Friday, 16 October 2026
Econbiz

EVAT ดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่อนาคต!! สมาคมไฟฟ้าจัดเวทีแลกเปลี่ยน เสวนาขับเคลื่อนสู่ Net Zero เน้นพัฒนาความสามารถแข่งขัน ชูแผน Keep-Fix-Build ต่อยอดอุตสาหกรรม

EVAT จัดเวที Member Engagement แลกเปลี่ยนมุมมอง “EV สู่ Net Zero” และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จัดกิจกรรม EVAT Member Engagement ภายใต้หัวข้อ “เวทีความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ณ อาคารเคเอ็กซ์ (KX) เพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวต้อนรับและแนะนำวัตถุประสงค์ของงาน

ภายในงานมีการเสวนา “EV สู่ Net Zero: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ” โดยคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธ์) และอดีตประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ พร้อมด้วย คุณพฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีคุณสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ EVAT ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านแนวคิด Keep – Fix – Build เพื่อระบุจุดแข็งที่ควรรักษา ประเด็นที่ควรปรับปรุง และความสามารถหรือระบบใหม่ที่ควรพัฒนาขึ้น
EVAT ขอขอบคุณวิทยากร สมาชิก และผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้

Recycle Station พีทีที สเตชั่น 6 สาขา!! เดินหน้ารับวัสดุใช้แล้วทุกเสาร์–อาทิตย์ ก้าวสู่ปีที่ 2 ขยายวัสดุรับ ต้อนรับพันธมิตร PRISM เสริมศักยภาพ รับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและพลาสติกยืด สะท้อนความร่วมมือผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ฉลองก้าวสู่ปีที่ 2 เดินหน้าขยายการรับวัสดุรีไซเคิล พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ PRISM

12 ตุลาคม 2569 – กรุงเทพมหานคร มูลนิธิมือวิเศษ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด และ GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมฉลองการก้าวสู่ปีที่ 2 ของโครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมคัดแยกและส่งต่อวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา และร่วมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการเดินหน้าสู่ปีที่ 2 พร้อมต่อยอดความสำเร็จด้วยการต้อนรับพันธมิตรใหม่อย่าง PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ เพื่อร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้ทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ไฮไลต์ความสำเร็จของโครงการ

• ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประชาชนร่วมส่งต่อวัสดุใช้แล้วกว่า 170,000 กิโลกรัม ผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่นที่ร่วมโครงการ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าใหม่ ลดปริมาณขยะฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

• ขยายการรับวัสดุใช้แล้วจาก 8 สู่ 10 ประเภท โดยเพิ่มการรับ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

• ต้อนรับพันธมิตรใหม่  PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น  โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

• เดินหน้าสานต่อโครงการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น 6 สาขา ทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนำวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่าย ใกล้บ้าน และต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการนำวัสดุใช้แล้วมาส่งรวมกว่า 170,000 กิโลกรัม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 400,000 กิโลกรัม CO₂e  ต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 30,000 ต้น ครอบคลุมวัสดุรีไซเคิลทั้ง 8 ประเภท ประกอบด้วย กระดาษรวมกว่า 80,000 กิโลกรัม กระดาษขาวดำกว่า 3,000 กิโลกรัม กล่อง UHT กว่า 3,000 กิโลกรัม กระป๋องอะลูมิเนียมกว่า 90,000 กิโลกรัม กระป๋องสังกะสีกว่า 1,000 กิโลกรัม ขวดแก้วกว่า 20,000 กิโลกรัม ขวดพลาสติกใสกว่า PET 20,000 กิโลกรัม และขวดพลาสติกขุ่น HDPE กว่า 1,000 กิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และร่วมสร้างเมืองที่สะอาดและยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนที่ร่วมคัดแยกและส่งมอบวัสดุใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง โดยวัสดุที่ได้รับผ่านโครงการจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรีไซเคิลหรือสร้างมูลค่าเพิ่มกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

ก้าวสู่ปีที่ 2 โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ได้ขยายการรับวัสดุใช้แล้วเพิ่มอีก 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ โครงการยังได้ต้อนรับ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ เพื่อร่วมเสริมศักยภาพการบริหารจัดการวัสดุใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิล ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวม คัดแยก และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยกระดับเครือข่ายการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จในปีแรก โครงการ ‘แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม’ พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ด้วยการขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ การเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึง Recycle Station ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมเศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" เปิดให้บริการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น ทั้งหมด 6 สาขา ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.30–17.30 น. ได้แก่ 1.) สาขาอเวนิว แจ้งวัฒนะ 2.) สาขารามอินทรา กม.3 (ขาเข้า) 3.) สาขามีนบุรี 4.) สาขาสรรพาวุธ-บางนา 5.) สาขาอุดมสุข 6.) สาขาสุขสวัสดิ์ (ขาออก)

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

• เฟซบุ๊ก GC YOUเทิร์น https://www.facebook.com/YOUTURNPLATFORM

• เฟซบุ๊ก PTT Station https://www.facebook.com/pttstationofficial

• เฟซบุ๊ก WasteBuy Delivery https://www.facebook.com/share/16XNVvhkTh/?mibextid=wwXIfr

‘ดร.คงกระพัน’ คว้ารางวัล!! CEO ปตท. โดดเด่นด้านพลังงาน ชนะ ASEAN Energy Awards 2026 ย้ำภารกิจสร้างสมดุลพลังงาน ตอกย้ำผู้นำวงการพลังงานอาเซียน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง CEO ปตท. คว้ารางวัล ASEAN Energy Awards 2026
สาขา “ASEAN Excellence in Energy Management by Individual

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ในสาขา ASEAN Excellence in Energy Management by Individual จากศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy: ACE) ซึ่งมอบให้แก่บุคคลที่มีความโดดเด่นในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนและสร้างความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาคอาเซียน ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เนื่องในโอกาสการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 44 (44th ASEAN Ministers on Energy Meeting: AMEM)

รางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ปตท. และสะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำองค์กรในภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยคำนึงถึงความสมดุลด้านพลังงาน 3 มิติ (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้และภาคธุรกิจแข่งขันได้ (Affordability and Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือทางพลังงานในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เที่ยวบินเข้าไทยโต!! ไตรมาส 4 ปี 2569 เติบโต 5.8% แต่ช้ากว่าหลายจุดหมาย ตลาดจีน-ยุโรปเพิ่มมากสุด รอดูผลกระทบต้นทุนน้ำมัน

ไตรมาสสุดท้ายปี 2569 เที่ยวบินเข้าไทยโต 5.8% (YoY) แต่ยังช้ากว่าหลายจุดหมายปลายทาง

[[ ไตรมาส 4 ปี 2569 แผนการบินระหว่างประเทศทั่วโลกยังมีทิศทางขยายตัว ]]
โดยจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เที่ยวบินระหว่างประเทศขาเข้าไทยเติบโต 5.8% สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางมายังไทยยังมีแรงส่งต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี อัตราการขยายตัวของไทยยังต่ำกว่าหลายจุดหมายปลายทางในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และจีน ซึ่งมีเที่ยวบินขาเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าไทย สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนการแข่งขันในการดึงดูดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

[[ จำนวนเที่ยวบินมาไทยจากตลาดต้นทางที่เพิ่มไม่เท่ากัน ]]
อาจมีผลต่อการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวให้แตกต่างกันในแต่ละตลาด เมื่อพิจารณาตามตลาดต้นทาง เที่ยวบินจากจีน มาเลเซีย และยุโรปมายังไทยยังขยายตัว โดยเฉพาะเที่ยวบินจากยุโรปและจีนที่เพิ่มขึ้น 28.6% และ 21.6% ตามลำดับ ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนการเดินทางเข้าไทยในช่วงปลายปี อย่างไรก็ดี เที่ยวบินจากตลาดหลักบางประเทศยังมีทิศทางอ่อนแอ โดยเที่ยวบินจากอินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ลดลง 4.6%, 22.5% และ 20.5% ตามลำดับ จึงอาจกดดันการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดดังกล่าว และทำให้การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังไม่ทั่วถึง

นอกจากนี้ การฟื้นตัวของเที่ยวบินระหว่างประเทศเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยยังมีความแตกต่างกันโดยเที่ยวบินส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต สะท้อนว่าประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอาจยังกระจายไปยังแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน

[[ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้แนวโน้มเที่ยวบินเข้าไทยในช่วงปลายปี 2569 ยังเป็นบวก ]]

แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์น้ำท่วมในบางพื้นที่ และต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้สายการบินชะลอการเพิ่มเที่ยวบินหรือปรับลดเส้นทางบินบางส่วน ขณะเดียวกัน การที่จุดหมายปลายทางคู่แข่งมีเที่ยวบินขยายตัวเร็วกว่าไทย อาจส่งผลต่อการจัดสรรเที่ยวบินของสายการบิน และเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวของไทยในระยะข้างหน้า

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าน้ำท่วมสีรุ้งปราจีนฯ !! ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจาย สั่งโรงงานหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพื่อฟื้นฟู ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมในปราจีนบุรี

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าแก้น้ำท่วมสีรุ้งปราจีนบุรี ชี้กักคราบน้ำมันวงจำกัดแล้ว สั่งโรงงานเร่งฟื้นฟูด่วน เผยผลตรวจไม่มีสารโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน พร้อมเตือนประชาชนเลี่ยงสัมผัส

กรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งปนเปื้อนน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจายไว้ในวงจำกัดแล้ว พร้อมบังคับใช้กฎหมายสั่งโรงงานต้นเหตุหยุดประกอบกิจการทั้งหมดชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไขและทำแผนฟื้นฟูโดยด่วน ขณะที่ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบสารโลหะหนักที่ก่ออันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ยังคงเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสูดดม สัมผัส หรือนำน้ำไปใช้ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม เร่งติดตามและแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมัน (Oil Sheen) ลอยเหนือผิวน้ำปนเปื้อนพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จากเหตุการณ์น้ำท่วมขังช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยคาดว่ามาจากน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนไหลออกจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย สอจ.ปราจีนบุรี ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ให้บริษัทฯ ปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายจากน้ำฝนชะล้าง รวมถึงสำรวจการปนเปื้อนเพิ่มเติมทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ตลอดจนเร่งทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกคำสั่งตามมาตรา 39 สั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยกำหนดให้ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย นำวัตถุดิบและกากของเสียเข้าไปเก็บในอาคาร รวมทั้งจัดหาวิศวกรตรวจสอบรับรองความมั่นคงแข็งแรงของคันดินและอาคารโรงงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมสั่งระงับการรับสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้รับของเสียเข้ามาเพิ่มในพื้นที่

สำหรับการรับมือและสกัดกั้นมลพิษ ได้ดำเนินการติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมัน (Oil Boom) เพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ซึ่ง สอจ.ปราจีนบุรี ลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงและเก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมในจุดน้ำท่วมขังแปลงเกษตรกรรมของประชาชน หน้าอาคารโรงงาน และใกล้บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม ตรวจพบค่าน้ำมันและไขมัน (FOG) และไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณทุ่นกักคราบน้ำมันที่ติดตั้งไว้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่น้ำจะไหลมาจากแหล่งกำเนิดใกล้เคียง แต่ยืนยันให้เห็นว่าทุ่นสามารถกักเก็บและจำกัดการแพร่กระจายของคราบน้ำมันไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่าเดิม

นายพรยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำ จำนวน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ จุดที่ 1 น้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุของเสียที่ส่งมากำจัดบำบัด จุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม และจุดที่ 3 น้ำปนเปื้อนภายนอกโรงงาน เพื่อนำส่งตรวจ วัด วิเคราะห์และทดสอบปริมาณสารปนเปื้อนในตัวอย่างน้ำทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ล่าสุด (12 ตุลาคม 2569) ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทั้ง 3 จุด พบว่าโดยรวมมีปริมาณสารมลพิษทางน้ำส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสารมลพิษที่ตรวจพบอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง จากการตรวจวัดสารมลพิษที่ปนเปื้อน ทั้งรายการวิเคราะห์ทางกายภาพ (Physical) ได้แก่ สี สภาพนำไฟฟ้า ความเค็ม ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) พารามิเตอร์ในกลุ่มของโลหะหนักที่อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษได้ในระยะยาว และในกลุ่มของสารอินทรีย์รวมในรูปของ BOD COD Oil and Grease (FOG) และไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon: HC) โดยพบว่ามีปริมาณค่าน้ำมันและไขมัน (Oil and Grease) เกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 อีกทั้งยังตรวจพบปริมาณสารไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำมันและไขมัน โดยทั้ง 2 พารามิเตอร์มีความสอดคล้องโดยตรงกับคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่น/น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนที่ไม่ละลายน้ำที่ก่อให้เกิดคราบสีรุ้ง ส่วน Total Hydrocarbons (THP/HC) เป็นพารามิเตอร์ที่ใช้ในการแยกแยะระหว่างน้ำมันที่เกิดจากสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ เช่น กรดไขมันจากพืช/สัตว์ กับที่เกิดจากกลุ่มของผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ซึ่งพบว่ามีค่าปริมาณไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูง ทั้งบริเวณจุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม สอดคล้องกับจุดที่ 3 ภายนอกโรงงาน ชี้ให้เห็นที่มาของคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันดังกล่าว อาจเกิดจากน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือเชื้อเพลิงทดแทนได้ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์หลักของกระบวนการผลิตจากการประกอบกิจการโรงงานของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด 

ด้านผลการตรวจวัดปริมาณโลหะหนัก ทั้ง 3 จุดเก็บตัวอย่าง ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบปริมาณโลหะหนัก แต่ในบางจุดมีการตรวจพบสารโลหะบางชนิด แต่อยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานหรือไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และต่ำกว่าหรือไม่เกินค่าที่กำหนดตามมาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน อย่างไรก็ตาม คุณภาพน้ำผิวดินควรต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ามีปริมาณ BOD สูงเกินกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร จัดอยู่ในแหล่งน้ำประเภทที่ 5 ไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน

“แม้ว่าผลตรวจอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือการสูดดมอากาศเหนือผิวน้ำ ไม่ดื่มกินโดยเด็ดขาด และไม่สัมผัสโดยตรงเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สอจ.ปราจีนบุรี และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนต่อไป” อธิบดีพรยศฯ กล่าว

BCPG ผ่าน CAC ต่อเนื่อง!! ตอกย้ำความโปร่งใสธุรกิจไทย รับรองต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนความซื่อสัตย์และธรรมาภิบาล เสริมความเชื่อมั่นในตลาดธุรกิจ

BCPG ผ่านการรับรอง CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3
ตอกย้ำองค์กรโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ผ่านการต่ออายุการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption: CAC) ในปี 2569 ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล

การรับรองครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของ บีซีพีจี ในการส่งเสริมการป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชัน เพื่อร่วมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย

บีโอไอ ชี้อุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูงมาแรง!! ลงทุนแล้วกว่า 2.3 หมื่นล้าน หนุนซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต เสริมความแข็งแกร่งฐานผลิตในไทย

บีโอไอชี้อุตฯ วัสดุขั้นสูง มาแรง ลงทุนกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท
หนุนซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์-แบตเตอรี่-พลังงานสะอาด

บีโอไอเผยอุตสาหกรรม “วัสดุขั้นสูง (Advanced Material)” กำลังสร้างฐานในประเทศไทย หนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมไฮเทค ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566 – ครึ่งปี 2569) มีผู้ลงทุน 35 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 23,500 ล้านบาท ทั้งการผลิตวัสดุต้นน้ำและวัสดุขั้นสูงอื่นๆ รองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อีวี แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด ช่วยเสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตวัสดุและชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วัสดุขั้นสูง (Advanced Material) รวมถึงวัสดุนาโน เส้นใยและแผ่นผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งด้านความแข็งแรง น้ำหนักเบา การนำและกระจายความร้อน การทนต่ออุณหภูมิและสารเคมี รวมถึงคุณสมบัติทางไฟฟ้าและพลังงาน ซึ่งเป็นฐานรากของผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต และเป็นองค์ความรู้ที่ผู้ผลิตใช้ในการสร้างนวัตกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ก้าวหน้าและแข่งขันได้ ทั้งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด การมีฐานการผลิตวัสดุขั้นสูงเหล่านี้ภายในประเทศจึงถือเป็นหัวใจของการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ยั่งยืน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตวัสดุขั้นสูงและวัสดุนาโน รวมถึงเส้นใยและแผ่นผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ รวม 35 โครงการ เงินลงทุนกว่า 23,500 ล้านบาท ครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ เช่น ตัวเก็บประจุเซรามิกหลายชั้น ฟิล์มแกรไฟต์สำหรับการจัดการความร้อน วัสดุและชิ้นส่วนเซรามิกสมรรถนะสูง วัสดุสำหรับแบตเตอรี่และเซลล์เชื้อเพลิง แม่เหล็กนีโอไดเมียมและชิ้นส่วนมอเตอร์ แผ่นผ้าใยแก้วและใยควอตซ์สำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) แผ่นผ้าและเส้นใยคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนวัสดุขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการความแม่นยำสูง

สำหรับวัสดุขั้นสูงในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในการผลิตตัวเก็บประจุเซรามิกหลายชั้น หรือ Multilayer Ceramic Chip Capacitor (MLCC) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI ระดับสูงที่ต้องใช้ MLCC มากถึง 30,000 ตัวต่อเครื่อง ปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตของบริษัทสำคัญ เช่น บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิต MLCC รายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 35 และบริษัท เคียวเซร่า เอวีเอ็กซ์ คอมโพเนนส์ ผู้ผลิตตัวเก็บประจุแทนทาลัมอันดับ 1 ของโลก

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท โจเนส เทค ได้ลงทุนผลิตฟิล์มชนิด Synthetic Graphite Film, Natural Graphite Film และชิ้นส่วนแกรไฟต์ตัดขึ้นรูป ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยนำและกระจายความร้อนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ ตัวอย่างการลงทุนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเติบโตของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สมรรถนะสูง เพื่อรองรับความต้องการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ในกลุ่มเส้นใยและผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีโครงการผลิตวัสดุตั้งต้นสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส ผู้ผลิตแผ่นผ้าใยแก้วจากไต้หวันสำหรับ PCB รวมถึงรุ่นสมรรถนะสูงสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI, บริษัท พามิคา (ไทยแลนด์) ผลิตเส้นด้ายและแผ่นผ้าใยควอตซ์สำหรับอิเล็กทรอนิกส์ และบริษัท ไซแมกซ์ คอมโพสิท ผลิตแผ่นผ้าไฟเบอร์กลาสสำหรับอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนเหล่านี้ช่วยเสริมซัพพลายเชนต้นน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ PCB ในประเทศให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

สำหรับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด มีการลงทุนในวัสดุสำคัญหลายประเภท เช่น บริษัท บีจีเอ็น ไทย ผลิตแผ่นอะลูมิเนียมและแผ่นทองแดงเคลือบคาร์บอน รวมถึงแผ่นฟอยล์เคลือบเซรามิกและคาร์บอนสำหรับระบบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน บริษัท ฟินิส เวลเมนูเฟคเจอริ่ง ผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียมและชิ้นส่วนมอเตอร์ และบริษัท ซิ่นหยวน แกรไฟต์ ผลิต Expanded Graphite ซึ่งปรับโครงสร้างแกรไฟต์ให้นำไฟฟ้าได้ดี เหมาะสำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และแผ่น Bipolar Plate ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักในการนำกระแสไฟฟ้าและเอื้อต่อปฏิกิริยาของเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในวัสดุนาโน โดยมีโครงการสำคัญ เช่น บริษัท โกลเดน อีเกร็ต ซีเมนต์ คาร์ไบด์ ผลิตผงทังสเตน ผงทังสเตนคาร์ไบด์ และผงโลหะผสม เพื่อนำไปผลิตเป็นแท่งซีเมนเต็ดคาร์ไบด์และชิ้นส่วนสำหรับเครื่องมือตัด รวมถึงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง และบริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CoorsTek จากสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านเซรามิกวิศวกรรมขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อากาศยาน และอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้ลงทุนผลิตวัสดุเซรามิกสำหรับเซนเซอร์ตรวจจับแรงดันในชิ้นส่วนยานยนต์ และลูกบอลซิลิคอนไนไตรด์สำหรับใช้เป็นส่วนประกอบของตลับลูกปืนไฮบริดในรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม

“โลกกำลังมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์ที่เล็กลง เบาลง แต่มีความแข็งแรงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความต้องการวัสดุเฉพาะทางตั้งแต่วัสดุนาโนไปจนถึงเส้นใยสมรรถนะสูงจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูงที่กำลังหยั่งรากในไทยวันนี้ คือรากฐานของซัพพลายเชนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด บีโอไอจะเดินหน้าสร้างฐานการลงทุนในกลุ่มนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนต้นน้ำ พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ต่อยอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร เพื่อผลักดันไทยจากฐานการผลิตปลายน้ำไปสู่ต้นน้ำ และการเป็นศูนย์กลางวัสดุขั้นสูงของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

SABINA เปิดคอลเลคชั่น!! ชูคาแรคเตอร์ระดับโลก ส่งชุด "ซินามอโรล" ต้อนรับเทศกาล เติมสีสันโฟกัสความสบาย ขยายฐานลูกค้ากลยุทธ์คอลแลบ

‘SABINA’ เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “ซินามอโรล” สร้างสีสันช่วงเทศกาล
ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ระดับโลกสู่แฟชั่นไอเทม ภายใต้ธีม ‘ปาร์ตี้ลับ’
ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์คอลแลบคาแรคเตอร์ สร้างความหลากหลาย-ขยายฐานลูกค้าใหม่

กรุงเทพฯ 12 ตุลาคม 2569 : SABINA เปิดแนวรุกทำตลาดไตรมาสสุดท้ายของปี ด้วยการผนึกความร่วมมือกับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยมระดับโลก เปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่นใหม่ “Cinnamoroll” (ซินามอโรล) เผยจุดเด่นของสินค้า ที่เน้นสีสัน จินตนาการ และความสดใสของคาแรคเตอร์ ผสานกับการสวมใส่สบายภายใต้มาตรฐาน SABINA พร้อมเดินหน้าดึงความพิเศษในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองสื่อสารผ่านธีม “ปาร์ตี้ลับ” เพื่อสร้างโมเม้นท์ดีๆ ให้ลูกค้า มั่นใจได้รับกระแสตอบรับดีเหมือนที่ผ่านมา ตอกย้ำความสำเร็จของ SABINA ในการคอลแลบคาแรคเตอร์ดัง ที่สร้างความหลากหลายให้สินค้า และสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดชั้นในภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า SABINA เดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของการขาย ด้วยการเปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ “Cinnamoroll” (ซินามอโรล) อีกหนึ่งความร่วมมือระหว่าง SABINA กับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์ระดับโลก โดยคอลเลคชั่นนี้สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Cinnamon’s Secret House Party” โดยสื่อสารผ่านปาร์ตี้ลับของเดอะแก๊งที่หลงรัก “ซินามอโรล” เพื่อต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลองและแชร์ช่วงเวลาดี ๆ ไปด้วยกัน

SABINA วางคอนเซปต์คอลเลคชั่น “ซินามอโรล” ที่สื่อสารถึงความสดใส ความน่ารักและกลิ่นอายของปาร์ตี้ ตั้งแต่การแต่งตัว การถ่ายรูป ไปจนถึงการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ ถ่ายทอดความรู้สึกให้เหมือนกับการก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของ “ซินามอโรล” ที่เต็มไปด้วยสีสัน จินตนาการ และความพิเศษในทุกช่วงเวลา ซึ่งมั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆ “ซินามอโรล” โดยเฉพาะการถ่ายทอดเอกลักษณ์ของคาแรคเตอร์สู่แฟชั่นไอเทมที่ผสานทั้งดีไซน์และความสบาย เพื่อเติมความสนุกให้กับไลฟ์สไตล์ลูกค้า ขณะที่การเปิดตัวคอลเลคชั่นนี้ในช่วงใกล้กับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาดีๆ ให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

สำหรับไอเท็มภายในคอลเลคชั่นนี้ จะประกอบด้วย ชุดชั้นในเซ็ตพิเศษที่ออกแบบ เพื่อถ่ายทอดความน่ารักละมุนของ “ซินามอโรล” ผ่านดีไซน์ สีสัน และรายละเอียดบนสินค้า โดยคงไว้ซึ่งความสบายและฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ให้ทุกลุคสนุกขึ้นและพร้อมเข้ากับบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี โดยวางจำหน่ายในราคา 390 – 990 บาท

“ที่ผ่านมา SABINA ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ยอดขายและการกระตุ้นกำลังซื้อจากการทำตลาดด้วยกลยุทธ์คอลแลบกับคาแรคเตอร์ระดับโลกที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น ขณะเดียวกัน เรายังพบว่า การผลิตและส่งมอบสินค้าคุณภาพด้วยคอลเลคชั่นพิเศษที่คอลแลบกับคาแรคเตอร์ต่างๆ นั้น ยังเป็นการเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้า และยังทำให้ SABINA สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น ด้วยทางเลือกของสินค้าที่หลากหลายขึ้น ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ทั้งในกลุ่มชุดชั้นในและกลุ่มที่ไม่ใช่ชุดชั้นใน” นางสาวพิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาดกล่าว

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่น “Cinnamoroll” พร้อมให้ช้อปได้แล้ว ผ่านช่องทางออนไลน์ www.sabina.co.th, Line@ : @SabinaThailand, Facebook : SabinaThailand,Tiktok : Sabina_Thailand และ Instagram : Sabinathailand

เคทีซี ชี้โมเดลเวลเนส!! ธุรกิจจากใจวัย 62 ผันตัวจากสลากสู่สปา ออกแบบบริการครบวงจร รับเทรนด์สุขภาพโตทั่วโลก

จากธุรกิจสลากครอบครัวสู่เวลเนส เคทีซีถอดบทเรียนผู้ประกอบการวัย 62 เปลี่ยนอาคารเดิมเป็นธุรกิจใหม่

เมื่อ “แพชชั่น” มาพบกับประสบการณ์และสินทรัพย์ที่มีอยู่ อายุอาจไม่ใช่ข้อจำกัดของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ชวนมองกรณีศึกษาของ Ukiyo Massage & Spa พันธมิตรร้านค้าบนถนนตะนาว ย่านพระนคร ที่เกิดจากการตัดสินใจของสรัญญา ถวิลวิทู ผู้ประกอบการวัย 62 ปี ผันเส้นทางจากธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลของครอบครัว มาสู่ธุรกิจสปาและเวลเนส ด้วยการนำความชอบส่วนตัว ประสบการณ์ และอาคารเดิมของครอบครัวมาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ท่ามกลางการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการมองเห็นเทรนด์แล้วเข้าสู่ตลาดทันที แต่เริ่มจากการที่สรัญญาเป็นคนชอบนวด ก่อนค่อยๆ ศึกษาและเรียนรู้เรื่องสปาและเวลเนสอย่างจริงจัง จนมองเห็นว่าความชอบสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจได้ ประกอบกับครอบครัวมีอาคารบนถนนตะนาวในย่านพระนคร จึงตัดสินใจลงทุนปรับพื้นที่เดิมให้เกิดมูลค่าใหม่ จากสถานที่ที่เคยรองรับธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล สู่บริการที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ การพักผ่อน และการท่องเที่ยว

การออกแบบกลายเป็นหนึ่งในหัวใจของโมเดลธุรกิจ โดยมีนราทิป ผลบุณยรักษ์ คู่ชีวิตของสรัญญา ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการออกแบบ ร่วมกับทีมสถาปนิกดูแลตั้งแต่การจัดพื้นที่ไปจนถึงการเลือกวัสดุ หนึ่งในองค์ประกอบเด่นคือการคัดสรรไม้ไผ่จากภาคเหนือมาใช้ในงานออกแบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ อบอุ่น และร่วมสมัย เมื่อก้าวจากความคึกคักของถนนตะนาวเข้าสู่ Ukiyo จึงให้ความรู้สึกราวกับได้วางความวุ่นวายไว้ด้านนอก แล้วเข้าสู่พื้นที่ของการพักผ่อน

ความแตกต่างของ Ukiyo จึงไม่ได้อยู่ที่การตกแต่งเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมตั้งแต่สถานที่ อุปกรณ์ที่ใช้ในสปา นักบำบัด (Therapist) ที่ผ่านการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการบริการและอัธยาศัยไมตรีของทีมงาน ภายใต้แนวคิด “Luxury Within Reach” หรือประสบการณ์ระดับลักชัวรี่ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยตีความความลักชัวรี่ผ่านคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียด มากกว่าความหรูหราหรือราคาเพียงอย่างเดียว

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับความสนใจด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ในปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ใช้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ในการผลักดันตลาด Health & Wellness และคาดการณ์ว่าการเจรจาธุรกิจภายในงาน Amazing Thailand Health & Wellness Trade Meet 2026 จะสร้างรายได้หมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 929.62 ล้านบาท สะท้อนโอกาสของบริการสุขภาพและเวลเนสไทยในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

หลังเปิดให้บริการประมาณ 7 เดือน Ukiyo ระบุว่า ลูกค้าราว 95% เป็นชาวต่างชาติ และได้รับคะแนนรีวิวระดับ 5 ดาวบน Google จากผู้ใช้บริการประมาณ 700 รีวิว ความสำเร็จในช่วงเริ่มต้นทำให้โจทย์ต่อไปเปลี่ยนจากการดึงลูกค้าเข้าร้าน ไปสู่การรักษามาตรฐานให้ได้ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ทั้งคุณภาพของ Therapist ความสะอาด บรรยากาศ และการบริการ
เพราะสำหรับธุรกิจบริการในยุคที่ผู้บริโภคค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจจากประสบการณ์ของผู้ใช้จริงได้ทันที “รีวิว” กลายเป็นสินทรัพย์ของแบรนด์ที่สร้างด้วยโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่ได้

จากกรณีของ Ukiyo เคทีซีมองเห็น 3 บทเรียนที่ผู้ประกอบการรายอื่นนำไปปรับใช้ได้ ได้แก่ การเริ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่แทนการเริ่มใหม่ทั้งหมด การเปลี่ยนความชอบหรือความเชี่ยวชาญให้เป็นจุดต่างที่ลูกค้ายอมจ่าย และการออกแบบประสบการณ์ให้ครบทั้งเส้นทาง ไม่ใช่เฉพาะตัวสินค้าและบริการ สำหรับธุรกิจที่รองรับลูกค้าต่างชาติ เรื่องการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดของประสบการณ์ ซึ่งช่วยลดรอยต่อระหว่างการเลือกใช้บริการจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการใช้จ่าย

อีกบทเรียนสำคัญคือ ธุรกิจหนึ่งแห่งสามารถเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่รอบตัวได้ เป้าหมายของสรัญญาไม่ได้หยุดอยู่ที่ Ukiyo แต่ยังมองถึงการต่อยอดพื้นที่บนถนนตะนาวไปสู่ธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ที่พักหรือโฮสเทล และบริการสำหรับนักเดินทาง เพื่อให้แต่ละธุรกิจช่วยส่งต่อผู้คนถึงกัน และมีส่วนสร้างความคึกคักให้กับย่านอีกครั้ง

จากธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลของครอบครัว สู่ธุรกิจเวลเนสในวัย 62 เรื่องของสรัญญาจึงสะท้อนว่า โอกาสทางธุรกิจใหม่บางครั้งไม่ได้เริ่มจากการมองหาสิ่งที่ยังไม่มี แต่เริ่มจากการกลับมามองสิ่งที่มีอยู่ด้วยสายตาใหม่ ทั้งประสบการณ์ ความชอบ สินทรัพย์ คนรอบตัว และศักยภาพของพื้นที่ เมื่อเชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ธุรกิจใหม่ก็สามารถเกิดขึ้นจากต้นทุนเดิม และเติบโตไปพร้อมกับย่านที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งได้

'พีระพันธุ์' ฟาดราคาน้ำมันไทยสวนทางตลาดโลก!! ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง แต่ไทยกลับพุ่งไม่หยุด ราคาดีเซลทะลุ 42 บาท จี้เลิกอ้างราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมาย ให้ใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

“พีระพันธุ์” กางตัวเลขราคาน้ำมันโลกขาลง แต่ราคาไทยสวนทาง หลังดีเซลพุ่ง 42 บาท/ลิตร ขณะที่เบนซินทะลุ 41 บาท/ลิตร จี้รัฐบาลเลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมายกำกับธุรกิจน้ำมัน หันใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตน้ำท่วม โดยระบุว่าจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เผชิญเพียงความเสียหายจากน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การประกอบอาชีพ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพยายามดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยเฉพาะแนวทางการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอยู่ที่การนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาน้ำมันภายในประเทศไทย

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้ว โดยสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศกลั่นน้ำมันต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเช่นเดียวกับไทย ก่อนนำมากลั่นและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์อ้างอิง ทั้งที่ไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ

“สิงคโปร์ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นแล้วขายน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเขา แต่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นของเราเอง ผลิตน้ำมันเพื่อให้คนไทยใช้ แล้วทำไมเราต้องไปเอาราคาที่สิงคโปร์ขายให้ประเทศอื่นมาเป็นราคาของคนไทย การอ้างอิงราคาสิงคโปร์จึงเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าต้องยกเลิก” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบและตลาดเบรนท์ ซึ่งปรับลดลงจากระดับกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 109 และ 104 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์จะปรับลดลงในบางช่วง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ใช้การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 41.44 บาท/ลิตร แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 42.94 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินจาก 39.94 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 41.44 บาท/ลิตร

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบในโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตและจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศ มากกว่าการอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

สำหรับสถานการณ์พลังงานระหว่างประเทศ นายพีระพันธุ์ยังระบุว่า แนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย และความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางได้ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า แนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันจำเป็นต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันตามที่ตนเคยเตรียมดำเนินการในระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ส่วนในด้านโครงสร้างต้นทุนและหลักเกณฑ์การกำหนดราคา ต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง และใช้วิธี Cost Plus คือต้นทุนจริงบวกด้วยกำไรที่เหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้ราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและความเป็นธรรมด้านพลังงาน

“ผมยืนยันมาตลอดว่าต้องนำต้นทุนที่แท้จริงมาใช้ในการกำหนดราคาน้ำมัน และต้องมีกฎหมายกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกไปแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ผลิตเพื่อให้คนไทยใช้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องนำราคาขายของสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์กำหนดราคาภายในประเทศ” นายพีระพันธุ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top