‘สีจิ้นผิง’ เยือนเกาหลีเหนือรอบ 7 ปี!! จีน–เกาหลีเหนือแนบแน่นอีกครั้ง ‘สีจิ้นผิง’ พบ ‘คิม จองอึน’ ท่ามกลางเกมต่อรองสหรัฐฯ ฟื้นอิทธิพลจีนเหนือเปียงยาง จับตาปมรัฐนิวเคลียร์
ประธานาธิบดีจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือพบ คิม จองอึน วันที่ 8-9 มิ.ย. 2026 ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จับตาประเด็นการพูดคุย รวมถึงการฟื้นฟูอิทธิพลจีนต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจช่วยให้ สี จิ้นผิง เจรจากับสหรัฐราบรื่นขึ้น และประเด็นการขอสนับสนุนจากจีนสู่การเป็นรัฐนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
เอพี (AP) รายงานว่า วันที่ 8 มิถุนายน 2026 ประธานาธิบดีสี จิ้งผิง ผู้นำจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือและได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ โดยคาดว่าการเยือนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การตอกย้ำอิทธิพลของจีนต่อเกาหลีเหนืออีกครั้ง เพื่อแลกกับได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง
สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของจีนรายงานว่า ที่สนามบินนานาชาติเปียงยาง คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ และภรรยา รี โซลจู เดินทางมาต้อนรับ สี จิ้งผิง และภรรยา เผิง หลี่หยวน โดยผู้นำทั้งสองจับมือกัน
ต่อมา พิธีต้อนรับจัดขึ้นที่จัตุรัสหลักของเปียงยาง ‘จัตุรัส คิม อิล ซุง’ (Kim Il Sung Square) โดยอาคารรอบจัตุรัสถูกประดับประดาด้วยธงชาติของทั้งสองประเทศ ภาพขนาดใหญ่ของคิม จองอึน และสี จิ้นผิง รวมถึงธงสีแดงและเหลือง เพื่อต้อนรับผู้นำจีน และเฉลิมฉลอง ‘มิตรภาพและความสามัคคี’ ของสองประเทศ โดยมีทหารเกียรติยศและประชาชนหลายพันคนรอต้อนรับ รวมถึงเด็ก ๆ ที่ถือลูกโป่งและกระโดดโลดเต้น
การเดินทางเยือนระยะเวลาสองวัน (8-9 มิ.ย.) ของสี จิ้นผิง ในครั้งนี้ เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2019 โดยก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายน 2025 ผู้นำทั้งสองพบกันที่กรุงปักกิ่ง หลังการชมขบวนพาเหรดทางทหารฉลองวันแห่งชัยชนะจีน ร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และผู้นำประเทศอื่น ๆ
ซินหัวรายงานว่า สี จิ้นผิงกล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนเปียงยาง โดยยืนยันว่าพรรคและรัฐบาลยังคงเป็นมิตรและให้การสนับสนุนเกาหลีเหนือ อีกทั้งยกประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่
1) ใช้การแลกเปลี่ยนระดับสูง เพื่อกระชับความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับการแลกเปลี่ยนทางการทูตและทางทหาร 2) ขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ รวมถึงการค้าและเทคโนโลยี 3) ยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เช่น ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว 4) เสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์
แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ไม่ได้กล่าวถึงโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน
“ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของพรรคและรัฐบาลจีนในการปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศร่วมกัน และการรักษาสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่เอื้ออำนวย จะไม่เปลี่ยนแปลง” สี จิ้นผิงกล่าว
ศาสตราจารย์ เลฟ-เอริค อีสลีย์ จากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาในเกาหลีใต้ กล่าวว่า ผู้นำจีนไม่ได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนือเพียงเพราะถึงกำหนดการเยือน แต่จะส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ
อิทธิพลต่อเกาหลีเหนือ ช่วยเจรจาสหรัฐราบรื่น
การเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และปูติน เดินทางเยือนจีนพบสี จิ้นผิง ในวาระแยกกัน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคาดว่า ทรัมป์และสี จิ้นผิง จะพบกันอีกครั้งในเดือนกันยายนนี้ ในการเดินทางเยือนสหรัฐตามที่วางแผนไว้
ควัก กิล ซอบ ประธาน One Korea Center ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยวิเคราะห์ข่าวสารและนโยบายเกี่ยวกับเกาหลีเหนือ ในเกาหลีใต้ กล่าวว่า สี จิ้นผิงจะพยายามแสดงให้เห็นถึง “อิทธิพลของจีนเหนือคาบสมุทรเกาหลี” และ “บทบาทการเป็นผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ในยุคแห่งการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐ”
จีนเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจและผู้สนับสนุนหลักทางการทูตของเกาหลีเหนือมาอย่างยาวนาน โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า จีนหลีกเลี่ยงการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (UN) ต่อเกาหลีเหนืออย่างเต็มที่ และให้ความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ มาตลอด โดยปีนี้ เป็นปีแห่งการครบรอบ 65 ปี ที่ทั้งสองประเทศลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน
แต่ไม่กี่ปีมานี้ เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ โดยเกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับรัสเซียมากกว่า ผ่านความร่วมมือการส่งกำลังทหารและอาวุธไปสนับสนุนสงครามในยูเครน ในทางตรงกันข้าม รัสเซียก็ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารต่อเกาหลีเหนือ
“การฟื้นฟู สู่การเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือแต่เพียงผู้เดียว จะทำให้สี จิ้นผิง มีอำนาจต่อรองในการเจรจากับทรัมป์ ผู้ซึ่งแสดงความต้องการอยากเดินหน้าเจรจาทางการทูตกับคิม จองอึนอีกครั้ง มาโดยตลอด” ควักล่าว
ในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โรดงซินมุนของเกาหลีเหนือ ฉบับวันที่ 8 มิ.ย. 2026 สี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนและเกาหลีเหนือต้องเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และทำงานร่วมกันเพื่อต่อต้าน “ลัทธิครองความเป็นใหญ่และการเมืองแบบบีบบังคับ” และมุ่งสู่โลกหลายขั้วที่สงบสุข ขณะที่ในบทบรรณาธิการ มีการเรียกสี จิ้นผิง ว่า “แขกของรัฐที่ได้รับเกียรติสูงสุด”
การสนับสนุนจากจีน สู่การเป็นรัฐนิวเคลียร์
นักวิเคราะห์กล่าวว่า สี จิ้นผิง น่าจะเสนอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่คิม จองอึน เช่น การส่งข้าวและปุ๋ย การท่องเที่ยวแบบกลุ่มของชาวจีน รวมถึงโครงการเศรษฐกิจร่วมกัน
“เกาหลีเหนือไม่สามารถพึ่งพารัสเซียเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องร่วมมือกับจีน” ควักกล่าว
สี จิ้นผิง อาจหลีกเลี่ยงการกดดัน คิม จองอึน ในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยเลือกที่จะกล่าวถึงสันติภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างกว้าง ๆ แทน ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ในการเป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ และยังเป็นหนทางในการเรียกร้องให้ UN ยกเลิกมาตรการคว่ำ
ศาสตราจารย์อีสลีย์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐของจีน แสดงท่าทีไม่พูดถึงเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีอย่างเปิดเผย แต่ยืนยันว่ายังคงเป็นเป้าหมายระยะยาว โดยที่ดูเหมือนว่าคิมต้องการให้สียอมรับเกาหลีเหนือในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาวุธนิวเคลียร์
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่จีนประกาศว่า จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ แต่ถ้อยคำดังกล่าวหายไปจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่ที่คิม จองอึน เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า จีนยอมรับโดยปริยายแล้วว่าเกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์โดยพฤตินัย
“จีนลดความสำคัญในประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือลงอย่างมาก ในเอกสารทางการและแถลงการณ์สาธารณะ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงความสัมพันธ์ เพื่อรักษาและขยายอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนือแทน” ตง จ้าว นักวิจัยอาวุโสในโครงการนโยบายด้านนิวเคลียร์ ของสถาบันคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศกล่าว
นอกจากนี้ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เมื่อเดือนที่แล้ว ทำเนียบขาวกล่าวว่า ผู้นำทั้งสองยืนยันเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ขณะที่จีนกล่าวเพียงว่า ผู้นำทั้งสองหารือถึงประเด็นนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น
วันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา คิม โยจอง เจ้าหน้าที่ระดับสูงและน้องสาวของคิม จองอึน เพิ่งออกมาปฎิเสธรายงานการประชุมระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิงของสหรัฐว่า เป็นข้อมูลเท็จ อีกทั้งกล่าวสนับสนุนพี่ชาย และเรียกความพยายามของสหรัฐ ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือว่า “ความฝันที่หลบหนีความจริงและผิดยุคผิดสมัย”
สัปดาห์ที่แล้ว คิม จองอึน เพิ่งเปิดตัวโรงงานผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์แห่งใหม่ และให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างกำลังการผลิตนิวเคลียร์ของประเทศ ให้อยู่ในอัตราทวีคูณ อีกทั้งสังเกตการณ์การทดสอบเรือพิฆาตลำใหม่ในทะเล และพยายามเร่งการสร้างกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์
ด้านประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่า เกาหลีเหนือผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์ได้เพียงพอสำหรับการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ราว 10-20 ลูกต่อปี และใกล้จะพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีปได้สมบูรณ์แล้ว
“โลกต้องมุ่งเน้นไปที่การโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือระงับการผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธข้ามทวีป เป็นเป้าหมายระยะสั้นก่อน” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าว
นับตั้งแต่การเจรจาทางการทูตครั้งสำคัญระหว่างทรัมป์กับคิม ล้มเหลวลงในปี 2019 ตั้งแต่นั้นมา คิม จองอึนก็ปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาจากสหรัฐและเกาหลีใต้มาโดยตลอด และมุ่งเน้นไปที่การขยายและปรับปรุงคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
คิม จองอึน กล่าวเมื่อเดือน ก.ย. 2025 ว่า ยังคงมีความทรงจำที่ดีต่อทรัมป์อยู่ แต่เรียกร้องให้สหรัฐถอนข้อเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการกลับมาเจรจาทางการทูตอีกครั้ง
ที่มา :
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10238790260268561&id=1037140385&rdid=hW85H6PyMtjC7TgX#










