Monday, 8 June 2026
PoliticsQUIZ

'เพื่อไทย' แนะ 'กยศ.' ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขกู้ยืม เปิดโอกาสให้กลุ่มวิชาชีพ-ดอกเบี้ยต่ำ-งดฟ้องร้อง

ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือ กยศ. โดยสรุปว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นนโยบายที่ดี เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่ยากจน ได้มีโอกาสกู้ยืมเงินมาศึกษาเล่าเรียนเพื่อสร้างอนาคต แต่ในกระบวนการกู้ยืมเงินมีปัญหาและอุปสรรค ตั้งแต่การจำกัดให้เฉพาะนักเรียนหรือนักศึกษาในระบบการศึกษาเท่านั้นที่สามารถกู้ยืมได้ แต่ประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกระบบการศึกษากลับไม่มีโอกาสเข้าถึงเงินกองทุนกู้ยืม เงื่อนไขการกู้ยืมเงินที่ยุ่งยาก ต้องมีการพิสูจน์ความยากจน มีอัตราดอกเบี้ยสูง และต้องมีบุคคลค้ำประกันเงินกู้ เพราะสำหรับคนจนซึ่งยากจนอยู่แล้ว ก็ยิ่งหาคนมาช่วยค้ำประกันได้ยากยิ่งกว่า 

เมื่อสำเร็จการศึกษาและถึงกำหนดชำระหนี้เงินกู้ ถ้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดก็จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจนเป็นข่าวแพร่หลายว่าผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ต้องถูกฟ้องยึดบ้านยึดไร่นาเพื่อใช้หนี้ กยศ. 

ส.ส.พรรคเพื่อไทย จึงร่วมอภิปรายแสดงความเห็น เสนอแนวคิดให้นักศึกษาที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาเอกชนนอกระบบก็สามารถกู้ยืมเงินกองทุนได้ อาทิ โรงเรียนฝึกมวยไทยอาชีพ การกู้ยืมเงินกองทุนไม่ควรต้องพิสูจน์เรื่องความยากจน ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน และควรมีอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงรัฐควรยุติฟ้องคดีหนี้ กยศ.ชั่วคราว เพราะการฟ้องร้องคดี กยศ. เป็นการทำลายอนาคตของนักศึกษาและสร้างภาระความเดือดร้อนแก่ผู้ค้ำประกัน

[+นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ]
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ควรครอบคลุมถึงสถาบันการศึกษาเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งในส่วนสถาบันการศึกษานอกระบบนี้ยังรวมถึงการฝึกอบรมวิชาชีพต่าง ๆ เช่น การนวดแผนโบราณ หรือสถาบันฝึกมวยไทยอาชีพ เพราะวิชาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพให้พี่น้องสร้างรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีนักท่องเที่ยวมาจำนวนมากและชอบการนวดแผนไทย ชอบมวยไทย ดังนั้น เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขนิยามแล้ว ก็ควรให้กลุ่มวิชาชีพนอกระบบนี้อยู่ในเกณฑ์กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาดังกล่าวได้

[+จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.]
กยศ. ควรมีการจัดทำข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับนักเรียนและนักศึกษาเพื่อประกอบการตัดสินใจการเลือกคณะที่จะศึกษาต่อ โดยเฉพาะข้อมูลด้านสถิติการมีงานทำ ประเภทงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ประเภทงานที่ขอให้กู้ยืมเงินรวมถึงการคาดการงานที่จำเป็นในตลาดแรงงานอันใกล้ ซึ่งเป็นข้อมูลจำเป็นที่ กยศ. ควรมีอย่างต่อเนื่อง ชี้แจงให้นักเรียนนักศึกษาได้ทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจการเลือกคณะที่เรียนและขอกู้เงินอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษาต้องตกงานภายหลังสำเร็จการศึกษา

[+นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร]
ประเทศไทยยังมีพี่น้องชาติพันธุ์ ที่มีปัญหาไม่ได้รับสัญชาติไทย แต่เขาเกิดบนแผ่นดินไทย เมื่อไม่มีสัญชาติก็ไม่มีโอกาสด้านการศึกษา เมื่อเขาขาดโอกาสจากในโรงเรียนปกติ เราควรเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนในโรงเรียนฝึกอาชีพอื่นๆ เปิดช่องทางให้เขาได้กู้ยืมได้เรียนหรือไม่ เพราะนี่คือการให้โอกาส ถ้าเขาได้ยืมเงิน ได้เรียน ได้ใช้มันสมองในการพัฒนาอาชีพ เลี้ยงชีวิต ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ขออย่าได้กีดขวางเขาเพียงแค่ต้องเรียนในระบบเท่านั้น

[+คมเดช ไชยศิวามงคล  ส.ส.กาฬสินธุ์]
ปกติแล้ว การค้ำประกันจะเกี่ยวเนื่องพัวพันไปถึงการดำเนินคดี การยึดทรัพย์ การขายทอดตลาด ตลอดจนถูกฟ้องล้มละลาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ปีที่ผ่านมาปรากฏว่านักเรียนนักศึกษา รวมถึงผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดระบาด ต้องเดือดร้อนตกงาน จึงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ตกเป็นจำเลยทั้งตัวนักเรียนนักศึกษาครอบครัวต้องเดือดร้อน และเดือดร้อนไปถึงผู้ค้ำประกันที่ถูกฟ้องยึดทรัพย์ จึงควรหาหนทางแก้ไขปัญหา ดังนั้น ปัญหาหนี้ กยศ. การฟ้องร้องไม่น่าจะใช่ทางออกของการแก้ปัญหา การกู้ยืมเงิน กยศ. ไม่ควรมีการค้ำประกัน และเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ ปัญหาฟ้องร้องเหล่านี้น่าจะลดน้อยลง

'บิ๊กตู่' สั่งกำลังทหารรับมือน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมขอบคุณที่ช่วยกันทำให้ประชาชนปลอดภัย

 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 ก.ย. 65 พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม พร้อม รมช.กลาโหม และ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยาและการปฏิบัติงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพในพื้นที่

โดยรมว.กลาโหม ได้เดินทางไปยังวัดกษัตราธิราชเจ้า รับฟังสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งการเตรียมการป้องกันสถานที่สำคัญๆ ชุมชนและการรับมือกับปริมาณน้ำในแม่น้ำที่เพิ่มขึ้น ก่อนที่จะเดินทางต่อไปสังเกตการณ์สถานการณ์น้ำและการสนับสนุนของหน่วยทหารในพื้นที่พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย และพื้นที่บริเวณพระตำหนักสิริยาลัย พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่

'สมชัย' เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง 'บิ๊กป้อม' ช่วยส่งสัญญาณให้รัฐสภาฯ รื้อทิ้งอำนาจส.ว.

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบาย พรรคเสรีรวมไทย และเป็นอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะคณะผู้รณรงค์แก้ไข ม. 272 ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก ถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาราชการนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอเสียงสนับสนุนอย่างจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ ม. 272 โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

“วันที่ 6 และ 7 กันยายน พ.ศ.2565 นี้ ประธานรัฐสภาได้กำหนดให้เป็นวันประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยในเรื่องด่วน วาระที่ 6 เป็นข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของประชาชน 64,151 รายชื่อ เพื่อแก้ไขในบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ประเด็นการตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรกของรัฐสภา

หลักการแก้ไขดังกล่าว เป็นการทำให้ประเทศคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เป็นสากลและเคยเป็นหลักปฏิบัติในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกฉบับ ตลอดจนความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่วุฒิสภาร่วมให้ความเห็นชอบเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศนั้นสิ้นสุดลงแล้ว โดยอิงจากรายงานผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ได้ระบุถึงความสำเร็จของการดำเนินงานในทุกเรื่อง และจะสิ้นสุดในปลายปี พ.ศ. 2565 นี้

‘สุวัจน์’ เปิดตัว ‘กรณ์’ ร่วมทีมศก.พรรคชาติพัฒนา อาสา ‘กู้-แก้’ วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ

(2 ก.ย. 65) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา แถลงเปิดตัวนายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคกล้า เข้ามาร่วมทำงานเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนาเพื่ออาสาทำหน้าที่กอบกู้และแก้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ 

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ หลังจากพิษโควิด-19 ระบาดหนักได้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทยหลายด้าน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ส่งผลให้ผู้คนตกงาน ขาดรายได้ เข้าสู่การกู้หนี้ยืมสิน เป็นหนี้กันถ้วนหน้า ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ได้รับผลพวงจากสงครามรัสเซียยูเครน ทำให้ราคาพลังงาน และสินค้าอื่นสูงขึ้นตามไปด้วยนั้น ก็เป็นการตอกย้ำประชาชนอีกระลอก

“พรรคชาติพัฒนา มีความตั้งใจและหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ และหวังได้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ จึงเห็นควรที่จะเชิญชวน นายกรณ์ มาร่วมเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรค ด้วยดีกรีทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ซึ่งมั่นใจว่าจะเข้าถึงการแก้ปัญหาของประชาชนได้” สุวัจน์ กล่าวเสริม

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องทำงานด้วยความยืดหยุ่นเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติ สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจ เกิดความหวังแก่คนรุ่นใหม่ นำมาสู่ความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยการติดสินใจในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่ได้พูดคุยกับคนในพรรคกล้าแล้ว และทุกคนก็ต่างเห็นดีเห็นงาม ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถบอกได้ ว่าสมาชิกในพรรคกล้าจะตามมาอยู่ร่วมกับพรรคชาติพัฒนาหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม มีการยืนยันว่าการแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการการรวมพรรคระหว่างพรรคกล้า กับพรรคชาติพัฒนา ขณะที่นายกรณ์ ได้ยืนยันด้วยว่า ‘พรรคกล้า’ ยังไม่ยุบ

'บิ๊กตู่' ขอโทษแฟนคลับอยุธยา เหตุไม่ได้แวะทักทาย เพราะเปิดกระจกรถไม่ได้ เนื่องจากเป็นรถกันกระสุน

(2 ก.ย. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ชาวบ้าน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มารอต้อนรับและให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รมว.กลาโหม ที่หน้าวัดกษัตราธิราชวรวิหาร แสดงความไม่พอใจ เพราะไม่ได้พบพล.อ.ประยุทธ์ นั้น

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฝากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ขอโทษชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแทนตนเอง พร้อมบอกเปิดกระจกรถไม่ได้ เนื่องจากเป็นรถยนต์กันกระสุน อีกทั้งมาในนามรมว.กลาโหม จึงไม่อยากให้มีการบิดเบือนเปรียบเทียบ แต่ส่วนตัวรู้สึกดีใจที่ได้เห็นหน้าประชาชน และได้โบกมือทักทายในรถแล้ว

'เพื่อไทย' ชี้!! รัฐต้องหยุดจัดการน้ำแบบสะเปะสะปะ แนะควรเพิ่มบทบาท ‘ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ’ ให้มากขึ้น

เพื่อไทย ชี้รัฐบาล อยู่มา 8 ปี ‘ยิ่งแก้ น้ำยิ่งท่วม’ แนะเพิ่มบทบาท ‘ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ’ เตือน ปชช.ให้มีประสิทธิภาพ - ว่าที่ส.ส.กทม. ส.ก.เพื่อไทย จับมือสำรวจท่อรอบกรุง เปิดทางรอระบายน้ำ

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานด้านนโยบายปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ พรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในปี 2565 ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศมา 8 ปี ทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพ ‘ยิ่งแก้ น้ำยิ่งท่วม’ สาเหตุเป็นเพราะ 

1.) กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท เน้นสร้างถนนให้สูงขึ้น เพื่อหนีน้ำ ทำให้ถนนกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมข้างล่าง แต่ด้านบนท่วมหมด เป็นการมองเพียงมิติวิศวกรรม ไม่ได้มองในเรื่องของการระบายน้ำ

2.) กรมโยธาธิการและผังเมือง เน้นทำกำแพงป้องกันตลิ่งจนเกิดปัญหา ‘ล้ำลำน้ำ’ ทำให้คลองมีความแคบลง การระบายน้ำทำได้ยากขึ้น ทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ท้ายน้ำ

3.) ฝ่ายทหารขยันขุดลอกคลอง เอาดินที่ขุดออกมาเสริมกั้นหรือแปะสองข้างตลิ่ง ทำให้ตลิ่งและคลองแคบลง การระบายน้ำจึงเป็นไปได้ยาก 

ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรสร้างแหล่งน้ำและระบบชลประทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และต้องหยุดบริหารแบบ ‘สะเปะสะปะ’ เพราะจะทำให้เกิดสถานการณ์ ‘เดี๋ยวท่วมเดี๋ยวแล้ง’ ควรบริหารแต่ละลุ่มน้ำให้ดีก่อน และผันน้ำอย่างเป็นระบบ ขอให้ระมัดระวัง ‘น้ำฟ้า’ มากกว่า’ น้ำท่า’  เป็นหลัก เวลานี้สภาพอากาศแปรปรวนมาก ยากต่อการคาดคะเน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยจะเสี่ยงวิกฤต ซึ่งการรับมือและการจัดการกับสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ จะคิดแบบเดิมไม่ได้ เตือนไทยเตรียมรับมือสถานการณ์ขั้นเลวร้ายที่สุด เช่น ระเบิดฝน (Rain Bomb) แบบที่ขึ้นแล้วในเกาหลีและปากีสถาน สามารถเกิดในไทยได้ 

ดร.ปลอดประสพ กล่าวอีกว่า ขณะที่การรายงานและเตือนภัยของรัฐบาล ควรปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาทำแบบ ‘ต่างคนต่างพูด’ การรายงานและการเตือนภัยเป็นไปคนละทิศคนละทาง กรมอุตุวิทยา พูดเรื่องอากาศ และน้ำฝน, กรมชลประทาน พูดเรื่องน้ำท่า, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พูดเรื่องภาพถ่ายทางอากาศ ทำให้ประชาชนเอาภาพมาต่อกันไม่ได้ 

ดังนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเพิ่มบทบาทการรายงานและเตือนภัยให้กับ ‘ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ’ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนอย่างรอบด้าน หน่วยงานนี้ตนเองเป็นผู้ก่อตั้ง เพื่อทำหน้าที่สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ และจัดการมหาวิกฤต 2554 มาแล้ว  เสียดายที่หน่วยงานนี้ปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

'ชวน' ย้ำเตือน อย่าทำให้การเมืองเป็นธุรกิจ แนะ!! ผู้กู้กยศ.ควรคืนเงิน เพื่อรุ่นต่อไป

'ชวน' เปิดงานโครงการส่งเสริมและปลูกฝังแนวคิดบ้านเมืองสุจริตไปสู่เยาวชน พร้อมบรรยายพิเศษ 'ประเทศรุ่งเรือง เมื่อบ้านเมืองสุจริต' ย้ำเตือนอย่าทำให้การเมืองเป็นธุรกิจ แนะผู้กู้กยศ.คืนเงิน เพื่อรุ่นต่อไป

(2 ก.ย.65) ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เป็นประธานเปิดงานโครงการส่งเสริมและปลูกฝังแนวคิดบ้านเมืองสุจริตไปสู่เยาวชน เพื่อสร้างการเรียนรู้ และเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการประพฤติปฏิบัติตนเป็นสุจริตชนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และครูอาจารย์ พร้อมทั้งบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘ประเทศรุ่งเรือง เมื่อบ้านเมืองสุจริต’ โดยมีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, นิสิต, นักศึกษา และครูอาจารย์ในกทม. ภาคกลาง, ภาคใต้และภาคเหนือ ประมาณ 200 คนเข้าร่วมงาน

ทั้งนี้นายชวน กล่าวบรรยายพิเศษตอนหนึ่งว่า ตนเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยได้รับการเลือกตั้งต่อเนื่องมาถึง 16 สมัย จึงได้เห็นบ้านเมืองด้วยตาตนเองและประจักษ์ว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไร หรือการเมืองเป็นเช่นไร มิใช่การรู้จากคำบอกเล่าของผู้อื่น โดยเมื่อปี 2512 ตนได้รับการเลือกตั้งครั้งแรก ซึ่งสมัยนั้นเท่าที่ทราบยังไม่มีการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงเลือกตั้ง แต่พบว่ามีผู้ลงสมัครเลือกตั้งบางคน บางจังหวัดแจกอาหารข้าวของให้ประชาชน

ในฐานะที่ตนอยู่บนเส้นทางการเมืองมานานกว่า 50 ปี เคยดำรงตำแหน่งทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ตนจึงเป็นห่วงบ้านเมืองว่านักการเมืองทำการเมืองแบบไม่สุจริต โดยเฉพาะในลักษณะของธุรกิจการเมือง คือการใช้เงินปูทางขึ้นมาสู่อำนาจ ซึ่งถือเป็นการทุจริตอย่างหนึ่ง และการทุจริตในลักษณะเช่นนี้ ย่อมเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับและในแทบทุกภาคส่วน เพราะนักการเมืองย่อมอาศัยกลไกในระบบบราชการและเครือข่ายในภาคส่วนธุรกิจ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้ามาถอนทุน ผลเสียหายต่อบ้านเมืองและการพัฒนาประเทศย่อมมีมากมายมหาศาล

'จิรายุ' โวย รัฐบาลห่วยแตก ปล่อยข้าวของแพง ชี้!! ค่าไฟพุ่งเกิน 5 บาทต่อหน่วยก่อนสิ้นปีแน่นอน

หลังรัฐบาลบิ๊กตู่อยู่มา 8 ปี โอบอุ้มแต่นายทุนพลังงาน ล่าสุดกู้แสนล้านชดเชยต้นทุนค่าไฟให้ EGAT ไปแล้วแสนล้าน แต่กลับไม่เจรจากับเอกชนที่รัฐต้องจ่ายค่าความพร้อมอีกปีแปดหมื่นล้าน แต่ดันจะซื้อไฟเอกชนไทยในลาวอีก 5 แห่ง 3,800 เมกฯ ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจถดถอย ความต้องการไฟโอเวอร์ซัปพลายสุดท้ายกรรมตกไปที่ประชาชนต้องรับเวรค่าน้ำค่าไฟค่าน้ำมันแพงไปแทน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการได้พิจารณากรณีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและแนวโน้มที่รัฐบาลจะพลักภาระที่เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลไปให้กับประชาชน ด้วยการขึ้นค่าไฟเพิ่ม ซึ่งคาดว่าจะสูงขึ้นถึง 5 บาท/หน่วยก่อนสิ้นปีแน่นอน ถือเป็นความห่วยแตกในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล กรรมาธิการส่วนใหญ่มีความเห็นว่า หากรัฐบาลยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน กรรมจะตกกับคนไทยทั้งแผ่นดิน

ทั้งนี้ตนขอให้รักษาการนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ไขเป็นวาระเร่งด่วนเนื่องจากจะเกิดสึนามิทางพลังงานและค่าครองชีพที่แพงมหาโหดจะโถมเข้าใส่ประชาชนตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยกรรมาธิการมีความเห็นว่า 

1.) ขอให้ยกเลิกการกู้เงินเพื่อมาชดเชยให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซึ่งกู้เงินไปแล้ว 110,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะขอกู้เพิ่มอีกเนื่องจากสถานการณ์พลังงานของประเทศและโลกจะเข้าสู่โหมดราคาสูงในช่วงหน้าหนาว

ถอดรหัส ‘กรณ์-สุวัจน์’ สุญญากาศ ‘ควบรวมพรรค’ กับปัญหาทางกม.ที่สองฝ่ายยังพูดได้ไม่เต็มปาก!

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ย. 65 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา เปิดบ้านแถลงข่าว พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำในเป้าหมายและเหตุผลในการ “ทำงานร่วมกัน” ในฐานะมืออาชีพด้านเศรษฐกิจ 

มีการย้ำเรื่องเศรษฐกิจปากท้องอยู่แทบทุกคำพูด แต่แล้วก็ไม่วายนักข่าวสายดราม่าการเมือง ก็เน้นบี้ถามเอาคำตอบที่จะสร้างข่าวดราม่าได้ จนทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องอ้ำอึ้ง พูดได้ไม่เต็มปาก

เรามาถอดรหัสกันว่า เป็นเพราะเหตุใด!?

เรื่องมีอยู่ว่า กฎหมายของพรรคการเมืองในการจะทำงานร่วมกันไม่เหมือนกับกฎหมายธุรกิจเหมือน TRUE ควบรวมกับ DTAC เพราะ 2 มาตราหลักนี้คือ

มาตรา28 ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

'เด็กพรรคกล้า' โต้!! กระแส 'กรณ์' ทิ้งพรรคซบสุวัจน์ ชี้!! รีเทิร์นทีมศก. ยุควิกฤติแฮมเบอร์เกอร์อีกครั้ง

สืบเนื่องจากวันที่ 2 ก.ย. 65 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้แถลงเปิดตัวนายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคกล้า เข้ามาร่วมทำงานเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนาเพื่ออาสาทำหน้าที่กอบกู้และแก้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศนั้น ก็เกิดกระแส 'ทิ้งกล้า' ของนายกรณ์แพร่สะพัดตามหน้าสื่อโดยทันที ทั้งที่เรื่องนี้ยังไม่มีการเอ่ยปากจากหัวเรือใหญ่จากทั้ง 2 พรรคแต่อย่างใด

ล่าสุดคนในพรรคกล้าได้ออกมาชี้แจงถึงความจริง อาทิ เทมส์ ไกรทัศน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคกล้า จังหวัดภูเก็ต โพสต์ข้อความชี้แจงถึงกระแสการรวมพรรคกล้ากับพรรคชาติพัฒนาเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งแพร่สะพัดเป็นอย่างมากในเวลานี้ ว่า...

ผนึกกำลัง!! ไม่ได้ทิ้ง ไม่มีใครซบใคร

ด้วยอุดมการณ์ตั้งแต่เริ่มและใน DNA ของพวกเรา คือ การเข้ามา #ลงมือทำ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง เราให้ความสำคัญ เราตั้งใจทำงานการเมืองเพื่อส่วนรวม ไม่ได้มาเพื่อที่จะรักษาอำนาจหรือผลประโยชน์อะไร

และด้วยกติกาและเหตุผลทางการเมืองหลายปัจจัย พวกเราก็ย่อมต้องมองถึงยุทธศาสตร์เพื่อให้ได้ไปอยู่ในจุดที่โอกาสจะอำนวย ช่วยให้เราได้ทำงานตามปณิธานที่ตั้งไว้ จึงเกิดการจับมือกันของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” และ “กรณ์ จาติกวณิช” ในวันนี้

แน่นอน คุณกรณ์ ชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับด้านเศรษฐกิจ สะท้อนปัญหาปากท้อง ความเดือดร้อนของประชาชนอยู่บ่อยๆ และ DNA ของการลงมือทำก็ชัดเจน ส่วน คุณสุวัจน์ เอง ก็เป็นนักการเมืองนักปฏิบัติตัวจริงมาเนิ่นนาน ไม่สนความขัดแย้งใดๆ ที่ทำให้เสียโอกาสการทำงาน 

จับมือกันเพื่อผสานพลังมากขึ้น เห็นภาพความชัดเจน “#ลงมือทำด้านเศรษฐกิจ” และ “#ปฏิบัตินิยม” เดินหน้าแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่เป็นหลักชัย มีเป้าหมายเพื่อนำพาความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งสู่พี่น้องทั้งในชนบทและคนเมือง จากเหนือจรดใต้ จากกลุ่มชนชั้นกลางจนถึงพี่น้องที่ยังมีความยากไร้ ไม่เอาแล้ววังวนความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ฝังลึก การประท้วงที่ยืดเยื้อ สู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง รังแต่จะทำลายเศรษฐกิจ ทำร้ายครอบครัวและชีวิตชาวไทย

หากท่านเห็น #เศรษฐกิจปากท้อง เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ไม่อยากเห็นรัฐบาลที่มุ่งแต่หาผลประโยชน์ให้ตนและพวกพ้องและละเลยประชาชนโดยสิ้นเชิง เบื่อลัทธิบูชาตัวบุคคลที่พรรคการเมืองต่างเอามาชูต่อสู้สร้างความขัดแย้งเป็นกว่าสิบๆ ปี เบื่อการจาบจ้วงและการไม่รับฟังคนเห็นต่างอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย และอยากได้ #การเมืองสร้างสรรค์ ความร่วมมือนี้ จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีขึ้นแก่ท่านได้

คุณกรณ์ถามไถ่ผมแล้ว ผมเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ความร่วมมือนี้ว่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและทำให้เรามีโอกาสทำงานมากขึ้น ส่วนเรื่องขั้นตอนทางกฎหมายมี และ #ไม่นานก็จะเป็นภาพที่ชัดเจน ครับ… ณ ตอนนี้ ไม่มีทิ้งใคร ไม่มีใครซบใคร ผสานพลังเดินหน้าและลงมือทำต่อไป

ขณะที่ด้านนาย พัสณช เหาตะวานิช เลขานุการส่วนตัวของนายกรณ์ จาติกวณิช ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงความมุ่งมั่นในเป้าหมายและ ยืดหยุ่นในเส้นทาง ไว้ว่า...

หากเราย้อนดูข่าวที่ออกจากปากคุณกรณ์ หรือคุณสุวัจน์ มันจะมีแต่คำว่า “เศรษฐกิจ” - “ปากท้อง” - “ค่าครองชีพ” และ “ประชาชน” 

คุณกรณ์ย้ำตอนแถลงว่า ถึงเวลาของมืออาชีพทางเศรษฐกิจ ที่เข้าใจทั้งมิติการเมือง และเศรษฐกิจเข้ามาทำงานบริหารประเทศ เลยทำให้เราต้องย้อนดูผลของงานที่ทั้งสองทีมทำมา ก็จะพบว่า ประจักษ์ในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน 

การจับมือ หรือการร่วมมือกันทำงานในครั้งนี้ คุณกรณ์พูดไว้ตอนแถลงว่า.. ตัดสินใจง่ายมาก แกบอกว่า.. หลักคิดคือ จับมือแล้วเราสองคนช่วยประชาชนมากขึ้นหรือไม่ จับมือ ประชาชนได้ประโยชน์จากการกระทำครั้งนี้หรือไม่ คำตอบคือ แน่นอน!

ไม่มีอะไรสำคัญเท่าผลพิสูจน์จากการ #ลงมือทำ และคุณสุวัจน์เอง แกก็เป็นนักการเมืองสายนี้มานานแล้ว เป็นนักปฏิบัติตัวจริง ไม่สนความขัดแย้งใดๆ ที่ทำให้เสียโอกาสการทำงาน  

สำคัญที่สุดอีกอย่าง ทั้งสองคนทำงานเป็นนักการเมืองของประเทศไทย หลักที่ยึดไว้มั่นที่สุดคือการธำรงไว้ซึ้งสถาบันหลัก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หนักแน่นดังเดิม

นายพัสณช ยังโพสต์ต่ออีกว่า ในช่วงปี 2551-2554 คุณกอร์ปศักดิ์ เป็นรองนายกฯ เศรษฐกิจ / คุณกรณ์ เป็นรัฐมนตรีคลัง ทีมคุณสุวัจน์ โดยคุณหมอวรรณรัตน์ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top