนโครงการแม่บท สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมเข้ากับสายใต้เดิมนั้น ยังไม่ได้ก่อสร้างเช่นกัน

จึงอาจพูดได้ว่า รถไฟกระบี่จะเดินรถครบวงจรได้จริง ก็ต่อเมื่อทั้งสองโครงการสร้างเสร็จเชื่อมกันเป็นเครือข่ายเดียวครับ

จากคำพูดสู่บาดแผลทั้งชีวิต!! ยุติเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ยื่นหนังสือถึง 'รัดเกล้า' ขอคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรี กำหนดใช้คำว่า "มานิ" ในเอกสารราชการ

"ไม่ใช่เงาะป่า ไม่ใช่ซาไก" คำเรียกที่เจ็บปวดมาทั้งชีวิต ชาวมานิยื่นรัดเกล้า วอนรัฐคืนศักดิ์ศรีชาติพันธุ์

วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) ตัวแทนประชาชนชาวมานิ พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการ เข้ายื่นหนังสือต่อ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้านสิทธิ ความเท่าเทียม และความยั่งยืน เพื่อขอความเป็นธรรมและผลักดันการแก้ไขปัญหาการใช้คำเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ในเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ และสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงานรัฐ

ตัวแทนชาวมานิระบุว่า แม้คำเหล่านี้จะถูกใช้มาเป็นเวลานาน แต่สำหรับคนในชุมชนกลับเป็นคำที่สร้างความเจ็บปวดและตอกย้ำภาพจำเชิงลบทางชาติพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ การยอมรับทางสังคม และโอกาสของเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับการล้อเลียนและการเลือกปฏิบัติ

กลุ่มผู้ยื่นหนังสือจึงเสนอให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งยุติการใช้คำดังกล่าว และกำหนดให้ใช้คำว่า "มานิ" ซึ่งเป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง พร้อมทั้งปรับปรุงเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ แบบเรียน และสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

นางรัดเกล้า กล่าวว่า การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเริ่มต้นจากการเคารพตัวตนของผู้คน การเรียกขานบุคคลหรือกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยชื่อที่พวกเขาเลือกใช้เรียกตนเอง ไม่ใช่เพียงเรื่องของถ้อยคำ แต่เป็นเรื่องของสิทธิ ความเสมอภาค และการยอมรับความหลากหลายของสังคม

"บางครั้งสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงคำพูด อาจเป็นบาดแผลที่คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับมาทั้งชีวิต เราควรรับฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง" นางรัดเกล้ากล่าว

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าได้รับหนังสือและข้อเสนอจากตัวแทนชาวมานิไว้พิจารณา พร้อมยืนยันว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปประสานและผลักดันผ่านกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่สังคมที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเท่าเทียมของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

บ้านปูเน้น AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี!! จาก Anxiety สู่ Agility บ้านปูชี้องค์กรต้องสร้างทั้งทักษะ ความมั่นใจและวัฒนธรรมเรียนรู้ AI ปั้นคนพร้อมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจอนาคต

บ้านปูแชร์มุมมองการเตรียมความพร้อมบุคลากรยุค AI ในงาน Transform Talent 2026 Thailand

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย Sundaram Iyer - Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแชร์แนวทางของบ้านปูในการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ให้สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมั่นใจและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในงาน Transform Talent 2026 Thailand ซึ่งจัดโดย Human Resources Online นาย Sundaram ได้ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “From Anxiety to Agility: Accelerating Workforce Readiness by Reducing the AI Adoption Gap” โดยให้มุมมองเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านปูมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากร ยกระดับการตัดสินใจ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความพร้อมด้าน AI ในองค์กรไม่ได้เกิดจากการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความมั่นใจในการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน นาย Sundaram ยังเล่าถึงแนวทางที่บริษัทใช้เพื่อลดความกังวลในการเอา AI มาประยุกต์ใช้ ผ่านการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน การส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในการทำงาน (Use Case) การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานทุกระดับและทุกสายงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำ AI มาผสานกับการทำงานของตนเองและต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบ้านปูในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ถึงพร้อม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top