Friday, 12 June 2026
NewsFeed

มหาวิทยาลัยจีน ลุยเทคฯ เปลี่ยนบทบาทผลิตนักวิจัยสู่เศรษฐี บริษัทแล็บคลอด IPO ร้อนแรงปี 2026 'หลี่ จิ้นเหยียน' นำทีมผนึกมหาวิทยาลัย 'Optics Valley' นำวิทยาศาสตร์สู่มูลค่าสูง

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Boonchina กล่าวว่า

เมื่อก่อนมหาวิทยาลัยมีหน้าที่ผลิต "บัณฑิต"

แต่วันนี้ มหาวิทยาลัยจีนหลายแห่งกำลังผลิต "เศรษฐี"

บางบริษัทที่มูลค่าหลายแสนล้านบาท ไม่ได้เริ่มจากโรงงานหรือออฟฟิศหรู แต่เริ่มจากห้องแล็บในมหาวิทยาลัย

ล่าสุด บริษัท 长进光子 (ฉางจิ้น โฟโตนิกส์)

ผู้พัฒนาเส้นใยแก้วนำแสงชนิดพิเศษ เข้าตลาดหุ้น 科创板 (เคอชวงป่าน) ของจีน

ราคาหุ้นวันแรกพุ่งมากกว่า 1,500%

ส่งให้มูลค่าบริษัททะลุ 63,000 ล้านหยวน (ประมาณ 315,000 ล้านบาท)

กลายเป็นหนึ่งในหุ้น IPO ที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2026

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าราคาหุ้น

คือบริษัทนี้แทบจะ "ยกห้องแล็บออกมาตั้งบริษัท"

ผู้ก่อตั้งคือ 李劲燕 (หลี่ จิ้นเหยียน)

อดีตอาจารย์จาก 华中科技大学 (มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหฺวาจง)

หรือที่คนจีนเรียกสั้นๆ ว่า 华科 (หฺวาเคอ)

ทีมวิจัยหลัก 8 คน

มีถึง 7 คนที่เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเดียวกัน

ส่วนสิทธิบัตรสำคัญของบริษัทจำนวน 12 ฉบับ ก็ถูกถ่ายทอดมาจากมหาวิทยาลัยโดยตรง

ยิ่งกว่านั้น

ก่อนเข้าตลาดหุ้นเพียง 1 ปี

กองทุนลงทุนของมหาวิทยาลัยได้เข้าซื้อหุ้นรอบสุดท้าย

พอบริษัทเข้าตลาดสำเร็จ

มูลค่าการลงทุนงอกขึ้นมากกว่า 30 เท่า

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เพราะเมืองอู่ฮั่นกำลังมีสิ่งที่เรียกว่า "Optics Valley" หรือหุบเขาแห่งอุตสาหกรรมแสง

ศูนย์รวมบริษัทด้านเลเซอร์ ชิป AI เซ็นเซอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน

และตรงกลางระบบนิเวศนี้ก็คือ 华中科技大学 (มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหฺวาจง)

รอบมหาวิทยาลัยในรัศมีเพียง 2.5 กิโลเมตร

มีบริษัทเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่เกือบ 40,000 แห่ง

หลายบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นก็มีผู้ก่อตั้งเป็นศิษย์เก่าจากที่นี่

เรื่องนี้สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วจีน

มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนหนังสืออีกต่อไป

แต่กำลังกลายเป็น "โรงงานผลิต Deep Tech"

หรือเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องใช้การวิจัยยาวนานหลายปี

ในอดีต

นักวิจัยจำนวนมากใช้เวลาเป็นสิบปีอยู่ในห้องแล็บ

ทำงานกับเทคโนโลยีที่ไม่มีใครสนใจ

แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ชิป และโฟโตนิกส์

องค์ความรู้ที่สะสมมานานเหล่านั้น กลับกลายเป็นทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล

จีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า

บางครั้ง "เหมืองทอง" ที่สำคัญที่สุดของประเทศ

อาจไม่ได้อยู่ใต้ดิน

แต่อยู่ในมหาวิทยาลัย

ถ้ามหาวิทยาลัยไทยมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเกิดจากห้องแล็บของตัวเอง คุณอยากเห็นในอุตสาหกรรมอะไรที่สุด?

ที่มา : https://www.facebook.com/100048039443929/posts/1592431325701500/?rdid=vDV6Gan2DSpbtuE6#

จีน–เกาหลีเหนือ ย้ำแนวร่วมยุทธศาสตร์!! หลังสหรัฐฯ–เกาหลีใต้–ญี่ปุ่นเพิ่มความร่วมมือทหาร ผู้เชี่ยวชาญรัสเซียชี้ จีนอาจยอมรับโดยปริยาย เกาหลีเหนือในฐานะชาตินิวเคลียร์ จับตาความร่วมมือเศรษฐกิจ–โลจิสติกส์รอบใหม่

จอร์จี โทโลรายา หัวหน้าศูนย์ยุทธศาสตร์รัสเซียในเอเชีย สังกัดสถาบันเศรษฐศาสตร์แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซีย กล่าวกับสำนักข่าว Sputnik ว่า การเดินทางเยือนเกาหลีเหนือครั้งล่าสุดของสี จิ้นผิง เกิดขึ้นท่ามกลางความร่วมมือทางทหารที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

จีนและเกาหลีเหนือได้ยืนยันอย่างชัดเจนอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการต่อต้านนโยบายเชิงก้าวร้าวของสหรัฐฯ และพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

การที่มีเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของจีนร่วมคณะเดินทางไปกับสี จิ้นผิง แสดงให้เห็นว่า ประเด็นด้านการทหารเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการเยือนครั้งนี้อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงที่ว่าฝ่ายจีนไม่ได้กล่าวถึงประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี บ่งชี้ว่า จีนอาจยอมรับโดยปริยายว่าเกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์แล้ว

มีความเป็นไปได้ว่า จีนและเกาหลีเหนืออาจเดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ร่วมกัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมมายืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์มากที่สุดในสถานการณ์นี้ เพราะได้ทำให้ตนเองห่างออกจากกระบวนการพหุภาคีในภูมิภาค จากการเข้าไปผูกพันเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดมากเกินไป

ที่มา : Sputnik

ฝูชิง เร่งฟื้นฟูชนบท!! เมืองฝูชิงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมอัตลักษณ์ มุ่งขยายผลโครงการฟื้นฟูชนบทสีเขียว คว้า 15 รางวัลแห่งชาติอย่างยิ่งใหญ่ มูลค่าผลผลิตเกษตรทะลุ 2.5 หมื่นล้านหยวน

เมืองฝูชิงทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เดินหน้าฟื้นฟูชนบท
พลิกโฉมภูมิทัศน์ใหม่ให้มณฑลฝูเจี้ยน

เมืองฝูชิง มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ได้จัดงานประชุมสัมมนาในพื้นที่จริงเมื่อวันที่ 27-28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะและเร่งขับเคลื่อนการฟื้นฟูชนบท โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งขยายผลความสำเร็จจาก “โครงการฟื้นฟูชนบทสีเขียว” เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองฝูชิงได้ขับเคลื่อนศักยภาพในฐานะเมืองรองของเมืองเอกประจำมณฑลฝูเจี้ยน โดยเร่งจัดสรรพื้นที่ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมนำโมเดลห่วงโซ่อุตสาหกรรมมาปรับใช้ เมืองฝูชิงได้ดำเนินกลยุทธ์ฟื้นฟูที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับเกษตรกรรมสมัยใหม่เพื่อวางรากฐานให้มั่นคง สร้างมูลค่าเชิงนิเวศผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว บูรณาการภาคเกษตรกรรมเข้ากับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มบทบาทที่หลากหลายให้กับท้องถิ่น ตลอดจนสร้างกลไกเชื่อมโยงผลประโยชน์ที่เข้มแข็งเพื่อให้เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม การดำเนินงานอย่างเป็นระบบนี้ได้ผลิดอกออกผลจนกลายเป็นภูมิทัศน์ใหม่ที่สะท้อนความสำเร็จได้อย่างรอบด้าน ทั้งอุตสาหกรรมที่เติบโต ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และชุมชนชนบทที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้เมืองฝูชิงคว้าเกียรติยศระดับชาติมาครองถึง 15 รางวัล โดยได้รับการยกย่องให้เป็นเขตสาธิตเกษตรกรรมสมัยใหม่ระดับชาติ และนิคมอุตสาหกรรมระดับชาติ พร้อมกันนี้ยังได้จัดตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเด่น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ โลควอท สัตว์ปีก หอยลาย ปลาไหล สุกร และธุรกิจการเกษตรข้ามช่องแคบ ฝูชิงถือเป็นฐานเพาะพันธุ์ลูกหอยลายมะนิลาที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเลี้ยงและแปรรูปปลาไหลเพื่อการส่งออก รวมถึงเป็นผู้นำด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ไข่ นอกจากนี้ เมืองฝูชิงยังได้รับเลือกให้เข้าร่วม “โครงการยกระดับมูลค่าหมื่นล้านหยวน” เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของมณฑลฝูเจี้ยนอีกด้วย

เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าผลผลิตรวมในภาคเกษตรกรรม การป่าไม้ การปศุสัตว์ และการประมงของเมืองฝูชิง ทะยานแตะ 2.506 หมื่นล้านหยวน ครองอันดับ 2 ในกลุ่มเขตพื้นที่ระดับอำเภอของมณฑลฝูเจี้ยน

ที่มา: ศูนย์สื่อสารมวลชนเมืองฝูชิง

ศาลฎีกาไม่เปลี่ยนโทษ!! จำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปีคดีครอบครองระเบิด คุมขังครบ 1,000 วัน ยังต้องถูกคุมต่อ ศาลยืนยันความอันตรายของวัตถุระเบิด คดีที่สองสิ้นสุด ส่วนอีกคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปี คดีครอบครองระเบิด หลังถูกขังครบ 1,000 วัน

9 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล) วัย 25 ปี กรณีถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เหตุร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นกรณีถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้เดิมมีจำเลย 2 คน คือ ไพฑูรย์ และสุขสันต์ โดยก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสุขสันต์ ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกา ทำให้คดีในส่วนของสุขสันต์ถึงที่สุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ขณะที่ไพฑูรย์ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี โดยไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อไปหลังจากถูกมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนเศษ หรือเป็นเวลาครบ 1,000 วันแล้ว สำหรับไพฑูรย์นอกจากโทษจำคุกในคดีนีเแล้ว ยังมีคดีของศาลอาญาที่มีโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุก “ไพฑูรย์” 8 ปี

วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 เวลา 09.38 น. ศาลได้เบิกตัวไพฑูรย์จากเรือนจำกลางบางขวางมายังห้องพิจารณาคดี โดยไพฑูรย์สวมชุดออกศาลระบุข้อความว่า “เรือนจำกลางบางขวาง ออกศาล” ซึ่งเป็นเสื้อคอกลมสีน้ำตาลอ่อนหรือสีลูกวัว คู่กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมกับถูกใส่เครื่องพันธนาการ ได้แก่ ตรวนข้อเท้าและกุญแจมือ ไม่ได้สวมรองเท้า และสวมหน้ากากอนามัย อีกทั้งสังเกตได้ว่าไพฑูรย์มีสีผิวที่คล้ำขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

หลังไพฑูรย์เดินทางมาถึงศาล ทนายความจึงเข้าไปพูดคุยกับไพฑูรย์เกี่ยวกับคดีของเขา ในขณะที่วันนี้มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่จาก Freedom Bridge และอาสารับฟัง มาร่วมสังเกตการณ์ในวันนี้ด้วย

หลังจากได้พูดคุยกับไพฑูรย์ไม่นาน ศาลจึงขานชื่อให้ไพฑูรย์ยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญโดยสรุป ดังนี้

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 1 (ไพฑูรย์) ฎีกาว่า จำเลยนำเอาประทัดลูกบอลไล่นอกมาประกอบกับวัตถุต่าง ๆ ขึ้นเป็นวัตถุของกลางจำนวน 26 ลูก โดยไม่มีวัตถุส่วนใดมีอานุภาพร้ายแรงและทำลายล้างสูง เพียงแต่มีเสียงดังกว่าประทัดลูกบอลไล่นกเท่านั้น ทำนองว่าวัตถุของกลาง 26 ลูกไม่ใช่วัตถุระเบิดนั้น

เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่าวัตถุของกลางเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลฎีกามีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยมีไว้ครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดของกลาง อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่ายจำนวนมากถึง 26 ลูกแล้ว จำเลยยังมีมีส่วนประกอบอื่นที่จะนำไปประกอบวัตถุระเบิดได้อีก นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษมีกำหนด 12 ปี นั้นเหมาะสมกับความผิดแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้หนึ่งในสาม เพราะเหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็นับเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมาก ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ อิทธิ มุสิกะพงษ์, ธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์ และเอื้อน ขุนแก้ว

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ไพฑูรย์ถูกนำตัวลงไปที่ห้องขังของศาลทันที ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับไปขังที่เรือนจำกลางบางขวางเช่นเดิม

จุดเริ่มต้นของคดีความ

ไพฑูรย์และสุขสันต์ ถูกดำเนินคดีอาญาทั้งสิ้น 2 คดี โดยมูลเหตุเกิดจากทั้งสองคนถูกกล่าวหาว่าได้ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุม #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ขอให้ศาลอาญาออกหมายจับทั้งสอง (เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ เป็นคดีของศาลอาญา) พร้อมทั้งขอให้ศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายตรวจค้นบ้านพักที่ทั้งสองพักอยู่ร่วมกันในจังหวัดนนทบุรี (เหตุจัดทำและมีวัตถุระเบิดในครอบครอง เป็นคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี)

ต่อมา เช้ามืดของวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 04.00 น. สุขสันต์ถูกจับตามหมายจับก่อนเป็นคนแรกระหว่างทำงานขับรถส่งของที่ละแวกพญาไท และถูกพาตัวมาที่บ้านพักในนนทบุรี ซึ่งไพฑูรย์กำลังนอนหลับอยู่ในห้องของตัวเอง จากนั้นไพฑูรย์จึงถูกจับกุมด้วยในเวลาประมาณ 06.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นบ้านพัก พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่จัดทำขึ้นเอง จำนวน 26 ลูก พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการ ได้แก่ ดินประสิว ผงกำมะถัน เทปพันสายไฟสีดำ มีดคัตเตอร์ ที่ชั่งน้ำหนัก ครกพร้อมสากไม้ ก้อนหิน และถ่านไม้ 

คดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่ในการชุมนุม ในคดีของศาลอาญา ไพฑูรย์และสุขสันต์ถูกคุมขังจำนวน 2 ครั้งในครั้งแรกถูกคุมขังภายหลังถูกจับกุมและต้องถูกฝากขังเรื่อยมากระทั่งถูกสั่งฟ้องคดี รวมทั้งสิ้น 151 วัน ระหว่างวันที่ 2 ต.ค. 2564 – 1 มี.ค. 2565 ก่อนจะได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยให้ติดกำไล EM ที่ข้อเท้า

การถูกคุมขังครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไพฑูรย์ 33 ปี 12 เดือน และจำคุกสุขสันต์ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยไม่รออาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองจึงถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ไพฑูรย์ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง

คดีที่สอง (คดีนี้) เป็นเหตุจากการถูกตรวจค้นบ้านพัก โดยพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง แจ้งข้อหาทั้งสองคนเกี่ยวกับการร่วมกันจัดทำวัตถุระเบิดขึ้นเองและมีวัตถุระเบิดนั้นที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2565 อัยการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย 1 นัด ในวันที่ 19 ต.ค. 2566

เมื่อถึงนัดสืบพยาน ทั้งสองคนถูกเบิกตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี เมื่อระหว่างสืบพยานโจทก์ ไพฑูรย์ได้กลับคำให้การเป็น ‘รับสารภาพ’ ทุกข้อกล่าวหา ส่วนสุขสันต์ยืนยันให้การปฏิเสธในชั้นศาล คดีนี้ได้สืบพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม รวม 2 ปาก และสืบพยานจำเลย รวม 2 ปาก ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 ให้ยกฟ้องสุขสันต์ ส่วนไพฑูรย์ถูกลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เนื่องจากรับสารภาพ คงเหลือจำคุก 3 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีของศาลอาญาที่ถูกพิพากษาจำคุก 33 ปี 12 เดือน พร้อมทั้งให้ริบของกลางที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 21 ม.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุก “ไพฑูรย์” เพิ่มเป็น 12 ปี แต่ให้ลด 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 ปี และพิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์เช่นเดิม ด้านสุขสันต์ไม่ได้ฎีกาคดีต่อ จึงสิ้นสุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ส่วนกรณีของไพฑูรย์ ทนายจำเลยยื่นฎีกาคดีต่อ

และวันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ไพฑูรย์ – สุขสันต์ ปัจจุบันถูกขังครบ 1,000 วันและยังถูกขังต่อ มีอีก 1 คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด

จากคำพิพากษาของศาลฎีกาวันนี้ ทำให้คดีของศาลจังหวัดนนทบุรีสิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ สำหรับไพฑูรย์ปัจจุบันเขามีโทษจำคุกรวมกันทั้ง 2 คดี ประมาณ 42 ปี (41 ปี 12 เดือน)

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน (คดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์) ทำให้ทั้งสองยังคงต้องถูกคุมขังต่อไป โดยไพฑูรย์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และสุขสันต์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ปัจจุบันทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วัน หรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกในอีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าโยนระเบิดใส่ตำรวจ ในม็อบดินแดง เมื่อปี 2564 แม้ทนายความจะยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 8 ฉบับ ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 แต่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ทั้งสองจึงไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1410420584261741&set=a.656922399611567

NASA ลุยอาร์ทิมิส 3 เปิดตัวนักบินอวกาศ 4 คนสำหรับภารกิจ มีนักบินอเมริกัน 3 รายและนักบินอิตาลี ภารกิจเริ่มทดสอบในปี 2027 บนวงโคจรโลก เตรียมสาธิตเชื่อมต่อกับยานบลู ออริจิน สเปซเอ็กซ์

ลอสแอนเจลิส, 10 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (9 มิ.ย.) องค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายชื่อนักบินอวกาศประจำภารกิจอาร์ทิมิส 3 (Artemis III) จำนวน 4 คน ซึ่งแบ่งเป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และนักบินอวกาศชาวอิตาลี 1 คน ได้แก่ แรนดี เบรสนิก นักบินอวกาศของนาซาที่จะเป็นผู้บัญชาการ แอนเดอร์ ดักลาส และแฟรงก์ รูบิโอ ที่จะเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญ และลูกา ปาร์มิตาโน จากองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่จะเป็นนักบิน

ภารกิจอาร์ทิมิส 3 มีกำหนดดำเนินการทดสอบที่ท้าทายหลายรายการในวงโคจรรอบโลกในปี 2027 โดยจรวดระบบปล่อยอวกาศของนาซาจะนำส่งยานอวกาศโอไรออน (Orion) พร้อมทีมนักบินอวกาศจากศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซาในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เข้าสู่วงโคจรต่ำของโลก และยานอวกาศโอไรออนจะสาธิตการนัดพบและเชื่อมต่อกับระบบลงจอดยานอวกาศเชิงพาณิชย์โดยมนุษย์ของสหรัฐฯ ที่บลู ออริจิน (Blue Origin) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) กำลังพัฒนา

ทั้งนี้ นาซายังแต่งตั้งบ็อบ ไฮเนส นักบินอวกาศของนาซา เป็นนักบินอวกาศสำรอง ซึ่งจะทำการฝึกฝนพร้อมกับทีมนักบินอวกาศหลักของภารกิจอาร์ทิมิส 3 ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับภารกิจอาร์ทิมิส 4 ที่เป็นภารกิจส่งมนุษย์ไปยังขั้วใต้ของดวงจันทร์ครั้งแรกในปี 2028

ที่มา : Xinhua

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ดันเอสเอ็มอีบุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ร่วมงาน ขยายตลาดออนไลน์เติมทุนพัฒนา สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ติดปีกเอสเอ็มอี บุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมงาน “TikTok Live Commerce EXPO 2026” ขยายตลาดออนไลน์ ดันธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล : นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากผลความสำเร็จของโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2025 ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ร่วมดำเนินการกับ TikTok ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก มีสินค้าเอสเอ็มอีเข้าร่วมกว่า 400 รายการ สามารถสร้างยอดขายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รวมประมาณ 302 ล้านบาท ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ TikTok Shop กว่า 2,200 ร้านค้า ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 789 ล้านบาท และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งทุนรวมกว่า 487 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ จัดโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม Live Commerce ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการไลฟ์ขายสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ Live Commerce กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง สร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และลดต้นทุนด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

“การปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว

โดยงาน TikTok Live Commerce EXPO 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่อง TikTok ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประมาณ 20 ราย ซึ่งจะร่วมไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ จะได้รับการอบรมจาก SME D Bank และ TikTok Shop ในหัวข้อการทำโฆษณาผ่าน TikTok Ads และเทคนิคการไลฟ์ขายสินค้า เพื่อเพิ่มทักษะการทำตลาดดิจิทัลและต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จัดในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ SME D Bank

โครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยผู้สมัครต้องเป็นเจ้าของแบรนด์หรือมีผลิตภัณฑ์ของบริษัทตนเอง โดยต้องไม่เป็นสินค้าผิดกฎหมาย มีร้านค้าใน TikTok Shop เปิดระบบ Affiliate Program และมีตะกร้าสินค้าพร้อมสำหรับการจำหน่าย กำหนด 1 สิทธิ์ต่อ 1 บริษัท

นอกจากนี้ SME D Bank ยังพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการ ด้วยแพ็กเกจสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ในช่วง 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือปรับปรุงกิจการ

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดต่อฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ ของ SME D Bank โทร. 087-341-8216 / 083-612-2670 / 092-282-3832 และ 089-402-7271 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

ที่สำคัญผู้สมัครจะต้องเป็นเจ้าของแบรนด์และเป็นสินค้าที่ไม่ผิดกฎหมาย ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Shopee ในการที่จะใช้มาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่จะขายในแพลตฟอร์มนั้น มีมาตรฐานหรือไม่อย่างไรเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนเวลาซื้อของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

นายกฯ หนุนเชื่อมไทย-เวียดนาม!! ประชุมธุรกิจไทย-เวียดนามที่ฮานอย เน้น 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง ตั้งเป้าทะลุมูลค่าการค้า 5 หมื่นล้านดอลล์ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและแข่งขันอาเซียน

นายกฯ หนุนเชื่อมธุรกิจไทย-เวียดนาม ผลักดันความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมไทยแลนด์ เดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม จัดประชุมใหญ่นักธุรกิจสองประเทศ ผู้ร่วมงานกว่า 100 คน จับมือสองฝ่ายเชื่อมโยง 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดงานประชุม “Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน รวมทั้งหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายเวียดนาม นำโดยนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากประเทศไทยและเวียดนามเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

ภายในงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของภาคเอกชน ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ไทยและเวียดนามต่างมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพราะเชื่อในศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม คือ ยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคบริการ และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะไทยและเวียดนามเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2) ด้านการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ซึ่งนักลงทุนไทยมีศักยภาพและลงทุนในเวียดนามมายาวนาน โดยควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน 3) ด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีจุดแข็ง จึงต้องสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมทั้งความร่วมมือในธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะต่อยอดความร่วมมือสู่การเป็น “หุ้นส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ท่ามกลางแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการค้าใหม่ ความร่วมมือไทย–เวียดนามจึงควรมุ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA และจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างฐานห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยสำหรับนักลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะช่วยได้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวสุขภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งสองประเทศ และยกระดับอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ในส่วนของนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุน Digital Transformation เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสในการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนามในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว

ในการประชุมครั้งนี้ มีการจัดเวที Sectoral Dialogue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้นำภาคธุรกิจของไทยและเวียดนามใน 5 สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของไทยและเวียดนามหลายแห่งเข้าร่วมหารือ

บริษัทไทยที่ร่วมหารือ เช่น บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล (TCP) บีซีพีจี กลุ่มเซ็นทรัล นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ บีกริม ปูนซิเมนต์ไทย สยามพิวรรธน์ ธนาคาร EXIM ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น

ขณะที่บริษัทรายใหญ่จากเวียดนามที่ร่วมหารือ เช่น Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการด้านการท่องเที่ยว Sovico Group กลุ่มธุรกิจด้านการเงิน การบิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงแรม และดิจิทัล Vietjet Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ของเวียดนาม Solarvest Vietnam ผู้ให้บริการพลังงานสะอาดแบบครบวงจร FPT Semiconductor ผู้ออกแบบวงจรรวมและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ CMC Global บริษัทด้าน IT อันดับสองของเวียดนาม Menas Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ SHINEC Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ Saigon Newport ผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือ โลจิสติกส์ และเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น

จากการหารือดังกล่าว ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้สะท้อนถึงโอกาสและศักยภาพในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละฝ่าย สำหรับผู้ประกอบการเวียดนาม ได้นำเสนอโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าการเพิ่มเส้นทางการบินและเที่ยวบินระหว่างกันจะเป็นฐานสำคัญในการขยายโอกาสในเรื่องอื่น ๆ โดยเสนอให้ร่วมออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวในรูปแบบ 1 เส้นทาง 2 จุดหมาย โดยชูการท่องเที่ยวในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ ในส่วนของธุรกิจอาหารและค้าปลีก สนใจร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ และค้าปลีก สำหรับธุรกิจดิจิทัล มองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้ รวมถึงการร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและรัฐวิสาหกิจเวียดนาม

สำหรับผู้แทนภาคเอกชนไทย ได้นำเสนอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การเชิญร่วมลงทุนในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การค้าปลีก การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม โดยผู้แทนกลุ่มพลังงานเห็นว่า ไทยและเวียดนามมีโอกาสในการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม เพื่อผลิตพลังงานสะอาดโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทไทย โดยอาจพิจารณาประเทศลาว เนื่องจากมีน้ำและลมที่เพียงพอในการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการในเวียดนาม ซึ่งมุมมองเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Three Connects ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม

กลาโหมจีนเตือน ญี่ปุ่น–ฟิลิปปินส์!! ยุติยั่วยุในน่านน้ำตะวันออกไต้หวัน ก่อนปัญหาบานปลาย เตือนหยุดยั่วยุก่อนสาย พร้อมใช้มาตรการเด็ดขาด

โฆษกกลาโหมจีน ชี้ หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกราน จะนำมาซึ่งปัญหา
เมื่อบ่ายวันที่ 9 มิ.ย.69 พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง โฆษกกระทรวงกลาโหมจีนได้เผยแพร่ประเด็นทางการทหารที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามที่แหล่งข่าวอ้างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนโดยลำพังฝ่ายเดียว ตำรวจทะเลจีนจึงมีการลาดตระเวนและสำรวจในน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงการคมนาคมและขนส่งจีนได้ดำเนินปฏิบัติการเฉพาะด้านในน่านน้ำบริเวณนี้อย่างต่อเนื่อง

พันเอกพิเศษจาง เสี่ยวกัง กล่าวว่า สำหรับเรื่องญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ประกาศริเริ่มการเจรจาเพื่อกำหนดขอบเขตในน่านน้ำทะเลจีนตะวันออกที่ตั้งอยู่ในเขตบริเวณทิศทางตะวันออกของเกาะไต้หวันของจีนนั้น กระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงย้ำจุดยืนอันหนักแน่นอย่างเด็ดขาดหลายครั้งแล้ว เพื่อเร่งรัดให้ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยุติพฤติกรรมละเมิดอธิปไตยและยั่วยุที่ผิดกฎหมายทันที หากญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ยังคงยืนกรานในแนวทางของตนเอง จะนำมาซึ่งปัญหา ทั้งนี้ จีนจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดและมีพลังเพื่อพิทักษ์อธิปไตยเหนือดินแดนและสิทธิทางทะเลของประเทศชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1419315296892735&id=100064428352622&rdid=xi9lB0vmbm2iuLFZ#

‘สีจิ้นผิง’ คืนเวทีเปียงยาง!! ย้ำมิตรภาพ จีน–เกาหลีเหนือ ไม่เปลี่ยน พร้อมเปิดบทใหม่ยุทธศาสตร์ร่วม ดันความสัมพันธ์ทวิภาคีสอดคล้องยุคสมัย เสริมสร้างความร่วมมือระดับสูง

ปักกิ่ง, 10 มิ.ย. (ซินหัว) -- สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานาธิบดีจีน ได้เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8-9 มิ.ย. ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกในปี 2026 และการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยสีจิ้นผิงและคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการวางแผนงานระดับสูงและการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีในยุคใหม่

ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องจะใช้กระแสธารแห่งยุคสมัย ตอบสนองความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระดับสูง กระชับการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ผูกโยงสายใยระหว่างประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาระดับสูงของความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ร่วมเปิดโอกาสใหม่ๆ ของกิจการสังคมนิยมของทั้งสองประเทศ และมีส่วนส่งเสริมความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตและชะตากรรมของสังคมนิยม

สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนจะยังคงรักษาจุดยืนที่ให้คุณค่ากับมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างมั่นคง สนับสนุนคิมจองอึนในการชี้นำกิจการสังคมนิยมของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีอย่างหนักแน่น รวมถึงมุ่งมั่นคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมของสองประเทศและรักษาสภาพแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของพรรคฯ และรัฐบาลจีนเสมอมา

ทั้งนี้ ปี 2026 ตรงกับวาระครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

ด้วยวาระสำคัญข้างต้น สีจิ้นผิงได้ผลักดันข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จำนวน 4 ประการ ได้แก่ 1) ทั้งสองฝ่ายควรรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงและเสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน 2) ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นเป้าหมายส่งมอบผลประโยชน์แก่ประชาชนและยกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติ 3) ทั้งสองฝ่ายควรสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและกระชับสายใยระหว่างประชาชน 4) ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นความยุติธรรมและความเที่ยงธรรมเป็นหลักการชี้นำเพื่อส่งเสริมการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์

ข้อเสนอสี่ประการนี้ได้เพิ่มพูนแรงกระตุ้นอันแข็งแกร่งสู่มิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี รวมถึงมอบแนวทางและแนวปฏิบัติสำหรับการพัฒนาระดับสูงของความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ที่อยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ครั้งประวัติศาสตร์ โดยการดำเนินการตามฉันทามติสำคัญจากผู้นำทั้งสองและการเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างสอดคล้องกับยุคสมัยจะส่งมอบผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นแก่ประเทศและประชาชน รวมถึงมีส่วนส่งเสริมเชิงบวกต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคและโลก

(แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน พบปะกับคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีและประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ณ เรือนรับรองคึมซูซาน ในกรุงเปียงยางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี วันที่ 8 มิ.ย. 2026)

(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนต้อนรับสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ในกรุงเปียงยางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี วันที่ 8 มิ.ย. 2026)

กสทช. ลุ้นคุณสมบัติ!! กมธ. วุฒิสภาชี้ขาดคุณสมบัติ นพ.สรณะ ตรวจสอบสถานะมหิดลและรับเงินเอกชน ยังคงเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ รอฟังมติคณะกรรมการสรรหา 26 มิ.ย.

26 มิถุนา ลุ้นอนาคต “ศ.คลีนิค นพ.สรณะ”บนถนน “ประธาน กสทช.”จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อ กมธ.วุฒิสภา ฟันธงมาแล้วว่า “ขาด”

จากเอกสารหน้า ซึ่งเป็นส่วน “ความเห็นและข้อเสนอแนะ” ของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เกี่ยวกับข้อร้องเรียน ศ.คลีนิค นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการตรวจพบประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง

1. การทำหน้าที่แพทย์และการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการได้รับหนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ศ.นพ.สรน บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในช่วงเวลาหลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

เอกสารระบุว่า ช่วง 20 ธันวาคม 2564 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย”

ช่วง 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า การยังคงมีสถานะดังกล่าวก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจขัดต่อเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ต้องลาออกจากตำแหน่งหรืออาชีพที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

2. การรับรายได้จากมหาวิทยาลัยมหิดลและบริษัทเอกชน คณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและเอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) พบว่า ปีภาษี 2565 มีผู้จ่ายเงินให้ 3 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
3. บริษัท เมอร์ค จำกัด

ปีภาษี 2566 มีผู้จ่ายเงินให้ 2 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. บริษัท เมอร์ค จำกัด

คณะกรรมาธิการระบุว่า บริษัทเมอร์คเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ และปรากฏหลักฐานว่า ศ.นพ.สรณ ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากบริษัทดังกล่าว

คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ถูกร้องยังมีการประกอบวิชาชีพหรือมีรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่ง กสทช. ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

3. กรณีตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพ คณะกรรมาธิการตรวจสอบพบว่า

-หลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช.ศ.นพ.สรณยังคงยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัท
-ผู้ถือหุ้นได้มีมติเลือกเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ
-ธนาคารกรุงเทพได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า แม้จะมีการอ้างว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งหรือมีการแสดงเจตนาลาออกในภายหลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการลาออกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายบริษัทมหาชนในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ

จึงมีความเห็นว่า ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทอยู่ และอาจขัดต่อคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช.

ประเด็นเรื่องช่องรามาแชนแนล คณะกรรมาธิการยังตรวจพบว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการสรรหา กสทช. ศ.นพ.สรณ เคยดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ “Rama Channel”

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรรหา กสทช. ในขณะนั้นเคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่เป็นลักษณะต้องห้ามในประเด็นดังกล่าว

ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสรุปว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ทำให้เชื่อได้ว่า
-ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
-ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน
-มีรายได้จากภาคเอกชน
-ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพอย่างสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งอื่น การประกอบวิชาชีพ และผลประโยชน์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า นี่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่จัดทำรายงานฉบับนี้ ยังไม่ใช่มติคณะกรรมการสรรหา ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ใช่คำวินิจฉัยสูงสุดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะยังอาจมีการตีความข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงแตกต่างกันได้จากหน่วยงานหรือกระบวนการอื่นในภายหลัง

เป็นประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่ามติกรรมการสรรหาจะออกมาอย่างไร ถ้าออกมาในทางลบ ศ.คลีนิค นพ.สรณ จะฟ้องศาลปกครองต่อหรือไม่….?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top