Tuesday, 9 June 2026
GoodsVoice

ปตท. ผุด ‘on-ion’ สถานีชาร์จไฟรถยนต์ EV เต็มรูปแบบ นำร่อง 17 สาขา ศูนย์การค้าเซ็นทรัล

ออน-ไอออน เปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟ EV ด้วยพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบแล้ววันนี้ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขา พร้อมเชื่อมต่อความสุข ให้ทุกการเดินทางไม่สะดุด ด้วยจุดบริการทั่วไทย

เมื่อวานนี้ (18 ม.ค. 66) นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ร่วมพิธีเปิดให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ ออน-ไอออน (on-ion EV Charging Station) ในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พร้อมให้บริการชาร์จไฟแก่รถยนต์ไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด เชื่อมต่อความสุข เดินทางไม่สะดุด จุดบริการทั่วไทย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว กรุงเทพฯ 

on-ion EV Charging Station พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 17 สาขาได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่, เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัลบางนา, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล วิลเลจ สุวรรณภูมิ, เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล อุดรธานี, เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ, เซ็นทรัล ศาลายา, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล โคราช, เซ็นทรัล พระราม 3 และ เซ็นทรัล พระราม 9 และพร้อมให้บริการอีก 20 สาขาทั่วประเทศเร็ว ๆ นี้

'บิ๊กป้อม' ไฟเขียว!! แนวทางจัดการความมั่นคงเชิงพื้นที่ปี 66-70 ลงลึกถึงระดับตำบลทั่วไทย หนุน ปชช.อยู่ดีมีสุขถ้วนหน้า

(19 ม.ค. 66) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รองนายกรัฐมตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ (นพช.) ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ สมช. ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุมได้รับทราบ ผลการประเมินการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่ เพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ปี 62-65 ซึ่งมีความสำเร็จที่มีนัยยะสำคัญ ได้แก่ ค่าเป้าหมายของตัวชี้วัดจากการที่จังหวัดประกาศพื้นที่เป้าหมายการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคง ครบทุกจังหวัด และมีการจัดทำแผนการพัฒนา เพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่ครบทุกแผน และมีแผนปฎิบัติการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน พื้นที่ชายฝั่งทะเล เกาะแก่ง และชุมชนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของแผนการพัฒนาพื้นที่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน และลดเงื่อนไขของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทำงาน ด้านความมั่นคง ควบคู่กับการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการป้องกันประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่เป้าหมาย ที่กำหนดผ่านกลไกการประเมินระดับจังหวัด

'บิ๊กตู่' ชู เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งต่อเนื่อง หลัง 'จีดีพี-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย' ตัวเลขสวย

(20 ม.ค. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเปรียบเทียบ 4 เครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นเครื่องยืนยันไทยยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สั่งการ ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อการกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และกำชับทุกหน่วยงานเร่งเดินหน้าตามนโยบายทางเศรษฐกิจที่ได้กำหนดไว้ ส่งเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ ส่งเสริม กระตุ้นทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาประเทศ

นายอนุชา กล่าวว่า การเปรียบเทียบเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญตัวแรก ได้แก่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ซึ่งพบว่า ในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 ไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อยู่ที่ 4.5 %YoY และสูงกว่ากลุ่มประเทศ Big-4 สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ 1.9 %YoY 2.3 %YoY 1.5 %YoY และ 3.9 %YoY เรียงตามลำดับ 

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยก็ต่ำกว่าสหรัฐฯ ยูโรโซน และค่าเฉลี่ยของ ASEAN-5 (สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย) โดยในปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 1.2 ในขณะที่ในเดือนพฤศจิกายน 2565 อยู่ที่ร้อยละ 5.5 และธันวาคม 2565 อยู่ที่ร้อยละ 5.9

‘Yahoo Finance’ ยกไทยติด 1 ใน 12 ประเทศแห่งเอเชียที่มี 'ความก้าวหน้ามากที่สุด'

เมื่อไม่นานมานี้ช่องยูทูบ ‘Thailand & The World’ ได้เผยแพร่วิดีโอ การจัดอันดับ 12 ประเทศในเอเชีย ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด ซึ่ง 1 ใน 12 ประเทศนั้นมีประเทศไทยติดอันดับอยู่ด้วย โดยเนื้อหาในคลิปดังกล่าว สรุปใจความได้ว่า...

ในศตวรรษที่ 21 ถือว่าเป็น ‘ศตวรรษแห่งทวีปเอเชีย’ เพราะมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่รวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก โดย ‘McKinsey’ บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้ประเมินว่า เอเชียจะมี GDP มากกว่า 50% ของโลก ภายในปี 2040 และผู้บริโภคจากเอเชีย จะเป็นตัวขับเคลื่อนกว่า 40% ของการบริโภคทั้งโลกภายในปีดังกล่าวเช่นกัน 

ทั้งนี้ ความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น เป็นผลมาจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง โดย World Economic Forum ได้ทำการประเมินไว้ว่า ภายในปี 2030 หรืออีกเพียง 7-8 ปีข้างหน้า ‘2 ใน 3 ของชนชั้นกลาง’ จะเป็นชาวเอเชีย

ล่าสุด ‘Yahoo Finance’ ก็ได้เผยผลการจัดอันดับ ‘12 ประเทศในเอเชีย’ ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด เราจะมาดูกันว่า ประเทศไทยของเรา ทำได้ดีแค่ไหนในการจัดอันดับครั้งล่าสุดนี้

โดยวิธีการวิจัยการจัดอันดับในครั้งนี้ ทำขึ้นมาโดยการประเมินสัดส่วนของงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ต่อ GDP ที่เป็นข้อมูลจากธนาคารโลก และระดับการพัฒนามนุษย์ จาก Human Developemtn Index หรือ HDI ของปี 2021-2022 ซึ่ง HDI มีการวัดจาก 3 ปัจจัยด้วยกันคือ 1. อายุคาดเฉลี่ย 2. ระดับการศึกษา และ 3. รายได้ต่อหัว หรือ GDP Per capita นอกจากนั้นยังมีการพูดถึงการมีอยู่ของบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศนั้นๆ อีกด้วย

สำหรับ 12 อันดับประเทศในเอเชีย ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด มีดังต่อไปนี้...

อันดับที่ 12 อินโดนีเซีย Yahoo ระบุว่า อินโดนีเซีย เป็นประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI 0.718 สอดคล้องกับมาตรฐานการครองชีพที่สูง โดยมีการใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา R&D ต่อ GDP 0.28% ในปี 2020 โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระบบโลกตั้งอยู่ โดยมี Alphabet ที่บริษัทแม่ของ Google, Toyota, ExxonMobil เป็นต้น การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ เติบโตขึ้น 64% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2022 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักมาจากความสามารถในการจัดการทรัพยากรของประเทศ

อันดับที่ 11 จอร์เจีย จอร์เจียมีที่ตั้งอยู่ระหว่างยุโรปและเอเชีย โดยในปี 2020 ประเทศได้ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา R&D ต่อ GDP 0.30% โดยมีระดับคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI 0.802 ซึ่งถือว่าสูงมาก ในช่วงที่มีการสำรวจในปี 2021-2022 โดยในปี 2022 ที่ผ่านมา จอร์เจียได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศ 1,670 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 26%

อันดับที่ 10 ไทย อีกหนึ่งประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ภาคการบริการมีการเติบโตสูง คิดเป็น 58.3% ของ GDP ประเทศในปี 2020 ผลประกอบการของภาคการผลิตทางอุตสาหกรรมในปี 2021 เติบโตจากปีก่อนหน้า 7.31% คิดเป็นรายได้ที่ 137,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

ส่วนคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ในช่วงปี 2021-2022 มีระดับที่สูงมาก อยู่ที่ 0.800 

นอกจากนั้น ประเทศยังมีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมากในปี 2020 ซึ่งอยู่ที่ 1.14% ต่อ GDP และถ้าเจาะลึกลงไปทั้ง 3 หลักเกณฑ์ ในการพิจารณาคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ที่ใช้ในการวัดผลจะพบว่า คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 78.7 ปี ในระยะเวลาการศึกษา 15.9 ปี และมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 619,000 ต่อปี

อันดับ 9 มาเลเซีย มาเลเซียมีคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ที่สูงมากเช่นกัน โดยอยู่ที่ 0.803 และจากข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลกในปี 2018 ประเทศมีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา อยู่ที่ 1.04% ต่อ GDP สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่มีการลงทุนที่นั่น ได้แก่ Alphabet, Microsoft เป็นต้น

อันดับที่ 8 ตุรกี เช่นเดียวกับจอร์เจีย ประเทศนี้มีที่ตั้งอยู่ระหว่างยุโรปและเอเชีย แต่มากถึง 97% ของพื้นที่ อยู่ในเขตเอเชีย ตุรกีมีคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ในปี 2022 ที่สูงมาก คือ 0.838 มีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา ที่ 1.09% ต่อ GDP ในปี 2022 อุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบริษัท startup ต่าง ๆ อย่าง keteers ที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2015 มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2022 อีกบริษัทหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ บริษัททางด้าน E-Commerce สัญชาติตุรกี ที่ชื่อ D market ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศที่มีการลงทุนที่นั่น ได้แก่ Microsoft, apple เป็นต้น ตุรกียังมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโดรนอีกด้วย ซึ่งได้เป็นผู้จัดหาโดรนให้กับยูเครน ในการสนับสุนนการต่อสู้กับรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อันดับที่ 7 รัสเซีย เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีที่ตั้งคาบเกี่ยวระหว่างยุโรปและเอเชีย โดยพื้นที่กว่า 75% อยู่ทางฝั่งเอเชีย รัสเซียมีคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ที่สูงถึง 0.822 ในงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาในปี 2018 ที่ 1.10% ต่อ GDP รัสเซียโดดเด่นในเรื่องเทคโนโลยีทางด้านการทหาร ที่เทียบเท่ากับเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาในด้านการพรางตัว และเหนือกว่าในด้านเทคโนโลยีความเร็วเหนือเสียง ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รัสเซียเป็นบ้านเกิดของบริษัทอย่าง Yandex, Auto, VK และ Y berry ศูนย์บริษัทต่างชาติที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Microsoft, apple และ Alphabet ที่ตอนนี้ ทั้งหมดได้ถอนตัวออกจากประเทศไปแล้ว หลังจากที่รัสเซียได้เข้าทำสงครามกับยูเครน

อันดับที่ 6 จีน ในปี 2022 จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศษรฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และคาดว่าจะสามารถแซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้ในอีกไม่นาน คะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ของจีน อยู่ที่ 0.768 ซึ่งยังต่ำกว่าไทย แต่สูงกว่าอินโดนีเซีย รัฐบาลได้มีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยงบประมาณสูงถึง 2.40% ต่อ GDP มีส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น ในระดับที่สูงมาก โดยมีการส่งออกในด้านนี้สูงถึง 17% ของ GDP ทั้งประเทศ ในปี 2018 และเช่นเดียวกับรัสเซีย จีนมีแต้มต่อเหนือสหรัฐอเมริกาในด้านเทคโนโลยีความเร็วเหนือเสียง ในแง่ของเทคโนโลยีสารสนเทศ จีนมีบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Alibaba ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงของ amazon จากสหรัฐอเมริกา

อันดับที่ 5 ไต้หวัน ไต้หวันเป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 3.63% ของ GDP ทั้งประเทศ ในปี 2020 มีคะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ที่สูงถึง 0.916 ในปี 2022 ไต้หวันมีบริษัทผลิตชิป อย่าง TSMC ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งโลกในด้านนี้ สูงถึง 53% ในปี 2022 ส่วนบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศที่มีการลงทุนในไต้หวัน ได้แก่ ASC Group, United Microelectronics Corporation เป็นต้น

อันดับที่ 4 ฮ่องกง คะแนนดัชนีการพัฒนามนุษย์ HDI ของฮ่องกง สูงถึง 0.952 ในช่วงปี 2021-2022 แต่มีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา เพียง 0.99% ของ GDP ในปี 2020 ฮ่องกงถือเป็นประเทศที่รองรับธุรกิจ startup ได้ดีมาก โดยมีการเติบโตถึง 12% ในปี 2021 ทำให้มีบริษัทประเภทนี้ รวมแล้วถึง 3,755 บริษัท

'เสี่ยเฮ้ง' เร่ง 'ผลิต-บรรจุ' แรงงานป้อน 'ท่องเที่ยว-บริการ' หลัง 'นายกฯ' ห่วงภาคธุรกิจขาดแรงงานช่วง ศก.ฟื้น

(21 ม.ค.66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวขณะเปิดงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่จังหวัดราชบุรีเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมาถึงกรณีที่ผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและบริการประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากธุรกิจมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วทำให้ผู้ประกอบการมีความต้องการแรงงานสูงขึ้นนั้น และท่านนายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคท่องเที่ยวและบริการโดยเร่งฝึกอาชีพเพื่อผลิตแรงงานในสาขาที่ขาดแคลนรวมทั้งบรรจุตำแหน่งงานว่างในภาคท่องเที่ยวและบริการอย่างเร่งด่วน ซึ่งในเรื่องนี้กระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการมาโดยตลอด 

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ได้ให้สำนักงานแรงงานจังหวัดลงพื้นที่สอบถามความต้องการแรงงานจากผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งจากรายงานของสำนักงานแรงงานจังหวัด 60 จังหวัด พบว่า มีสถานประกอบกิจการประเภทโรงแรม ที่พัก ภัตตาคาร ร้านค้า จำนวน 32,359 แห่ง ลูกจ้าง 297,824 คน สถานประกอบกิจการที่มีความต้องการแรงงาน จำนวน 1,817 แห่ง ลูกจ้าง 9,763 คน ในส่วนของกรมการจัดหางาน ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นมีสถานประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการแจ้งความต้องจ้างงานในแพลตฟอร์มไทยมีงานทำ จำนวน 4,881 อัตรา มีผู้สมัครงาน จำนวน 4,019 คน ได้รับการบรรจุงานแล้ว จำนวน 3,491 คน และที่จังหวัดภูเก็ตได้มีการจัดงานนัดพบแรงงาน มีนายจ้าง/สถานประกอบการแจ้งความประสงค์ต้องการแรงงานกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ต จำนวน 178 แห่ง ตำแหน่งงานว่าง 1,313 ตำแหน่ง 3,698 อัตรา บรรจุงานในสถานประกอบการแล้วจำนวน 50 แห่ง ลูกจ้างจำนวน 550 อัตรา มีนักศึกษาฝึกงานในสถานประกอบการ จำนวน 3,749 คน และนักเรียน นักศึกษาทำงานพาร์ทไทม์ช่วงว่างจากการเรียน จำนวน 345 คน

ขณะที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำลังเร่งดำเนินการฝึกอบรมทักษะฝีมือแรงงานให้แก่แรงงานภาคท่องเที่ยวและบริการ อาทิ พนักงานต้อนรับ พนักงานผสมเครื่องดื่ม นวดแผนไทย เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ได้ฝึกไปแล้ว จำนวน 1,649 คน จากเป้าหมาย 4,900 คน และปรับแผนการฝึกเพิ่มเป็น 9,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการมากขึ้น 

ด้าน คุณรังสิมันต์ กิ่งแก้ว อุปนายกฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการจังหวัดภูเก็ตได้เริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากที่รัฐบาล กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดนัดพบแรงงาน การฝึกอบรมทักษะระยะสั้น การให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำงานพาร์ทไทม์ช่วงว่างจากการเรียน ทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานลดน้อยลง และคาดการณ์ว่าไตรมาส 2 สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากในช่วงเดือนมีนาคม 2566 จะมีนักศึกษาที่จบการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้น 

APCO ยืนหนึ่งงานวิจัย ยกระดับนวัตกรรมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดันผลประกอบการปี 66 พุ่ง ตั้งเป้าโต 30-50%

APCO กางแผนธุรกิจปี 66 พัฒนางานวิจัยต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ภูมิคุ้มกันบำบัด ชูนวัตกรรมวัฒนชีวาย้อนวัย/ชะลอวัย สร้างสังคมชีวี 100 ปีมีสุข ปักธงสมาชิก 20,000 คนใน ปีนี้ ด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง และโครงการ Bye Bye HIV ขยายฐานดูแลผู้ป่วยในวงกว้าง ผลักดันยอดขายเพิ่ม ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง-พันธมิตรจีนเสริมทัพ ตั้งเป้ารายได้โต 30-50% รักษาอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 80%

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO เจ้าของธุรกิจนวัตกรรมธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความงาม ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการวิจัย พัฒนา ผลิตและจำหน่ายครบวงจร เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ รวมถึงกำลังซื้อผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

โดยแผนการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นขยายตลาดนวัตกรรมวัฒนชีวาย้อนวัย ชะลอวัย เพื่อสร้างสังคมชีวี 100 ปีมีสุข โดยทำการตลาดเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกอย่างต่อเนื่อง จากการบอกต่อจากสมาชิกที่ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วได้ผล ซึ่งสมาชิกที่แนะนำเพื่อนเข้าร่วมในสังคมวัฒนชีวา 3 ราย ตามเงื่อนไขของบริษัทจะสามารถใช้นวัตกรรมฟรีไปได้ตลอดทุกเดือน ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ามีสมาชิกครบ 20,000 คน ภายในเดือนกันยายนนี้ ผลักดันยอดขายประมาณ 200 ล้านบาท 

ขณะที่ นวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง และ HIV ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสบความสำเร็จในการช่วยผู้ประสบปัญหาได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะโครงการ Bye Bye HIV ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการกับปัญหา HIV ส่งเสริมให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตเป็นปกติ ไม่ต้องพึ่งพายาต้านไวรัสที่มีผลข้างเคียงต่อไป โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เฉพาะนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดเพิ่มขึ้น 20% 

สำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยงยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 20% โดยบริษัทวางแผนการส่งออกไปต่างประเทศเพิ่มเติมภายในปี 2566 นี้

ด้านพันธมิตรในประเทศจีนที่นำนวัตกรรมวัฒนชีวาและนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดเข้าไปจำหน่าย คาดว่า ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการปลดล็อคโควิด-19 ประมาณเดือนมีนาคมนี้ เชื่อว่าจะเพิ่มรายได้ให้กับ APCO อย่างมีนัยสำคัญ

‘อาคม’ รับรางวัล ‘รมว.คลังแห่งปี’ จาก The Banker หลังโชว์ฝีมือบริหารด้านเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับรางวัล Finance Minister of the Year 2023 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากนิตยสาร The Banker

(23 ม.ค. 66) นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งปี 2566 (Finance Minister of the Year 2023) ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ด้านเศรษฐกิจและการเงินชั้นนำที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล โดยนิตยสาร The Banker ได้กล่าวยกย่องการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยเฉพาะการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ อาทิ มาตรการคนละครึ่ง เป็นต้น รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Economy) ผ่านมาตรการทางภาษีต่าง ๆ โดยภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เศรษฐกิจไทยได้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

‘รมว.เฮ้ง’ เปิดอาคารสำนักงานจัดหางาน จ.นครปฐม แห่งใหม่ หนุนแรงงานทุกคนในไทยมีอาชีพ ‘มั่นคง-ยั่งยืน’

(23 ม.ค.66) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารสำนักงานจัดหางานจังหวัดนครปฐม (แห่งใหม่) โดยมี นางสาวบุณยวีร์ ไขว้พันธุ์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดนครปฐม ร่วมต้อนรับ พระธรรมวชิรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เจ้าคณะภาค 14 เป็นประธานสงฆ์ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครปฐม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่ 6 ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

นายสุชาติ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานตระหนักดีว่าภารกิจในการให้บริการประชาชนของสำนักงานจัดหางานจังหวัด เป็นภารกิจที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องให้บริการแก่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่างงาน นักเรียน นักศึกษา ผู้พ้นโทษ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ขาดโอกาสทางสังคม ผู้ประกอบการที่ต้องการหาคนทำงาน แรงงานไทยที่ต้องการหางานทั้งในประทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงแรงงานต่างด้าว ล้วนเป็นหน้าที่ที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ต้องให้บริการอย่างเอาใจใส่ ซึ่งบุคคลเหล่านี้คาดหวังมาแล้วว่าต้องได้งาน ได้อาชีพ มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ‘เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ ซึ่งผมจะได้ผลักดันให้ประสบความสำเร็จในทุกกลุ่มเป้าหมาย

‘สุริยะ’ สั่ง กรมโรงงานฯ เร่งอบรมเจ้าหน้าที่ กทม.  ก่อนถ่ายโอนภารกิจกำกับดูแลโรงงานจำพวกที่ 1 และ 2

‘สุริยะ’ สั่ง กรมโรงงานฯ เร่งเครื่องอบรมเจ้าหน้าที่ กทม. กำกับโรงงานจำพวกที่ 1 และ 2 เน้นทำงานได้จริง สอดคล้อง 'MIND ใช้หัวและใจ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน'

(23 ม.ค.66) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกำชับกรมโรงงานอุตสาหกรรม อบรมเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ 50 เขต เน้นการลงมือปฏิบัติงานจริง โดยบูรณาการกับหลักทฤษฎีที่ได้เรียนรู้ เพื่อให้การถ่ายโอนภารกิจกำกับโรงงานจำพวกที่ 1 และ 2 ให้ กทม. เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามที่กฎหมายกำหนด ลดความขัดแย้ง สร้างความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้ประชาชน สอดคล้อง ‘MIND ใช้หัวและใจ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน’

นายสุริยะ เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) รับนโยบายรัฐบาลในการถ่ายโอนภารกิจกำกับดูแลโรงงานจำพวกที่ 1 และ 2 ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ อปท. และ กทม. ควบคุมดูแลกิจการโรงงานจำพวกที่ 1 และ 2  และรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2  ตลอดจนตรวจสอบกรณีโรงงานก่อเหตุเดือดร้อนในพื้นที่ โดยได้แต่งตั้งข้าราชการของ อปท. เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน 

ทั้งนี้ ได้กำชับให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้การสนับสนุนด้านคำปรึกษาแนะนำแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ อปท. และ กทม. ให้ปฏิบัติภารกิจได้ถูกต้อง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามกฎหมาย สามารถบริการด้านการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 1 และ 2 ได้อย่างถูกต้อง เพื่อลดความขัดแย้ง สร้างความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้ประชาชน มุ่งสู่การปรับเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมวิถีใหม่ สอดคล้องแนวทางนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ปี 2566 ‘MIND ใช้หัวและใจ ปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชน’

'ลุงหนู' ไฟเขียว!! ร่างงบฯ ปี 67 แตะ 2.44 แสนล้านบาท ดันเมกะโปรเจ็กต์ หนุนแผนระบบขนส่งคมนาคม

‘อนุทิน’ นั่งหัวโต๊ะไฟเขียวร่างงบประมาณปี 67 กว่า 2.44 แสนล้านบาท ดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ หนุนแผนระบบขนส่งคมนาคม เร่งสรุปผลงบประมาณรายจ่าย ชงสำนักงบประมาณภายใน 27 ม.ค.นี้

(24 ม.ค. 66) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 คณะที่ 3.2 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำของบประมาณบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 แผนงานบูรณาการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ จำนวน 108 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 244,505.6705 ล้านบาท โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของ 7 กระทรวง 26 หน่วยงาน

ทั้งนี้แบ่งเป็น เป้าหมายที่ 1 จำนวน 11 หน่วยงาน สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม (สปค.)กรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.)กรมเจ้าท่า (จท.) กรมท่าอากาศยาน (ทย.) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) (กรมการขนส่งทางราง (ขร.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) (การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) รวม 88 โครงการ วงเงิน 243,660.1700 ล้านบาท คิดเป็น 99.65% มีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M6 บางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี โครงการทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1065 สาย อ.พรานกระต่าย-พิษณุโลก

โครงการพัฒนาทาง และสะพานโครงข่ายทางหลวงชนบท สนับสนุนด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย โครงการศูนย์ขนส่งชายแดน จ.นครพนม โครงการปรับปรุงท่าอากาศยาน 16 แห่ง โครงการทางพิเศษ (ด่วน) สายกระทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต โครงการทางหลวงพิเศษฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา โครงการออกแบบรายละเอียดงานโยธาโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม และสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เป็นต้น

สำหรับป้าหมายที่ 2 จำนวน 15 หน่วยงาน (จท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานสภาพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์/กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ/กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน/สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ม.พะเยา ม.เชียงใหม่ ม.บูรพา และ ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา รวม 20 โครงการ วงเงิน 845.5005 ล้านบาท คิดเป็น 0.35% มีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชนเพื่อรองรับงาน NSW

นอกจากนี้ยังมี โครงการพัฒนาระบบการทำเครื่องหมายและขึ้นทะเบียนสัตว์แห่งชาติ (NID) และเครื่องหมายประจำตัวสำหรับซากสัตว์ โครงการออกแบบและพัฒนาระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (ePhyto) ผ่านระบบ NSW โครงการเสริมสร้างความสามารถการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้วยการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โครงการส่งเสริมการพัฒนาบริการและขยายเครือข่ายของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ การศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top