Thursday, 25 June 2026
TheStatesTimes

เกมตึง “เทลอาวีฟ–เตหะราน”!! อิสราเอลโจมตีอิหร่าน 3 จุด หลังทรัมป์เตือนไม่ให้ตอบโต้ นักวิชาการชี้ อิสราเอลเปิดศึกอิหร่านซ้ำไม่ได้ หากไร้แรงหนุนสหรัฐฯ เหตุยังต้องพึ่งไอรอนโดม ผู้เชี่ยวชาญมอง ‘ทรัมป์’ ยังถือไพ่เหนือกว่าอิสราเอล

เมห์ราน คัมราวา ศาสตราจารย์ด้านรัฐบาลศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกาตาร์ กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik ว่า อิสราเอลไม่สามารถเปิดสงครามกับอิหร่านขึ้นมาใหม่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เตือนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ให้ตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน แต่อิสราเอลได้โจมตีกลับในวันถัดมา

คัมราวากล่าวว่า “ตอนนี้เราทราบแล้วว่าอิสราเอลได้โจมตีอย่างน้อย 3 จุดในอิหร่าน ได้แก่ กรุงเตหะราน เมืองอิสฟาฮาน และเมืองตาบริซ” พร้อมระบุว่า “เนทันยาฮูกำลังเผชิญแรงกดดันภายในประเทศอย่างมหาศาลให้ต้องตอบโต้ เขาไม่อาจไม่ตอบโต้ได้”

อิหร่านได้หยุดการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันจันทร์ แต่เตือนว่าจะกลับมาโจมตีอีก หากการโจมตีเลบานอนยังคงดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอนรายงานว่า อิสราเอลได้ทิ้งระเบิดโจมตีเลบานอนภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง หลังจากอิหร่านประกาศดังกล่าว

ศาสตราจารย์คัมราวาเชื่อว่า การยิงตอบโต้กันครั้งนี้จะไม่ลุกลามกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เพราะทรัมป์ต้องการบรรลุข้อตกลงกับผู้นำอิหร่าน และเนทันยาฮูก็รู้เรื่องนี้ดี

คัมราวากล่าวว่า “ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ สหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาองค์ประกอบสำคัญส่วนใหญ่ของระบบป้องกันที่เรียกว่าไอรอนโดม และอิสราเอลจำเป็นต้องพึ่งพาขีปนาวุธป้องกันและองค์ความรู้จากสหรัฐฯ เพื่อยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่กำลังพุ่งเข้ามา”

เขากล่าวเสริมว่า “นั่นจึงเป็นแหล่งอำนาจต่อรองสำคัญที่สหรัฐฯ มีอยู่”

“โดยทั่วไปแล้ว อิสราเอล และโดยเฉพาะเนทันยาฮู ไม่ได้ต้องการทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ไม่พอใจ พวกเขารู้ดีว่าข้อตกลงสันติภาพนี้มีความสำคัญต่อโดนัลด์ ทรัมป์” คัมราวากล่าวเพิ่มเติม

ที่มา : Sputnik

‘สีจิ้นผิง’ เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี!! จีน–เกาหลีเหนือแนบแน่นอีกครั้ง ‘สีจิ้นผิง’ พบ ‘คิม จองอึน’ ท่ามกลางเกมต่อรองสหรัฐฯ ฟื้นอิทธิพลจีนเหนือเปียงยาง จับตาปมรัฐนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือพบ คิม จองอึน วันที่ 8-9 มิ.ย. 2026 ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จับตาประเด็นการพูดคุย รวมถึงการฟื้นฟูอิทธิพลจีนต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจช่วยให้ สี จิ้นผิง เจรจากับสหรัฐราบรื่นขึ้น และประเด็นการขอสนับสนุนจากจีนสู่การเป็นรัฐนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

เอพี (AP) รายงานว่า วันที่ 8 มิถุนายน 2026 ประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ผู้นำจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือและได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ โดยคาดว่าการเยือนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การตอกย้ำอิทธิพลของจีนต่อเกาหลีเหนืออีกครั้ง เพื่อแลกกับได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง

สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของจีนรายงานว่า ที่สนามบินนานาชาติเปียงยาง คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และภรรยา รี โซลจู เดินทางมาต้อนรับ สี จิ้งผิง และภรรยา เผิง หลี่หยวน โดยผู้นำทั้งสองจับมือกัน

ต่อมา พิธีต้อนรับจัดขึ้นที่จัตุรัสหลักของเปียงยาง ‘จัตุรัส คิม อิล ซุง’ (Kim Il Sung Square) โดยอาคารรอบจัตุรัสถูกประดับประดาด้วยธงชาติของทั้งสองประเทศ ภาพขนาดใหญ่ของคิม จองอึน และสี จิ้นผิง รวมถึงธงสีแดงและเหลือง เพื่อต้อนรับผู้นำจีน และเฉลิมฉลอง ‘มิตรภาพและความสามัคคี’ ของสองประเทศ โดยมีทหารเกียรติยศและประชาชนหลายพันคนรอต้อนรับ รวมถึงเด็ก ๆ ที่ถือลูกโป่งและกระโดดโลดเต้น

การเดินทางเยือนระยะเวลาสองวัน (8-9 มิ.ย.) ของสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2019 โดยก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน 2025 ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงปักกิ่ง หลังการชมขบวนพาเหรดทางทหารฉลองวันแห่งชัยชนะจีน ร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และผู้นำประเทศอื่น ๆ

ซินหัวรายงานว่า สี จิ้นผิงกล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนเปียงยาง โดยยืนยันว่าพรรคและรัฐบาลยังคงเป็นมิตรและให้การสนับสนุนเกาหลีเหนือ อีกทั้งยกประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

1) ใช้การแลกเปลี่ยนระดับสูง เพื่อกระชับความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับการแลกเปลี่ยนทางการทูตและทางทหาร 2) ขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการค้าและเทคโนโลยี 3) ยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เช่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว 4) เสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ไม่ได้กล่าวถึงโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน

“ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของพรรคและรัฐบาลจีนในการปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศร่วมกัน และการรักษาสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เอื้ออำนวย จะไม่เปลี่ยนแปลง” สี จิ้นผิงกล่าว

ศาสตราจารย์ เลฟ-เอริค อีสลีย์ จากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาในเกาหลีใต้ กล่าวว่า ผู้นำจีนไม่ได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนือเพียงเพราะถึงกำหนดการเยือน แต่จะส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ

อิทธิพลต่อเกาหลีเหนือ ช่วยเจรจาสหรัฐราบรื่น

การเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และปูติน เดินทางเยือนจีนพบสี จิ้นผิง ในวาระแยกกัน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคาดว่า ทรัมป์และสี จิ้นผิง จะพบกันอีกครั้งในเดือนกันยายนนี้ ในการเดินทางเยือนสหรัฐตามที่วางแผนไว้

ควัก กิล ซอบ ประธาน One Korea Center ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยวิเคราะห์ข่าวสารและนโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ในเกาหลีใต้ กล่าวว่า สี จิ้นผิงจะพยายามแสดงให้เห็นถึง “อิทธิพลของจีนเหนือคาบสมุทรเกาหลี” และ “บทบาทการเป็นผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ในยุคแห่งการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐ”

จีนเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและผู้สนับสนุนหลักทางการทูตของเกาหลีเหนือมาอย่างยาวนาน โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า จีนหลีกเลี่ยงการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (UN) ต่อเกาหลีเหนืออย่างเต็มที่ และให้ความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ มาตลอด โดยปีนี้ เป็นปีแห่งการครบรอบ 65 ปี ที่ทั้งสองประเทศลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน

แต่ไม่กี่ปีมานี้ เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ โดยเกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับรัสเซียมากกว่า ผ่านความร่วมมือการส่งกำลังทหารและอาวุธไปสนับสนุนสงครามในยูเครน ในทางตรงกันข้าม รัสเซียก็ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารต่อเกาหลีเหนือ

“การฟื้นฟู สู่การเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือแต่เพียงผู้เดียว จะทำให้สี จิ้นผิง มีอำนาจต่อรองในการเจรจากับทรัมป์ ผู้ซึ่งแสดงความต้องการอยากเดินหน้าเจรจาทางการทูตกับคิม จองอึนอีกครั้ง มาโดยตลอด” ควักล่าว

ในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โรดงซินมุนของเกาหลีเหนือ ฉบับวันที่ 8 มิ.ย. 2026 สี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนและเกาหลีเหนือต้องเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และทำงานร่วมกันเพื่อต่อต้าน “ลัทธิครองความเป็นใหญ่และการเมืองแบบบีบบังคับ” และมุ่งสู่โลกหลายขั้วที่สงบสุข ขณะที่ในบทบรรณาธิการ มีการเรียกสี จิ้นผิง ว่า “แขกของรัฐที่ได้รับเกียรติสูงสุด”

การสนับสนุนจากจีน สู่การเป็นรัฐนิวเคลียร์

นักวิเคราะห์กล่าวว่า สี จิ้นผิง น่าจะเสนอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่คิม จองอึน เช่น การส่งข้าวและปุ๋ย การท่องเที่ยวแบบกลุ่มของชาวจีน รวมถึงโครงการเศรษฐกิจร่วมกัน

“เกาหลีเหนือไม่สามารถพึ่งพารัสเซียเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องร่วมมือกับจีน” ควักกล่าว

สี จิ้นผิง อาจหลีกเลี่ยงการกดดัน คิม จองอึน ในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยเลือกที่จะกล่าวถึงสันติภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างกว้าง ๆ แทน ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ในการเป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ และยังเป็นหนทางในการเรียกร้องให้ UN ยกเลิกมาตรการคว่ำ

ศาสตราจารย์อีสลีย์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐของจีน แสดงท่าทีไม่พูดถึงเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีอย่างเปิดเผย แต่ยืนยันว่ายังคงเป็นเป้าหมายระยะยาว โดยที่ดูเหมือนว่าคิมต้องการให้สียอมรับเกาหลีเหนือในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาวุธนิวเคลียร์

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่จีนประกาศว่า จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ถ้อยคำดังกล่าวหายไปจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ที่คิม จองอึน เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า จีนยอมรับโดยปริยายแล้วว่าเกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์โดยพฤตินัย

“จีนลดความสำคัญในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือลงอย่างมาก ในเอกสารทางการและแถลงการณ์สาธารณะ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงความสัมพันธ์ เพื่อรักษาและขยายอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนือแทน” ตง จ้าว นักวิจัยอาวุโสในโครงการนโยบายด้านนิวเคลียร์ ของสถาบันคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศกล่าว

นอกจากนี้ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เมื่อเดือนที่แล้ว ทำเนียบขาวกล่าวว่า ผู้นำทั้งสองยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ขณะที่จีนกล่าวเพียงว่า ผู้นำทั้งสองหารือถึงประเด็นนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น

วันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา คิม โยจอง เจ้าหน้าที่ระดับสูงและน้องสาวของคิม จองอึน เพิ่งออกมาปฎิเสธรายงานการประชุมระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิงของสหรัฐว่า เป็นข้อมูลเท็จ อีกทั้งกล่าวสนับสนุนพี่ชาย และเรียกความพยายามของสหรัฐ ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือว่า “ความฝันที่หลบหนีความจริงและผิดยุคผิดสมัย”

สัปดาห์ที่แล้ว คิม จองอึน เพิ่งเปิดตัวโรงงานผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์แห่งใหม่ และให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างกำลังการผลิตนิวเคลียร์ของประเทศ ให้อยู่ในอัตราทวีคูณ อีกทั้งสังเกตการณ์การทดสอบเรือพิฆาตลำใหม่ในทะเล และพยายามเร่งการสร้างกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์

ด้านประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่า เกาหลีเหนือผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์ได้เพียงพอสำหรับการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ราว 10-20 ลูกต่อปี และใกล้จะพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีปได้สมบูรณ์แล้ว

“โลกต้องมุ่งเน้นไปที่การโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือระงับการผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธข้ามทวีป เป็นเป้าหมายระยะสั้นก่อน” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าว

นับตั้งแต่การเจรจาทางการทูตครั้งสำคัญระหว่างทรัมป์กับคิม ล้มเหลวลงในปี 2019 ตั้งแต่นั้นมา คิม จองอึนก็ปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาจากสหรัฐและเกาหลีใต้มาโดยตลอด และมุ่งเน้นไปที่การขยายและปรับปรุงคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

คิม จองอึน กล่าวเมื่อเดือน ก.ย. 2025 ว่า ยังคงมีความทรงจำที่ดีต่อทรัมป์อยู่ แต่เรียกร้องให้สหรัฐถอนข้อเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการกลับมาเจรจาทางการทูตอีกครั้ง

ที่มา :

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10238790260268561&id=1037140385&rdid=hW85H6PyMtjC7TgX#

 https://www.prachachat.net/world/news-2018866

ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ

“ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ และถูกส่งตัวกลับไปยังตุรกี หลังจากลงจอดที่ไมอามี ทั้งที่เขาได้รับการแต่งตั้งโดยฟีฟ่าให้เป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก 2026 เขาเคยทำหน้าที่นี้ในรายการฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้มาก่อน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=3681518155334185&set=a.856524124500283

Liberator ขยายตลาดหุ้นต่างประเทศ!! เปิดแอปเดียวลงทุนทั่วโลก เริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมขยายอีก 21 ประเทศปีนี้ เน้นเครื่องมือ AI คู่ UX/UI รองรับนักลงทุนไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เดินหน้าขยายโอกาสการลงทุนต่างประเทศให้กับนักลงทุนไทย ผ่านบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้ง หุ้นสหรัฐฯ หุ้นจีน และหุ้นฮ่องกง บนแอปพลิเคชันเดียว ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ๆ ของนักลงทุนไทย ทั้งเรื่องการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เงินลงทุนเริ่มต้น และต้นทุนค่าธรรมเนียม

ภายใต้แนวคิด “Liberator แอปเดียว เทรดได้ทั่วโลก” นักลงทุนสามารถเริ่มต้นสร้างพอร์ตหุ้นต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ เช่น การลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน Fractional Share เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนหุ้นฮ่องกงเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 10 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 40 บาท พร้อมค่าคอมมิชชันสุดคุ้ม หุ้นต่างประเทศ อเมริกา จีน และ ฮ่องกง เพียง 0.1% 

วทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “Liberator 2.0 คือก้าวต่อไปของลิเบอเรเตอร์ในการยกระดับแพลตฟอร์มการลงทุนของคนไทย จากเดิมที่เรามุ่งทำให้การลงทุนเข้าถึงง่ายและเป็นธรรมมากขึ้น วันนี้เรากำลังขยายขอบเขตของโอกาสให้กว้างกว่าเดิม ด้วยการเปิดให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสหรัฐฯ จีน ฮ่องกง และในอนาคตกว่า 21 ประเทศทั่วโลก ผ่านแอปเดียวของ Liberator”

“นอกจากนี้ Liberator ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนไทยได้รับประสบการณ์การลงทุนที่ง่ายและแม่นยำขึ้น ทั้งยังตอบโจทย์ด้านการลงทุนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา UX/UI ของแอปพลิเคชันให้สามารถใช้งานง่ายขึ้น รวมถึงการเตรียมนำเทคโนโลยี AI และ Quant เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด Investment for Everyone”

การเปิดให้ลงทุนใน หุ้นจีนและหุ้นฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญของ Liberator ในการเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายพอร์ตออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในกลุ่มเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและ AI

Liberator มองว่า การลงทุนหุ้นต่างประเทศไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะนักลงทุนรายใหญ่หรือผู้มีประสบการณ์สูงเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยสามารถเริ่มต้นศึกษาและทยอยลงทุนได้ตามความเหมาะสมของตนเอง โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดทุนโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น และโอกาสการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดไทยหรือตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

นอกจากการให้บริการหุ้นสหรัฐฯ จีน และฮ่องกงแล้ว Liberator ยังตั้งเป้าขยายการเข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศให้ครอบคลุมอีกกว่า 21 ประเทศภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนไทยสามารถกระจายพอร์ตไปยังตลาดสำคัญทั่วโลกได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านแอปเดียวที่ออกแบบมาเพื่อให้การลงทุนต่างประเทศเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และเริ่มต้นได้จริง

ทั้งนี้ Liberator ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนที่ช่วย “ปลดล็อกศักยภาพทางการเงิน” ให้กับคนไทย ภายใต้แนวคิดการสนับสนุนให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือและตลาดการลงทุนอย่างเท่าเทียม พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการ เทคโนโลยี และประสบการณ์การลงทุนให้ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ :  

  • ค่าธรรมเนียม 0.1% ดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ค่าธรรมเนียมของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Regulatory Fee) หรือเงื่อนไขขั้นต่ำ (ถ้ามี) โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.liberator.co.th
  • การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินลงทุนอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินบาท
  • ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

จาก AI Passport สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI โอกาสในการสร้างขีดความสามารถ ระยะยาวของ ประเทศไทย

ท่ามกลางการผลักดันนโยบายและโครงการด้าน AI ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นก้าวสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงาน การเรียนรู้ และการเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา หรือภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก บทบาทของ AI ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบคำถามหรือสร้างเนื้อหาอีกต่อไป

ผู้ให้บริการ AI รายใหญ่กำลังพัฒนา AI Agent และบริการรูปแบบใหม่ที่สามารถค้นหา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และดำเนินการแทนผู้ใช้งานได้โดยตรง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาข้อมูล วางแผน ตัดสินใจ และเข้าถึงบริการต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้าและบริการ การวางแผนการท่องเที่ยว การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ หรือการติดต่อบริการภาครัฐ  ดังนั้น ในการขับเคลื่อน AI ระดับประเทศ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า

“คนไทยเข้าถึง AI แล้วหรือยัง”

แต่คือ

“ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย ถูกค้นพบและเข้าถึงผ่าน AI”

ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาจใช้ AI Assistant เพื่อค้นหาโรงแรม ร้านอาหาร กิจกรรม หรือชุมชนท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยไม่เคยเข้าเว็บไซต์ของผู้ประกอบการโดยตรงเลย

หากข้อมูลและบริการของไทยไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบ AI เหล่านี้ โอกาสในการถูกค้นพบ เข้าถึง และสร้างรายได้จากผู้ใช้งานทั่วโลกก็อาจลดลงตามไปด้วย

4 ด้านสำคัญที่การลงทุนด้าน AI ควรครอบคลุม

1. การเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะของประชาชน

การลงทุนด้าน AI ควรช่วยให้ประชาชน นักเรียน ครู ข้าราชการ และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างทั่วถึง ตั้งแต่การใช้งาน AI ทั่วไป เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, API ไปจนถึง AI Agent ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และสร้างความพร้อมให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้ในการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

2. การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ

นอกเหนือจากการส่งเสริมการใช้งาน ประเทศไทยควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลางที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล บริการภาครัฐ และผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ระดับโลก

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลและบริการ การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐ ระบบพิสูจน์ตัวตนและการให้สิทธิ์ กลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และระบบกำกับดูแลการใช้งานข้อมูลอย่างโปร่งใส

แนวคิดนี้ไม่ใช่การสร้าง AI ของไทยขึ้นมาแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลก แต่เป็นการสร้างรากฐานที่ทำให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ได้ในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวไทยสามารถถูกเข้าถึงผ่าน AI ได้อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถถูกค้นพบผ่านแพลตฟอร์ม AI ระดับโลก บริการภาครัฐสามารถเชื่อมต่อกับ AI Assistant ได้ในอนาคต และข้อมูลหรือบริการของไทยสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลกผ่านช่องทาง AI ที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว

ผลลัพธ์ที่ประเทศได้รับจึงไม่ใช่เพียงระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าและรองรับการพัฒนาในระยะยาว

3. การใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การลงทุนด้าน AI ควรมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการสร้าง Chatbot หรือโครงการนำร่องเพื่อสาธิตเทคโนโลยี

การลงทุนอาจอยู่ในรูปแบบของโครงการนำร่องระดับประเทศ ศูนย์สนับสนุนการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ การพัฒนา AI Agent และ Workflow Automation ตลอดจนการสร้าง Shared AI Services และ Industry Sandbox สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ใหม่  ตัวอย่างเช่น

- ภาค SME ใช้ AI ด้านการขาย การตลาด การบริหารลูกค้า การจัดการสินค้า และงานเอกสารธุรกิจ

- ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เชื่อมโยงผู้ประกอบการ และนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวไทยสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก

- ภาคการเกษตร ใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศ ผลผลิต ราคา และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาด

- ภาคการศึกษา ใช้ AI Tutor และเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล

- ภาคสาธารณสุข ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย การเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

เป้าหมายของการลงทุนในส่วนนี้ คือการสร้าง Productivity Gain ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

4. การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือ

การพัฒนา AI ในระดับประเทศควรครอบคลุมทั้งเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย ธรรมาภิบาล และการพัฒนาผู้เล่นในประเทศไปพร้อมกัน

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการจัดทำมาตรฐานและแนวทางกำกับดูแล AI ที่เหมาะสมกับบริบทไทย การสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทย การส่งเสริมมหาวิทยาลัยและงานวิจัย การพัฒนา Open Dataset และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา รวมถึงการจัดทำ Sandbox สำหรับการทดสอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

เป้าหมายคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

การลงทุนด้าน AI และผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่จำนวนบัญชีผู้ใช้งาน 

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นเรื่องสำคัญและควรดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรได้รับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ บริการภาครัฐที่พร้อมสำหรับยุค AI ระบบนิเวศผู้ประกอบการดิจิทัลที่เข้มแข็ง ความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่เศรษฐกิจ AI ของโลก และสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานทั้งด้านการพัฒนาคน โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพ และระบบนิเวศ AI ไปพร้อมกัน ประเทศจะมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

ในท้ายที่สุด ประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่มีโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุด

แต่อาจเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล บริการ ผู้ประกอบการ และประชาชนของตนเองเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ ข้อเสนอในบทความนี้เป็นเพียงมุมมองเชิงนโยบายเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI ของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติย่อมต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของหน่วยงาน กรอบกฎหมาย และงบประมาณ โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการลงทุนด้าน AI ที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว

จากศรัทธา 800 ปี สู่เวทีมรดกโลก!! พระบรมธาตุฯ นครศรีฯ ผ่านด่านแรกมรดกโลก ลุ้นปลาย ก.ค. ชี้ขาด “มรดกที่มีชีวิต” แห่งแดนใต้ จากตำนานพระเขี้ยวแก้ว สู่เส้นทางจารึกมรดกโลก

พระบรมธาตุฯนครศรีฯ ผ่านขั้นต้นขึ้นทะเบียนมรดกโลก ลุ้นปลายกรกฎาฯชี้ขาด

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระบรมธาตุวรวิหารนครศรีธรรมราช ได้ผ่านความเห็นขอบในขั้นต้นให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ประเภทมรดกที่มีชีวิต โดยจะนำเข้าสู้ที่ประชุมของ อิคอโมส (Icomos) ICOMOS (ไอคอมอส) (International Council on Monuments and Sites)หรือ สภาการโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

“พระบรมธาตุเราได้เกรด A จารึกลงในมรดกโลกได้เลย โดยไม่ต้องอภิปรายอะไรอีก เพราะพระบรมธาตุฯมีความสมบูรณ์ในตัวอยู่แล้ว”

อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่า Icomos จะมีการประชุมที่เมืองฟูซาน ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 24-27 กรกฏาคมนี้

อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีฯ เป็นแหล่งมรดกแห่งเดียวในคาบสมุทรมาลายูที่ได้รับอิทธิพลมาจาก 4 แห่ง คืออินเดีย ศรีลังกา สุโขทัย และอยุธยา นำมาดัดแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของนครศรีธรรมราช ผสมผสานแนวคิดของคนเอเซีย

“วัดพระบรมธาตุฯได้แสดงให้เห็นถึงมรดกที่มีชีวิต เช่นเดียวกับอยุธยา และสุโขทัย แต่ทั้งอยุธยา และสุโขทัยเหลือแต่ซากแล้ว แต่พระบรมธาตุ ยังมีเจดีย์ มีคนไปกราบไหว้ มีเจดีย์ราย ที่บรรจุกระดูกของบรรพบุรุษ มีคนแห่ผ้าไปห่มทุกปี เห็นได้ชัดจากประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จึงถือได้ว่านี้คือมรดกที่มีชีวิต ในโลกนี้ไม่ค่อยมี ไม่มีเจดีย์ไหนมีขนาดใหญ่ และมีประวัติความเป็นมายาวนานเท่าพระบรมธาตุเจดีย์”

อ.ฉัตรชัย ย้ำว่า เกณฑ์ตัดสินข้อ 6 สำคัญมาก คือการรักษาประเพณีให้ยั่งยืนจนโดนเด่นของโลก เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ เราขยายแนวคิดไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุเราทำต่อเนื่องกันมา 800 กว่าปี อันเป็นการสะท้อนความมุ่งมั่นต่อเนื่องของคนนครศรีฯ

ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ อดีตประธานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ที่เคยนำคณะไปแห่ผ้าห่มเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย กล่าวแสดงความดีใจจนสุดจะกลั้นเมื่อรับทราบข่าวดีจาก อ.ฉัตรชัย

“ดีใจมากที่ความพยายามของพวกเราไม่สูญเปล่า เราเดินมาถึงปลายทางแล้ว เหลืออีกนิดเดียว ไม่ถึงเดือนเราก็จะรู้ผลแล้ว ขอให้เราช่วยกันภาวนากับองค์พ่อ ขอให้สำเร็จ”

กล่าวสำหรับประวัติความเป็นมาของพระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายทันตกุมารและเจ้าหญิงเเหมชาลา ได้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดียไปยังศรีลังกา ระหว่างทางเรือแตกที่บริเวณ “หาดทรายแก้ว” ซึ่งเป็นพื้นที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนฝังไว้ ต่อมาภายหลังได้มีการสร้างสถูปครอบสถานที่นั้น จนกลายเป็นพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช  

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกับคติลังกา แต่การก่อสร้างพระบรมธาตุจริงน่าจะเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 (ราว 800 ปีก่อน) ในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรตามพรลิงค์  

ลักษณะสำคัญ องค์พระบรมธาตุเป็นเจดีย์ทรงลังกา สีขาว สูงประมาณ 55 เมตร

ยอดเจดีย์หุ้มทองคำและมีเครื่องประดับทองคำจำนวนมาก

* เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

* รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์บริวารจำนวนมากกว่า 150 องค์ ซึ่งเรียกว่า “เจดีย์ราย”  

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

นครศรีธรรมราชเคยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรมลายู พระบรมธาตุจึงเป็นทั้งศูนย์กลางศรัทธาและศูนย์กลางอำนาจทางวัฒนธรรมของเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นเวลาหลายร้อยปี  

ความเชื่อ “พระธาตุไร้เงา”

หนึ่งในความมหัศจรรย์ที่ชาวนครศรีธรรมราชกล่าวถึงกันมาก คือ “พระธาตุไร้เงา” ซึ่งเชื่อว่าไม่ว่าจะมองจากมุมใด จะไม่เห็นเงาของยอดพระธาตุตกลงบนพื้นอย่างชัดเจน จนกลายเป็นความเชื่อและเรื่องเล่าประจำองค์พระธาตุสืบต่อกันมา  

มรดกโลก

ปัจจุบัน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการผลักดันจากประเทศไทยเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การ UNESCO เนื่องจากมีคุณค่าโดดเด่นด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และพระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ผู้สร้างพระบรมธาตุ” ชาว นครฯ 

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ถือเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ และเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชมานานนับพันปี  อีกไม่ถึงเดือนมาลุ้นกันว่า พระบรมธาตุฯจะได้ขึ้นทะเบียนมรดกหรือไม่ มีบ้างเหมือนกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเห็นต่างจาก Icomos แต่น้อยมาก

‘ปูติน’ ถอดรหัสโลกใหม่!! เวที SPIEF 2026 ประกาศโลกหลายขั้ว ย้ำ ‘รัสเซีย’ ยังยืนหยัดต่อมาตรการคว่ำบาตร BRICS และ AI คือหัวใจเศรษฐกิจอนาคต หลีกเลี่ยงพูดยูเครน ชูภาพลักษณ์ใหม่

ถอดรหัสสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่การประชุม SPIEF 2026

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก«Петербургский международный экономический форум (ПМЭФ)» ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Russian Davos” ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประชาคมโลก โดยในการประชุมปี ค.ศ.2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ExpoForum เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้หัวข้อหลักของการประชุมว่า “Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future” หรือ “การเจรจาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจัดขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังดำเนินอยู่ และรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้นสุนทรพจน์ขอ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุมSPIEF 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกในอนาคต และเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงแนวคิด “โลกหลายขั้ว” (Multipolar World) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกได้

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ St. Petersburg International Economic Forum  - SPIEF ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย และมักถูกเปรียบเทียบกับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับฉายาว่า "Russian Davos" โดย SPIEF ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ตามความริเริ่มของรัฐบาลรัสเซียเพื่อเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมาการประชุมได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้มีสถานะเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ หากนับตั้งแต่การจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2026 การประชุม SPIEF จัดมาแล้ว 27 ครั้ง (ยกเว้นปี ค.ศ. 2020 ที่ยกเลิกเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องและมีอิทธิพลมากที่สุดของรัสเซีย การประชุม SPIEF มีความสำคัญต่อรัสเซียเนื่องจาก

1) เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำรัสเซีย SPIEF เป็นเวทีที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อประชาคมโลก โดยสุนทรพจน์ของผู้นำรัสเซียมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลก

2) เป็นเครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจ การประชุมเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้นำประเทศ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน

3) สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจรัสเซีย ภายหลังวิกฤตยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก SPIEF กลายเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ การหันไปสู่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ BRICS

4) เป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดโลกหลายขั้ว ในช่วงหลัง SPIEF ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นพื้นที่ผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ของรัสเซีย โดยเน้นการสร้างระเบียบโลกที่ไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประจำปี 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีนางกีตา โมฮัน (Geeta Mohan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยปูติน ประธานาธิบดีชัฟกัต มีร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี ซามียา ซูลูฮู ฮัสซัน (Samia Suluhu Hassan) แห่งแทนซาเนีย และรวมถึงรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง (Han Zheng) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ผู้จัดงานได้ฉายวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำเสนอภาพรัสเซียตลอดช่วงเวลาสามศตวรรษในฐานะ “ผู้สร้างเสถียรภาพของโลก” โดยผู้บรรยายระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ “จดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์” และยังคง “พร้อมสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ” ช่วงท้ายของวิดีโอได้เสนอภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระเบียบโลกในอนาคต โดยระบุว่า รัสเซียคือ “สถานที่ที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น” และเป็น “ผู้ค้ำประกันว่าข้อตกลงต่าง ๆ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เมื่อถอดความสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บนเวที St. Petersburg International Economic Forum 2026 ให้เหลือเฉพาะ "สาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะพบว่าปูตินพยายามสื่อสาร 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

1)โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ปูตินมองว่าระเบียบโลกที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมอิทธิพลลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา สารที่ต้องการสื่อคือรัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่

2)BRICS คือเครื่องยนต์ของระเบียบโลกใหม่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยกให้ BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่จะมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศตะวันตก สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่เอเชียและโลกกำลังพัฒนา

3)รัสเซียยังรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรได้ แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัว แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังคงมั่นคง และประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ สารที่ต้องการสื่อ คือการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่สามารถทำให้รัสเซียล่มสลายได้

4) AI และเทคโนโลยีคือกุญแจสู่อนาคต โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือการแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคตจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากกว่ากำลังทหารเพียงอย่างเดียว

5)อธิปไตยทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงแห่งชาติ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเตือนว่าประเทศที่พึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของต่างชาติอาจสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง สารที่ต้องการสื่อคือความมั่นคงทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21

6)   หลีกเลี่ยงการพูดถึงสงครามยูเครน แม้ว่าสงครามจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ปูตินไม่ได้กล่าวถึงยูเครนโดยตรงเลยตลอดสุนทรพจน์ สารที่ต้องการสื่อ คือ รัสเซียต้องการให้โลกมองตนเองในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นประเทศที่กำลังทำสงคราม

สรุป สุนทรพจน์ของปูตินใน SPIEF 2026 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

1) ประกาศว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2) ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจที่สามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้

3) ชี้ว่าอนาคตของรัสเซียจะขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี AI และอธิปไตยทางดิจิทัล

หากสรุปเป็นประโยคเดียวจะได้ว่า "ปูตินใช้เวที SPIEF 2026 เพื่อประกาศว่ารัสเซียกำลังปรับตัวจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี และอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

บทสรุป สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุม SPIEF 2026 สะท้อนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นแนวคิดโลกหลายขั้ว บทบาทของกลุ่ม BRICS อธิปไตยทางเทคโนโลยี และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามยูเครนโดยตรงสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการปรับภาพลักษณ์จากประเทศคู่ขัดแย้งทางทหารไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัสเซียจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจและอิทธิพลที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใดในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

“สายการบินสหรัฐฯ” หยุดชะงัก!! ค่าน้ำมันโหดเดือน เม.ย. พุ่งเกือบ 6.5 พันล้านดอลลาร์ ราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่ม 78% ในปีเดียว กำไรสายการบินลดเกือบครึ่งในปี 2026 สายการบินต้นทุนต่ำยุติกิจการจากต้นทุนสูง

นิวยอร์ก, 9 มิ.ย. (ซินหัว) -- รายงานล่าสุดจากสำนักสถิติการขนส่งของสหรัฐฯ เผยว่าสายการบินของสหรัฐฯ จ่ายค่าเชื้อเพลิงเกือบ 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.13 แสนล้านบาท)

เมื่อเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 26 เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน และร้อยละ 78 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อนานกว่า 100 วันแล้ว โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินในเดือนเมษายนอยู่ที่ 4.11 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 135 บาท) ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 94 เซนต์ (ราว 31 บาท) จากเดือนมีนาคม และเพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 59 บาท) จากปี 2025

เมื่อวันอาทิตย์ (7 มิ.ย.) สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศคาดว่าบรรดาสายการบินจะมีกำไรสุทธิรวม 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.55 แสนล้านบาท) ในปี 2026 ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.91 แสนล้านบาท)

สมาคมฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของสายการบินกว่า 370 แห่งในสหรัฐฯ และทั่วโลก คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิต่อผู้โดยสารจะลดลงจาก 9.10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 299 บาท) ในปี 2025 เหลือ 4.50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 148 บาท) ในปีนี้ ด้านวิลลี วอลช์ ผู้อำนวยการใหญ่ของสมาคมฯ กล่าวว่าความขัดแย้งในอิหร่านและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นได้ฉุดรั้งแนวโน้มของธุรกิจสายการบิน

สายการบินสปิริต แอร์ไลน์ส (Spirit Airlines) ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ดำเนินงานในฐานะสายการบินต้นทุนต่ำพิเศษ ได้ยุติการดำเนินงานเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หลังจากยื่นขอล้มละลายถึง 2 ครั้งใน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น

ที่มา : Xinhua

“กำแพงเพชร” ลุยจักรยาน!! "ไทยแลนด์ โอเพ่น" สนาม 2 วันที่ 13-14 มิ.ย. 69 กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เชิญสัมผัสเมืองมรดกโลก

“ชาธิป รุจนเสรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ยินดีต้อนรับนักปั่นและผู้ติดตามจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันจักรยาน “ไทยแลนด์ โอเพ่น” สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ มั่นใจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก พร้อมเชิญชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับ จังหวัดกำแพงเพชร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 โดยใช้เส้นทางในอำเภอเมืองกำแพงเพชร

พลเอกเดชา กล่าวว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ไปจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ที่จังหวัดกำแพงเพชรเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งการแข่งขัน 2 ปีล่าสุดได้ไปจัดที่อุทยานแห่งชาติคลองลาน แต่สำหรับปีนี้ได้กลับมาจัดแข่งขันภายในอำเภอเมืองอีกครั้งหนึ่งตามคำเรียกร้องของบรรดานักปั่น และเป็นนโยบายของ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ที่ต้องการให้มีการกระจายรายได้ไปในพื้นที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองกำแพงเพชรที่มีโบราณสถานจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ยูเนสโก (UNESCO) ได้มีการประกาศให้เป็นมรดกโลก, วัดพระบรมธาตุนครชุม, วัดพระแก้ว, วัดช้างรอบ เป็นต้น

พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 07.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และ TCA Channel รวมทั้งยูทูบ TCA Channel ตลอดการแข่งขันทั้ง 2 วัน

“เสธ.หมึก” กล่าวเสริมว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขัน ทางจังหวัดกำแพงเพชร ได้เชิญฝ่ายเทคนิคสมาคมกีฬาจักรยานฯ นำโดย นาวาเอกฐิตพร น้อยรักษ์ เลขาธิการสมาคมฯ และ “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท รองประธานฝ่ายเทคนิค พร้อมคณะเดินทางไปประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และมูลนิธิอาสาสมัครกู้ภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้มอบหมายให้ นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการประชุม เพื่อทำความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่าย และเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ด้าน นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า ในนามของพี่น้องชาวจังหวัดกำแพงเพชร ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานฯ ที่ได้ให้เกียรติจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งทางจังหวัดกำแพงเพชรได้สั่งการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เอาไว้หมดแล้ว ผลดีที่เกิดขึ้นในการจัดการแข่งขันคือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดี ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก และสินค้า OTOP ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

พ่อเมืองกำแพงเพชร กล่าวอีกว่า สำหรับเส้นทางการแข่งขันมีทั้งความสวยงามและท้าทายความสามารถ โดยทางจังหวัดได้วางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อพปร., อาสาสมัครกู้ภัย ประจำตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการประชุมทบทวนแผนการปฏิบัติงานกันอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 14.00 น. ที่วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร นอกจากนี้นักกีฬาที่เดินทางมาแข่งขันก็สามารถซื้อของฝากของที่ระลึก เช่น กล้วยไข่, กระยาสารท, กล้วยตาก, กล้วยฉาบ, เผือกฉาบ, มันฉาบ, เฉาก๊วยชากังราว หรือผ้าทอพื้นเมืองติดมือกลับไปได้ ก็ขอเชิญชวนนักปั่นและผู้ติดตามมาสัมผัสความงามของโบราณสถานต่าง ๆ มาชิมอาหารรสชาติอร่อยของจังหวัดกำแพงเพชร พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกำแพงเพชรทุกคนพร้อมให้การต้อนรับนักปั่นจากทั่วประเทศด้วยความยินดียิ่ง

ขณะที่ นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า การแข่งขันจักรยานรายการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมระดับประเทศ เพราะประโยชน์ที่จะได้รับคือรายได้ที่จะเข้าสู่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือร้านอาหาร ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชรให้มีความคึกคัก นอกจากนี้จะมีกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพในโครงการ “TCA GREEN CYCLING” ที่เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ภายใต้ชื่อ “ปั่นกินลม ชมเมืองเก่า กำแพงเพชร” โดยจะมีนักปั่นจากชมรมจักรยานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปจำนวนหลายร้อยคน นำจักรยานมาร่วมปั่นตามเส้นทางที่กำหนดระยะทาง 30 กิโลเมตร ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 09.00 น. รวมทั้งการจัดนิทรรศการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับนักกีฬาที่ต้องการสมัครเข้าแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบและประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 11 มิถุนายน ก่อนเวลา 12.00 น. หรือสมัครได้ที่กองอำนวยการจัดการแข่งขัน บริเวณลานหน้าเมืองกำแพงเพชร ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน เวลา 11.00-16.00 น. โดยติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊กของสมาคมฯ Thailand Cycling Association หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2719-3340-2 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10275821

10 มิถุนายน 2325 วันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ศูนย์รวมแผ่นดินไทยสู่ยุครัตนโกสินทร์

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างย่อ และทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” ต่อมาทรงรับราชการและเจริญพระยศตามลำดับ จนดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงเป็นแม่ทัพสำคัญผู้มีบทบาทในการปกป้องบ้านเมือง ทำศึกสงคราม และกอบกู้ความมั่นคงของแผ่นดินในช่วงปลายกรุงธนบุรี

ในช่วงปลายสมัยกรุงธนบุรี บ้านเมืองเผชิญความไม่สงบและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างหนัก เหล่าขุนนาง ข้าราชการ และราษฎรจึงพร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติ เพื่อทรงเป็นศูนย์รวมของแผ่นดินและฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง พระองค์จึงทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2325 นับเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

คำว่า “ปราบดาภิเษก” หมายถึงการขึ้นครองราชย์ภายหลังการปราบปรามเหตุวุ่นวายหรือการฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับสู่ความสงบเรียบร้อย ในบริบทของรัชกาลที่ 1 จึงสะท้อนถึงช่วงเวลาที่สยามต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง มีพระปรีชาสามารถ และสามารถรวบรวมบ้านเมืองให้กลับมาเป็นเอกภาพอีกครั้ง

หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ โดยย้ายศูนย์กลางอำนาจจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์ สามารถขยายเมืองได้ และเอื้อต่อการป้องกันพระนครในระยะยาว

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มิใช่เพียงการสร้างเมืองหลวงใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของรัฐไทยในยุคใหม่ ทั้งด้านการปกครอง กฎหมาย ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และระเบียบราชสำนัก พระองค์ทรงฟื้นฟูแบบแผนบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความวุ่นวายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ให้กลับมามีความมั่นคงและสง่างามอีกครั้ง

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 1 คือการชำระกฎหมายตราสามดวง เพื่อจัดระเบียบกฎหมายบ้านเมืองให้มีความถูกต้องและเป็นระบบมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวกลายเป็นหลักสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน และสะท้อนถึงพระราชประสงค์ที่จะสร้างความยุติธรรมและความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้แก่สังคม

ด้านพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการทำนุบำรุงพระศาสนา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและบูรณะวัดสำคัญหลายแห่ง รวมถึงการอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต มาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งกลายเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์ทรงฟื้นฟูวรรณคดี ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศิลปกรรมไทยที่สูญเสียหรือกระจัดกระจายไปหลังสงคราม ทำให้กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา และวางรากฐานให้ศิลปวัฒนธรรมไทยมีความต่อเนื่องมาถึงรุ่นหลัง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักรบ ผู้ทรงนำบ้านเมืองผ่านภัยคุกคามจากภายนอก โดยเฉพาะสงครามกับพม่าในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ การป้องกันราชอาณาจักรในยุคนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสยามเพิ่งฟื้นตัวจากความบอบช้ำของสงคราม และจำเป็นต้องรักษาเอกราช ความมั่นคง และขวัญกำลังใจของประชาชน

การขึ้นครองราชย์ของพระองค์จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ แต่เป็นการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ของสยาม เป็นการก่อร่างสร้างเมือง วางระบบการปกครอง และฟื้นฟูจิตวิญญาณของชาติให้กลับมายืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้ง

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นจุดเริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ราชธานีที่กลายเป็นศูนย์กลางของชาติไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้วางรากฐานสำคัญให้แผ่นดินไทย ทั้งในด้านความมั่นคง การปกครอง กฎหมาย พระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ทำให้พระองค์ได้รับการเฉลิมพระเกียรติเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์” และปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

10 มิถุนายน พ.ศ. 2325 จึงเป็นหมุดหมายแห่งการเริ่มต้นราชวงศ์จักรี วันที่สยามก้าวเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงกอบกู้ ฟื้นฟู และวางรากฐานแผ่นดินไทยให้มั่นคงสืบมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top