Wednesday, 19 August 2026
Politics

“ชมรมกำนัน” ค้านลดวาระ!! ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลางค้าน ลดวาระ 5ปี เสี่ยงแตกแยก มองเป็นงานไม่ใช่การเมือง หวั่นเพิ่มภาระงบประมาณ

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลาง ไม่เห็นด้วย ท่าที'กำนันยศ' หนุนดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่เห็นด้วยกฎหนดวาระ เหตุตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน และการแข่งขันนำไปสู่ความแตกแยกในชุมชน
​กำนัน ดร.ธวัชชัย นิมา ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง และนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกแถลงการณ์แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ กำนันยงยศ แก้วเขียว ออกมาเห็นด้วยกับการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้เหลือเพียงวาระละ 5 ปี

​กำนัน ดร.ธวัชชัย ระบุว่า แม้ตนจะเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ในมุมมองส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการลดวาระเหลือ 5 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดดำเนินการโดยขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และยังไม่ได้รับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

​ประธานชมรมฯ ภาคกลาง ชี้ว่างานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านมิใช่งานทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นกลไกการปกครองท้องที่ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความคุ้นเคยในพื้นที่ และความไว้วางใจจากชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาสะสม หากจำกัดวาระเหลือเพียง 5 ปี จะส่งผลเสียต่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการและการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งยังสุ่มเสี่ยงทำให้ตำแหน่งดังกล่าวกลายเป็นสนามแข่งขันทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การแบ่งฝ่ายและความขัดแย้งในหมู่บ้าน ตลอดจนเพิ่มภาระงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ในการจัดเลือกตั้งบ่อยครั้ง

​"หากปัญหาคือเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ทางออกไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดวาระเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบประเมินผล การตรวจสอบ และกระบวนการเอาผิดผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตให้มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้วิธีตัดโอกาสและทำลายความต่อเนื่องของคนที่ทำงานดีทั้งหมด" กำนัน ดร.ธวัชชัย กล่าว
​พร้อมย้ำว่าการปฏิรูประบบการปกครองท้องที่ ไม่ควรมองแค่เรื่อง "วาระกี่ปี" แต่ต้องคำนึงถึง "หน้าที่ ความรับผิดชอบ และประโยชน์สูงสุดของประชาชน" เป็นหลัก โดยขอเสนอให้ภาครัฐจัดทำการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ทั้งนี้ Mtoday ได้รับข้อมูลมาว่า การที่กำนันยงยศ เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านวาระ 5 ปี อาจมีการต่อรองกับฝ่ายการเมือง ผลักดันให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่เกษียณอายุ 60 ปี เนื่องจากตัวเอง กำลังจะเกษียณอายุ การกำหนดว่าระ 5 ปี โดยไม่เกษียณอายุเหมือนตำแหน่งการเมือง ก็เพื่อตัวเองจะได้กลับมาเป็นอีก พร้อมทั้งมีการตั้งคำถาม ความโปร่งใสในการบริหารชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจังหวัด ที่มีการเก็บค่าสมาชิก มีความโปร่งใสแค่ไหน

รัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์”!! มุ่งหน้า Missing Link แทน ปิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 'อนุทิน' แจงทิศทางใหม่ชัดเจน ทุกฝ่ายต้องจับตาทบทวนยุทธศาสตร์

ฟันธง….พับแผนแลนด์บริดจ์ มุ่งหน้า Missing link
แลนด์บริดจ์จบแล้วในเชิงนโยบายรัฐบาลชุดนี้
เพราะมี 2 เสียงหลักประกบกันแล้ว

อนุทิน: บอกว่าเลิกคิดแลนด์บริดจ์ หันไปทำ Missing Link
เอกนิติ: ผลศึกษาไม่คุ้ม ค่าการลงทุนพับโครงการ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เคยประกาศตั้งแต่ 8 ก.ค. ว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอ SEC + Land Bridge เข้า ครม. และจะตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย รับฟังความคิดเห็น โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปภายใน 1 ปี

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ออกอาการงงว่า “ศึกษา 1 ปี มาจากไหนอีก”

ดังนั้นรัฐมนตรีบางคนที่ยังพูดว่า “ขอศึกษาอีก 1 ปี” จึงไม่ได้สะท้อนทิศทางหลักของรัฐบาล แต่เป็น การพยายามเปิดประตูสำรองให้โครงการ มากกว่า

ที่สำคัญสะท้อนว่า รัฐมนตรียังเห็นต่างกันอยู่ หรืออาจจะไม่ได้คุยกัน จึงมีรัฐมนตรีบางคนออกทะเล

และผมว่าเรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะถ้าอนุทินประกาศทิศทางใหม่ชัดแล้ว แต่ยังมีการตั้งกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ต่ออีกปี คำถามจะไม่ใช่ “ศึกษาอะไร” แล้ว แต่จะกลายเป็น

“ตกลงนายกฯ สั่งเลิกแล้ว ทำไมยังมีคนพยายามชุบชีวิตโครงการอีก“ หรือพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง

ส่วน Missing Link ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ฉบับย่อ แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “สร้างโครงสร้างพื้นฐานมหึมาเพื่อหวังดึงสินค้าข้ามคาบสมุทร” มาเป็น “เติมโครงสร้างพื้นฐานที่ขาด และใช้ท่าเรือระนองให้เกิดประโยชน์จริงก่อน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่อนุทินผลักดันล่าสุด

สรุปเป็นประโยคเดียว

“แลนด์บริดจ์ถูกรัฐบาลอนุทินถอยออกจากโต๊ะแล้ว เหลือเพียงบางฝ่ายที่ยังพยายามขอเวลา 1 ปีเพื่อไม่ให้โครงการตายสนิท แต่ทิศทางใหม่คือ Missing Link เพราะรัฐบาลเริ่มยอมรับแล้วว่า ‘ของใหญ่ที่ไม่คุ้ม’ สู้ ‘ของที่จำเป็นและใช้ได้จริง’ ไม่ได้”

นี่แหละ…คือแก่นของเรื่อง ไม่ใช่แค่ “พักโครงการ” แต่เป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ครับ เลิกแลนด์บริดจ์ ที่มีแต่แรงต้าน-คัดค้าน ที่มีผลกระทบมาก

‘มนตรี’ ย้ำ กกต.ไม่ใช่ศาล!! ขอให้ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย หลังพยานออกโรงวอนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เตือน กกต. อย่าทำให้เกียรติราชการและสายสะพายเสื่อม ปมข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งที่สังคมจับตา


'มนตรี' จี้ กกต.ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.ให้ศาลวินิจฉัย

“มนตรี เฉียบแหลม” พยานปากสำคัญในคดี #ฮั้วเลือกสว กล่าววิงวอนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ให้ตัดสินใจส่งสำนวนให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

”ท่านทั้ง 7 คน ไม่ใช่ศาลที่จะวินิจฉัยถูกผิด ท่านมีหน้าที่เพียงรวบรวมเรื่องที่มีคนร้อนเรียนแล้วส่งต่อให้ศาลวินิจฉัย“

มนตรี ตอกย้ำว่า ได้ศึกษาประวัติของ กกต.ทั้ง 7 ท่านมาอย่างดีแล้ว แต่ละท่านรับราชการมายาวนาน ท่านเป็นคนดี ได้รับสายสะพาย

”การได้รับสายสะพายคือการได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูง อย่าทำให้สายสะพายของท่านเสื่ออมเลยครับ และจะเสื่อมไปถึงครอบครัว วงศ์ตระกูลด้วย ถ้าท่านตัดสินใจไม่ส่งสำนวนให้ศาล“

มนตรี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ไม่ส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหลักฐาน เสื้อเหลืองที่ได้รับแจกมา และเงิน 20,000 บาท

”จะกราบบังคมทูลท่านด้วยว่า มีการแอบอ้างสถาบันด้วย ผมรับราชการในสำนักงาน กปร. รับใช้สถาบันด้วยความจงรักภักดีมาตลอด ผมรับไม่ได้กับการแอบอ้างสถาบัน“

มนตรีเป็น 1 ในพยานอีกหลายคนคดีฮั้วเลือก สว. ที่รอการตัดสินใจจาก กกต.ซึ่งพยานได้ให้ปากคำกับ กกต.ไปหมดแล้ว และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พูดกับสื่อ

รองนายกฯ ลุยปรับข้อมูล!! เสนอแก้ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร มุ่งส่งเสริมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล ชูโปร่งใส ตรวจสอบรัฐ หวังขจัดทุจริตประพฤติมิชอบ

รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอปรับแก้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร หลังใช้งาน มากว่า 29 ปี มุ่งหวังส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เชื่อหากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จะช่วยเป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายปกรณ์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ มีการหารือในการ จะทำร่างระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับ ของทางราชการ เนื่องจาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ฉบับเดิม ใช้มากกว่า 29 ปีแล้ว โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก จึงจะให้มีการจัดทำ QR Code เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงวิธีการและขั้นตอนการทำงาน รวมถึงจากนี้ต้องให้มีการจัดทำรายงาน ผลการดำเนินงานของ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ/ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร /และสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประจำปี 2569 ไตรมาสที่ 1-3

“กลไกการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ เพราะเมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรม ย่อมสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ และทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาช่วยสอดส่องปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มากขึ้น”รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ รายงานผลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ 2540 ประจำปีงบประมาณ 2568 การดำเนินงานตามพระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ 2569 รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้คาดหวัง ให้ข้อมูลข่าวสารมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรที่ปลอดจากการทุจริต และส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1534660695362929&id=100064570394286&rdid=BeM75vlhNjP7w6D9#

‘แทน’ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา!! ส.ส.ประชาธิปัตย์ ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เกิดเหตุ 8 ส.ค. แต่แจ้งความ 12 ส.ค. ตำรวจสอบสวนภาพ วิดีโอ และพยาน เกมการเมืองท้าทายความเชื่อมั่นตำรวจ

”แทน-ชัยชนะ“เข้าพบพนักงานสอบสวน “ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา” ย้ำกับรองผู้กำกับยังรักกันดี เจอกันในงานศพยังทักทายกันอยู่

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.อ.ทุ่งใหญ่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ ในงานศพแม่นายกฯอบต.ปลิก โดยแทนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และยังย้ำคำเดิมว่า สนิทสนมกับรองผู้กำกับสืบฯสภ.อ.ทุกใหญ่ดี
“ลองนึกดูว่า ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 8 สิงหาคม ทำไมมาแจ้งความวันที่ 12 สิงหาคม เจอกับในวันเผ่าศพ ก็ยังทักทายกันอยู่ แต่ระหว่าง 8-12 สิงหาคม เกิดอะไรขึ้นผมไม่รู้ มีคนเจตนาจะทำลายกันทางการเมือง อย่าลืมว่า ใครทำอะไรไว้จะได้รับผลนั้น ศรีปราชญ์ ก็เคยกล่าวไว้แล้ว แต่ในทางการเมืองผมเสียหายไปแล้ว ตำรวจเสียหายแล้ว”

ผมมองว่าเรื่องนี้ จุดเปลี่ยนอยู่ตรงวันที่ 12 สิงหาคม เพราะจากเดิมเป็นเพียง “ข่าวลือว่าอดีตรัฐมนตรีตบตำรวจ” กลายเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนจริง และมีการแจ้งความในมาตรา 391 แล้ว

เรื่องนี้มี 3 ชั้น และต้องแยกออกจากกัน ชั้นแรก: เกิดการตบจริงหรือไม่ตอนแรก ผกก.ทุ่งใหญ่บอกว่าไม่มีการแจ้งเหตุ และตำรวจคู่กรณีเองยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้าย แถมระบุว่ารู้จักกับอดีตรัฐมนตรีในลักษณะญาติพี่น้อง ขณะที่ ชัยชนะ เดชเดโช ก็ออกมายืนยันแนวเดียวกันว่าเป็นคนสนิทกันและยังพบกันตามปกติหลังเกิดเหตุ

แต่ล่าสุดตำรวจภูธรนครศรีธรรมราชระบุอีกมุมว่า คืนวันที่ 8 สิงหาคม มีการนั่งดื่มสุราและมีปากเสียงจนทำร้ายกัน และวันที่ 12 สิงหาคม รอง ผกก.สืบฯเข้าแจ้งความ โดยเบื้องต้นใช้มาตรา 391 (ทำร้ายร่างกาย)

ดังนั้น วันนี้ยังไม่ควรฟันธงว่า “อดีตรัฐมนตรีตบ” เป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ตำรวจจะบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วจบได้อีกต่อไป

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ “4 วัน”
เหตุเกิด 8 ส.ค. แต่การแจ้งความเกิดขึ้น 12 ส.ค.
ผมไม่มองว่าการแจ้งความช้า 4 วันทำให้เรื่องหมดน้ำหนักทางกฎหมาย เพราะผู้เสียหายสามารถมาแจ้งภายหลังได้ และในกรณีนี้ 4 วันไม่ได้ถือว่านานจนผิดปกติในตัวมันเอง แต่ในทางน้ำหนักทางการเมืองและความน่าเชื่อถือ มันกลายเป็นคำถามทันทีว่า

ถ้าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ทำไมจึงมาแจ้งความภายหลัง และถ้าเกิดขึ้นจริง ทำไมวันแรกจึงมีการปฏิเสธ? ระหว่างทาง 8-12สิงหาคมเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครสมคบคิดกันทำอะไรหรือไม่ วันเกิดเหตุใหญ่โตขนาดนี้ไม่มีข่าว ไม่มีใครถ่ายภาพ ถ่ายคลิปเลยเหลอ

ตรงนี้แหละครับที่จะทำให้พนักงานสอบสวนต้องไล่ย้อนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ดูเฉพาะคำกล่าวหาว่าใครตบใคร

โดยเฉพาะ ภาพจากโทรศัพท์ กล้องวงจรปิด พยานที่อยู่ในงาน และลำดับเหตุการณ์หลังเกิดเหตุ จะมีความสำคัญมาก ตำรวจเองก็ประกาศขอภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว

ทางอาญา ถ้า “ตบจริง” อาจไม่ได้หนักอย่างที่สังคมคิด

ประเด็นนี้ลองตั้งข้อสังเกตดูครับถ้าเป็นเพียง ใช้มือตบบ้องหู โดยไม่มีบาดเจ็บหรืออันตรายแก่กายหรือจิตใจ เบื้องต้นอาจเข้าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ตำรวจก็ระบุฐานนี้ไว้แล้วในการแจ้งความเบื้องต้น คือทำร้ายร่างกายไม่ร้ายแรงแต่ถ้าพยานหลักฐานหรือใบรับรองแพทย์แสดงว่าเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ก็อาจขยับไปพิจารณา มาตรา 295 เรื่องทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ ม.391

ดังนั้น “ตบตำรวจ” ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าคดีอาญาจะร้ายแรง ต้องดูผลที่เกิดขึ้นและพยานหลักฐานจริง

แต่ผมว่า “ประเด็นการเมือง” ใหญ่กว่าคดีอาญา นี่คือจุดที่เรื่องนี้น่าสนใจมาก

ถ้าสมมติว่าสุดท้ายพิสูจน์ได้ว่า อดีตรัฐมนตรีเป็นคนลงมือตบจริงทางอาญาอาจจบแค่ความผิดลหุโทษ จ่ายค่าปรับก็จบกันไป หรืออาจจะจบด้วยการถอนแจ้งความ เพราะดูท่าทีผู้เสียหายไม่ประสงค์เอาความตั้งแต่ต้น

แต่ทางการเมืองมันจะเกิดคำถามอีกชุดหนึ่งว่า
อดีตรัฐมนตรีมีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรีหรือไม่?

มาตรฐานจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ถูกออกแบบมาใช้กับ คณะรัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. โดยเน้นเรื่องความประพฤติและการรักษาเกียรติภูมิของตำแหน่งด้วย

แต่ต้องระวังคำหนึ่งมากๆ คือ “อดีตรัฐมนตรี”
ถ้าบุคคลนั้น พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นที่อยู่ภายใต้กลไกดังกล่าว การจะเอากระบวนการทางจริยธรรมของ “ผู้ดำรงตำแหน่ง” มาเล่นงานโดยตรง ไม่ได้ง่ายเหมือนกรณีรัฐมนตรีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่กรณีนี้แทนยังเป็น สส.อยู่

แต่ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” หนีไม่พ้น “แทน”รับไปเต็มๆแล้ว

เพราะคู่กรณีไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็น รอง ผกก.สืบสวน และเหตุถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในงานศพ

ยิ่งตอนแรกมีคำปฏิเสธหลายชั้น ก่อนที่ผู้เสียหายจะมาแจ้งความในภายหลัง เรื่องจึงไม่ได้กลายเป็นเพียง “ตบกันหรือไม่” แต่กลายเป็น
ทำไมตำรวจถึงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะกล้าเดินเข้าสู่กระบวนการ หรือแค่กระแสสังคมกดดัน กดดันไปถึงผู้บัญชาการแห่งชาติไปถึงนายกรัฐมนตรี

และนี่คือเหตุผลที่คำสั่งของ ผบ.ตร. มีความสำคัญมาก เพราะ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกำชับให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครหรือมีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม

ผมฟันธงว่าเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ตบหรือไม่ตบ” อย่างเดียว มี 3 เกมซ้อนกัน
เกมที่ 1 คดีอาญา
ถ้าตบจริงและไม่มีบาดเจ็บหนัก อาจจบที่ ม.391 ซึ่งเป็นเรื่องไม่ใหญ่ในเชิงโทษ

เกมที่ 2 ศักดิ์ศรีตำรวจ
นี่ใหญ่กว่า เพราะถ้าตำรวจถูกนักการเมืองใช้กำลังต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือประชาชนแล้วไม่มีการดำเนินการ ย่อมกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบบังคับใช้กฎหมาย

เกมที่ 3 การเมือง
นี่น่ากลัวที่สุดสำหรับฝ่ายการเมือง เพราะต่อให้คดีอาญาจบแบบเบาๆ แต่ถ้าภาพจำของประชาชนกลายเป็น

“นักการเมืองบ้านใหญ่ใช้กำลังกับตำรวจ แล้วตอนแรกทุกคนช่วยกันบอกว่าไม่มีอะไร”

ผมคิดว่า คำสั่งของ ผบ.ตร. ที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เพราะถ้าสำนวนออกมาตามพยานหลักฐานจริง ไม่ว่าผลจะเป็น “มีการทำร้าย” หรือ “ไม่มีการทำร้าย” ก็ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อได้ทั้งสองทาง

สรุปคดีอาญาอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่ “การจัดการคดีนี้อย่างไร” กลับเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันกำลังวัดว่าในนครศรีธรรมราช ระหว่าง อำนาจการเมืองกับอำนาจตามกฎหมาย ใครยืนอยู่เหนือใคร

‘บิ๊กโอ’ งานเข้า กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ!! ชงตัดสิทธิ์สมัคร–เดินหน้าคดีอาญา พบลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ปี 42 ร้องฟ้องอาญาเพิ่มหลายกรรม อาจเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนครศรีฯ

มติ กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ ปม “บิ๊กโอ-ก้องเกียรติ” อ่วมรู้ทั้งรู้มีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัคร สส.นครศรีฯ ชงตัดสิทธิ์-ฟ้องอาญา

13 สิงหาคม 2569 กกต.เปิดคำวินิจฉัยกรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ (บิ๊กโอ)ผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคกล้าธรรม ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปี 2568 หลังพบประวัติถูกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาถึงที่สุดในคดีลักทรัพย์

กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 54 พร้อมดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จุดสำคัญของเรื่องอยู่ตรงนี้…คดีลักทรัพย์ดังกล่าว ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2542 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือนและปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

ปัญหาคือประวัติคดีดังกล่าวทำให้นายก้องเกียรติเข้าข่ายมี ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 42 (12)

แต่ในการสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายก้องเกียรติได้ลงลายมือชื่อรับรองว่า ตัวเองมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม

ตรงนี้แหละที่ กกต.มองว่าเรื่องไม่ได้หยุดอยู่แค่ “สมัครทั้งที่ขาดคุณสมบัติ”

แต่มี หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง

จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และยังถูกมองว่าอาจเข้าข่าย แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกข้อหาหนึ่ง

และที่หนักกว่านั้นคือ กกต.วินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เรื่องนี้จึงเดินไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
จากเดิมที่เป็นเพียงคำถามเรื่อง “คุณสมบัติผู้สมัคร” วันนี้กลายเป็นเรื่องที่อาจกระทบทั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สถานะทางการเมือง และคดีอาญา

แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด

กกต.ไม่ได้แค่บอกว่า “สมัครไม่ได้” แต่กำลังบอกว่า “รู้อยู่แล้วว่าสมัครไม่ได้ แต่ยังสมัคร”

และนี่คือประเด็นที่ทำให้คดีของ “ก้องเกียรติ” หนักขึ้นอีกหลายระดับ

จับตากันต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และสุดท้ายจะวินิจฉัยอย่างไร

เกมนี้ยังไม่จบ แต่เริ่มเข้าสู่สนามที่เดิมพันสูงกว่าเดิมแล้ว

ชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นนท์!! จัดเลือกตั้งใหม่ 20 ก.ย. จับตา 4 ผู้สมัครเด่น หลังเหตุยิงนายกฯ อบจ.เสียชีวิต วัดกำลังการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี

จับตาใครจะลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นนท์ หลังสิ้นนายกฯเด เปิด 4 คาดิเดต

นายกฯ อบจ.นนทบุรี ต้องเลือกตั้งใหม่ หลัง “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิง “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายกฯอบจ.เสียชีวิต

ภายหลังเกิดเหตุ ฉลอง เรี่ยวแรง ก่อเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนเสียชีวิต ทำให้ตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี ว่างลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกฎหมาย

ล่าสุด กกต.นนทบุรี กำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ใหม่แล้ว เป็นวันที่ 20 กันยายนโดยมีผู้ที่ถูกจับตาว่าอาจลงสมัครชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย

อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี 7 สมัย

ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี อดีตผู้ว่าฯหลายจังหวัด

จำลอง ขำลา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของอดีตนายก อบจ.นนทบุรี

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ แต่ยังเป็นการวัดกำลังทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในพื้นที่นนทบุรี หลังการสูญเสียผู้นำท้องถิ่นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว

โคลนมาจากไหน? ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังฟันธงไม่ได้ หาดสำเร็จเจอโคลนปริศนาปกคลุมชายหาด จับตาสมดุลตะกอน–โครงสร้างชายฝั่งท่าชนะ สะท้อนปมกัดเซาะชายฝั่งและตะกอนสะสม

โคลนมาจากไหน ขึ้นหาดสำเร็จ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี

ผมได้รับแจ้งว่า เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจบริเวณหาดสำเร็จ ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี มีโคลนเหนียวจำนวนมากขึ้นมาเต็มชายหาด

สืบค้นหาข้อมูลพบว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า หาดสำเร็จมีปัญหา การกัดเซาะชายฝั่ง และบางช่วงมีอัตราการกัดเซาะถึงประมาณ 5 เมตร/ปี ขณะเดียวกันบริเวณใกล้เคียงปากน้ำท่าม่วงมี การสะสมตะกอนดินสูง 

พื้นที่หาดสำเร็จมี เขื่อนกันทรายและคลื่นบริเวณปากร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง 4 ตัว และเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง โดยกรม ทช. เคยพบว่าบริเวณปลายโครงสร้างเกิดการกัดเซาะ 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น มีรายงานจากพื้นที่ระบุว่า หลังมีการก่อสร้างโครงสร้างชายฝั่ง บางบริเวณของหาดสำเร็จที่เคยเป็นหาดทรายกลับกลายเป็นดินโคลน 

ผมจึงให้น้ำหนักว่า “โคลนชุดนี้” มาจากตะกอนชายฝั่งเป็นหลัก

คือระบบ ปากน้ำท่ากระจาย + ปากน้ำท่าม่วง + ตะกอนเดิมในอ่าวท่าชนะ แล้วถูกคลื่นและกระแสน้ำเคลื่อนย้าย ก่อนจะตกสะสมบริเวณชายหาด

ถ้าถามว่า “ทำไมจู่ ๆ ตอนนี้โคลนถึงขึ้นมามหาศาลขนาดนี้?”

อันนี้ยังฟันธงไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและศึกษา เพราะต้องรู้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับ ฝน น้ำจากคลอง ระดับน้ำทะเล ทิศทางคลื่น และกระแสน้ำ รวมถึงมีการขุดลอกหรือเคลื่อนย้ายตะกอนบริเวณใกล้เคียงหรือไม่

จากภาพที่เห็นมีจุดหนึ่งที่ผมสะดุดตา คือ ผิวเลนมีร่องน้ำจำนวนมาก แสดงว่าน้ำเพิ่งไหลผ่านและทิ้งตะกอนไว้ ไม่ใช่พื้นที่โคลนที่เกิดจากการแห้งสะสมเป็นเวลานาน

ทำให้ฟันธงไม่ได้ว่าเป็น “โคลนจากการขุดลอก” หรือ “โคลนจากโครงการใดโครงการหนึ่ง” เพราะหลักฐานยังไม่พอ

แต่หัวข้อที่น่าสืบมากคือ“เกิดอะไรขึ้นที่หาดสำเร็จ? โคลนทะเลปกคลุมชายหาดทั้งผืน”

เพราะหาดสำเร็จมีประวัติเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสมดุลตะกอนและผลกระทบจากโครงสร้างชายฝั่ง อยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ที่ไม่มีประวัติมาก่อน

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ!! ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบ เพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน ชี้พยานหลักฐานยังไม่พอเอาผิด

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน

วันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจไปยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้

นอกจากนี้ ก่อนมีการสั่งทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร

ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย

อีกทั้ง บริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งว่าการสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบในขณะนั้น ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท

ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้ และหากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา

การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ บุญญามณี

‘เรวัช’ ลุยหาเสียง!! วางบทบาทแบบณัฐวุฒิ ไม่เป็น สส. ไม่รับเก้าอี้ เปรยเลือกตั้งหน้าอาจขึ้นเวทีช่วยหาเสียง ขอเลือกพรรคที่ฝากอนาคตประเทศได้ ย้ำต้องหาทางช่วยประเทศ

วันนี้ (19 ส.ค.) พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส.กล่าวว่า ตนไม่เล่นการเมืองไม่รับตำแหน่ง แต่วันนี้นอนคิดทั้งวันว่าจะหาทางช่วยเหลือ ประคับประคองประเทศไทยได้อย่างไร ตนคิดว่าเลือกตั้งสมัยหน้า จะเปิดตัวเป็นผู้ช่วยหาเสียง ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เห็นว่าพอจะฝากผีฝากไข้ให้กับประเทศได้ ทำตัวเหมือน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ไม่ลงสมัคร หรือรับตำแหน่งอะไร ถ้าหากพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล ตนไม่รับตำแหน่งขอไปอยู่ป่าอยู่เขาเหมือนเดิม

อีกประมาณ 3 ปีกว่า จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตอนนั้นตนจะอายุ 74 ปี ยังพอมีเรี่ยวมีแรงอยู่ ครั้งที่แล้วปฏิเสธทุกพรรคที่ชักชวนไป เป็นคนมีพรรคพวกเยอะ ต้องมั่นใจว่าไปช่วยพรรคนี้หาเสียงแล้วจะได้เสียง สส.เยอะ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าไปหาเสียงเต็มที่ขึ้นเวทีทั่วประเทศได้ไม่เกิน 10 เสียง ไร้ประโยชน์เหนื่อยเปล่า จำเป็นต้องเลือกหัวเลือกก้อยแล้ว ตอนนี้มีอยู่ 5 พรรค คือ พรรคน้ำเงิน พรรคแดง พรรคส้ม พรรคเขียว พรรคฟ้า เป็นพรรคใหญ่ แต่ถ้าเขาไม่เชิญก็ไม่ไปอาสา

"คิดอยู่นะ วันนี้คิดอยู่นะครับ คิดอยู่ว่าจะต้องทำ ใคร่ควรแล้ว ยังไม่รู้จะไปช่วยพรรคไหนหาเสียง ไปเปิดเวทีใหญ่ๆ ก็จะขึ้นเวทีไปพูดหาเสียงให้ เป็นโฆษกให้" อดีต ผบช.ปส.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.เรวัช ยื่นคำขาดมาตลอดว่า ไม่คิดลงเล่นการเมือง และไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมามีประเด็นเรื่อง นายเล่าต๋า แสนลี่ อายุ 86 ปี ราชายาเสพติด ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่รับโทษจริงแค่ 8 ปี 3 เดือน สร้างความไม่พอใจให้กับ พล.ต.ท.เรวัช อย่างมากในฐานะคนทำคดี โดยตั้งข้อสงสัยทำไมติดคุกน้อยเกินไป ทั้งที่เป็นตัวการใหญ่ระดับประเทศ และการไปจับไม่ใช่เรื่องง่าย อยากให้ราชทัณฑ์แก้หลักเกณฑ์ คดียาเสพติดไม่มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000081447?fbclid=IwdGRjcATxxm1jbGNrBPHGW3Bkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEeqjCyuuWQo8YsJ7SDFa7HDWtojzqzQXwErC9LpnGEs9PhL5_raKjIIy_GCXY_aem_VVuZcYWXkXaf80eDxxeA9g


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top