Friday, 16 October 2026
Econbiz

เติมน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 500 บาท รับมังคุดใต้ฟรี!! ฟรีมังคุดใต้ 100,000 กิโลกรัม โครงการพื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมน้ำมัน 500 บาท รับทันที ช่วยเกษตรกรผลผลิตล้นตลาด

พีทีที สเตชั่น แจกฟรี มังคุดใต้กว่า 100,000 กิโลกรัม ผ่านโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน”
เมื่อเติมน้ำมัน 500 บาท ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 69 เฉพาะสถานีฯ ใน 4 จังหวัด
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วย นายเอกชัย ตั้งเสงี่ยมวิสัย
ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมสานต่อโครงการ “พื้นที่ปันสุขเพื่อชุมชน เติมเต็มรอยยิ้มให้เกษตรกรไทย เติมน้ำมันรับฟรี มังคุด” ณ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมกว่า 360 สถานี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด พร้อมส่งต่อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค โดย

พีทีที สเตชั่น ได้รับซื้อมังคุดจากเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้ เพื่อส่งมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับฟรีมังคุด 1 ถุง (จำกัด 1 ถุง/ใบเสร็จ) โดยรวมแล้วมีการจัดสรรผลผลิตกว่า 100,000 กิโลกรัม เพื่อกระจายให้กับลูกค้าในสถานีบริการที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

นายเอกชัย เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนช่วยให้เกษตรกรได้จำหน่ายมังคุดในราคาที่เหมาะสมในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในความตั้งใจของ พีทีที สเตชั่น ที่จะสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถระบายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม และช่วยลดผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ ขณะเดียวกันก็ส่งต่อความสุขเล็ก ๆ ให้กับผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ผ่านผลไม้ไทยสดใหม่ที่มากด้วยคุณภาพและรสชาติ โดย OR รับซื้อมังคุดจากเกษตรกร รวมกว่า 100,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2,000,000 บาท เพื่อนำมากระจายสู่ผู้ใช้บริการ พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องเกษตรกร แต่ยังตอกย้ำว่า พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิด Living Community ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรสามารถเข้าถึงตลาด และส่งต่อผลผลิตคุณภาพสู่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของ OR ด้านความยั่งยืน “OR เติมโอกาส ดีดีดี” ในมิติ “ชุมชนดี” เติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน ส่งต่อความสุขให้กับผู้คนที่มาใช้บริการ สนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเป็นศูนย์รวมพลังของชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

‘จุลพันธ์’ จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน!! ปรับลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนนายจ้าง ลดภาระรายย่อยกว่า 3.4 แสนแห่ง คาดช่วยประหยัด 1,700 ล้านบาทต่อปี คงสิทธิประโยชน์ลูกจ้างครบถ้วน

“จุลพันธ์” จูงใจนายจ้างลดเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ช่วยลดเงินสมทบนายจ้างประมาณ 3.4 แสนแห่ง คาดลดเงินสมทบปีละ 1,700 ล้านบาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2570

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยและตระหนักถึงภาระของนายจ้างและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงเห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการ ท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบ อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ (ฉบับที่ 2) เพื่อปรับลดภาระการจ่ายเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทน โดยยังคงไว้ซึ่งสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองลูกจ้างอย่างครบถ้วน

นายจุลพันธ์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว เพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงาน การปรับปรุงอัตราเงินสมทบในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการลดภาระของนายจ้างกับการรักษาความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลและเยียวยาลูกจ้างได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุง สำนักงานประกันสังคม ได้ปรับ
อัตราเงินสมทบหลักให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริง โดยมีกลุ่มกิจการที่สามารถปรับลดอัตราเงินสมทบหลัก 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัสกิจการ พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ โดยเพิ่มส่วนลดสูงสุดจากเดิม ร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 70 การปรับส่วนลดดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างและสถานประกอบการให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยสถานประกอบการที่มีสถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ มีโอกาสได้รับส่วนลดเงินสมทบเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้จากการประเมินคาดว่าจะมีสถานประกอบการ 344,521 แห่ง หรือประมาณ 75 % ของนายจ้างทั้งหมด ได้รับการปรับลดเงินสมทบ คิดเป็นเงินสมทบที่ลดลงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ ไม่มีนายจ้างรายใดต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงอัตราเงินสมทบและวิธีการคำนวณอัตราค่าประสบการณ์ในครั้งนี้

ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การปรับปรุงอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและบรรเทาภาระของนายจ้าง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้สถานประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลนายจ้างและการคุ้มครองลูกจ้าง การปรับลดเงินสมทบครั้งนี้ไม่ได้ลดทอนสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารจัดการกองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจด้านความปลอดภัยในการทำงาน และรักษาเสถียรภาพของกองทุนเงินทดแทนให้มีความมั่นคง สามารถเป็นหลักประกันและที่พึ่งของพี่น้องแรงงานได้อย่างยั่งยืน” นางสาวกาญจนา กล่าว

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ยืนยันเดินหน้าบริหารจัดการ กองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้กองทุนมีเสถียรภาพ สามารถรองรับการดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานได้อย่างมั่นคง พร้อมเติบโตไปกับภาคธุรกิจและระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน

“อุ่นใจ มีจริงกับกองทุนเงินทดแทน ที่พร้อมดูแลลูกจ้างในยามเจ็บป่วยจากการทำงาน”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

‘วราวุธ’ ดันเงินลงทุนโซลาร์หมุนในไทย!! รัฐหนุนติดตั้ง 1.5 ล้านครัวเรือน สมอ.คุมมาตรฐานทุกอุปกรณ์ ดันซัพพลายเชนในประเทศ สร้างงานเอสเอ็มอีและจ้างงานไทย

“วราวุธ” พาอุตสาหกรรมหนุนโครงการรัฐ โซลาร์ รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือน สั่ง สมอ. คุมมาตรฐานทั้งระบบ ชู ซัพพลายเชน ดัน การผลิตเอสเอ็มอี-จ้างงานคนไทย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) 1.5 ล้านครัวเรือน รัฐอุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท คาดว่าจะให้ลงทะเบียนกลางเดือนตุลาคมนี้ หรือที่เรียกว่า โครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคประชาชน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมองมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยต้องทำให้ระบบที่ประชาชนลงทุนติดตั้งมีมาตรฐานและความปลอดภัย พร้อมใช้ความต้องการจำนวนมหาศาลจากโครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมไทย

“ผมได้ให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งดูแลมาตรฐานตั้งแต่แผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ ไปจนถึงขั้วต่อและอุปกรณ์ควบคุม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไปจะได้ระบบที่มีคุณภาพและปลอดภัย” นายวราวุธกล่าว

สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบ Solar Rooftop ครอบคลุมตั้งแต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ตาม มอก.61730 เล่ม 2-2567 เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง มอก.60947 เล่ม 2-2569 ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.60269 เล่ม 6-2567 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.62930-2564 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า มอก.63056-2567 และอินเวอร์เตอร์ มอก.2603 เล่ม 2-2556 รวมถึงขั้วต่อสายไฟ DC และตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการใช้ตลาดจากโครงการ 1.5 ล้านครัวเรือน มาสร้างซัพพลาย เชน หรือห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแผง โครงแผง กระจก สายไฟ กล่องเชื่อมต่อ โครงสร้างติดตั้ง ตู้ไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศ เกิดการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย และเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการเห็นว่าโซลาร์รูฟที่อยู่บนหลังคาบ้านคนไทยมีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างงานสร้างอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยด้วย

อมตะดึงทุนจีน “Homa” ลงทุน 3.1 พันล้าน!! ตั้งฐานผลิตตู้เย็นชลบุรี ป้อนตลาดยุโรป ตั้งเป้าใช้ชิ้นส่วนไทย 50–60% ดัน SME เข้าซัพพลายเชนโลก กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ดันส่งออก 12,000 ล้าน สร้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง

อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่มลงทุน 3.1 พันล้าน

ปักฐานการผลิตตู้เย็นในชลบุรีป้อนตลาดยุโรป

อมตะเดินหน้าดึงการลงทุนจากจีนต่อเนื่อง รับกระแสกระจายฐานการผลิตโลก “Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง สะท้อนศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตและส่งออกของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนจีนยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนเครือข่ายซัพพลายเชนและบุคลากรที่สามารถรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการกระจายฐานการผลิตและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและเชื่อมโยงไปยังตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

“นักลงทุนจีนในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมโยงได้ครบทั้งซัพพลายเออร์ แรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และตลาดส่งออก จากประสบการณ์กว่า 20 ปีในการสนับสนุนการลงทุนจากจีน อมตะได้เห็นพัฒนาการจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างงาน เสริมขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย  ซึ่งแนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไปจะมีความหลากหลายมากขึ้น และมีทิศทางชัดเจนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก จากเดิมที่เน้นการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ” นายวิกรมกล่าว

ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนของ Homa ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ของอมตะ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของผู้ผลิตระดับโลก และยกระดับมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศ

สำหรับ Homa เป็นผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก และให้บริการผลิตแบบ OEM แก่

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ โดยฐานการผลิตในประเทศไทยจะมุ่งเน้นการผลิตตู้เย็นประสิทธิภาพสูง ตู้เย็นอัจฉริยะ และตู้แช่มาตรฐานสูงที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านพลังงานของสหภาพยุโรป รองรับแนวโน้มความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

ด้านนายไมเคิล เหยา ประธาน บริษัท โฮม่า แอพไพลแอนซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การตัดสินใจเข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ชลบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจระดับโลกของโฮม่า ด้วยศักยภาพของประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับรองรับลูกค้าทั่วอาเซียนและเชื่อมโยงกับตลาดโลก โดยเฉพาะทำเลที่ตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออก ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง และท่าเรือ รวมถึงมีเครือข่ายซัพพลายเชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 3,100 ล้านบาท มีกำลังการผลิตประมาณ 1.5 ล้านเครื่องต่อปี และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 12,000 ล้านบาทต่อปี โดยในระยะแรกจะสร้างการจ้างงานประมาณ 1,400 ตำแหน่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ตำแหน่งภายใน 1–2 ปี พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็น 50–60% ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมากขึ้น

สำหรับอมตะ มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการลงทุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การเชื่อมโยงซัพพลายเออร์ การพัฒนาบุคลากรไทย ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านปรัชญา “All WIN” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้แก่นักลงทุน ธุรกิจท้องถิ่น พนักงาน ชุมชน และเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพ และยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

คาร์กิลล์ ขยายธุรกิจสัตว์ปีกไทย!! ทุ่ม 2,000 ล้านบาท เสริมกำลังผลิต ติดตั้งเทคโนโลยี AI ยกระดับคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกเพิ่ม 25,000 ล้านบาท สร้างงานใหม่กว่า 300 ตำแหน่งปี 2571

คาร์กิลล์ทุ่มทุน 2 พันล้านบาท ขยายธุรกิจสัตว์ปีกแปรรูปในประเทศไทย รองรับความต้องการโปรตีนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น

• การลงทุนครอบคลุมการขยายกำลังการผลิตและศักยภาพในการจัดเก็บธัญพืช เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลก
• คาดสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกให้ประเทศไทยรวม 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่งภายในปี 2571

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2569 – ท่ามกลางความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก คาร์กิลล์ได้ตัดสินใจลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท (60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจสัตว์ปีกในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกชั้นนำระดับโลก การลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารและค้าปลีกทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Food Hub for the World" หรือ "ศูนย์กลางอาหารของโลก"

หนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้การลงทุนครั้งนี้คือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในกระบวนการผลิตและการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิต ผ่านการติดตั้งสายการผลิตไก่ปรุงสุกระบบอัตโนมัติสายใหม่ ณ โรงงานอาหารสำเร็จรูปของคาร์กิลล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ตลอดระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีครั้งสำคัญ ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการประมวลผลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การยกระดับเทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวดของบริษัทเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิญี่ปุ่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยภายหลังการขยายกำลังการผลิต คาดว่าปริมาณการผลิตและส่งออกทั้งหมดของคาร์กิลล์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 160,000 เมตริกตันต่อปี สร้างมูลค่าการส่งออกรวมให้แก่ประเทศไทยประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นมากกว่า 300 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ คาร์กิลล์ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไซโลจัดเก็บธัญพืชแห่งใหม่ขนาด 30,000 เมตริกตัน ในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บวัตถุดิบ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาธัญพืชตลอดทั้งปี โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา รองประธานและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจสัตว์ปีก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาร์กิลล์ กล่าวว่า “ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดทั่วโลก ขณะที่ลูกค้าต่างมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือและสามารถสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมั่นใจ การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร เราไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศไทย ตลอดจนเกษตรกร ภาคธุรกิจ ซัพพลายเออร์ และชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย”

การลงทุนในธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ในประเทศไทยครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะ หนึ่งในฐานการผลิตระดับโลกสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดสากล พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร ร้านค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป

นอกเหนือจากการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศไทยแล้ว การขยายธุรกิจครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อประเทศไทย โดยจะช่วยส่งเสริมการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการภายในประเทศ ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธัญพืช เครื่องปรุง และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการผลิต สัตวแพทยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อวางรากฐานสู่ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว

EGCO Group ขยายพอร์ตพลังงานสหรัฐฯ!! ซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้า Astoria Energy II กำลังผลิต 615 MW ใจกลางนิวยอร์ก เน้น Asset Recycling หมุนเงินสด รับอานิสงส์ตลาด AI & Data Center

EGCO Group เน้นพลังกลยุทธ์ Asset Recycling ต่อเนื่อง ลุยขยายฐานสหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT “Astoria Energy II” ขนาด 615 MW ใจกลางนครนิวยอร์ก

โชว์วินัยการจัดสรรเงินทุน หมุนเวียนเงินสดเข้าสินทรัพย์คุณภาพสูง รับรู้กระแสเงินสดทันที รับอานิสงส์ Data Center & AI ตลาดสหรัฐฯ

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความสำเร็จของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ “POWER4” และความเชี่ยวชาญด้าน Asset Recycling ประกาศเข้าซื้อหุ้นทางอ้อม 45.0549% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ Astoria Energy II (AE II) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทย่อย EGCO New York, LLC สะท้อนขีดความสามารถในการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก นำเงินสดจากการหมุนเวียนสินทรัพย์เข้าลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับพรีเมียม (High-Quality Core Asset) ที่มีสัญญา Tolling Agreement ระยะยาวกับองค์กรไฟฟ้าสาธารณะแห่งรัฐนิวยอร์ก (NYPA) การันตีการรับรู้กระแสเงินสดที่มั่นคงทันที เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการเติบโตอันดับ 2 ของบริษัท

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยด้วยความเชื่อมั่นว่า “การเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า Astoria Energy II (AE II) ครั้งนี้ คือแนวทางที่ชัดเจนของการดำเนินกลยุทธ์ Asset Recycling หรือการหมุนเวียนสินทรัพย์อย่างมีวินัยเชิงยุทธศาสตร์ของ EGCO Group เรานำเงินทุนและสภาพคล่องจากการรีไซเคิล สินทรัพย์ที่เติบโตเต็มที่แล้ว มาหมุนเวียนต่อยอดเข้าสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทันที เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น และยกระดับเสถียรภาพด้านกระแสเงินสดของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“EGCO New York, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Gulf Pacific Power, LLC (GPP) กองทุน Private Equity ซึ่งบริหารโดย Harbert Power หน่วยงานด้านการลงทุนในธุรกิจพลังงานของ Harbert Management Corporation เพื่อเข้าถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 45.0549% ใน Astoria Energy II LLC (AE II) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่มทันทีให้กับผู้ถือหุ้น แต่ยังเป็นการปักหมุดสินทรัพย์ระดับยุทธศาสตร์ในตลาดพลังงานที่มีความต้องการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” นายธวัชชัย กล่าว

เจาะ 3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: AE II สินทรัพย์พรีเมียมใจกลางนครนิวยอร์ก
โรงไฟฟ้า AE II เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CCGT) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2554 โดยมีจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ทางการเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่
1) ทำเลทองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Location): ตั้งอยู่ในเขตควีนส์ (Queens) ห่างจากสนามบิน ลาการ์เดียไม่ถึง 2 ไมล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า Zone J ของ New York Independent System Operator (NYISO) ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่สูง
2) รายได้ไร้ความเสี่ยงด้านราคาด้วย Tolling Agreement กับ NYPA: จำหน่ายไฟฟ้าและบริการเสริมระบบภายใต้สัญญาจ้างผลิตไฟฟ้าระยะยาวกับ New York Power Authority (NYPA) ซึ่งเป็นองค์กรไฟฟ้าสาธารณะของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้ EGCO Group รับรู้รายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แน่นหนา ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง
3) โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรองรับ Transition & AI Demand: เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้า CCGT ที่ใหม่และมีประสิทธิภาพสูงสุดใน Zone J นิวยอร์ก พร้อมทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า

ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตระดับ Gold Standard
นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สหรัฐอเมริกาคือตลาดหลักยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของ EGCO Group การเข้าถือหุ้นใน AE II ครั้งนี้ เมื่อผนึกรวมกับพอร์ตสินทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้า Linden Cogen, Compass Portfolio และ กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Apex Clean Energy และ Pinnacle II จะทำให้ EGCO Group มีตำแหน่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตก้าวกระโดดจากเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐฯ

สิ่งนี้ยืนยันถึง “พลังและศักยภาพการบริหารงาน” ของทีมผู้บริหาร EGCO Group ที่พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยืดหยุ่น ยึดมั่นในวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด เพื่อมอบผลตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระยะยาว”

ปตท.รุกตลาด LNG ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว จับมือพันธมิตรเกาหลี-นอร์เวย์ เสริมขีดความสามารถบริหารจัดการพลังงาน ตั้งเป้าเป็น Global LNG Player ระดับโลก

กลุ่ม ปตท. รุกขยายธุรกิจ LNG สร้างการเติบโตในตลาดพลังงานโลก จับมือพันธมิตรระดับสากลในงาน Gastech 2026

กลุ่ม ปตท. เดินหน้ารุกตลาดพลังงานระดับโลก ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระดับสากลในงาน Gastech 2026 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและเพิ่มความยืดหยุ่นการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ต่อยอดศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานระหว่างประเทศและสร้างการเติบโตในระยะยาว

การลงนามสัญญาครอบคลุมความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อเร่งขยาย LNG Portfolio พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ประกอบด้วย สัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวระหว่าง บริษัท ปตท.

ค้าสากล จำกัด (PTT International Trading Pte Ltd หรือ PTTT) กับ GS Energy Trading Singapore Pte. Ltd. (GSETS) บริษัทพลังงานชั้นนำจากสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนับเป็นสัญญาที่ PTTT ขาย LNG ระยะยาวฉบับแรกกับ GSETS โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Mr. Yongsoo Huh, Vice Chairman and Chief Executive Officer, GS Energy Corporation พร้อมด้วย นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าขาย LNG ของประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี พร้อมบุกตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียเหนือ รวมถึง PTTT มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ Korea East-West Power Co., Ltd. (EWP) เพื่อแสวงหาโอกาสทางความร่วมมือในธุรกิจ LNG ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การร่วมลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ และอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายในอนาคต

นอกจากนี้ PTTT ยังได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับ Equinor ASA (Equinor) บริษัทพลังงานชั้นนำจากราชอาณาจักรนอร์เวย์อีกด้วย นับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพกลุ่ม ปตท. ในการเชื่อมโยงแหล่งพลังงานจากทั่วโลกและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน LNG อย่างครบวงจร สนับสนุนเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ในการมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

BCPG เผยความคืบหน้า รับหนังสือ DSI ขอข้อมูลลงทุน พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ยังไม่มีข้อสรุปหรือผลกระทบสำคัญ ดำเนินธุรกิจปกติไม่สะดุด

BCPG ชี้แจงกรณีได้รับหนังสือขอข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG” หรือ “บริษัทฯ”) ขอแจ้งให้ทราบว่าบริษัทฯ ได้รับหนังสือจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (“DSI”) ขอให้จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนของ DSI

ในการนี้ บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปหรือคำวินิจฉัยใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างถูกต้องและเหมาะสม และหากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ณ ปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทฯ จากเรื่องดังกล่าว

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น EIA Monitoring Awards 2026 ปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อม รับย้ำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มงวด ทั่วประเทศจากโครงการปิโตรเลียม สร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น จาก EIA Monitoring Awards 2026

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 (EIA Monitoring Awards 2026) ประเภทการพัฒนาปิโตรเลียม จากการดำเนินโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง รวม 7 รางวัล จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

โครงการที่ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 และ E5 ในพื้นที่โคราช E5N จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น และโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งกำแพงแสน แปลง PTTEP 1 จังหวัดนครปฐม สำหรับโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/61 ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังได้รับรางวัลในโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งอาทิตย์แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข 14A, 15A และ 16A โครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งสิริกิติ์ และแหล่งลานกระบือ แปลงเอส 1 จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย โครงการเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L53/43 และ L54/43 จังหวัดสุพรรณบุรี และโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 ตอนล่าง (แหล่งเอราวัณ จักรวาล สตูล และฟูนานเดิม) อีกด้วย

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสัมมนาวิชาการและมอบรางวัลแก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

GGC ปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ!! ลดทุนจดทะเบียนเหลือ 8,189 ล้านบาท ปรับโครงสร้างบัญชีให้สอดคล้องฐานะการเงิน ไม่กระทบส่วนของผู้ถือหุ้น วางรากฐานจ่ายปันผลในอนาคต

GGC เดินหน้าปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ
ยกระดับความมั่นคงทางการเงิน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ดำเนินการปรับโครงสร้างทุน โดยลดทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้ว จาก 9,724.83 ล้านบาท เป็น 8,189.33 ล้านบาท ด้วยวิธีการปรับลดมูลค่าที่ตราไว้ จากเดิมหุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท เพื่อรองรับการจัดการ โครงสร้างทางบัญชีให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ในปัจจุบัน พร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นอีกก้าว สำคัญในการเสริม สร้างความแข็งแกร่ง ของโครงสร้างทางการเงิน และวางรากฐาน เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติการปรับลดทุน จดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ จากจำนวน 9,724,833,650 บาท เป็นจำนวน 8,189,333,600 บาท ผ่านวิธีการปรับมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จากเดิม หุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายการทางบัญชี เพื่อรองรับโครงสร้าง ทางการเงินในระยะยาว โดยไม่มี การคืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด และไม่ส่งผล กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total Equity) ซึ่งยังคงมีมูลค่า เท่าเดิม ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินดังกล่าว จำนวนหุ้นสามัญ ของบริษัทฯ ยังคง เท่าเดิมที่ 1,023,666,700 หุ้น

“GGC ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลที่ดีมาโดยตลอด โดยได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนด้วยความ โปร่งใส ได้ประกาศแจ้งมติการปรับโครงสร้างทุนให้ทราบโดยทั่วกัน ผ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างวันที่ 7 - 9 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งจัดส่งหนังสือ แจ้งมติการลดทุนให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทฯ ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับระยะเวลาที่เจ้าหนี้มีสิทธิยื่น คำคัดค้านได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีเจ้าหนี้รายใดยื่นคำคัดค้าน การดำเนินการ บริษัทฯ แต่อย่างใด”

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้วรวมถึงการแก้ไข หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 (ทุน) ต่อนายทะเบียน บริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร จัดการโครงสร้าง ทางการเงิน ของบริษัทฯ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โครงสร้างทุน สะท้อนสถานะ ทางการเงินของบริษัทฯ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและสอดคล้อง กับหลักเกณฑ์การพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในภาพรวมซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุน ให้อัตราส่วนทุนชำระแล้ว ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมี ความสอดคล้องมากยิ่งขึ้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้างทุนของบริษัทฯ อย่างเป็นระบบซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งของงบดุล (Balance Sheet) สนับสนุนศักยภาพ ในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการจ่ายเงินปันผล ในอนาคต เมื่อบริษัทฯ มีผลประกอบการและกระแสเงินสด ที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการสร้าง ประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top