Tuesday, 1 September 2026
Econbiz

วิกฤตตลาดโลก!! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม ลดภาระค่าครองชีพประชาชน

วิกฤตตลาดโลก! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม

(24 ก.ค.2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้อุดหนุน และนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมัน ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,892 ล้านบาท มาบริหารจัดการเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทุกชนิดให้คงเดิม ไม่ให้ปรับขึ้นตามทิศทางราคาตลาดโลกที่ยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พุ่งสูงถึง 167.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซิน พุ่งสูงขึ้น 128.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเทียบเท่าราคาน้ำมัน ในประเทศ ที่ควรต้องปรับขึ้นราว 8-10 บาทต่อลิตร ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญ ต่อฐานะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับในการตรึงราคาน้ำมันทุกชนิด และค่าครองชีพของประชาชน

กบน. มุ่งบริหารจัดการส่วนต่างต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร
ตามมติ กบง. เข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็น 'เกราะซับแรงกระแทก' ช่วยชะลอและบรรเทาแรงกดดัน ไม่ให้ราคา น้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามกลไกตลาดโลกที่พุ่งรุนแรง การนำต้นทุนส่วนนี้มาบริหารจัดการ ร่วมกับการเห็นชอบเพิ่มอัตราการชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน

จึงช่วยให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดหน้าสถานีบริการยังคงสามารถตรึงไว้ในระดับเดิมได้ในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กบน. จะยังคงติดตามสถานการณ์ความผันผวน ของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อ บริหารจัด การอย่างรอบคอบ และเหมาะสม ตามสภาวการณ์ต่อไป

“กบน.ตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานโลกในขณะนี้มีความผันผวนรุนแรงและกระทบต่อภาระค่าครองชีพ
ของประชาชนโดยตรง จึงได้ใช้ทุกกลไกรวมถึงนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นทั้งหมดมาบริหาร จัดการเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันขายปลีกให้คงเดิมไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมประชาชนในช่วงเวลานี้ พร้อมทั้งขอ
ความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น เพื่อร่วมกันลดภาระของประเทศและ รักษาเสถียรภาพ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมาจากเม็ดเงินประชาชนในระยะยาว”

AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! ‘อาจารย์ตั้ม’ ชี้ SMEs ไทยใช้ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสธุรกิจ เปลี่ยนเทคโนโลยีไกลตัวให้ใช้งานได้จริง เดินหน้าสร้างโอกาสผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

“อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย” เดินหน้าถ่ายทอดความรู้ AI สู่ผู้ประกอบการไทย ในโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI

ชี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว พร้อมนำผู้ประกอบการท้องถิ่นเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจง่าย หวังสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งโรงเรียน AI และ Ecommerce DIY ECom ผู้พัฒนานักธุรกิจออนไลน์จากศูนย์สู่รายได้หลักล้านมาแล้วหลายร้อยคน และมีสมาชิกในชุมชนกว่า 300,000 คน เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ภายใต้โครงการ “TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยล่าสุด อาจารย์ตั้มได้รับเชิญให้เดินทางไปจังหวัดเชียงราย ในฐานะวิทยากรและผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธรรมศาสตร์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพและผู้สนับสนุนโครงการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือด้าน AI ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง

อาจารย์ตั้ม กล่าวว่า การทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมากมีศักยภาพและมีธุรกิจที่ดี แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยได้เช่นกัน

“ปกติงานของภาครัฐที่ลงไปช่วยผู้ประกอบการในพื้นที่ อาจมีเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่เมื่อเทียบกับงานที่ทำกับองค์กรขนาดใหญ่ในเมือง สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจและนำความรู้กลับไปใช้กับธุรกิจของตัวเองได้จริง”

สำหรับโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งมิติด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการทางการเงิน และการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด

อาจารย์ตั้มยังมองว่า วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน TikTok, Social Commerce และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนด้านเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

“ในหนึ่งวันเราอาจไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจของทุกคนได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราได้จุดประกายให้ผู้ประกอบการเห็นว่า AI สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของเขาได้อย่างไร และเริ่มต้นลงมือทำได้จริง นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

ทั้งนี้ ภารกิจการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ตั้มจะเดินหน้าต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีทั่วประเทศพื้นที่เป้าหมายในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทยในทุกภูมิภาค

การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Digital และ AI Literacy ให้แก่ SME ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ และเปลี่ยน AI จากเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ให้กลายเป็น เครื่องมือที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้สร้างรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้

“จาก AI ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว สู่เครื่องมือที่ผู้ประกอบการไทยสามารถหยิบมาใช้สร้างโอกาสให้ธุรกิจได้จริง”

แบรนด์ลุยตลาดสุขภาพ!! สุขภาพกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของการตลาด หลายแบรนด์ใช้วิ่งสร้างสัมพันธ์ลูกค้า “วิ่งแลก” รางวัลยอดฮิตกระตุ้นพฤติกรรม เศรษฐกิจสุขภาพโตต่อเนื่องทั่วโลก

ทำไมหลายแบรนด์ถึงยอม "จ่าย" ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า "การวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ "การวิ่ง" เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "สุขภาพ" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ไม่ได้อยากให้คุณแค่ซื้อ แต่อยากให้คุณสุขภาพดี
ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า "นักวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ตวอทช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน "ทุกกิโลเมตร" ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

ในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การเติบโตของแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้

เคทีซีจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด "KTC Wellness: The Journey to Well-being" ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด

เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่

บีโอไอปักหมุดไทย!! ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุน 8.2 หมื่นล้านใน 5 ปี รองรับยุค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขยายงานทักษะสูงกระจายทั่วไทย

บีโอไอปักหมุดไทย ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก
ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI ล่าสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมแล้วถึง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสายใยแก้วนำแสง
ไปจนถึง Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของการรับส่งข้อมูลด้วยแสงให้กับ AI ทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค พร้อมสร้างงานคุณภาพให้วิศวกรและบุคลากรไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ “เทคโนโลยีโฟโตนิกส์” มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสงสามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับ

การส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่
โฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver)
ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง

รุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)
กล่าวง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์
ชิ้นเล็ก ๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่าง ๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์
ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คนสะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำ

ในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก โดยนอกจากการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังช่วยสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้วย

ในแง่ที่ตั้งโครงการลงทุน การลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวน 48 โครงการ จากทั้งหมด 79 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ตั้งกระจายอยู่ในจังหวัดนอกพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี
(9 โครงการ) สมุทรปราการ (4 โครงการ) ที่เหลือเป็นจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญ เพิ่มโอกาสการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ

“การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ ชิ้นส่วน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งการเตรียมพร้อมบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการบุคลากรทักษะสูงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีรายได้สูง” นายนฤตม์ กล่าว

อุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนเกม!! ‘วราวุธ’ ชูเทคโนโลยี–นวัตกรรม–ความยั่งยืน สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ชี้ไทยต้องเป็น Strategic Safe Haven ฐานลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ EV และแบตเตอรี่

“วราวุธ” กางโรดแมปปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย ฝ่า Perfect Storm ชู Green-Tech Economy สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิตเทคโนโลยีโลก

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทย ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย (Industry Transformation) สู่ความยั่งยืน” ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เพราะโลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตที่เกิดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน (Perfect Storm) ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปฏิวัติเทคโนโลยี จนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต (Poly Crisis) ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าร้อยละ 65 ของ GDP จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับกติกาการค้าโลกใหม่

ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็นฐานการลงทุนที่มีความมั่นคงในภูมิภาค และสามารถต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Strategic Safe Haven) ทั้งดาต้า เซนเตอร์ คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์

 อิเล็กทรอนิกส์ อีวี และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า มีข้อเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ “รู้เขา รู้เรา” เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงาน “พี่ช่วยน้อง” ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และ “คน” ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ผ่านการพัฒนาแรงงานด้วย AI การอัพสกิลและรีสกิล

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันนโยบายในช่วง 90 วันแรก ทั้งการพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Hub) มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ส่งเสริมการลงทุนระบบอัตโนมัติกว่า 1,000 โครงการ สนับสนุนสินเชื่อผ่าน SME D Bank กว่า 20,000 ล้านบาท ยกระดับผู้ประกอบการด้วย AI ผลิตช่างเทคนิคอีวี และลดระยะเวลาการอนุญาตตั้งโรงงานเหลือต่ำกว่า 30 วัน

ด้านการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงใช้ AI ตรวจจับสินค้าผิดกฎหมาย ปิดร้านค้าออนไลน์ผิดกฎหมายกว่า 8,000 URL พร้อมยกระดับมาตรฐานโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และปราบปรามโรงงานผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดการเผาอ้อยเหลือ 3.8% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 13.9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) พัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ยกระดับโรงงานสีเขียวกว่า 58,558 โรงงาน และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

นายวราวุธ กล่าวว่า หลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึง BCG Economy หรือโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก กระทรวงจึงเร่งสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Finance) ควบคู่กับการผลักดัน AI และ Industry 4.0 เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมสีเขียว และนวัตกรรมมูลค่าสูง

“เป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงการรับมือกับความผันผวนของโลก แต่คือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่แข่งขันได้ เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Act Fast, Do Right : การเร่งขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการดำเนินการที่ถูกทิศทางและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน“ นายวราวุธ กล่าว

อมตะซิตี้ ลาว ดันแลนด์ลิงก์!! เร่งพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน เชื่อมโยงอาเซียน เฟสแรก 900 เฮกตาร์ เปิดรับนักลงทุนปี 2569 หนุนโลจิสติกส์ยานยนต์ไฟฟ้า 30% ภายใน 2573

อมตะซิตี้ ลาว ปักหมุด“นาหม้อ” เมืองอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งลุ่มน้ำโขง ดัน สปป.ลาว สู่แลนด์ลิงก์ลงทุนบนเส้นทางรถไฟลาว-จีน

อมตะซิตี้ ลาว เดินหน้าเร่งพัฒนาโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ หลังรัฐบาล สปป.ลาว หารือและติดตามความคืบหน้า ผลักดันโครงการสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค บนทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงจีน ไทย เวียดนาม และอาเซียน ยกระดับ สปป.ลาว สู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุน (Land Link) ของแห่งใหม่ลุ่มน้ำโขง สร้างโอกาสการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนถาวร และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนส่วนกลาง สปป.ลาว เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างการจ้างงาน และการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ให้ดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและแผนพัฒนาที่กำหนด พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญของอมตะใน สปป.ลาว โดยต่อยอดจากประสบการณ์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม สู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนทำเลศักยภาพในแขวงอุดมไซ ครอบคลุมพื้นที่โครงการ 3,150 เฮกตาร์ เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลัก โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟลาว-จีน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง พร้อมยกระดับบทบาทของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล สู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน (Land Link) ของภูมิภาค ทั้งนี้ โครงการได้เริ่มก่อสร้างเฟสแรกบนพื้นที่ 900 เฮกตาร์ และพร้อมเปิดรับนักลงทุนภายในปลายปี 2569 นี้

“อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ใช้ประโยชน์แบบผสมผสาน เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศสมาชิกอาเซียน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอมตะมุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างนักลงทุน ชุมชน และประเทศ ภายใต้ปรัชญา "ALL WIN" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายวงสวรรค์ ไชยวงศ์ ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงอุดมไซ และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนแขวงอุดมไซ กล่าวถึงรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ พร้อมนำเสนอประเด็นอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยระบุว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการลงทุนของแขวงอุดมไซ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันโครงการให้เป็นไปตามแผน

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ทางอมตะได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาโครงการในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมกันศึกษาการพัฒนาพื้นที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งข้ามพรมแดน สอดรับนโยบายของรัฐบาล สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2573

นอกจากนี้ อมตะยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าและแนวทางการจัดหาพลังงานที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับทุกภาคส่วน

“พีทีที สเตชั่น” ลุยโปรเติมเอง!! ขยายบริการเติมเอง 204 สถานีทั่วประเทศ ลดเพิ่ม 1 บาทต่อลิตรผ่านแอป เพิ่ม Blue Wallet เพิ่มความสะดวก เน้นเติมง่าย จ่ายครบในที่เดียว

พีทีที สเตชั่น จัดโปรเติมเอง (Self Serve) ลด 1 บาท/ลิตร กว่า 204 สถานีทั่วไทย

พีทีที สเตชั่น (PTT Station) เดินหน้าขยายบริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ

ชูจุดเด่น "สั่ง เติม จ่าย ครบ" ในที่เดียวผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ยกระดับความสะดวก ด้วยการเพิ่ม Blue Wallet เป็นอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการชำระเงินให้กับผู้ใช้บริการพร้อมจัดโปรโมชันพิเศษ รับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Self Serve ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 เพื่อมอบประสบการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า พีทีที สเตชั่น มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและยกระดับบริการเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ การขยายจุดให้บริการเติมเอง (Self Serve) ครอบคลุมกว่า 204 สถานีทั่วประเทศ จะช่วยให้ผู้ใช้รถเข้าถึงบริการได้ง่ายและครอบคลุมยิ่งขึ้น

ช่วยลดระยะเวลาการรอคิว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
Self Serve ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Easy & Smart ให้ลูกค้าจัดการทุกขั้นตอนตั้งแต่ สั่ง เติม จ่าย ได้ครบจบผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ บริการ Self Serve ให้คุณเติมน้ำมันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยเพียง 5 ขั้นตอนง่าย ๆ

1. สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
2. ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
3. เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
4. เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
5. วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

สัมผัสประการณ์การเติมน้ำมันที่สะดวก คุ้มค่า และรวดเร็วด้วยบริการ Self Serve ได้แล้ววันนี้ที่ พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

“มาสด้า” ผลักดันเยาวชน!! เปิดกิจกรรมกีฬาเพื่อพัฒนา เสริมทักษะ ปลูกวินัยและแรงบันดาลใจ ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพฟุตบอลไทย

มาสด้าสานต่อกิจกรรม “Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3”
เปิดโอกาสเยาวชน เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักเตะอาชีพ

สร้างแรงบันดาลใจสู่อนาคต

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, -30 กรกฎาคม 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ร่วมกับสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยผ่านกิจกรรม “Mazda
Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ทักษะฟุตบอลจากนักฟุตบอลอาชีพและทีมผู้ฝึกสอนอย่างใกล้ชิด พร้อมปลูกฝังวินัย ความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม
และสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต โดยมีเยาวชนจากอะคาเดมี
จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สนามฝึกซ้อม SWATCAT Training Pitch จังหวัดนครราชสีมา
นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์
(ประเทศไทย) จำกัด

“มาสด้าเชื่อว่าความสุขในการใช้ชีวิตเริ่มต้นจากการได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Joy Drives Lives ที่มุ่งส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุขในการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าและผู้คนในสังคมไม่ใช่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และบริการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโต เพราะมาสด้าเชื่อว่า เมื่อผู้คนมีโอกาสได้ค้นพบศักยภาพของตนเองและมีความสุขกับการใช้ชีวิตพวกเขาจะสามารถส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงขับเคลื่อนที่ดีให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรม Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการสนับสนุนเยาวชนให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกฝนทักษะที่จำเป็น และกล้าที่จะก้าวตามความฝัน
เพราะมาสด้าเชื่อว่าทุกโอกาสในการเรียนรู้สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตที่สดใส ความร่วมมือกับ
สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซีจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนเจตนารมณ์ของมาสด้าในการสร้างความสุข สร้างแรงบันดาลใจและเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาสด้าได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมรสรฯอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ปี ซึ่งเราเชื่อว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนความฝันของเยาวชนและสร้างการเติบโตให้กับวงการฟุตบอลไทยต่อไป

ครั้งนี้ เยาวชนได้ฝึกทักษะฟุตบอลผ่านฐานการเรียนรู้ทั้ง 4 ฐาน ได้แก่
การเคลื่อนที่และการสัมผัสบอลเบื้องต้น (Ball Feeling & Basic Movement) การส่งบอลและการเลี้ยงบอล (Passing & Dribbling) การเลี้ยงบอลและการรับบอล (Dribbling & Receiving)
และการเลี้ยงบอลพร้อมการยิงประตู (Dribbling & Shooting)

โดยมีทีมผู้ฝึกสอนและนักฟุตบอลอาชีพของสโมสรฯ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์อย่างใกล้ชิด
ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันแบบแบ่งทีม

เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำทักษะที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
กิจกรรมครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี
กล่าวเปิดงาน Mazda Goal ก้าวแรกสู่อาชีพ ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายศุภรัศมิ์
ตัณฑเศรณีวัฒน์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนคร นครราชสีมา และ ผู้อำนวยการสโมสร นครราชสีมา
มาสด้า เอฟซี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรม และให้โอวาสแก่เยาวชน
โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีวินัย ความมุ่งมั่น และการไม่หยุดพัฒนาตนเอง
พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่เด็กและเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม
มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ
และการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของวงการฟุตบอลไทยอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดจนถึงส่งมอบประสบการณ์ความสุขไปยังผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป

EECO ชวนชิมช็อปไอคอนสยาม เรียนรู้ธุรกิจในงาน EEC Select Best ชิม ช็อป สินค้าและบริการคุณภาพจากอีอีซี รวมผู้ประกอบการ 25 ราย จังหวัดระยอง ชลบุรี กิจกรรม DIY และส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ร่วมงาน

EECO พาผู้ประกอบการ EEC Select Best Service ปักหมุดไอคอนสยาม 1 – 2 ส.ค. นี้ ชวนชิม ช๊อป พักผ่อน สัมผัสเสน่ห์สินค้าและบริการคุณภาพจากพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 1 ส.ค. 2569) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO พร้อมด้วยนายวัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Head of Retail Concept Store บริษัท ดิสคอฟเวอรี่

รีเทล จำกัด เข้าร่วมงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) โดย EECO ได้นำผู้ประกอบการคุณภาพที่ได้รับการการันตีจากโครงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ (EEC Select Best Service) ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมกว่า 25 ราย เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจ ได้เลือกใช้ชิม ช็อปสินค้า หรือเข้าใช้บริการ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ร่วมงาน EEC at ICON SIAM ครั้งนี้ จะประกอบด้วย ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ร้านอาหารคาเฟ่ชื่อดัง ที่พักและโรงแรมระดับ 4 – 5 ดาว สปาและ Wellness รวมทั้งจะมีกิจกรรม Workshop และ DIY ให้ร่วมสนุกและได้ความรู้ เช่น การสอนทำพิมเสนน้ำสมุนไพร ก้านไม้หอม พวงกุญแจจากขยะทะเล และกิจกรรม Coffee Stories ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้การเปิดร้านกาแฟ และการทำธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการอบรมให้ความรู้
เป็นต้น

รวมไปถึงความพิเศษภายในงานครั้งนี้ ห้ามพลาดกับ Experience Storie หากซื้อสินค้า หรือบริการภายในงานครบ 1,000 บาท จะได้รับสิทธิ์เลือก ร่วมกิจกรรม DIY ฟรี 1 กิจกรรม หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อสินค้าและบริการ มูลค่า 100 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

สำหรับงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานฟรี โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 1 – 2 สิงหาคม 2569 นี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) EECO จึงขอเชิญชวนให้ท่านที่สนใจร่วมงานครั้งนี้ เพื่อได้รับสินค้าและบริการดี มีคุณภาพ จากพื้นที่

อีอีซี และถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีอีซีอีกด้วย

บางจากฯ ลุยบริจาค!! สมทบ 3.6 ล้านบาท ช่วย 19 แห่ง ต่อเนื่องมอบผ่านคะแนนสะสม ยึดหลัก Greenovative ร่วมสร้างสังคม ครบ 20 ปีจับมือสมาชิกกรีนไมลส์

บางจากฯ และสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ร่วมบริจาคให้องค์กรสาธารณประโยชน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ที่ได้เดินทางเคียงข้างกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่

บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ รวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก และเป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหาร บางจากฯ ร่วมเป็นตัวแทนสมาชิกบางจากกรีนไมลส์มอบเงินจากการบริจาคคะแนนสะสมที่สมาชิกได้รับจากการเติมน้ำมันและซื้อสินค้าในเครือบางจากฯ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมารวมกับส่วนที่บางจากฯ ร่วมสมทบ เป็นเงินทั้งสิ้น 3,600,000 บาท มอบให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์รวม 19 แห่ง

โดยสมาชิกได้ร่วมบริจาคคะแนนสะสมอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปี เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้งเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย สัตว์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บางจากฯ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้สมาชิกสามารถร่วมส่งต่อการให้ผ่านการบริจาคคะแนนสะสมแก่องค์กรสาธารณประโยชน์ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์ “ตะกร้าบุญ” บนแอปบางจาก และเว็บไซต์ www.bcpgreenmiles.com ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกบริจาคเป็นรายครั้งได้ด้วย เป็นการจับมือรวมน้ำใจก้าวไปด้วยกันต่อเนื่องตลอด 20 ปี ระหว่างบางจากฯ กับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์เพื่อร่วมแบ่งปันส่งต่อความสุขและสร้างสังคมไทยที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่มุ่งเป็นมากกว่าผู้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูง แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วน

ปัจจุบันมีจำนวนองค์กรที่ได้รับบริจาครวมทั้งหมด 19 องค์กร ได้แก่ 1.มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 2.มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) 3.มูลนิธิรามาธิบดี 4.สภากาชาดไทย 5.มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 6.มูลนิธิบ้านบางแคในพระอุปถัมภ์ฯ 7.ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 8.มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย 9.มูลนิธิสืบนาคะเสถียร 10.มูลนิธิแพทย์ชนบท 11.มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ 12,มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) 13.มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก 14.มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี 15.มูลนิธิเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ 16.สถานสงเคราะห์เด็กและเยาวชนมูลนิธิพระครูบาน้อย เขมปัญโญ (องค์กรสาธารณประโยชน์) 17.มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี 18.มูลนิธิบ้านนกขมิ้น 19.มูลนิธิใบไม้ปันสุข

บางจากฯ เป็นบริษัทแรกในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่จัดทำระบบสมาชิก เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานคุณภาพสูงที่สะอาดและดีต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมอบคะแนนสะสมทุกครั้งที่สมาชิกเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าและบริการในกลุ่มบริษัทบางจาก แล้วนำคะแนนสะสมที่ได้รับมาใช้เป็นส่วนลดในครั้งถัดไปในการเติมน้ำมัน ซื้อสินค้าที่ร้านกาแฟอินทนิล หรือน้ำมันหล่อลื่น FURiO ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากหรือศูนย์บริการ FURiO Care และที่พิเศษไม่เหมือนใครคือ สิทธิพิเศษ “ขึ้นเท่าไหร่ คืนเท่านั้น” เมื่อสมาชิกเติมน้ำมันในวันแรกที่ปรับขึ้นราคา จะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มมูลค่าเท่ากับส่วนต่างราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น และในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์ นอกจากการสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ แล้วบริษัทฯ ยังได้จัดรายการสมนาคุณสุดพิเศษมอบให้กับสมาชิกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันตลอดระยะเวลา 20 ปี โดยมอบส่วนลด 120 บาท เมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท ขึ้นไปและใช้คะแนน 500 คะแนน (ปกติ 500 คะแนน แลกได้ 100 บาท)

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์และสิทธิ์พิเศษต่างๆ ได้ที่ www.bcpgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak Line Official [Line: @Bangchak] และ โทร. 1651 กด 4


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top