Friday, 12 June 2026
NewsFeed

‘อาจารย์อุ๋ย’ ลั่นไม่ยอม!! เตือนไทยอย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากขึ้นเขียง ชี้ 5 เล่ห์กลซ่อนรูปพื้นที่ทับซ้อนทะเล ย้ำไทยไม่ต้องเข้ากระบวนการประนีประนอมบังคับ ชี้ต้องเจรจาทวิภาคีปกป้องอธิปไตยชาติ

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! อย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากไทยขึ้นเขียงประนีประนอมภาคบังคับ UNCLOS ชี้ ! 5 เล่ห์กลซ่อนรูป ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

จากกระแสความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาพยายามเร่งรัดให้ไทยร่วมใช้ "กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) นั้น

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอเตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนี้เลยว่า ประเทศไทยไม่ควร และไม่จําต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ได้ เพราะกรณีนี้เข้าข่ายข้อยกเว้นของ UNCLOS อย่างชัดเจน 3 ประการ โดยมีข้อบททางกฎหมายรองรับดังนี้:

1. เป็นข้อพิพาทเก่าที่มีมาก่อนกฎหมาย UNCLOS 1982 (พ.ศ. 2525): เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2515–2516 ซึ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) กําหนดข้อยกเว้นว่า กระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับจะไม่นำมาใช้กับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่อนุสัญญานี้จะมีผลใช้บังคับ

2. ช่องทางเจรจาทวิภาคียังไม่สิ้นสุด: เมื่อไม่มี MOU 2544 แล้ว ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นการปฏิเสธเส้นเขตแดนที่กัมพูชาลากทับเกาะกูดในปี่ พ.ศ. 2515 เราก็มีกลไกอื่นเจรจาตรงได้ ซึ่งตาม มาตรา 283 กำหนดให้คู่กรณีมีหน้าที่ต้องเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อน และประกอบกับ ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 11 (Annex V, Article 11) ย้ำว่าการประนีประนอมภาคบังคับจะเกิดได้ต่อเมื่อการเจรจาระหว่างคู่กรณีล้มเหลวและไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควรเท่านั้น ตราบใดที่ช่องทางทวิภาคียังเปิดอยู่ ฝ่ายกัมพูชาจะลากไทยไปเข้ากระบวนการบังคับไม่ได้

3. มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนทางบกและเกาะกูดผูกติดอยู่: ซึ่งตาม มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) ห้ามไม่ให้ใช้กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับกับข้อพิพาททางทะเล ที่มีความเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนบนบกหรือเกาะที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

นอกจากนี้ หากมองในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าสู่กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจะ "เสียเปรียบ" หรือ "เสียดินแดน" โดยอัตโนมัติ เพราะตาม ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 7 วรรค 2 (Annex V, Article 7(2)) ระบุว่า รายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไม่มีผลผูกพัน (Not binding) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง 

นี่คือ 5 ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญหากหลงกลเข้าสู่กระบวนการนี้ครับ:

1. ไทยจะสูญเสียความได้เปรียบในการกำหนดเกมเจรจา เพราะจากเดิมที่เป็นการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะ เวลา และประเด็นร่วมกับกัมพูชาได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการบังคับ จะถูกจำกัดด้วยกรอบเวลา มีคณะผู้ประนีประนอมเข้ามาแทรกแซง และมีรายงานสรุปข้อเท็จจริง ทำให้ไทยสูญเสีย "พื้นที่ทางการทูต" และไม่สามารถควบคุมกระบวนการได้เต็มที่

2. รายงานผลจะกลายเป็นอาวุธและแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากแม้รายงานจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากคณะกรรมการเสนอแนวทางที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้อง กัมพูชาจะนำรายงานนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือบลัฟไทยในเวทีโลก อ้างต่อสหประชาชาติ และใช้เป็นฐานบีบไทยในการเจรจารอบต่อไป ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทางการทูตให้ไทยอย่างมหาศาล

3. ข้อมูลและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยจะถูกหงายไพ่จนหมด เพราะในการดําเนินกระบวนการนี้ ไทยจำเป็นต้องเปิดเผยแผนที่ หลักฐานประวัติศาสตร์ เหตุผลทางกฎหมาย และจุดยืนเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และเอกสารลับอื่นๆ และยุทธศาสตร์เหล่านี้จะกลายเป็นฐานข้อมูลให้อีกฝ่ายนำไปศึกษาเพื่อใช้โจมตีหรือโต้แย้งไทยในอนาคต

4. เกิดการสร้าง "บรรทัดฐานทางข้อเท็จจริง" มามัดคอตัวเอง เพราะแม้รายงานจะไม่ผูกพัน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลระหว่างประเทศหรืออนุญาโตตุลาการมักพิจารณาเอกสารระหว่างประเทศที่เคยจัดทำมาก่อน หากรายงานเขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไปในทิศทางที่เป็นลบต่อไทย มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกนำมาอ้างอิงและเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยในอนาคต

5. กระทบต่อขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องดินแดนบนบก แต่คือผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในอ่าวไทย หากรายงานเสนอแนะแนวทางให้แบ่งพื้นที่หรือพัฒนาร่วมในรูปแบบที่ไทยเสียประโยชน์ ไทยจะตกเป็นจำเลยสังคมโลกและเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องยอมรับแนวทางดังกล่าว

บทสรุป:

สิ่งที่ไทยควรกังวลไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ เพราะกระบวนการนี้ไม่มีคดีให้แพ้ชนะ คณะกรรมการไม่มีอำนาจชี้ขาดว่าเกาะกูดหรือพื้นที่พิพาททางทะเลเป็นของใคร หรือบังคับให้เราแบ่งพลังงาน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการปล่อยให้เกิดเอกสารระหว่างประเทศที่จะกลายมาเป็นโซ่ตรวนผูกมัดและกดดันไทยในอนาคต

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องต่อสู้เรื่องเขตอำนาจ และปฏิเสธกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ โดยยืนหยัดบนแนวทางการเจรจาทวิภาคีเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างปลอดภัยที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/1HN7Do4YVD/?mibextid=wwXIfr

‘ปูติน’ ชี้รัสเซียรุกคืบ!! กองกำลังรัสเซียควบคุมดอนบาสแล้ว พร้อมเจรจายูเครนถ้าฝ่ายตรงข้ามยอมรับ อาวุธไฮเปอร์โซนิกเสริมกำลังทัพ ชี้อียูไม่ใช่คนกลางในความขัดแย้งยูเครน

กองกำลังรัสเซียกำลังรุกคืบตลอดแนวหน้า โดยไม่มีพื้นที่ส่วนใดที่ไม่ได้ดำเนินปฏิบัติการรุก ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวสำนัก AP ระหว่างการพบปะกับหัวหน้าสำนักข่าวนานาชาติในเวที SPIEF

ปูตินระบุว่า รัสเซียได้ควบคุมพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนลูฮันสก์ได้แล้ว 100% และควบคุมพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ได้มากกว่า 85%

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัสเซียควบคุมภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับประเด็นยูเครน

การแก้ไขความขัดแย้งยูเครน

ขณะเดียวกัน ปูตินระบุว่า รัสเซียยังคงพร้อมประนีประนอมในประเด็นความขัดแย้งยูเครน ตามที่เคยตกลงกันไว้ระหว่างการหารือสหรัฐฯ–รัสเซีย ที่เมืองแองเคอเรจเมื่อปีที่แล้ว

ปูตินเสนอว่า ความขัดแย้งยูเครนอาจคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว หากผู้นำยูเครนยอมรับสิ่งที่เคยมีการหารือกันที่แองเคอเรจ

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าสหภาพยุโรปโดยรวม หรือประเทศสมาชิกอียูประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาความขัดแย้งยูเครนได้ เพราะอียูให้ความช่วยเหลือยูเครนโดยตรง จึงไม่อาจถือเป็นฝ่ายเป็นกลางได้

อำนาจการยิงที่เหนือกว่า

ปูตินกล่าวว่า ยูเครนไม่มีอาวุธแบบที่รัสเซียครอบครอง เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกและขีปนาวุธร่อน

ในขณะเดียวกัน ศักยภาพด้านทรัพยากร วิทยาศาสตร์ และกำลังคนของรัสเซียยังคงเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน

ปูตินชี้ว่า รัสเซียยังพัฒนาและนำระบบอาวุธใหม่เข้าประจำการอย่างต่อเนื่อง เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกพิสัยกลาง “โอเรชนิก” (Oreshnik)

เขายืนยันเพิ่มเติมว่า รัสเซียยังไม่เคยใช้งานระบบขีปนาวุธโอเรชนิกในยูเครนแบบปฏิบัติการรบเต็มรูปแบบ การยิงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงการทดสอบ เพื่อประเมินสมรรถนะของระบบและเก็บข้อมูลสำหรับการนำไปใช้งานเต็มรูปแบบในอนาคต

ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียจะเดินหน้าปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีขีดความสามารถสูงอยู่แล้วต่อไป

วิกฤตกำลังพลของยูเครน

ในขณะเดียวกัน ปูตินกล่าวว่า ในยูเครน ประชาชนทั่วไปถูกไล่จับและกวาดต้อน “เหมือนสุนัขจรจัด” เพื่อบังคับเกณฑ์เข้าสู่กองทัพยูเครน

เขาระบุว่า เมื่อปัญหาขาดแคลนกำลังพลของยูเครนรุนแรงขึ้น ความสูญเสียกำลังพลรายเดือนของยูเครนพุ่งถึง 40,000 นาย พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า มีทหารยูเครนหลบหนีทัพราว 20,000 นายต่อเดือน

ปูตินกล่าวว่า ยูเครนเปิดคดีอาญาเกี่ยวกับการหลบหนีทัพแล้วประมาณ 200,000 คดี และนับตั้งแต่ต้นปีนี้เพียงอย่างเดียว มีทหารยูเครนหลบหนีทัพแล้วราว 60,000 นาย

ที่มา : Sputnik

กัมพูชาเปิดเกม UNCLOS ปมทะเลทับซ้อนไทย!! ตั้งกูรูกฎหมายทะเลแล้ว ขีดเส้นไทย 21 วัน ส่งผู้แทนสู้ปมทะเลทับซ้อน กัมพูชาย้ำไม่ทิ้งเจรจา แต่ย้ายเข้าสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง 2 คน ให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการประนีประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ขณะที่ประเทศไทยได้รับกรอบเวลา 21 วัน ในการเสนอชื่อผู้แทนของตนเอง ตามการเปิดเผยของนายจัน รัตนา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา

โฆษกระบุเพิ่มเติมว่า หากไทยไม่แต่งตั้งผู้แทนภายในระยะเวลาที่กำหนด องค์การสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งแทนประเทศไทย

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ระหว่างนายปรัก โสคอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับผู้แทนคณะทูตและองค์การระหว่างประเทศรวม 47 แห่ง

กัมพูชาได้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อทั้งประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ถึงการตัดสินใจเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กรณีข้อเรียกร้องสิทธิทางทะเลที่ทับซ้อนกัน

ตามแหล่งข่าวอย่างไม่เป็นทางการ กัมพูชาได้เลือกนายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์กและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง ให้เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ

นายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการประนีประนอมภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีบทบาทช่วยแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ระหว่างปี 2016-2018

ขณะที่ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง เคยมีบทบาทในหลายคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ

นายจัน รัตนา ระบุว่า เมื่อคณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งครบถ้วนแล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำหน้าที่กำกับและนำกระบวนการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย ผ่านกระบวนการประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างชัดเจน

กัมพูชาเลือกใช้กลไกภายใต้ UNCLOS หลังจากไทยถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 หรือ MOU 2544 ซึ่งเดิมเคยเป็นกรอบการเจรจาทวิภาคีด้านเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ย้ำว่า การที่กัมพูชาตัดสินใจใช้กลไก UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าเป็นการละทิ้งการเจรจา แต่เป็นการย้ายการหารือเข้าสู่กรอบกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427893739365106&set=a.357607419727082

กระทรวงอุตฯ ลุยฟื้น SME!! ดีพร้อม-สสว. เปิดตัวโครงการ “Rebuild SMEs” ปี 69 ดูแลเข้ม ยกระดับผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เป้ารองรับความท้าทายยุคใหม่

“กระทรวงอุตสาหกรรม” เดินเกมรุก “ONE MIND” สั่งการ ดีพร้อม ผนึก สสว. คิกออฟ ‘Rebuild SMEs’ ปี 69 เร่งฟื้นฟูและเสริมแกร่ง SMEs ไทย ยกระดับศักยภาพการแข่งขันสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

กระทรวงอุตสาหกรรม ขานรับนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ล่าสุด มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวโครงการ “ฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันบูรณาการกลไกช่วยเหลือ ฟื้นฟู และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้สามารถปรับตัว อยู่รอด และแข่งขันได้ท่ามกลางความท้าทายในเศรษฐกิจยุคใหม่ 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความ ท้าทายรอบด้านทั้งจากเทคโนโลยีดิจิทัล ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสีเขียว และการแข่งขันในระดับโลก รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่เพิ่มสัดส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) 

ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูธุรกิจฯ ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงการให้บริการต่าง ๆ ของหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค รวมถึงเชื่อมโยงเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่าง SME D Bank กองทุนประชารัฐ ซึ่งเป็นถุงเงินของกระทรวงอุตสาหกรรมที่พร้อมให้บริการสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมอีกด้วย

“เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันระดับสากล” 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองหลัก

ของเศรษฐกิจไทย แต่กำลังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตต้นทุนพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งเน้นการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก “การวินิจฉัยองค์กร” (Business Diagnosis) ที่แม่นยำ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและจุดอ่อนที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละรายนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์และให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (Deep Consulting) 

สำหรับโครงการ Rebuild SMEs นี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย “ดีพร้อม” ได้เตรียมกลไกสนับสนุนทั้งทีมนักวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ แหล่งเงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกและปรับโมเดลธุรกิจให้พร้อมรองรับความเสี่ยงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ใหม่ๆ  พร้อมย้ำเป้าหมายโครงการฯ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ไม่เพียงแค่ "อยู่รอด" แต่สามารถ "เติบโต" และ "สร้างมูลค่าใหม่" ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 800 กิจการ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 840 ล้านบาท

ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของ สสว. ในฐานะหน่วยงานกำหนดนโยบายและบูรณาการแผนส่งเสริม SMEsของประเทศว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว สสว. จึงมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของผู้ประกอบการในทุกมิติ ทั้งการอัปสกิลองค์ความรู้ การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี และการปลดล็อกข้อจำกัดทางด้านการเงิน

สำหรับโครงการ Rebuild SMEs ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่จะช่วย 'ฟื้นฟู' และ 'ต่อยอด' ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการวินิจฉัยธุรกิจ การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การตลาด การเงิน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ “ความร่วมมือระหว่าง สสว. และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำงานร่วมกัน ของสองหน่วยงาน แต่คือการรวมพลังเพื่อสร้าง “ระบบสนับสนุน SMEs ไทยยุคใหม่” ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการฟื้นตัว การแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เรามุ่งหวังให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถฟื้นตัวและแข่งขันได้จริง และเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยศักยภาพที่แข็งแรงยิ่งขึ้น" ดร.ปณิตา กล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือจัดตั้งโครงการ Rebuild SMEs ประจำปีงบประมาณ 2569 จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงรุก (Proactive Mechanism) ในการฟื้นฟูและยกระดับผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับฐานรากทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Growth from Within) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเพิ่มสัดส่วนจีดีพีของ SMEs ต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติชาติต่อไป

กรมโรงงานฯ ลุยจัดการปัญหากากพิษ!! ทุ่มงบ 54 ลบ. เคลียร์ของเสียกว่า 7,500 ตัน ย้ำรัฐจ่ายก่อน ผู้ผิดชดใช้เต็มที่ เร่งบำบัดโกดังภาชีเสร็จก่อนเวลา เตรียมฟ้องเก็บค่าเสียหายทั้งหมด

กรมโรงงานฯ ทุ่มงบ 54 ล้านบาท ปิดจ๊อบเคลียร์กากพิษโกดังเถื่อนภาชี กว่า 7,500 ตัน

เตรียมเช็คบิลทวงคืนเงินแผ่นดิน “รัฐจ่ายก่อน แต่ผู้กระทำผิดต้องชดใช้”

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเปิดปฏิบัติการเชิงรุกหลังรับเสียงร้องเรียนจากประชาชน ปราบขบวนการลักลอบทิ้งกากในนิคมฯ แก่งคอย นำไปสู่การขยายผลทลายเครือข่าย “เอกอุทัย” พร้อมโชว์ผลงานทุ่มงบ 54 ล้านบาท ปิดจ๊อบเคลียร์ของเสียเคมีพิษออกจากโกดังภาชี กว่า 7,500 ตัน เสร็จก่อนกำหนด! เตรียมเช็คบิลเก็บค่าเสียหายคืนแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ "รัฐจ่ายก่อน แต่ผู้กระทำผิดต้องชดใช้"

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุร้องเรียนของประชาชนในตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี พบการลักลอบนำสารเคมีอันตรายมาทิ้งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแก่งคอย นำไปสู่การสืบสวนขยายผลจนพบว่าเป็นของเสียในครอบครองของ บริษัท เอกอุทัย จำกัด และพบความเชื่อมโยงกับโกดังเก็บสารเคมีอันตรายจำนวนมาก ซึ่งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จำนวน 5 หลัง ในตำบลภาชี อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พร้อมรั่วไหลลงสู่คลองชลประทาน สร้างความหวาดผวาให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง

กรมโรงงานฯ อาศัยอำนาจตามมาตรา 52 และมาตรา 52/1 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้เจ้าของที่ดิน รวมถึงบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ระงับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายทันที พร้อมให้นำสารเคมีอันตรายที่ครอบครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตไปบำบัด/กำจัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่เจ้าของที่ดินและบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ กรมโรงงานฯ จึงส่งเรื่องฟ้องดำเนินคดีต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษตามกฎหมาย

ความเสี่ยงและผลกระทบจากการลักลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นจำนวนเงิน 54,650,000 บาท เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายตกค้างและปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมไฟเขียวอนุมัติให้ดำเนินการ “จ้างเหมาบริการกำจัดและบำบัดวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงของเสียเคมีวัตถุที่ตกค้างในพื้นที่โกดังภาชี” เพื่อขนย้ายและจัดการของเสียทั้งหมด โดยผู้รับจ้างดำเนินงานตามสัญญาจ้างแบบเร่งรัด ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถึง 13 พฤศจิกายน 2569 โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรมโรงงานฯ ลงพื้นที่โกดังภาชี เพื่อติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน พบว่าผู้รับจ้างได้ขนย้ายวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและของเสียเคมีวัตถุที่ตกค้างในพื้นที่ไปบำบัด/กำจัด แล้วเสร็จ จำนวน 7,574.58 ตัน ครบ 100% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสำเร็จก่อนกรอบระยะเวลาที่กำหนด

“การดำเนินงานในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมเชิงรุกและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันบทบาทในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงาน และผลักดันการจัดการของเสียอุตสาหกรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ กรมโรงงานฯ เตรียมเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งหมดจากผู้ก่อให้เกิดความเสียหายและผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด” นายพรยศฯ กล่าว

“จีน–เกาหลีเหนือ” ขยับใหญ่!! จีนประกาศ “สีจิ้นผิง” เยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ พบ “คิมจองอึน” 8–9 มิ.ย. ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรง จับตาสัญญาณใหม่สัมพันธ์จีน–เกาหลีเหนือ

โฆษกสำนักกิจการระหว่างประเทศของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)

ประกาศว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ตามคำเชิญของคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี (WPK) และประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

Jeenthainews 

“กระทรวงศึกษาธิการของจีนประกาศเมื่อวันพุธว่า นักเรียนจีนรวม 12.9 ล้านคน เตรียมเข้าสอบ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติประจำปีนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เกาเข่า (Gaokao) โดยการสอบจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 มิถุนายน”

ตัวเลขดังกล่าวลดลงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เข้าสอบ 13.35 ล้านคน

กระทรวงฯ ระบุว่า จะสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นดูแลสภาพแวดล้อมทางออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับการสอบ รวมถึงรักษาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณรอบสนามสอบ

นอกจากนี้ จะมีการดำเนินมาตรการพิเศษเพื่อปราบปรามการจำหน่ายอุปกรณ์ทุจริตการสอบ การสวมรอยเข้าสอบแทนผู้อื่น และการกระทำผิดระเบียบของสถาบันกวดวิชาและสถาบันเตรียมสอบต่าง ๆ

กระทรวงศึกษาธิการจีนยังจะกำกับดูแลหน่วยงานท้องถิ่นให้ป้องกันและปราบปรามการทุจริตการสอบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมผลักดันการใช้ระบบตรวจสอบและเฝ้าระวังอัจฉริยะอย่างแข็งขันด้วย

ที่มา : Xinhua

“ญี่ปุ่น” ย้ายซ้อมบอลโลก!! ย้ายสนามซ้อมหลังสนามเดิมแย่ เตรียมตัวชิงชัยฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกลุ่มกับเนเธอร์แลนด์-สวีเดน-ตูนีเซีย แคมป์หลักที่แนชวิลล์พร้อมรับทีมซามูไร

ญี่ปุ่น ได้ทำการย้ายสนามฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลก 2026 เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่สภาพสนามซ้อมที่แรกของพวกเขาในเม็กซิโกนั้นแย่มาก

ญี่ปุ่น ทีมดังจากเอเชีย จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในกลุ่ม เอฟ ร่วมกับ เนเธอร์แลนด์, สวีเดน และ ตูนีเซีย

โดยเริ่มแรกทีมซามูไรบลู ได้ทำการฝึกซ้อมที่สนามซ้อมของสโมสรติเกรส ทีมดังในลีกเม็กซิโก แต่ปรากฎว่าสภาพของสนามนั้นแย่มาก ทั้งเป็นหลุมและไม่เรียบ ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อม และเมื่อมีคนเผยคลิปการซ้อมของทีมชาติญี่ปุ่นนั้น ทางโซเชียลมีเดียของเม็กซิโกก็พากันออกมาวิจารณ์ถึงสนามซ้อมของติเกรสกันอย่างหนัก

และล่าสุดอีเอสพีเอ็นรายงานว่าทางทีมชาติญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายแคมป์ซ้อมไปใช้สนามเอล บาร์เรียลของสโมสรมอนเตอร์เรย์แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้แคมป์ซ้อมอย่างเป็นทางการของทีมชาติญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่แนชวิลล์ ซึ่งพวกเขาจะเดินทางไปถึงที่นั่นในวันที่ 8 มิ.ย. นี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10271100

“เคทีซี” ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย!! ช่วยลูกหนี้เข้าถึงทางออก ไม่มีค่าใช้จ่าย ยุติหนี้อย่างเป็นธรรม มหกรรมครั้งล่าสุดเจรจานับพันราย เตรียมขยายกิจกรรมทั่วประเทศ

เคทีซี–กรมบังคับคดี ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย สร้างกลไกให้สังคมจัดการหนี้อย่างเป็นธรรม

ท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงท้าทาย “การมีอยู่ของหนี้” อาจไม่ใช่ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือ “การไม่มีพื้นที่ในการหาทางออก” ต่างหากที่ทำให้หลายกรณีเดินไปถึงจุดตัน จากประสบการณ์ทำงานด้านลูกหนี้ของเคทีซี พบว่าลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ แต่ขาดโอกาสในการพูดคุยเพื่อปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ชีวิตจริงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นหนึ่งใน insight สำคัญที่ไม่เคยถูกพูดถึงในเชิงระบบมาก่อน

เพื่อขยายโอกาสดังกล่าว “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) บริษัท วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด และกรมบังคับคดี เดินหน้าสร้าง “พื้นที่กลาง” ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ประจำปี 2569 ในฐานะกลไกที่ช่วยให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้สามารถกลับมาเจรจาและร่วมกันออกแบบทางออกใหม่ได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” กล่าวว่า “สิ่งที่เราเรียนรู้จากการทำงานอย่างใกล้ชิด คือปัญหาหนี้จำนวนมากไม่ได้จบที่ตัวเลข แต่จบลงเพราะขาดโอกาสในการพูดคุย หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือไม่แน่ใจว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย เช่น ความกังวลว่าการเข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยจะต้องไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่กดดันหน่วงเหนี่ยว หรืออาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งในความเป็นจริง พื้นที่นี้ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘พื้นที่กลาง’ ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้อย่างปลอดภัย เป็นกลาง และเป็นธรรม การไกล่เกลี่ยจึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่คือกลไกของความเป็นไปได้ ที่ช่วยให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้กลับมาทบทวนทางเลือก และร่วมกันหาทางออกที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละคน เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการจัดการหนี้ในแต่ละกรณี แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การจัดการหนี้ในสังคมมีทางเลือกมากขึ้น และช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเดินต่อไปได้พร้อมกันอย่างยั่งยืน”หลายครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่การจ่ายหนี้ แต่อยู่ที่ความไม่กล้าเริ่มต้นพูดคุย”

จากแนวคิดสู่ผลลัพธ์จริงในพื้นที่

การจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ครั้งที่ 43 ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดระยอง เป็นภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยมีผู้เข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้รวม 1,195 ราย คิดเป็นภาระหนี้รวมกว่า 209 ล้านบาท โดยมีนายพจกรณ์ วงศ์ปักษา ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี และนางภัสร์ฐิตา เตชะพงษ์ภินันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง พร้อมด้วยนายพลัฐ หิรัญสิริสมบัติ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมบังคับคดี และคณะผู้ไกล่เกลี่ยเข้าร่วมชมงาน สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ได้สะท้อนเพียงการเจรจาที่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ยังชี้ให้เห็นว่า

  • ลูกหนี้มีแนวโน้มเปิดใจพูดคุยมากขึ้น เมื่อกระบวนการไม่อยู่ในรูปแบบเผชิญหน้า
  • หน่วยงานภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางที่สร้างความเชื่อมั่น” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การมีโครงสร้างการเจรจาที่ชัดเจน ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานเคทีซียังจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและแนวทางการประนอมหนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกรณีศึกษาต่างๆ ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย  ราชภัฏเพชรบุรี โดยวิทยากรจากฝ่ายงาน Litigation “เคทีซี” และกรมบังคับคดีร่วมบรรยาย เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจสิทธิ ทางเลือก และผลลัพธ์ของแต่ละแนวทางก่อนการตัดสินใจ 

ขยายกลไกระดับพื้นที่ สู่โอกาสของทั้งระบบ

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการทดลองและขยาย “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยให้การจัดการหนี้ในสังคมไทยมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้น เคทีซีและพันธมิตรเตรียมจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครั้งถัดไป ในวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดลพบุรี เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง ผู้เข้าร่วมสามารถเข้ารับคำปรึกษาและเจรจาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.ktc.co.th/mediation หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 631 3399 และ 02 631 3668  พร้อมจัดเตรียมเอกสารเพื่อเข้าร่วมงานฯ ดังนี้

กรณีไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง

  1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า จำนวน 1 ชุด
  2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

    กรณีรับมอบอำนาจไกล่เกลี่ยแทน

         1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า (รับรองสำเนาถูกต้อง) จำนวน 1 ชุด

         2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

  1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด
  2. หนังสือมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด

แนวคิดเบื้องหลัง: จาก “ภาระส่วนบุคคล” สู่ “ความรับผิดชอบร่วมของสังคม”

การขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองสำคัญต่อ “หนี้” จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไปสู่การเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อมีพื้นที่ที่เหมาะสม การสื่อสารที่เปิดกว้าง และกระบวนการที่เป็นธรรม หนี้จึงไม่จำเป็นต้องจบลงที่ข้อพิพาท แต่สามารถจบลงด้วยข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและก้าวต่อไปได้พร้อมกัน

“ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์” ขยายที่ไทย!! จับมือ GPS2GO เสริมแกร่งตลาด ขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรในไทย ผสานแพลตฟอร์มระดับโลกและท้องถิ่น ผลักดันโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะทั่วอาเซียน

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ปักหมุดอาเซียน ประกาศซื้อกิจการ GPS2GO ในไทย

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ (Directed Technologies) ประกาศเข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการระบบเทเลเมติกส์ชั้นนำของไทยอย่าง GPS2GO โดยเป็นความเคลื่อนไหวในทางกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามแผนผลักดันการเติบโตในระดับภูมิภาค

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานปฏิบัติงานที่มั่นคงยิ่งขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง โซลูชันเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนทีมงานในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดรากฐานธุรกิจเดิมของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ในตลาดไทย ซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้วในปัจจุบัน ทั้งในด้านการดูแลลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขาย

ไทยมีบทบาทสำคัญในซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรายใหญ่ครอบคลุมทั้งรถบรรทุก รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเพื่อการพาณิชย์ ประกอบกับการที่ลูกค้าหลายรายของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ การดูแลพื้นที่โดยตรงจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความต้องการทั้งในกลุ่มผู้รับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มตลาดอะไหล่ทดแทน

สำหรับการควบรวมกิจการครั้งนี้ คุณหทัยชนก ลีฬหาทร จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO ควบคู่กับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย เพื่อสานต่อการดำเนินงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ อย่างมั่นคงในเฟสต่อไป

“การขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่บนแผนที่ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดด้วยทีมงานในพื้นที่ ในตลาดยานยนต์ที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค” คุณสตีฟ ซีโอลิส (Steve Siolis) ซีอีโอของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ กล่าว “การจับมือกับ GPS2GO เปิดโอกาสให้เรานำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างล้ำลึกในท้องถิ่น มาหลอมรวมเข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของเรา เพื่อมอบโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะให้แก่กลุ่ม OEM และลูกค้าระดับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค”

“ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตของ GPS2GO ในเฟสต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างแข็งแกร่งในไทย มาต่อยอดเพื่อดูแลสนับสนุนลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณหทัยชนก ลีฬหาทร ผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO กล่าว “การผสานองค์ความรู้ที่เราศึกษามาอย่างเจาะลึกในตลาด เข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ทำให้เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด พร้อมยึดมั่นในรากฐานอันแข็งแกร่งในระดับสากล”

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขยายระบบนิเวศ e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ให้เติบโตยิ่งขึ้นทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยแพลตฟอร์ม e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ นั้นหลอมรวมระบบเทเลเมติกส์ ฮาร์ดแวร์ IoT ระบบเครือข่าย และการวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะบนคลาวด์ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับโปรแกรมของผู้ผลิต OEM การบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ ตลอดจนระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป แอฟริกา และทวีปอเมริกา โดยยังคงเดินหน้าผลักดันธุรกิจให้เติบโตในระดับสากล ด้วยการเข้าซื้อกิจการและการจับมือเป็นพันธมิตรในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มยานยนต์อัจฉริยะที่มีความเชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นในตลาดหลัก ๆ ทั่วโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top