Thursday, 4 June 2026
THESTAESTIMES

'พิชัย' จับมือ 'แคทเธอรีน ไท' ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่เปรู ดันไทยเป็นฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมใหม่สหรัฐฯ ดันต่ออายุ GSP หลุดบัญชี Wacth List พร้อมเตรียมพบคณะสภาธุรกิจสหรัฐฯ - อาเซียน (USABC) 25 พ.ย.นี้

(22 พ.ย.67) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระหว่างเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2567 ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ตนและคณะได้หารือกับนางแคทเธอรีน ไท ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า โดยเฉพาะการผลักดันการต่ออายุโครงการ GSP และส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ นอกจากนี้ในวันที่ 25 พ.ย. 2567 นายพิชัยยังมีกำหนดพบกับทัพนักธุรกิจ จากสภาธุรกิจสหรัฐฯ - อาเซียน (USABC) จำนวนกว่า 50 คน จากบริษัทชั้นนำของสหรัฐ อาทิ Amazon, Apple, Boeing, Citi, Google, Mastercard และ Seagate ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการยกระดับเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งต่อยอดการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับไทยต่อไปในอนาคต 

โดยในการหารือกับ นางแคทเธอรีน ไท ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ นายพิชัย เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ระหว่างกัน โดยในการหารือไทยได้แสดงความยินดีต่อการสรุปผลแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) ที่ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List) ซึ่งสหรัฐก็ได้เสนอว่าจะรีบดำเนินการให้เพราะไทยได้ทำตามที่สหรัฐต้องการ และรับปากว่าจะเอาไทยออกจาก Watch List ในเร็วๆนี้  นอกจากนี้ ไทยขอให้สหรัฐฯ พิจารณาเร่งรัดการต่ออายุการให้สิทธิ GSP ที่ได้หมดอายุไปเมื่อปลายปี 2563 ให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ ซึ่งสหรัฐรับที่จะนำกลับมาดำเนินการให้ไทย 

โดยไทยได้แจ้งสหรัฐฯ ว่าพร้อมเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของสหรัฐฯ เช่น ดิจิทัล AI อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ผมได้ขอบคุณบริษัทดิจิทัลสัญชาติสหรัฐฯ อย่างบริษัท Google และ Amazon ที่ได้ยืนยันแผนการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ในไทย ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของภูมิภาค พร้อมทั้งได้เชิญชวนบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ อื่นๆ เข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มอีกปลายเดือนนี้

“ตนจะเดินทางไปงานสหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะมีโอกาสได้เจอกับผู้นำทางการค้า ซึ่งได้ใช้โอกาสนี้พูดคุยกันไว้ก่อนแล้ว ซึ่งจะเป็นการไปพูดคุยว่าไทยเป็นมิตร และบริษัทในสหรัฐจะมาลงทุนในไทยเยอะ จึงควรจะเอื้อประโยชน์ให้ไทย ซึ่งหากจะเกิดสงครามการค้า ให้มองข้ามไทยไป นี่คือแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งทางท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็ให้นโยบายในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด” นายพิชัย กล่าว

ซึ่งก่อนหน้านี้นายพิชัยได้ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมกับอัครราชทูต(ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงวอชิงตัน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ในภูมิภาคอเมริกาและลาตินอเมริกา และผู้นำเข้าสินค้าไทยรายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าในตลาดสหรัฐฯ ทำงานเป็นทีมพาณิชย์เชิงรุก ตามนโยบายของรัฐบาล เร่งหาโอกาสทางการค้า การลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ไทย ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยินดีส่งเสริมแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน

ความปลอดภัยทางถนน หนุนลดการเจ็บตายบนท้องถนน ตั้งเป้าลดตายในกลุ่ม 'เยาวชน'

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน แพทย์ นักวิชาการ สถาบันการศึกษา จัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 16 ภายใต้แนวคิด 'สานพลังเข้มข้น สร้างกลไกเข้มแข็ง เพื่อถนนไทยปลอดภัย : Road Safety Stronger Together' เมื่อวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค ฟอรั่ม อิมแพ็ค

เมืองทองธานี โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในห้องย่อยที่ 1 ระบบนิเวศความปลอดภัยทางถนนสำหรับเด็กและเยาวชน : Road Safety Ecosystem for Youthด้วยว่า “กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง เช่น แนวทางรถรับส่งนักเรียนหรือแนวทางการจัดทัศนศึกษาที่ปลอดภัย แต่ปัญหาอยู่ที่การปฏิบัติของบุคลากรทางการศึกษา ที่จะทำอย่างไรให้เป็นการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กนักเรียนเมื่อมีการเดินทาง แต่อย่างไรก็แล้วแต่เรื่องความปลอดภัยทางถนนควรเป็นวาระที่สำคัญที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่ระดับครอบครัว ซึ่งก็คือการที่พ่อแม่มีวินัยจราจรให้บุตรหลานได้เห็นเป็นแบบอย่างและสถานศึกษา มาเน้นย้ำในสิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่ออยู่บนท้องถนน

น่าสนใจว่าประชาชนยังขาดจิตสำนึกเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน หากย้อนไปเมื่อ 4-5 ปีก่อนประเทศไทยมีความพยายามที่จะบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการห้ามนั่งท้ายกระบะ แต่เกิดเสียงตำหนิรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างมาก ที่ไม่เห็นอกเห็นใจผู้มีรายได้น้อยที่จำเป็นต้องโดยสารท้ายรถกระบะเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าเรายังคำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่ายก่อนเรื่องความปลอดภัยทางถนน จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายระบบการศึกษาของไทยและกลไกของครอบครัวว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เมื่อมีการเดินทางสัญจรเกิดขึ้น ทั้งนี้สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพหลักในการสร้างเสริมระบบนิเวศที่ปลอดภัย (Ecosystem) ในกลุ่มเด็กและเยาวชน คือการจัดให้มีการกำหนดมาตรการความปลอดภัยทางถนนหรือจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนน รวมถึงจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตรเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนนในชั้นเรียนนั้น ทาง ศธ. ยินดีรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาและดำเนินการต่อไป”

ด้านนายธนันท์ เมฆประเสริฐวนิช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนงาน สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้ดำเนินโครงการ 'เด็กเริ่ม ผู้ใหญ่ร่วม' เป็นภารกิจของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกรุงเทพมหานคร (ศปถ.กทม.) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 2563 โดยมีเป้าหมายและจุดเน้นคือการสร้างเยาวชนต้นแบบและผู้ริเริ่ม 'รักษ์วินัยจราจร' ที่จะเป็นกำลังสำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มพฤติกรรมรักษ์วินัยจราจรจากตนเองส่งต่อไปยังกลุ่มเพื่อน และผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง สมาชิกอื่น ๆ บนท้องถนน รวมถึงโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 โรงเรียน ทั้งนี้จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ว่าหากเราไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้แนวโน้มปี 2564 – 2573 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีเด็กเสียชีวิตเพิ่มอีก 30,204 คน แต่ถ้าเราลงมือเริ่มแก้ไขปัญหานี้ เริ่มจากเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้ามีการลดการตายได้ปีละ 5% ใน 10 ปีจะช่วยชีวิตเด็กและเยาวชนได้ สูงถึง 9,675 คน

ด้านนายรวิศุทธ์ คณิตกุลเศรษฐ์ รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. มีบทเรียนสำคัญที่ดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา ได้จัดให้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ 5 สถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินงาน 5 มาตรการอย่างเข้มงวด ได้แก่ 1. ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมาย 2.ประกาศนโยบายสถานศึกษาปลอดภัย 3.พัฒนาองค์ความรู้ด้านการขับขี่และทักษะการขับขี่ 4.ส่งเสริมการทำใบอนุญาตขับขี่ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก 5.สนับสนุนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมส่งผลทำให้จำนวนของการบาดเจ็บลดลง และสามารถลดผู้เสียชีวิตให้เป็นศูนย์ได้ภายในปี 2565 ความสำเร็จดังกล่าว ยท. และ สสส. จึงได้สานต่อความสำเร็จในครั้งนี้เพื่อเป้าหมายการใช้หมวกนิรภัยให้ได้ 100% ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงสร้างนิสัยความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะการดื่มไม่ขับ เคารพกฎจราจร โดยในปี 2567 ได้ขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดขอนแก่นและเมืองพัทยาจังหวัดชลบุรี และนำ 5 มาตรการดังกล่าวไปปรับใช้เพื่อหนุนเสริมความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องผ่านกลไกอนุกรรมการด้านเด็กและเยาวชน ในศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชลบุรี”

ชลบุรี-สวนสัตว์เปิดเขาเขียว รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ Friendly Design Awards 2024 ประเภท 'แหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)'

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค.67) นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ได้เข้ารับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ Friendly Design Awards 2024 ประเภท 'แหล่งท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)' ในงาน 'Thailand Friendly Design Expo 2024 : มหกรรมอารยสถาปัตย์นวัตกรรมสุขภาพ และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 8' ด้วยการส่งเสริม และสร้างทำอารยสถาปัตย์ เพื่อให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย สามารถเข้าถึงได้ ใช้ประโยชน์ได้โดยสะดวก ปลอดภัย ทันสมัย เป็นธรรม ทั่วถึง เท่าเทียม ด้วยนโยบายและแนวคิดการออกแบบที่เป็นมาตรฐานสากลและเป็นมิตรกับคนทั้งมวล (Friendly Design) 

รางวัลนี้ เกิดจากการทำงานที่ร่วมแรงร่วมใจของพวกเราทุกคน พวกเราจะมุ่งมั่นยกระดับให้สวนสัตว์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะต่อไป 

โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค-บางนา กรุงเทพมหานคร

ราชนาวีเปิดบ้านรับ ทีมรักบี้เกาหลี ในการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลกระชับมิตร เชื่อมความสัมพันธ์

ที่สนามกีฬาราชนาวี กม.5 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จัดให้มีการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอล ประเภท 15 คน กระชับมิตร เชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง ทีมรักบี้ฟุตบอลราชนาวี (กองทัพเรือ) กับ ทีมรักบี้ฟุตบอล  Korean Armed Forces Athletic Cops (KAFAC) โดยมี พลเรือเอก ปกครอง มนธาตุผลิน อดีต รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะ ประธานชมรมรักบี้ฟุตบอลราชนาวี  ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับ การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอล กระชับมิตร เชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง ทีมรักบี้ฟุตบอลราชนาวี (กองทัพเรือ) กับ รักบี้ฟุตบอล Korean Armed Forces Athletic Cops (KAFAC) ในครั้งนี้ทาง ชมรมรักบี้ฟุตบอลราชนาวี ได้เชิญทีม รักบี้ฟุตบอล Korean Armed Forces Athletic Cops (KAFAC) จากเกาหลี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะในการเล่นกีฬารักบี้ฟุตบอล เพิ่มพูนประสบการณ์ในระดับสากล ให้แก่นักกีฬาของกองทัพเรือ อันสอดคล้องกับนโยบายหลัก ของผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปี 2567 อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารของ ทร.และผู้บริหารกองทัพสาธารณรัฐเกาหลี โดยใช้กีฬารักบี้ฟุตบอล เป็นสื่อกลาง จัดการแข่งขันแบบเหย้า เยือน โดยทัพนักกีฬารักบี้ฟุตบอลราชนาวี จะเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างห้วงเดือน มีนาคม 68  ณ สาธารณรัฐเกาหลี

กลับมาแล้ว!! ใบหยกบุฟเฟต์ ทุเรียนฟีเว่อร์

โปรบุฟเฟต์แห่งปี หนึ่งปีมีครั้งเดียว ใบหยกยืนหนึ่ง จัดอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 9 รวม 2 บุฟเฟต์ยอดนิยม บุฟเฟต์ทุเรียน + บุฟเฟต์ทะเลยกชั้น ในราคาเพียง 1,290 บาทเน็ท/ท่าน*

(โปรจำนวนจำกัด เมื่อจองและชำระเงินล่วงหน้า) จากราคาปกติ 1,490 บาทเน็ท/ท่าน

ยกเครื่องระบบการเงินไทย สกัดทุนเทาภัยเงียบกัดกร่อนเศรษฐกิจ ใช้กฎหมาย–เทคโนโลยี จับฟอกเงิน เร่งปิดช่องโหว่ทองคำ–ธุรกรรมมืด

เมื่อกระแสเงินทุนไหลผ่านระบบการเงินของประเทศ ไม่ใช่ทุกสายน้ำจะบริสุทธิ์และใสสะอาด มีเงินทุนบางส่วนที่แฝงไปด้วยความมืดมน ซ่อนเร้นไปด้วยเจตนาร้าย พร้อมจะกัดกร่อนรากฐานเศรษฐกิจของชาติ สิ่งที่เรียกว่า "ทุนเทา" นั่นเอง

ล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศยกระดับการต่อสู้กับปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญของชาติ ด้วยความตระหนักว่าหากปล่อยให้ทุนเทาแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดของระบบเศรษฐกิจ ผลเสียที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สูญหายไป แต่คือความเชื่อมั่น ความมั่นคง และอนาคตของประเทศที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเงินผิดกฎหมายจากการพนันออนไลน์ การปั่นบัญชี การโอนเงินเข้าออกก้อนใหญ่ และธุรกรรมลับที่เกี่ยวข้องกับทองคำ กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งต่อประชาชน ระบบการเงิน และความผันผวนของค่าเงินบาท

"ทุนเทา" หรือที่เรียกในภาษาสากลว่า "Dirty Money" คือเงินทุนที่มีแหล่งที่มาจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริตคอร์รัปชัน การฉ้อโกงภาษี การหลอกลวงประชาชน การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย เงินเหล่านี้เมื่อถูกนำเข้าสู่ระบบการเงินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การฟอกเงิน" (Money Laundering) จะถูกปกปิดร่องรอยจนดูเสมือนเป็นเงินสะอาดที่ชอบด้วยกฎหมาย

อันตรายของทุนเทาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำลายหลักนิติธรรม แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโดยรวม เมื่อนักลงทุนต่างชาติหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศสงสัยว่าประเทศใดมีปัญหาการฟอกเงินอย่างรุนแรง พวกเขาจะลังเลที่จะทำธุรกรรม ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น การค้าการลงทุนติดขัด และที่สำคัญที่สุด คือภาพลักษณ์ของประเทศจะเสื่อมถอยในเวทีโลก

หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้ว่าฯ วิทัย ต้องเผชิญ คือข้อเท็จจริงที่ว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ธปท. ไม่สามารถมองเห็น "flow เงินบาท" ที่เกิดขึ้นในระบบได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินที่เกิน 500,000 บาท การฝากเงินสดที่สูงกว่า 2 ล้านบาท หรือธุรกรรมต้องสงสัยที่เป็นหัวใจสำคัญของการติดตามเงินผิดกฎหมาย ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดถูกส่งตรงไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพียงหน่วยงานเดียว

ผู้ว่าฯ วิทัย ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหานี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก ทั้งกรณีบัญชีม้า บัญชีที่ถูกใช้กระทำความผิด หรือธุรกรรมที่ทำให้ผู้ฝากเงินและผู้โอนเงินตกเป็นเป้าตรวจสอบโดยไม่รู้ตัว ทำให้ ธปท. ขาดข้อมูลสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ ทั้งที่ธุรกรรมเหล่านี้มีผลต่อเสถียรภาพการเงินโดยตรง

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธปท. จำเป็นต้อง "ยื่นมือ ติดดิน" ด้วยการกลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่ ทั้งพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน และพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน เพื่อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมบางประเภทที่ผิดปกติต่อ ธปท. โดยตรง แนวทางใหม่นี้ไม่เพียงเป็นการเพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินเทา แต่ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะ ปปง. ในการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด

ดังนั้น ผู้ว่าฯ วิทัย จึงได้วางรากฐานการสกัดทุนเทาด้วยแนวทางที่ครอบคลุมและเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 2 มิติหลัก:

มิติที่หนึ่ง: เพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินต้องสงสัย

ธปท. จะใช้กฎหมายที่มีอยู่กำกับให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมผิดปกติตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เงินก้อนใหญ่เข้าแล้วออกทันที บัญชีที่ถูกใช้บนเว็บพนันออนไลน์ ธุรกรรมที่มีรูปแบบการโอนที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อปกป้องผู้บริโภค ป้องกันระบบการเงินกลายเป็นช่องทางทำทุจริต และส่งต่อให้ ปปง. ประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการตรวจจับรูปแบบการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย ทำให้สามารถระบุความเสี่ยงได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบ Transaction Monitoring ที่ทันสมัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายล้านรายการในเวลาอันสั้น ชี้เป้าธุรกรรมที่อาจเป็นการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่สอง: ยกระดับการกำกับและรู้จักลูกค้า (KYC/CDD)

ธปท. เดินหน้าปรับเกณฑ์ด้านการรู้จักลูกค้าให้เข้มข้นมากขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไปจนถึงผู้ให้บริการ e-Wallet ผู้ให้บริการโอนเงินรายย่อย (Money Transfer Agent) และผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตรา (Money Changer) 

การกำหนด customer profiling ที่ละเอียด การตรวจสอบระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และการบังคับใช้กฎเมื่อพบความเกี่ยวข้องกับการทำผิด จะช่วยคัดกรองและตรวจจับธุรกรรมผิดปกติให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะบัญชีที่ถูกใช้บนแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของทุนเทาที่กำลังเติบโตแบบไร้รอยต่อ

อีกหนึ่งจุดเปราะบางที่ผู้ว่าฯ วิทัย เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา คือ "ธุรกิจทองคำในประเทศไทย" ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ "ไม่มีการกำกับดูแล" ทำให้ ธปท. ไม่เห็นข้อมูลการซื้อขายทองคำในประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหน้าร้าน หรือผ่านแพลตฟอร์มและแอปเทรดทอง

ข้อมูลที่ ธปท. มีอยู่จำกัดเฉพาะธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ที่เกิดขึ้นระหว่างร้านทองและธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ขณะที่ธุรกรรมทองคำจริงจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านการซื้อขายกับตลาดต่างประเทศผ่านบริษัทในเครือ หรือแม้กระทั่งผ่านสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง ธปท. ไม่สามารถติดตามได้

ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้น คือธุรกรรมทองคำมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เนื่องจากร้านทองต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ "สแควร์โพสิชัน" ทั้งทองคำและเงินตราต่างประเทศ จึงมีความเคลื่อนไหว FX ในปริมาณสูง หากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ธปท. ย่อมยากที่จะประเมินแรงกดดันต่อค่าเงินในช่วงเวลาสำคัญ

ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อขยายอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล และกำกับดูแลธุรกรรม FX ที่เชื่อมโยงกับทองคำให้ใกล้เคียงรูปแบบธุรกิจการเงินมากขึ้น นี่คือการปิดช่องโหว่สำคัญที่เคยถูกมองข้ามมานาน

แน่นอนว่า การสกัดทุนเทาไม่สามารถทำได้โดย ธปท. เพียงองค์กรเดียว ผู้ว่าฯ วิทัยได้เน้นย้ำการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ภายในประเทศ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ ปปง. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมสรรพากร และหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ

ในระดับสากล ธปท. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Financial Action Task Force (FATF) องค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานการต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทางการเงินกับประเทศคู่ค้าสำคัญทำให้สามารถติดตามทุนเทาข้ามแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กฎหมายที่เข้มงวดและบทลงโทษที่จริงจังคือเครื่องมือสำคัญในการยับยั้งผู้กระทำผิด ธปท. ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพิ่มโทษสำหรับสถาบันการเงินที่ละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบ และเสริมสร้างอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลในการเข้าถึงข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย

ปฏิบัติการเร่งสกัดทุนเทาครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการกำกับธุรกรรมผิดกฎหมาย แต่คือการยกเครื่องระบบการเงินไทยให้โปร่งใสขึ้นในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบายกำกับดูแลผู้ให้บริการการเงินยุคดิจิทัล การจัดระเบียบทองคำ ไปจนถึงการสร้างฐานข้อมูลเส้นทางเงินที่ทันสมัยและครอบคลุมมากกว่าเดิม

นั่นเพราะเมื่อระบบการเงินสะอาดและโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนจะเพิ่มพูน เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และที่สำคัญที่สุด คือสังคมไทยจะเป็นสังคมที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top