Friday, 3 July 2026
Politics

แลนด์บริดจ์ยังไม่ถูกยกเลิก!! รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์–SEC ชะลอโครงการหลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน เปิดทางภาคประชาชนร่วมทบทวน พร้อมชะลอโครงการชุมพร–ระนอง

รัฐบาลถอย “แลนด์บริดจ์-SEC หลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน

กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กฎหมาย SEC และค้านการขยาย EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังประสบชัยชนะเหนือรัฐบาล จากการประชุมร่วมกันระหว่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับประสิทธื์ชัย หนูนวล แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้ข้อสรุปที่ออกมาเป็นบันทึกข้อตกลง
ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC )

1. กระทรวงคมนาคมจะไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อคณะรัฐมนตรี

2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน มีหน่วยงานภาครัฐ สนข. และผู้แทน SEC Watch ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาภาคใต้

3. ชะลอการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เพื่อทบทวนผลการศึกษาและแนวทางการพัฒนา โดยมีคณะกรรมการร่วมและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม

4. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ยุติการชุมนุมและการเคลื่อนไหว

จากบันทึกข้อตกลง แปลว่า “รัฐบาลแพ้” ได้หรือไม่ ถ้ามองในเชิงการเมือง สามารถกล่าวได้ว่า รัฐบาล “ถอย” จากจุดยืนเดิม

จึงถือว่าฝ่ายคัดค้านสามารถทำให้รัฐบาลหยุดกระบวนการที่กำลังเดินหน้าอยู่ได้ในทางการเมือง นี่ถือเป็น ชัยชนะระยะสั้นของภาคประชาชน แต่ภาษาพาดหัวข่าวอาจจะใช้คำว่า “ถอย” “ถอยกรูด-จะแรงขึ้นมานิด ถ้าใช้คำว่า ”แพ้“จะแรงมาก รัฐบาลก็จะเสียหน้า

ถ้าจะใช้คำว่า “รัฐบาลแพ้” คำนี้ต้องระมัดระวัง
เพราะรัฐบาลไม่ได้ลงนามว่า
-ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์
-ยกเลิก SEC ตลอดไป
-จะไม่ทำโครงการนี้อีก

รัฐบาลเพียงใช้คำว่า
-“ไม่เสนอ”
-“ชะลอ”
-“ทบทวน”
ซึ่งยังเปิดช่องให้กลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต แต่ในทางการเมือง โครงการ หรือแผนงานที่ถอย หรือตั้งกรรมการศึกษา ไม่ค่อยมีนำกลับมาทำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา หรือต่อลมหายใจให้รัฐบาล รัฐบาลยอมถอยในเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่า

รัฐบาลเลือกถอย เพื่อลดแรงกดดันจากการชุมนุม
ลดความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ ซื้อเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ลดความเสี่ยงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยังไม่มั่นคง และมีปัญหามากมายประเดประดังเข้ามาต่อเนื่อง

จากบันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเลือก “ถอยหนึ่งก้าว” มากกว่าจะ “แพ้ทั้งกระดาน” โดยยอมระงับการเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม ขณะที่อนาคตของโครงการยังไม่สิ้นสุด เพราะถ้อยคำในข้อตกลงใช้เพียงคำว่า “ไม่เสนอ” และ “ชะลอ” มิใช่ “ยกเลิก” ทำให้รัฐบาลหรือรัฐบาลชุดต่อไปยังสามารถรื้อฟื้นโครงการได้ หากผ่านการศึกษาทบทวนและได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการในอนาคต แต่อาจกล่าวได้ว่า “ถอยเอาเชิง” แต่รัฐบาลนี้จะกล้านำกลับมาปัดฝุ่นทำหรือเปล่า

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที
หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ภาพที่ฉันเห็นคือ”หัวหน้า รีบเดินพุ่งเข้ามาในห้องประชุมสภาอย่างรวดเร็ว
กดไมค์ ลุกขึ้นพูด ปกป้องฉันและตอกย้ำเรียกร้องงบป้องกันน้ำท่วมให้คนหาดใหญ่ทัน

ไม่ใช่อิอวย แต่ฉันยอมรับเลยว่า หัวหน้าฉัน แกมีภาวะความเป็นผู้นำในตัวแกสูงมาก

จูรี นุ่มแก้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘สุพิศ’ ยืนยันรถไฟฟ้าสงขลาคุ้มค่า!! โวยเทศบาลหาดใหญ่ไม่เปิดทางจุดจอดสวนสาธารณะ กระทบเส้นทางรถไฟฟ้า EV ทำประชาชนเสียโอกาส ย้ำผลศึกษาชี้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันผลการศึกษามหาลัยดัง รถไฟฟ้าคุ้มค่าการลงทุน โวยถูกกีดกันที่จอดรถสวนสาธารณะเมืองหาดใหญ่

มีคนสอบถามมามากว่า รถโดยสารไฟฟ้า (EV)ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ กับภาวะที่เกือบทุกบ้านมีรถยนต์ใช้

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เจ้าของโครงการยืนยันว่า คุ้มค่าการลงทุน ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้จากสถาบันการศึกษาชื่อดังมาแล้ว

ข้อกังวลนี้เกิดจากหลักการบริหารที่ให้เอกชนเข้ามาบริหารมีหลักประกันรายได้ กลัวว่า เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้า บริษัทรับบริหารจะทิ้งงาน โครงการรถโดยสารไฟฟ้า จึงยังเดินหน้าต่อไปตามนโยบาย

รถไฟฟ้าสงขลาเดินหน้า ปรับเส้นทางรับความเป็นจริง จับตาโมเดลบริหารและความคุ้มค่า เส้นที่ต้องปรับเส้นทางคือ เส้นวิ่งผ่านเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากทางสำนักงานขนส่งกำหนดเส้นทางใหม่ แต่ที่เป็นปัญหาคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ไม่อนุญาตให้ทำที่จอดรถบริเวณสวนสาธารณะหาดใหญ่ เพราะหลังปรับเส้นทางรถไฟฟ้าต้องวิ่งผ่านสวนสาธารณะหาดใหญ่

ทาง อบจ.สงขลาจึงต้องปรับเส้นทางไปรอนอก จากสถานีต้นทาง ผ่านขนส่ง ผ่าน มอ.ผ่านแยกคอหงส์ ไปสวนสาธารณะ เข้าถนนลพบุรี-ราเมศร์ ไปแยกบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองหาด

สุพิศ โวยว่า การถูกขัดขวานไม่ให้รถผ่านบางเส้นทางทำให้คนหาดใหญ่เสียโอกาสในการใช้บริการรถไฟฟ้า

ปัจจุบันเทศบาลหาดใหญ่บริหารโดยนายกฯแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง และน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับสุพิศอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เป็นต้นมา ทางนายกฯแป้นต้องการงบประมาณไปใช้ ซึ่งต้องของบจาก อบจ.สงขลา เพราะงบที่รัฐบาลให้ไป 530 ล้านบาท ผ่าน อบจ.สงขลา ท้องถิ่นไหนต้องการใช้ในภารกิจน้ำท่วม ก็ต้องเสนอแผน เสนอโครงการไปขอจาก อบจ.สงขลา ซึ่งบางโครงการอาจจะไม่ได้ดั่งใจนายกฯแป้น ในขณะที่สุพิศก็ต้องรักษากฏ ระเบียบ และกฎหมาย อันนำมาซึ่งความขัดแย้ง และขัดขวางบางภารกิจซึ่งกันและกัน แต่ทั้งหมดคนสงขลาเสียโอกาส

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ถือเป็นหนึ่งในโครงการระบบขนส่งมวลชนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของภาคใต้ ล่าสุด การดำเนินโครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการออกแบบระบบ การเตรียมรายละเอียดการก่อสร้าง และเดินหน้าตามแผนการทดสอบเดินรถ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเส้นทางที่ถูกจับตามอง คือ เส้นทางสทิงพระ-เมืองสงขลา ซึ่งมีคำถามจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรไม่หนาแน่นนักปริมาณผู้โดยสารอาจไม่หนาแน่นเท่าเส้นทางหลัก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ผลักดันโครงการ “สุพิศ”ยืนยันว่า รถไฟฟ้าของ อบจ.สงขลา ได้ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผลการศึกษาระบุว่าโครงการมีความคุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ โดยการวิเคราะห์ได้คำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร แนวโน้มการขยายตัวของเมือง ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“คนย่านสทิงพระ สิงหนคร กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่ด้วยใจระทึก”

ด้านอัตราค่าโดยสาร มีข้อมูลเบื้องต้นว่า รถไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าโดยสารประมาณ 22 บาทตลอดสาย ซึ่งต่ำกว่าค่ารถตู้โดยสารในเส้นทางเดียวกันที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณ 60 ถึง 80 บาท นอกจากนี้ ยังมีแนวนโยบายให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

แม้จะมีผลการศึกษายืนยันความคุ้มค่า แต่ก็ยังมีประเด็นที่สังคมต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม โดยเฉพาะรูปแบบการบริหารเดินรถในอนาคต หากเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานหรือเป็นผู้บริหารเดินรถ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งความเสี่ยงอย่างไร

อีกคำถามสำคัญ คือ จะมีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Revenue Guarantee) ให้กับเอกชนหรือไม่ หากจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ใครจะเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง และหากผู้รับสัมปทานประสบภาวะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ จะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้บริการขนส่งหยุดชะงักและกระทบต่อประชาชน

ท้ายที่สุด โครงการรถไฟฟ้าไม่ได้ถูกประเมินจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาผลตอบแทนทางสังคม การลดต้นทุนการเดินทาง การลดอุบัติเหตุ การลดการใช้พลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายประเทศยังคงลงทุนในระบบขนส่งมวลชน แม้ผลตอบแทนทางการเงินจะไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top