Monday, 19 October 2026
NewsFeed

ครม.ทบทวนฟรีวีซ่า!! ไฟเขียวปรับฟรีวีซ่าใหม่ ยึดหลัก 1 ประเทศ 1 สิทธิ ลดพำนัก 60 วัน ปิดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว–ความมั่นคง

ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ลดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว-ความมั่นคง

ครม. (14 ก.ค. 69) เห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

สาระสำคัญ คือ ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยกำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน และมอริเชียส-เซเชลส์ ได้รับสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน

ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472054104957316/?rdid=5T0PM6Iy4uOUWZAg#

กพช. เคาะแยกค่าไฟฟ้า!! ลดภาระค่าไฟสาธารณะในบิล ปรับค่าไฟบ้านเหลือ 3 บาทต่อหน่วย เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรีเต็มรูปแบบ ตั้งเฉพาะ Data Center จ่ายตามต้นทุนจริง

กพช. เคาะ แยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน
พร้อม 6 มาตรการลดภาระค่าไฟบ้านอยู่อาศัย เปิดตลาดไฟสะอาดเสรี

วันนี้ 15 กรกฎาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป นายเอกนัฏฯ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม

2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านยู่อาศัย
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย โดยหน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม โดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน

3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี

4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center
ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เฉพาะกิจการ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร

6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามที่ข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้
1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย 3. โดยมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป

7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง
นายเอกนัฏฯ เน้นย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการก็ได้ปรับจากหลักการ
“ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน” มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง

ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

EECO ผนึก SCB ร่วมลงทุน!! เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงเงินทุน ยกระดับบริการครบวงจรในอีอีซี หนุนธุรกิจพร้อมรับการเติบโต เสริมศักยภาพแข่งขันประเทศ

EECO ผนึกกำลัง ธ.ไทยพาณิชย์ เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ยกระดับบริการทางการเงินครบวงจร จูงใจภาคธุรกิจลงทุนพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 15 ก.ค. 2569) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการส่งเสริมด้านเงินทุน บริการทางการเงินแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ณ ห้องประชุม Conference 1 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เป็นการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่าง ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO และ นายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ EECO และ นายมนูญ ทองคำ Head of Regional Business Banking EEC 1 ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน
ความร่วมมือฯ ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษในพื้นที่อีอีซี เข้าถึงแหล่งเงินทุน การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง และบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การให้คำปรึกษา และกิจกรรมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคการเงินในการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการจัดหาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านนายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนในพื้นที่อีอีซี ด้วยบริการทางการเงินครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อ การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง ธุรกรรมทางการเงิน และบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมกับ สกพอ. จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ตลอดจนจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อีอีซี อย่างมีประสิทธิภาพ

‘อนุทิน’ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ!! ไทย–จีนเดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ บินเยือน 3 เมืองใหญ่ เซี่ยงไฮ้–เฉิงตู–ปักกิ่ง สานต่อมิตรภาพ 51 ปี เปิดประตูการค้า ลงทุน เทคโนโลยี และการศึกษา

นายกฯ เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 - 20 ก.ค. นี้ สานต่อมิตรภาพ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 ก.ค. 69 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสานต่อพลวัตความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกฯ ในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกฯ มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกฯ จะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับกรุงปักกิ่ง นายกฯ มีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย–จีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472700831559310/?rdid=ME60HZqm6squfgul#

เปิดปม Scope of Certification มาตรฐานเดียวกัน แต่ขอบเขตไม่เท่ากัน ใบรับรอง ISO 14298 ต้องดูให้ชัด คำถามสำคัญของ e-Passport คือ Scope นั้นครอบคลุม “หนังสือเดินทาง” จริงหรือไม่

เจาะมาตรฐาน ISO 14298 ศึก e-Passport ระยะที่ 4 เทียบขอบเขตการรับรอง 3 ผู ้ประกอบการ

หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์มิใช่เพียงเอกสารสําหรับการเดินทางระหว่างประเทศอย่างเดียว แต่เป็นส่วน หนึ่งของระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ ความมั่นคงของข้อมูล และความน่าเชื่อถือของรัฐในสายตานานาประเทศ ด้วยเหตุนี้ การจัดทํา e-Passport ระยะที่ 4 จึงต้องพิจารณาทั ้งเทคโนโลยีการผลิต ระบบรักษาความ ปลอดภัย ประสบการณ์ของผู ้ประกอบการ และมาตรฐานที่รองรับกระบวนการทํางานในแต่ละขั ้นตอนอย่าง ครบถ้วน

กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กรมการกงสุลกําหนด เป้าหมายยกระดับระบบหนังสือเดินทางรุ่นใหม่ตั้งแต่การรับคําร้องการจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลชีวมิติ การ ผลิตและออกเล่ม การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนการเชื่อมโยงกระบวนการให้บริการผ่าน ระบบดิจิทัล

เมื่อขอบเขตงานครอบคลุมทั้งเอกสารความมั่นคง ระบบสารสนเทศ และการบริหารข้อมูลอัตลักษณ์ การ ประเมินผู ้ยื่นข้อเสนอจึงต้องพิจารณามากกว่าราคา โดยต้องตรวจสอบมาตรฐานทางเทคนิค ความพร้อมของ โรงงาน ประสบการณ์ ระบบควบคุมคุณภาพ และขีดความสามารถของผู ้ร่วมดําเนินงานทั้งหมด

ISO 14298 ต้องพิจารณาควบคู่กับขอบเขตการรับรอง

มาตรฐานสําคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมงานพิมพ์เพื่อความมั่นคง คือ มาตรฐาน ISO 14298:2021 การบริหาร จัดการกระบวนการพิมพ์เพื่อความมั่นคง ซึ่งกําหนดแนวทางด้านการควบคุมความปลอดภัย การบริหารความ เสี่ยง การจัดการบุคลากร การควบคุมวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ และการรักษาความลับของข้อมูล

มาตรฐานดังกล่าวใช้กับผู ้ผลิตเอกสารที่ต้องการการรักษาความปลอดภัยในระดับสูง เช่น หนังสือเดินทาง บัตรประจําตัวประชาชน ธนบัตร เช็ค ใบอนุญาต และเอกสารราชการประเภทต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ใบรับรอง ISO 14298 แต่ละฉบับจะมิได้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกประเภทโดยอัตโนมัติ เพราะ จะมีขอบเขตการรับรอง กํากับไว้ว่า โรงงานหรือสถานประกอบการผ่านการตรวจประเมินในกระบวนการและ ผลิตภัณฑ์ประเภทใดบ้าง

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ถือใบรับรองมาตรฐานเดียวกันอาจมีขอบเขตความสามารถที่แตกต่างกันอย่างมีนัย สําคัญ การพิจารณาจึงต้องอ่านรายละเอียดของใบรับรองควบคู่กับลักษณะงานที่หน่วยงานรัฐต้องการจัดหา

จากฐานข้อมูลของ Intergraf พบผู ้ประกอบการ 3 รายที่ถูกนํามาเปรียบเทียบในบริบทของโครงการ e-Passport ไทย ได้แก่ Thales DIS Schweiz AG, IN Groupe และบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จํากัด

1. Thales DIS Schweiz AG . Thales DIS Schweiz AG เป็นบริษัทในเครือ Thales Group กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสที่ดําเนิน งานครอบคลุมอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ กลาโหม ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบอัตลักษณ์ดิจิทัล และเทคโนโลยีสําหรับการเดินทางข้ามพรมแดน . ธุรกิจด้านอัตลักษณ์ดิจิทัลและความมั่นคงของ Thales มีพื้นฐานสําคัญจาก Gemalto ซึ่งถูกซื้อกิจการในปี 2562 การควบรวมดังกล่าวทําให้ Thales มีขีดความสามารถตั ้งแต่การผลิตเอกสารความมั่นคง ระบบรับคํา ร้อง การจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ การปรับแต่งข้อมูลเฉพาะบุคคลไปจนถึงระบบตรวจสอบเอกสารและการบริหาร จัดการชายแดนอีกมากมาย

ข้อมูลจาก Intergraf ระบุว่า Thales DIS Schweiz AG ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14298 ระดับ Governmental หมายเลขใบรับรอง 202511350 ผ่านการตรวจประเมินโดย SQS ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และใบรับรองมีผลถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2571

ขอบเขตการรับรองของบริษัทครอบคลุมผลิตภัณฑ์และกระบวนการสําคัญ ได้แก่ บัตรประจําตัว หน้าข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรสุขภาพ บัตรธนาคาร บัตรผ่านเข้าออก

การระบุหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยตรงแสดงให้เห็นว่ากระบวนการผลิตและการปรับแต่งข้อมูล เฉพาะบุคคลของผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ผ่านการตรวจประเมิน

ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ Thales มีความโดดเด่นด้านการเชื่อมโยงตัวเอกสารเข้ากับระบบรับคําร้อง ข้อมูลชีว มิติ ระบบออกเอกสาร ระบบอัตลักษณ์ดิจิทัล และระบบบริหารจัดการชายแดน จึงมีลักษณะเป็นผู ้ให้บริการ ระบบแบบครบวงจร (ecosystem)

2. IN Groupe . IN Groupe หรือชื่อเดิม Imprimerie Nationale เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นผู ้ถือหุ ้น และมีพื้นฐาน จากกิจการพิมพ์เอกสารของรัฐมาอย่างยาวนาน

ลักษณะธุรกิจของ IN Groupe เน้นการผลิตเอกสารสําคัญที่ออกโดยภาครัฐและระบบพิสูจน์ตัวตน เช่น หนังสือเดินทาง บัตรประจําตัวประชาชนใบอนุญาตขับขี่ใบอนุญาตพํานักและเอกสารราชการที่ต้องใช้ เทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลงระดับสูง

จุดเด่นของบริษัทอยู่ที่ความเชี่ยวชาญด้านตัวเอกสารตั้งแต่การออกแบบองค์ประกอบความปลอดภัย การ เลือกใช้วัสดุ การผลิตหน้าข้อมูล การผลิตตัวเล่ม การฝังเทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลง ไปจนถึงการปรับ แต่งข้อมูลเฉพาะบุคคล

ข้อมูลจาก Intergraf ระบุว่า IN Groupe ได้รับการรับรอง ISO 14298 ระดับ Central Bank หมายเลข ใบรับรอง 202302646 โดยมีขอบเขตครอบคลุมผลิตภัณฑ์สําคัญ ได้แก่ หนังสือเดินทาง บัตรประจําตัว อัจฉริยะ ใบรับรอง เอกสารสําคัญด้านอัตลักษณ์ของรัฐ

ขอบเขตการรับรองของ IN Groupe ระบุหนังสือเดินทางไว้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับ Thales DIS Schweiz AG (ซึ่งเป็น e-Passport)

ความแตกต่างของทั ้งสองบริษัทอยู่ที่โครงสร้างความเชี่ยวชาญ Thales มีฐานธุรกิจกว้าง เชื่อมโยง เทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคงชายแดนไซเบอร์และระบบข้อมูลขณะที่ IN Groupe เน้นความเชี่ยวชาญ ด้านการออกแบบผลิตและรักษาความปลอดภัยของหนังสือเดินทางและเอกสารแสดงตนของภาครัฐโดยตรง

3. จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง กับขอบเขตการรับรองที่ไม่ระบุหนังสือเดินทาง

บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จํากัด เป็นผู ้ประกอบการไทยด้านงานพิมพ์เพื่อความมั่นคง และเป็น หนึ่งในบริษัทไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14298 ระดับ Governmental
.
ข้อมูลจาก Intergraf ระบุว่า บริษัทได้รับการรับรอง ISO 14298:2021 ระดับ Governmental หมายเลข ใบรับรอง 202501258 ผ่านการตรวจประเมินโดย VPGI Certification B.V. ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย ใบรับรองฉบับปัจจุบันเริ่มมีผลวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 และมีอายุถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2571

ขอบเขตการรับรองที่เผยแพร่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ อาทิเช่น เช็ค แสตมป์ แสตมป์ไปรษณีย์ ใบรับรอง คูปอง บัตรของขวัญ ใบอนุญาตขับขี่ เอกสารประกันภัย บัตรประจําตัวประชาชน

เมื่อเปรียบเทียบกับ Thales DIS Schweiz AG และ IN Groupe พบว่า ขอบเขตการรับรองของจันวาณิชย์ที่ เผยแพร่ต่อสาธารณะไม่ปรากฏการระบุถึงหนังสือเดินทางหรือหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง

ความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสําคัญในเชิงการประเมินมาตรฐาน เนื่องจากหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์มี ข้อกําหนดเฉพาะด้านวัสดุ การผลิตตัวเล่ม การฝังชิป การจัดทําหน้าข้อมูล การปรับแต่งข้อมูลเฉพาะบุคคล ความทนทาน การป้องกันการแก้ไขดัดแปลง และการตรวจสอบผ่านระบบด่านตรวจคนเข้าเมือง

ดังนั้นการพิจารณาขีดความสามารถของผู ้ยื่นข้อเสนอควรตรวจสอบว่า โรงงานหรือหน่วยงานใดจะ รับผิดชอบการผลิตหนังสือเดินทางโดยตรง และขอบเขตการรับรองของสถานที่ดังกล่าวครอบคลุม กระบวนการที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เงื่อนไขการทดสอบและออกเล่มต้องพิจารณาจากหลักฐานเชิงประจักษ์

ข้อกําหนดของโครงการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบการพิมพ์ การออกเล่ม และการตรวจสอบคุณภาพ หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นองค์ประกอบที่ต้องใช้หลักฐานทางเทคนิคโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ การประเมินผู ้ยื่นข้อเสนอควรพิจารณาจากหลักฐานที่เชื่อมโยงกับงานจริง ไม่ว่าจะเป็นขอบเขต การรับรองของโรงงาน ผลงานที่ผ่านมา ประสบการณ์ในการผลิตหนังสือเดินทาง ผลการทดสอบตัวอย่าง ความพร้อมของระบบ และขีดความสามารถของผู ้ร่วมดําเนินงาน

หากผู ้ยื่นข้อเสนอใช้บริษัทในเครือ พันธมิตรต่างประเทศ โรงงานผู ้ผลิตรายอื่น หรือกิจการร่วมค้า หลักฐาน ของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานแต่ละส่วนควรถูกนํามาพิจารณาอย่างชัดเจน

ยิ่งระดับ Governmental ต้องอ่านควบคู่กับขอบเขตการรับรอง (Scope of Certification)

การรับรองมาตรฐาน ISO 14298 ระดับ Governmental เป็นมาตรฐานสําหรับผู ้ผลิตผลิตภัณฑ์ความมั่นคง ของภาครัฐ ซึ่งอาจครอบคลุมบัตรประจําตัวหนังสือเดินทางใบอนุญาตและเอกสารราชการประเภทต่างๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ระดับ Governmental ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดเพียงลําพังว่าใบรับรองรองรับหนังสือเดินทางหรือ ไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ขอบเขตการรับรองของใบรับรองแต่ละฉบับ ว่าระบุผลิตภัณฑ์และ กระบวนการใดไว้

ในส่วนของ Thales DIS Schweiz AG และ IN Groupe มีการระบุหนังสือเดินทางหรือหนังสือเดินทาง อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในขอบเขตการรับรองโดยตรง ขณะที่ขอบเขตที่เผยแพร่ของบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จํากัด ครอบคลุมงานพิมพ์เพื่อความมั่นคงหลายประเภท แต่ไม่ปรากฏการระบุผลิตภัณฑ์ประเภท หนังสือเดินทาง

โครงการ e-Passport ระยะที่ 4 ครอบคลุมตั้งแต่ระบบรับคําร้องการจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ การผลิตตัวเล่ม การ จัดทําหน้าข้อมูล การปรับแต่งข้อมูลเฉพาะบุคคลการควบคุมคุณภาพระบบดิจิทัล และการให้บริการ ประชาชน

ผู้ยื่นข้อเสนออาจใช้ความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน จึงจําเป็นต้องพิจารณาว่า ผู้ใดเป็นผู ้รับผิดชอบงาน แต่ละส่วน การตรวจสอบใบรับรองจึงควรเชื่อมโยงกับผู ้ปฏิบัติงานจริง มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อของผู ้ยื่นข้อ เสนอในภาพรวมเท่านั้น

สิ่งที่ข้อมูลสาธารณะจาก Intergraf ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของขอบเขตการรับรองระหว่างผู้ประกอบ การทั้งสามรายอย่างชัดเจน

ความแตกต่างดังกล่าวควรถูกนําไปพิจารณาร่วมกับเอกสารประกวดราคาผลการทดสอบทางเทคนิค ประสบการณ์ของผู้ผลิตความพร้อมของโรงงานและโครงสร้างความร่วมมือของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละราย
และประเด็นสําคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อของบริษัทหรือสัญชาติของผู ้ประกอบการอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการพิสูจน์ว่า ผู้รับผิดชอบงานแต่ละส่วนมีมาตรฐานและประสบการณ์สอดคล้องกับภารกิจจริงที่ภาครัฐต้องการด้วย

สําหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือกมีความจําเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของเทคโนโลยี การเปิดเผยเหตุผลและหลักฐานประกอบการพิจารณา ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ได้รับการคัดเลือกมีขีดความสามารถรองรับงานด้านความ มั่นคง การพิสูจน์อัตลักษณ์ และการเดินทางของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ผู้ให้ข่าว : สมพล พิมษ์พงษ์

‘ทูเคิล’ โดนวิจารณ์หนัก!! ‘รูนีย์’ จวกทูเคิลขึ้นนำแล้วถอยรับ ทำอังกฤษหมดความเชื่อมั่น หลังส่งกองหลังลงอุดเกมแต่เอาไม่อยู่ จนเสียโอกาสปิดเกมอาร์เจนตินา

เวย์น รูนีย์ อดีตแข้งทีมชาติอังกฤษออกโรงวิจารณ์ โธมัส ทูเคิล กุนซือทัพ “สิงโตคำราม” หลังวางแผนการเล่นที่เน้นตั้งรับจนเกินไปจน อังกฤษ พ่าย อาร์เจนตินา ตกรอบฟุตบอลโลก

โดย อังกฤษ ต้องจบเส้นทางการลุ้นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ไว้ที่รอบรองชนะเลิศหลังพ่ายต่อ อาร์เจนตินา แชมป์เก่า 1-2 เมื่อวันที่ 15 ก.ค

อย่างไรก็ตามหลังจากขึ้นนำ โธมัส ทูเคิล กุนซือทัพ “สิงโตคำราม” กลับวางแท็คติกเน้นเกมรับด้วยการส่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟลงสนามพร้อมกัน 4 คนทว่าสุดท้ายยันสกอร์ไว้ไม่อยู่ และถูกแซงชนะไปในช่วงท้ายเกม

หลังการแข่งขัน รูนีย์ ออกโรงวิจารณ์ ทูเคิล แบบไม่ไว้หน้าว่า “มันเป็นความตื่นตระหนก มันเป็นความตื่นตระหนกจริงๆ คุณจะขึ้นนำแล้วยอมแพ้ไม่ได้ คุณจะเสียบอล และเสียโอกาสในการทำประตูที่สอง คุณต้องเป็นฝ่ายรุกเมื่อ อาร์เจนตินา ตกอยู่ในความกดดันเพื่อที่จะกลับมาสู่เกม”

“ถ้าคุณอยู่ในสนามนั้น ขึ้นนำ 1-0 แล้วเห็นผู้จัดการทีมเปลี่ยนตัว คุณจะเริ่มหมดความเชื่อมั่น คุณจะทำแบบนั้นได้แค่ไม่กี่ครั้งหรอก คุณเริ่มคิดว่า เราจะตั้งรับเหรอ เราจะผ่านมันไปได้ยังไง?”

“เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เราตั้งรับ เราปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามา พวกเขาสร้างโอกาสได้หลายครั้ง แล้วเราก็พลาดไป มันน่าผิดหวังจริงๆ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10325355

พนันออนไลน์กลายเป็นภัยชาติ!! “อินโดนีเซีย” ลุยปราบพนันออนไลน์ ปิดเว็บ–คอนเทนต์ผิดกฎหมายแล้ว 3.7 ล้านรายการ สั่งปิดบัญชีต้องสงสัยกว่า 32,500 บัญชี หลังพบกระทบสังคม–เศรษฐกิจหนัก

จาการ์ตา, 15 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) เมตยา ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวว่าอินโดนีเซียได้ปิดกั้นเว็บไซต์และเนื้อหาออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย 3.7 ล้านรายการแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ขณะที่ทางการเดินหน้ายกระดับการปราบปรามทั่วประเทศ

เมตยาระบุว่ารัฐบาลได้รับรายงานเกี่ยวกับบัญชีธนาคารต้องสงสัยว่าเอื้อการพนันออนไลน์ 1.56 แสนบัญชี และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 85,500 หมายเลขที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ในการฉ้อโกง ผ่านแพลตฟอร์มการรายงานของทางการ รวมถึงได้ปิดบัญชีธนาคาร 32,500 บัญชี จาก 38,000 บัญชีที่กระทรวงฯ รายงานต่อสำนักงานบริการทางการเงิน

รัฐบาลกำลังเปลี่ยนจากการตอบโต้ด้วยการลบเนื้อหามาเป็นการตรวจจับความผิดปกติ พร้อมทั้งเสริมสร้างการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งดำเนินการต่อต้านเครือข่ายการพนันที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้การต่อต้านการพนันออนไลน์เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ที่มา : Xinhua

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียเดินหน้าโจมตีท่าเรือยูเครน ซัดเรือสินค้า–คลังเชื้อเพลิง–โรงงานผลิตโดรน หวังบั่นทอนกำลังทหารและเศรษฐกิจ ใช้โดรนและอาวุธพิสัยไกลตัดวงจรสนับสนุนกองทัพยูเครน

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีเรือ 3 ลำที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารในพื้นที่โอเดสซา

กระทรวงฯ ระบุว่า “การโจมตียังคงดำเนินต่อไปต่อท่าเรือของยูเครน และเรือที่ถูกใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน”

ตามข้อมูลของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดรนจู่โจมได้เล็งเป้าไปยังเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำ โดยลำหนึ่งถูกโจมตีที่ท่าเรือยูจนี ส่วนอีก 2 ลำจอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งโอเดสซา เพื่อรอการขนถ่ายสินค้า

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ กองทัพรัสเซียยังได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือที่ใช้สำหรับขนถ่ายเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น ถังเก็บเชื้อเพลิง รวมถึงโรงงานผลิตโดรน 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าอีก 2 ลำที่ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน ถูกโจมตีที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์และดนีโปร-บักสกี

กระทรวงฯ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนขีดความสามารถทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครน และดำเนินการโดยใช้โดรนจู่โจมร่วมกับอาวุธความแม่นยำสูงพิสัยไกล

ที่มา : Sputnik

“บีโอไอ” หารือ UNIDO Bahrain!! หารือความร่วมมือส่งเสริมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนา SMEs สนับสนุนผู้ประกอบการไทยร่วมมือ ผลักดันผ่านเครือข่าย UNIDO

บีโอไอหารือ UNIDO ITPO Bahrain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 5 จากซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO ITPO Bahrain

นำโดย Mr. Hashim Hussein (Head of UNIDO ITPO Bahrain) (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการไทยผ่านเครือข่ายของ UNIDO ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ถ.วิภาวดีรังสิต

เด็กไทยสร้างชื่อเวทีโลก!! สสวท.ต้อนรับฮีโร่ฟิสิกส์โอลิมปิกไทย คว้า 5 รางวัลฟิสิกส์โอลิมปิกนานาชาติ 2026 ที่โคลอมเบีย 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง 1 เกียรติคุณ สร้างความภูมิใจจากเวทีฟิสิกส์โอลิมปิกโลก

สสวท. ต้อนรับผู้แทนประเทศไทย สร้างผลงานระดับโลก! คว้า 5 รางวัลจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (IPhO 2026) ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดพิธีต้อนรับคณะผู้แทนประเทศไทย หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยมจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (The 56th International Physics Olympiad: IPhO 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

โดยมี นางฤทัย เพลงวัฒนา ผู้อำนวยการสาขาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์โลก สสวท. เป็นประธานในพิธีต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรัชดา ยาตรา ผู้อำนวยการฝ่ายโอลิมปิกวิชาการและอัจฉริยภาพ สสวท. คณะครู และผู้ปกครอง ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ผลการแข่งขัน ผู้แทนประเทศไทยคว้า 5 รางวัล ได้แก่ 1 เหรียญทอง  2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และ 1 เกียรติคุณประกาศ  ดังนี้

 ผู้แทนประเทศไทย

นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ — โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา #เหรียญทอง

นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ — โรงเรียนกำเนิดวิทย์ #เหรียญเงิน

นายชยพล นนทสูติ — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย #เหรียญเงิน

นายพุฒิธร วิบูลย์เจริญกิจจา — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต #เหรียญทองแดง

นายอังกูร ธนาสิทธิกุล — โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย #เกียรติคุณประกาศ

สสวท. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้แทนประเทศไทยทุกคน ตลอดจนคณาจารย์ผู้ควบคุมทีมและผู้เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีวิชาการระดับโลก สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1459154656251419&id=100064706947347&mibextid=wwXIfr&rdid=jXYwX4YDLCOupQAR#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top