Friday, 16 October 2026
Econbiz

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่!! บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำพัฒนาคอนโดฯครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่ บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026
ตอกย้ำผู้นำพัฒนาอสังหาฯครบวงจร ออกแบบ-เข้าใจ Customer Insight อย่างแท้จริง

ออริจิ้น คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติ จากเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำตลาดคอนโดฯ ที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก้าวข้ามการสร้างที่อยู่อาศัย สู่การสร้างสรรค์คุณค่าและประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับในทุกมิติ ตอกย้ำแนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และความเข้าใจใน Customer Insight เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ภายใต้แนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

"รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานออริจิ้นทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ไม่ได้จบเพียงการสร้าง ‘ที่อยู่อาศัย’ แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้คนในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับ 3 รางวัลสำคัญที่ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย รางวัล People’s Choice Awards สะท้อนถึงการตอบรับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์และโครงการของออริจิ้น รางวัล Best Lifestyle Developer สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพ และ รางวัล Best Luxury Mixed Use Development มอบให้แก่โครงการ “ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์” (Origin Thonglor World) ตอกย้ำศักยภาพในการสร้าง “พื้นที่แห่งการใช้ชีวิต” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ทุกมิติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

โดย โครงการ ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ (Origin Thonglor World) แฟลกชิป Mixed-Use ระดับลักชัวรี มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เมกะโปรเจกต์ของกลุ่มออริจิ้น ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงใจกลางทองหล่อ ซอย 10 บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ เชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญทั้งอโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “BEYOND YOUR LIVING” ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use ผสานพื้นที่ Residential และ Commercial ไว้ในแห่งเดียว

มีพื้นที่ Residential Zone จำนวน 795 ยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด “Tailor Your Dream” แบ่งออกเป็น 3 Collections ได้แก่ Origin Courtyard, Origin Prestige และ Origin Glass House พร้อมยกระดับการอยู่อาศัยด้วยบริการรูปแบบ Branded Residence และ Hotel Serviced Residence รวมทั้ง Lifestyle Ecosystem Complete รวบรวมองค์ประกอบการใช้ชีวิตไว้อย่างครบครัน ทั้ง Executive Office รองรับธุรกิจยุคใหม่, Lifestyle Retail ร้านอาหารระดับ Fine Dining, Healthcare Center Mediplex ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามครบวงจร เติมเต็มด้วย Thonglor Central Park พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและชีวิตเมืองอย่างยั่งยืน

การได้รับรางวัลจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการตัดสินที่เป็นอิสระและโปร่งใสโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการคุณภาพที่ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น Lifestyle Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบเพื่อคนเมืองยุคใหม่ต่อไป

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub” เปิด 156 แห่งทั่วไทย รองรับ 48,000 จุดชาร์จ เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 5-10 นาที สร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจรเต็มรูปแบบ

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub”
สองบริษัทยัหษ์ใหญ่ NT จับมือ MEAei หนุนปักหมุด ทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอ้จฉระยะ เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub” โดยได้รับการสนับสนุนจากสองรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ ทั้งด้านพื้นที่ โครงข่ายดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ ตั้งเป้า เปิดให้บริการ NEXA EV Station Hub 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ทั่วประเทศ

นายกฤตเมธ ตั้งพิชญโพธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) กล่าวในฐานะตัวแทนกลุ่มพันธมิตรด้านเทคโนโลยีว่า “DECO ได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งทำให้เราสามารถดึงศักยภาพทางเทคโนโลยีมาต่อยอดระบบนิเวศได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะระบบฟาสต์ชาร์จ (Fast Charge) นวัตกรรมชาร์จเร็วประสิทธิภาพสูงสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่บริษัทร่วมพัฒนาจนสำเร็จและมีความพร้อมใช้งานแล้ว สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้เร็วสุดประมาณ 5 นาที และประมาณ 10 นาทีสำหรับแบตเตอรี่รุ่นความจุสูงสุด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดในตลาดทำได้ในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านระยะเวลาการชาร์จ ทำให้การใช้งานรถ EV ทั้งในชีวิตประจำวันและเชิงพาณิชย์เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถขยายการใช้งานจริงทั่วประเทศบนระบบนิเวศ NEXA EV Station Hub”

โครงการ NEXA EV Station Hub วางเป้าหมายปักหมุดสร้างสถานีชาร์จจำนวน 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางบริการอัจฉริยะแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ (BMS) ระบบตู้ชาร์จอัจฉริยะ การบริหารจัดการผ่าน Cloud แอปพลิเคชัน Solar Roof ไปจนถึงบริการหลังการขายและการดูแลช่างเทคนิคในประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำหรับ ความร่วมมือ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub เป็นการสานต่อรากฐานสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนและครบวงจร โดยหัวใจสำคัญของการร่วมมือ คือการผสานเทคโนโลยีและบริการเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง (Technology Integration) โดยครอบคลุมตั้งแต่

-การผลิตและการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: รองรับทั้งการใช้งานประจำวัน ขนส่งพัสดุ รับส่งอาหาร และฟลีตเชิงพาณิชย์
-นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ: นำระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และโมดูลแบตเตอรี่ลิเธียมประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด
-ระบบชาร์จและตู้ชาร์จอัจฉริยะ: พัฒนาสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุมและติดตามสถานะแบบเรียลไทม์
-เชื่อมโยงระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชัน: บริหารจัดการผ่านระบบ Cloud, ระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System), Solar Roof และแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสถานี ชำระเงิน และเช็กสถานะได้อย่างสะดวกสบาย
-บริการหลังการขายและการดูแลในไทย: การฝึกอบรมช่างเทคนิค การจัดหาอะไหล่ และศูนย์รับประกันในประเทศ

เทคโนโลยีและบริการทั้งหมดจากพันธมิตรจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้ากับ NEXA Platform แพลตฟอร์มกลางที่ผสานโครงข่ายสื่อสารและพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ NT เข้ากับระบบพลังงานของ MEAei ทำให้สถานีชาร์จ NEXA EV Station Hub ไม่ได้เป็นเพียงจุดชาร์จไฟเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมบริการดิจิทัล ร้านค้า พื้นที่พักผ่อน และจุดเชื่อมต่อการเดินทางอัจฉริยะของชุมชน นอกจากนี้ ในระบบนิเวศดังกล่าวยังได้เปิดตัว ‘ELi’ (Energy Link Innovator) แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นตัวแทนสื่อสารบริการชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตู้ชาร์จ และนวัตกรรมพลังงานให้ผู้ใช้งานเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

การผนึกกำลังในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท เอ็มอีเอ สมาร์ทเอนเนอร์ยี่โซลูชั่นส์ จำกัด (MEAei) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักด้านโครงข่ายดิจิทัลและระบบพลังงาน ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรภาคเทคโนโลยี EV ชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO), บริษัท เรด เทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท เมคทูวิน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), Zhengzhou Zhengfang Technology Co., Ltd. และ Future New Energy Technology (Thailand) Co., Ltd. ทั้งนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่างคณะผู้บริหารจากองค์กรพันธมิตรทุกฝ่ายเพื่อผสานห่วงโซ่เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด และยกระดับ NEXA EV Station Hub ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแห่งอนาคต

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ กำลังลงทุนแหล่งก๊าซฯ บุษบง ผลิตรายวัน 30 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตเพิ่มเป็น 40 ล้านปี 73 รองรับความต้องการพลังงานไทย

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง รองรับการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต

กรุงเทพฯ, 22 กันยายน 2569 – ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 เพื่อเตรียมผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2571 รองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยในอนาคต 

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ. อีดี 

ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อพัฒนาแหล่ง ก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 บริเวณอ่าวไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติสู่การพัฒนา โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาแหล่งประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

สำหรับการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 ปตท.สผ. มีแผนจะผลิตก๊าซธรรมชาติ 

ผ่านระบบท่อส่งใต้ทะเลที่จะเชื่อมกับแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) และอุปกรณ์การผลิตของแหล่งบงกชเหนือในโครงการจี 2/61 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) อยู่แล้ว ทำให้สามารถพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม 

บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนงานในการสำรวจบริเวณพื้นที่อื่น ๆ ของโครงการจี 3/65 โดยจะทำการเจาะหลุมสำรวจในพื้นที่นงเยาว์ นอร์ทอีสต์ เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม หากมีการค้นพบปิโตรเลียม จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโครงการจี 3/65 ได้อีกในอนาคต 

ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการจี 3/65 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตั้งแต่ปี 2566 โดยโครงการมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 11,647 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ ภายหลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้การโอนสัดส่วนการลงทุนภายใต้สัญญาการลดสัดส่วน (Farm-out Agreement) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 60 และยังคงเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 40

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกว่า 50 โครงการ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. มีโครงการทั้งบนบกและในอ่าวไทย จำนวน 20 โครงการ

แกร็บ ยกระดับสนามบิน!! ขยายจุดรับผู้โดยสาร 12 เลน เปิดฟีเจอร์ PIN จับคิวเร็วขึ้น เพิ่มบริการ Airport Pickup รอบรับไฮซีซัน ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 67.7 ล้านคน

แกร็บ ยกเครื่องจุดให้บริการผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ
ขยายพื้นที่ 12 เลน - ผุด 2 ฟีเจอร์ใหม่ เตรียมรับไฮซีซัน

แกร็บ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับบริการเรียกรถที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งยอดใช้บริการเรียกรถในสนามบินจะเติบโตขึ้นราว 35-40%[1] เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ลุยปรับพื้นที่ ขยายจุดรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 12 เลน พร้อมเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ ระบบ “PIN” ที่ช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับรถที่พร้อมให้บริการ และ “Airport Pickup” บริการจองรถรับที่สนามบินล่วงหน้าที่มีระบบติดตามสถานะเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สะดวก รวดเร็ว และราบรื่นยิ่งขึ้น

นางสาวอริสา หล่อทองไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้าง GDP ให้กับประเทศ โดยสนามบินถือเป็นด่านหน้าที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในทุกๆ วัน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานไทย (หรือ AOT) คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมากถึง 67.7 ล้านคน[2] ทำให้การเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซัน โดยเฉพาะพื้นที่สนามบินกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ”

“เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว แกร็บในฐานะแพลตฟอร์มผู้ให้บริการเรียกรถอย่างเป็นทางการของ AOT จึงได้ขยายพื้นที่จุดรับผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (บริเวณชั้น 1 ประตู 4) เพิ่มขึ้นเป็น 12 เลน พร้อมพัฒนาฟีเจอร์ใหม่อย่างระบบ ‘PIN’ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ให้รวดเร็วและสะดวกสบายกว่าเดิม โดยหลังจากที่ได้ทดลองเปิดให้บริการเป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่า ช่วยให้ผู้โดยสารลดเวลาในการรอรถได้ถึง 40%[3] ทั้งยังได้รับคะแนนความพึงพอใจระดับ 5 ดาวจากผู้ใช้บริการมากถึง 98%[4]”

ระบบ PIN จัดคิว จับคู่รถ ไม่ต้องรอนาน
-แกร็บพัฒนาระบบ “PIN” ขึ้นมาเพื่อช่วยจัดคิวและจับคู่ผู้ใช้บริการกับคนขับที่พร้อมให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการรอคอยและความแออัดในบริเวณจุดรับ
-ใช้งานง่ายในไม่กี่ขั้นตอน เพียงเลือกจุดรับ “Grab Pick-up Point” เมื่อเรียกรถที่สนามบิน หลังจากได้รับการยืนยันแล้ว ระบบจะยังไม่ระบุรถ หรือคนขับทันที แต่จะแจ้งรหัส PIN 4 หลัก และระบุจุดที่ผู้โดยสารต้องรอขึ้นรถ เมื่อถึงจุดดังกล่าว สามารถแจ้งรหัส PIN ให้กับคนขับที่จอดรออยู่ (มาก่อนได้ไปก่อน) เพื่อยืนยันการเดินทางก่อนขึ้นรถได้ทันที
-สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการให้บริการจากทีมเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่การให้คำแนะนำในการจอง การจัดคิว และการอำนวยความสะดวกในการขึ้นรถ
-สามารถเรียกรถผ่านระบบ PIN ได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง A, B, C และ D

Airport Pickup จองรถรอรับล่วงหน้า การันตีเวลา หมดกังวลหากไฟลต์ดีเลย์
-แกร็บเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Airport Pickup สำหรับนักท่องเที่ยว หรือผู้ใช้บริการที่ลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงไตรมาสสุดท้าย หลังเปิดให้บริการแล้วใน 3 สนามบิน คือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และเชียงราย โดยผู้ใช้บริการสามารถจองรถล่วงหน้า โดยระบุหมายเลขเที่ยวบินที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ และเลือกเวลาที่ต้องการให้คนขับมารับได้ (ตามเวลาที่ระบบแนะนำ หรือกำหนดเวลาเอง) เพื่อตอบโจทย์เรื่องการวางแผนเดินทางหลังลงเครื่อง

-จุดเด่นของฟีเจอร์ Airport Pickup คือความสามารถในการติดตามสถานะเที่ยวบินได้แบบเรียลไทม์และปรับเวลานัดรับให้สอดคล้องกับเวลาเที่ยวบินจริงหากเกิดความล่าช้า พร้อมการันตีการรับตรงเวลา โดยคนขับจะรอที่จุดขึ้นรถได้นานสูงสุด 15 นาที และผู้ใช้บริการสามารถยกเลิกการจองได้ล่วงหน้า 1 ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดหมาย

-ผู้ใช้บริการ Airport Pickup สามารถขึ้นรถได้ที่จุดรับผู้โดยสารแกร็บ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 4 สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณช่อง E โดยรองรับบริการเรียกรถ 3 ประเภท ได้แก่ GrabCar, JustGrab และ GrabTaxi

ครม. อนุมัติแผนน้ำมันใหม่!! รับมือตลาดโลกผันผวน ปรับเกณฑ์สนับสนุนราคาน้ำมัน แยกบัญชีกองทุนชัดเจน เน้นลดพึ่งพานำเข้าด้วยชีวภาพ

ครม. อนุมัติแผนรองรับวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม ปี 2569 ปรับเกณฑ์ใหม่รับมือตลาดโลกผันผวน ลดพึ่งพานำเข้า

(22 กันยายน 2569) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ตามที่กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้เหมาะสม

สำหรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาใช้อุดหนุนและชดเชยราคาเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต โดยระบุเงื่อนไขไว้ 3 สถานการณ์คือ สถานการณ์ที่ 1 เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยระดับราคาน้ำมันดีเซล/เบนซินมากกว่า 30 บาท/ลิตร (ราคาคงเดิม) ส่วนกลุ่มก๊าซ LPG ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซ ปตท.สผ.และ UAC สูงกว่าราคานำเข้า / ราคาขายปลีกเกิน 423 บาท/ถัง 15 กก. (เดิมราคา 363 บาท/ถัง) สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ใน 1 สัปดาห์ (เดิมใช้เกณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) / ราคาขายปลีกปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 2 บาท/ลิตร ใน 1 สัปดาห์ (เดิม 1 บาท/ลิตร) ส่วนกลุ่ม LPG ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงสูงข้นหรือลดลงมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/ตัน น 1 เดือน / ราคาขายปลีกสูงขึ้นหรือลดลงรวมกันมากกว่า 1บาท/กก.ภายใน 1 เดือน (เดิม 2 สัปดาห์เปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับราคา LPG CP รายเดือน) และสถานการณ์ที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดแคลนและไม่เพียงพอ กระทบต่อสภาพ
เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในส่วนหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เพิ่มเติมการพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แผนฉบับใหม่ยังได้ปรับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนทางการเงินด้วยการแยกบัญชีฐานะกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นกลุ่มน้ำมันและกลุ่ม LPG อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม พร้อมทั้งกำหนดกรอบการบริหารราคาโดยเน้นชดเชยราคาดีเซลและ LPG เป็นหลักหากเกิดวิกฤตยาวนาน รวมทั้งให้มีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ และส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าน้ำมัน

EGCO รุกพลังงานสะอาดต่างประเทศ!! ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ปิดดีลถือหุ้น 49% Pinnacle IV กำลังผลิต 339 เมกะวัตต์ รับรายได้และกำไรทันที พันธมิตร Apex Clean Energy ร่วมทุน มุ่งโตต่อเนื่อง รองรับเทรนด์ Data Center และ AI

EGCO Group รุกขยายพอร์ตพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ ปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ “Pinnacle IV” ในสหรัฐฯ ขนาด 339 MW รับรู้รายได้ทันที

มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก คว้าโอกาส Gold Standard รองรับการเติบโตจาก Data Center และ AI

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศความสำเร็จการปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” กำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอเมริกา รับรู้กระแสเงินสดและส่วนแบ่งกำไรทันที สะท้อนวินัยการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสีเขียวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยสินทรัพย์คุณภาพสูงที่มีสัญญา  รับซื้อไฟฟ้าระยะยาวกับคู่ไฟฟ้าระดับ Investment Grade ในตลาด PJM และ MISO เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมพุ่งแตะ 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด 

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยอย่างมั่นใจว่า “EGCO Group มีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการ ‘เร่งขยายพอร์ตพลังงานสีเขียว’ ทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ การเข้าลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญตามกลยุทธ์ “POWER4” ที่เน้นย้ำเรื่อง Profitability and Performance Energizing เราคัดเลือกสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก และยกระดับเสถียรภาพการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว”

การลงทุนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน EGCO Pinnacle IV, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยบรรลุข้อตกลงโอนหุ้นสัดส่วน 49% เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการระดับโลก Apex Clean Energy Holdings, LLC ที่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 51%   

3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: เสริมแกร่งพอร์ตพลังงานสีเขียวในตลาดใหญ่สุดของสหรัฐฯ

กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม “Timbermill Wind” ขนาด 189 เมกะวัตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “Coldwater Solar” ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งมีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่

• รับรู้รายได้ทันที ไร้ความเสี่ยงด้านการพัฒนา (Commercialized Assets): โครงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดกลับเข้าสู่ EGCO Group ได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปิดดีล

• ปักหมุดใน 2 ตลาดไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (PJM & MISO): ทั้งใน                                รัฐนอร์ทแคโรไลนาและมิชิแกน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีโครงข่ายรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดอย่างมีเสถียรภาพ

• กระแสเงินสดมั่นคงด้วยสัญญาระยะยาว (Investment-Grade Offtakers): มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RECs) ระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ในระยะยาว ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ผนึกกำลังพอร์ตไทย-ต่างประเทศ มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำระดับ Gold Standard 

นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “EGCO Group จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพอร์ตพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (PDP 2026 / Direct PPA) ควบคู่ไปกับการรุกขยายสินทรัพย์พลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของบริษัท

การผนึกกำลังระหว่าง “Pinnacle IV” กับพอร์ตเดิมที่มี ทั้งกลุ่ม Apex Clean Energy, Pinnacle II, Linden Cogen และ Compass Portfolio จะทำให้ EGCO Group มีโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองต่อ Megatrend ความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวที่เติบโตแบบก้าวกระโดด รองรับ Data Center เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตอกย้ำวินัยทางการเงินที่เข้มงวด และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลตอบแทนระดับ Gold Standard แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน”

เกี่ยวกับ EGCO Group

ปัจจุบัน (ณ 28 กันยายน 2569) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,928 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,785 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ นอกจากนี้ EGCO Group ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ครอบคลุมธุรกิจเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภค และธุรกิจ Customer Solution และ Startup โดยธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) ประจำปี 2026 ในประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้าของกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ โดยได้รับการประเมินในระดับสูงสุดของกลุ่ม และก่อนหน้านี้ได้รับการจัดอันดับอยู่ในดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) (ชื่อเดิมของ DJ BIC) มา 5 ปีต่อเนื่อง

บีโอไอ ออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม!! ยกเว้นอากรเครื่องจักร–ลดภาระภาษี หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์หลากหลาย ส่งเสริมการลงทุนในเขตภัยพิบัติ

บีโอไอช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม บรรเทาผลกระทบ หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว

บีโอไอเดินหน้าช่วยผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยมุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจฟื้นตัว ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายและการอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เสียหายโดยไม่มีภาระภาษี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบทั้งการดำเนินชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ บีโอไอขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกท่าน และบีโอไอพร้อมช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในการฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุม 3 เรื่องหลัก คือ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่มหรือทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายได้

“สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้เร็วที่สุด บีโอไอจึงพร้อมช่วยเหลือและลดภาระให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยผ่านมาตรการภาษีอากร โดยพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการได้อย่างรวดเร็ว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย และต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานความเสียหายภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุด โดย “วันที่สิ้นสุดสถานการณ์อุทกภัย” หมายถึง วันที่เหตุอุทกภัยยุติลงตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัย

รัฐ–เอกชน เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย!! ไทยตั้งเป้ารายได้สูงปี 2580 ผนึกกำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง เน้นลงทุนเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมหลัก เสริมเสถียรภาพรับปธ.อาเซียน 2571

นับถอยหลังสู่ปี 2580 ภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าผลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสองเท่า

กรุงเทพมหานคร — ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการบรรลุสถานะเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ครอบคลุมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและสินค้ามูลค่าสูง

ต่อยอดจากการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 ที่ผ่านมา วาระดังกล่าวได้รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปสู่การลงทุน การเพิ่มศักยภาพการผลิต และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว เสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการมีบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่ง ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเป้าหมายด้านเศรษฐกิจมหภาค
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ supply chain โลกและสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังส่งผลต่อรูปแบบความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้กำหนดสถานะความเป็นกลางของประเทศ เพื่อสะท้อนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยด้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพและการพัฒนาเท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ตั้งเป้าไว้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถของศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตามเพื่อบรรลุสถานะการเป็นประเทศรายได้สูง สถาบันระดับนานาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยหลังสถานการณ์โควิดที่ 2.2% ให้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ต่อปี ในอีกหนึ่งทศวรรษหน้า โดยมาตรการเชิงปฏิบัติการต้องมีความชัดเจนและเด็ดขาด และเงินทุนต้องถูกจัดสรรผ่าน 7 อุตสาหกรรมหลักที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการทางดิจิล ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการป้องกันโครงสร้างสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

จากวงการเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติจริง: Bangkok Business Summit White Paper
ต่อยอดจากข้อเสนอและการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 จะถูกต่อยอดสู่การจัดทำสมุดปกขาว (Bangkok Business Summit White Paper) ที่จัดทำร่วมกันกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC โดยมุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

และได้มีการวางหมุดหมายกำหนดให้ภายในช่วงระยะเวลา 24 เดือนนับจากปี 2569 ถึง 2571 เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสร้างกลไกเชิงประจักษ์ที่สามารถติดตามวัดผลได้จริงและเชื่อถือได้

แผนงานเศรษฐกิจเชิงปฏิบัติฉบับนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีโครงสร้างสาธารณูปโภค เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงพลังงาน และการเงิน เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก ทั้งนี้เป้าหมายในภาพรวมคือการเสริมสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะสามารถสร้างโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ SMEs ชาวไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมใน supply chain ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น

การปฏิรูปอย่างครอบคลุมและการปรับโครงสร้างระบบการเงิน
เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ผู้นำภาคธุรกิจของไทยเดินหน้าร่วมกันปรับโครงสร้างกลไกทางการเงินภายในประเทศและ supply chain เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า หากประเมินความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในปัจจุบัน ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในระดับความพร้อมที่ 5 จาก 10 และจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางสภาพคล่องทางการเงินจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจเดิมซึ่งมีอัตราการเติบโตที่จำกัด ไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีขยายความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง นายผยง กล่าวเสริมถึงแนวคิดแบบ “Brotherhood” ที่ยึดโยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยขอความร่วมมือให้ผู้นำองค์กรขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันยกระดับทักษะ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่ SMEs ทั้งใน supply chain ที่อยู่ต้นน้ำตลอดจนปลายน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่ value chain

แนวทางดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ และโอกาสจากตลาดโลกให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และธุรกิจไทยเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การสร้างธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานระดับโลก
ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสู่การยกระดับมาตรฐานในระดับโลก โดยการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นเวทีปูทางสู่การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการผลักดัน “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และกระแสเงินผิดกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรับมือกับความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เพราะพื้นที่บริเวณนี้คือหัวใจหลักของการสร้าง GDP ประเทศถึง 66% พร้อมเร่งขยายกำลังการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

ด้วยการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการนำเสนอวาระสำคัญข้างต้นต่อเวทีการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยกำลังวางรากฐานเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับการมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เมื่อประเทศไทยเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

GC-SCGC แจ้งความคืบหน้าร่วมทุน!! เร่งศึกษาจัดตั้งร่วมทุนในปิโตรเคมี ตั้งเป้าสรุปภายในตุลาคม 2569 ยกระดับตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมไทย เสริมความแกร่งตลาดภูมิภาคและโลก

GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน
เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
คาดสรุปสาระสำคัญภายในเดือนตุลาคม 2569

กรุงเทพฯ – 30 กันยายน 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

ขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.) และธุรกิจ โอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC
ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569

การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัท และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘อนุทิน’ เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี ตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์ครั้งที่ 3 ลงทุน 48,000 ล้านบาทในไทย สร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 5,000 คน เชื่อมไทยสู่ยุทธศาสตร์ AI แห่งอนาคต

นายกฯ อนุทิน เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” รุกตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของ “อินฟินีออน” ตั้งฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของบริษัท ต่อจากเยอรมนีและจีน ตอกย้ำบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมต่อยอดการลงทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Michael Reiffenstuel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) จากประเทศเยอรมนี เข้าร่วมพิธี โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การเปิดโรงงานอินฟินีออนแห่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในอนาคต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ Thailand FastPass ที่ช่วยให้โครงการเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็ว เพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต การลงทุนของอินฟินีออนจึงไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นการพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง All in AI ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ AI in All ที่นำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องการต่อยอดการลงทุนนี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกสร้างโอกาสต่อเนื่องไปถึงคนไทย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมไทย”

ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก

โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของอินฟินีออนในการลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม สู่การเพิ่มขีดความสามารถในกิจกรรมที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการผลิต การทดสอบ และการวิจัยและพัฒนา

นาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า “การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ เพราะไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ทั้งฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง การมีกลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ความพร้อมด้านบุคลากรและสถาบันการศึกษา รวมถึงทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชีย ขณะเดียวกัน ฐานการผลิตในไทยยังช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมดุล เพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”

Power Semiconductor เทคโนโลยีสำคัญรับเมกะเทรนด์โลก

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์ทุกชนิด เพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน จึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเทคโนโลยี AI

การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุมการทำงาน ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ Power Semiconductor ของบริษัทในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 107,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2578

สำหรับประเทศไทย กลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมพลังงาน (Power Semiconductor) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป ไปจนถึงการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module)

และระบบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดึงดูดเทคโนโลยีใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC)และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ การลงทุนของอินฟินีออนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยมีอยู่ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้ออกแบบเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (Front-end) ควบคู่ไปกับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) ในโรงงานเดียวกัน นับเป็นแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

จากมูลค่าเงินลงทุน สู่ “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศไทย

ทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของบีโอไอ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ในแผนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมนี้ อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง ทั้งนี้ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศ โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 1,100 คน เข้าร่วมฝึกอบรมและร่วมโครงการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์และการจัดการ Big Data ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ อินฟินีออนยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในระยะยาว

“การที่อินฟินีออนซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน ได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย บีโอไอจะผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว เดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’” นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top