Tuesday, 1 September 2026
Econbiz

อมตะซิตี้ ลาว ลุย EV Truck Park ลงนาม MOU ร่วมกับพีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park ในลาว หนุนโลจิสติกส์สีเขียว ไทย–ลาว–จีน ตั้งเป้า 30% ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายใน 2030

อมตะซิตี้ ลาว จับมือ พีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park
หนุนโลจิสติกส์สีเขียว เชื่อมการค้าไทย–ลาว–จีน

อมตะซิตี้ ลาว และบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา EV Truck Park ภายในโครงการ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ” แขวงอุดมไช และ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาเตย” แขวงหลวงน้ำทา สปป. ลาว รองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาค สอดรับนโยบายรัฐบาล สปป. ลาว ในการขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ดร.มโนทอง วงศ์สาย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว (MOIC) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนโครงการรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และโครงการพัฒนาที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) ของอมตะอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นโครงการที่สอดรับกับนโยบายแห่งชาติในการเร่งขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษจากการขนส่ง ยกระดับระบบโลจิสติกส์สีเขียว และใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางรัฐบาล สปป. ลาว ยังได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า ศูนย์บริการและบำรุงรักษา รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและความร่วมมือทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าเข้ากับระบบรถไฟลาว–จีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และยกระดับบทบาทของ สปป. ลาว ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งทางบกของภูมิภาค บนพื้นฐานของการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ EV Truck Park เพื่อรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือของ สปป. ลาว ด้วยศักยภาพของอมตะในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมและพื้นที่ยุทธศาสตร์ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของพีทีที ลาว เพื่อวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน

"โครงการนี้มีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งข้ามพรมแดน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงโลจิสติกส์และการลงทุนของภูมิภาค" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายพีรเวท ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัท พีทีที ลาว พร้อมนำองค์ความรู้ด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมาร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งในด้านเทคนิค การลงทุน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งที่เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดของภูมิภาค
ภายใต้กรอบความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ประเมินศักยภาพทางเทคนิค วิเคราะห์รูปแบบการลงทุน และจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนโครงการ โดยอมตะซิตี้ ลาว เข้ามาสนับสนุนพื้นที่และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่พีทีที ลาว จะสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ระบบพลังงาน และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

โครงการ EV Truck Park มีแนวคิดพัฒนาเป็นศูนย์บริการครบวงจรสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค รองรับระบบชาร์จไฟกำลังสูง (Ultra-fast Charging) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ประกอบการและผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระยะไกล ยกระดับความปลอดภัย และสนับสนุนการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าและการลงทุนตามแนวระเบียงเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของอาเซียน

รัฐบาลลุยลดค่าไฟ เริ่ม ก.ย.69!! มท.2 แถลงลดค่าไฟครัวเรือน ปี 69–73 ขยายสิทธิค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ไม่ใช่แค่ลดบิลบ้าน แต่คือการดึงผู้เช่าหอ บ้านเช่า และคนตัวเล็กให้เข้าถึงความเป็นธรรมด้านพลังงาน

มท.2 แถลงลดค่าครองชีพประชาชนจากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 69 - 73 เดินหน้าคิดค่าไฟบ้านพักอาศัย - หอพัก - อพาร์ทเม้นท์ - บ้านเช่า - ทะเบียนบ้านชั่วคราว 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เริ่มรอบบิล ก.ย.69 นี้

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 2569 - 2573 มาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล โดยกล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้านโยบายลดภาระค่าพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งได้เห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศ ปี 2569 – 2573 และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการในประเด็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ประกอบด้วย การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยอัตราดังกล่าวจะใช้กับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเท่านั้น พร้อมทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพการอยู่อาศัยในปัจจุบัน

"โดยขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าในกิจการหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า รวมถึงบ้านที่ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราว (มิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว) ให้สามารถใช้อัตราค่าไฟฟ้าเดียวกับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคิดค่าไฟฟ้าจากผู้เช่าในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ที่ทำการลงทะเบียนกับการไฟฟ้า จะได้รับการสนับสนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาท/เดือน/ครัวเรือน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่หากยอดบิลเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะต้องรับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าทั้งหมดด้วยตนเองในเดือนนั้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงค่าไฟสาธารณะที่ได้คำนวณแล้วเฉลี่ยในบิลครัวเรือนละ 9 สตางค์/หน่วย ซึ่งจะได้หาแนวทางการใช้งบประมาณจากส่วนอื่นของรัฐในค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดย PEA และ MEA จะมีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ในวันนี้"

ทั้งนี้ ในส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้ทำการเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า ซึ่งผู้ประกอบการให้เช่ามีการติดตั้งมิเตอร์ต่างหาก (ไม่ใช่มิเตอร์ของการไฟฟ้า) และมีการคิดค่าไฟฟ้าเกินกว่าที่รัฐกำหนด สามารถแจ้งสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือศูนย์บริการประชาชน 1111 หรือสายด่วน สคบ. 1166 เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการลดค่าครองชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

นายพลพีร์ กล่าวในช่วงท้ายถึงการยกระดับการให้บริการของการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง มุ่งพัฒนาระบบบริการที่ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็วในรูปแบบ One Stop Service และหากมีปริมาณไฟฟ้าที่สามารถขายคืนการไฟฟ้าในแต่ละเดือนได้ ก็ให้เป็นส่วนลดค่าไฟในเดือนถัดไป นอกจากนี้ ได้ประสานสถาบันการเงินของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว และจะประสานกระทรวงการคลังเพื่อขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินภาคเอกชนเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1515706697258329&id=100064570394286&rdid=CUrAEDQgzkFlN79k#

ภาระกองทุนน้ำมันติดลบเกิน 6 หมื่นล้าน!! รัฐเดินหน้าคุมค่าครองชีพ ตรึงดีเซลต่ำกว่า 35 บาท ต้นทุนที่แท้จริงกำลังถูกย้ายไปกองทุนน้ำมัน ราคาน้ำมันโลกพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง รัฐชดเชยราคาดีเซลเพิ่ม 5 บาทต่อลิตร

ผ่าน 2 สัปดาห์ รัฐกัดฟันตรึงราคาขายปลีกดีเซลที่ 34.94 บาทต่อลิตร ทำภาระกองทุนน้ำมันติดลบทะลุเกิน 6 หมื่นล้านบาท หรือแบกเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4 พันล้านบาท นับจากวันที่ กบง. มีมติสั่งปรับลดราคา โดยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผันผวนเพิ่มสูงขึ้น เพราะสงครามในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกระลอก

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC )รายงานว่า หลังจากที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมีมติเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ปรับลดราคาขายปลีกดีเซลลงมารวดเดียว 2.56 บาทต่อลิตร เหลือ 34.94 บาทต่อลิตร และน้ำมันกลุ่มเบนซินปรับลดลง 2.51 บาทต่อลิตร  โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคา และมีการใช้อํานาจตามมาตรา 3 แห่งพระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และอํานาจตามข้อ 3 แห่งคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 15/2562 เรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง ปรับลดราคา หน้าโรงกลั่นดีเซล ลงมา 1.40 บาทต่อลิตรด้วยนั้น  ปรากฏว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ มีความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีความรุนแรงขึ้น  

อย่างไรก็ตาม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่นั่งเป็นประธานทั้งใน กบง. และในคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. ได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปช่วยชดเชยราคาขายปลีก ที่ทำให้ ราคาขายปลีกดีเซลยังอยู่ที่ระดับเดิม 34.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องกว่าสองสัปดาห์แล้ว  แต่ก็ทำให้ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหนักขึ้นเรื่อยๆ  จากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลปิดอยู่ที่ประมาณ 118 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินปิดที่ประมาณ 97 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และรัฐใช้กองทุนน้ำมันฯเข้าไปชดเชยดีเซล 2.90 บาทต่อลิตร ส่วน น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ลดการจัดเก็บ 2.07 บาทต่อลิตร เป็นจัดเก็บ 0.42 บาทต่อลิตร นั้น อัพเดทข้อมูลล่าสุด วันที่ 21 กรกฎาคม 2569  น้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์ ปิดที่ 149.92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2569 กว่า 31 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  4.97 ทำให้กองทุนน้ำมันต้องเข้าไปชดเชยราคาดีเซลถึงลิตรละ 7.97  บาทต่อลิตร  หรือ ชดเชยเพิ่มขึ้นหลังจากที่รัฐมีมติปรับลดราคา ถึง  5บาทต่อลิตร 

โดยฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ล่าสุด ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569  ติดลบ เพิ่มขึ้นเป็น -61,500 ล้านบาท ซึ่งติดลบเพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 5  กรกฎาคม 2569 ที่อยู่ที่ -57,362 ล้านบาท ก่อนที่รัฐจะสั่งปรับลดราคาดีเซลถึงกว่า 4,138 ล้านบาท

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5-%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97/

‘วราวุธ’ ดันไทยฐานผลิต xEV รับทุนจีน!! อุตสาหกรรมไทยขยับสู่รถไฟฟ้าเต็มตัว อัปสกิลช่าง EV–AI ปูทางศูนย์กลางยานยนต์อนาคต นักลงทุนจีนมองไทยฐานผลิตอนาคต ย้ำคุณภาพกำลังคนคือตัวตัดสินความสำเร็จระยะยาว

“วราวุธ” จ่อ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ xEV รับคลื่นลงทุนจีน ชูไทยฐานผลิต ดึงเทคโนโลยีขั้นสูง อัปสกิลช่าง EV–AI

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation Vehicles : xEV) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ โดยเดินหน้ามาตรการสนับสนุนอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริมการลงทุน การขยายตลาดภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้พัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์แห่งอนาคตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 ผ่านหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการพัฒนานักนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 200 คน ผ่าน 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ หลักสูตรช่างติดตั้งและบำรุงรักษาสถานีอัดประจุไฟฟ้า และหลักสูตรช่างเทคนิคซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี EV มาตรฐานความปลอดภัย การติดตั้งอุปกรณ์ และการซ่อมบำรุงตามมาตรฐานสากล ผ่านศูนย์อุตสาหกรรมภาคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการอบรมเข้าสู่การประเมินคุณวุฒิวิชาชีพในสาขายานยนต์ไฟฟ้าได้ต่อไป

นายวราวุธ กล่าวว่า การเดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุด สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การอัปสกิลและรีสกิลแรงงานไทย” เป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากผู้ผลิตยานยนต์และเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจำนวนมากมีความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งนอกจากการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้เข้มแข็งแล้ว ไทยยังต้องเตรียมความพร้อมด้านการรีไซเคิล (Recycle) และอัปไซเคิล (Upcycle) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในอนาคต ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการให้มีความคืบหน้าและนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ต่อไป

“วันนี้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่รวมเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบควบคุมอัจฉริยะ แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน ช่างเทคนิคยุคใหม่จึงต้องมีความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และ AI การซ่อมบำรุงรถยนต์ในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” นายวราวุธกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า กระทรวงเตรียมผลักดันความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อร่วมกันยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยต่อยอดจากบทบาทของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่ได้เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อีกบทเรียนสำคัญจากจีนคือ การเร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการศึกษาไปจนถึงภาคธุรกิจ ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าใจและสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวางแผนการตลาด การบริหารต้นทุน การจัดทำบัญชี และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

“นักลงทุนรายใหญ่จำนวนมากมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และบรรยากาศการลงทุนที่เอื้อต่อธุรกิจ แต่สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จในระยะยาวคือคุณภาพของกำลังคน หากเราสามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะด้าน EV ดิจิทัล และ AI ได้เพียงพอ ไทยจะไม่ใช่แค่ฐานการผลิตรถยนต์ แต่จะก้าวสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายวราวุธ กล่าว

'จิตรเทพ' ชี้ Financial Professional ต้องเข้าใจธุรกิจจริง มองเห็นโอกาสสร้างมูลค่า มอง M&A เป็นเครื่องมือเติบโต เชื่อมการเงิน-กลยุทธ์ลงทุน

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” นักธุรกิจและ Deal Maker ถ่ายทอดมุมมองการเงิน การลงทุน และการซื้อขายกิจการ (M&A) ให้น้อง ๆ ในโครงการ New Breed Financial Professional ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้ Financial Professional ยุคใหม่ต้องเข้าใจ “ธุรกิจจริง” และมองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่า

ในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ New Breed Financial Professional ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจและ Deal Maker ผู้มีประสบการณ์ด้านการเงิน การลงทุน การสร้างการเติบโตของธุรกิจ และการทำธุรกรรม M&A ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จากโลกธุรกิจจริง ทั้งในด้านการบริหารเงินทุน การลงทุน ตลอดจนการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร

นายจิตรเทพชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถบริหาร เงินทุน กระแสเงินสด โครงสร้างทางการเงิน และการลงทุน ให้สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจ เพื่อให้เงินทุนที่มีอยู่สามารถสร้างผลตอบแทนและนำไปต่อยอดการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงจุดที่ต้องการขยายตัวอย่างรวดเร็ว M&A หรือการควบรวมและซื้อกิจการ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจ ทำให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ฐานลูกค้า เทคโนโลยี บุคลากร หรือขีดความสามารถใหม่ ๆ ที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างขึ้นด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ Deal Maker หัวใจของการทำ M&A ไม่ได้อยู่เพียงการ “ซื้อกิจการให้สำเร็จ” แต่คือการมองให้ออกว่า ดีลนั้นจะสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน การสร้าง Synergy การขยายตลาด การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างมูลค่าในระยะยาว

จากประสบการณ์การทำธุรกิจ นายจิตรเทพมองว่า Financial Professional ในยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจมากกว่าตัวเลขทางการเงิน แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง Finance, Investment และ Business Strategy เข้าด้วยกัน รวมถึงต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจจริง เพื่อประเมินโอกาส ความเสี่ยง และศักยภาพในการสร้างมูลค่าก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรม

เพราะในโลกของธุรกิจและการลงทุน การมองเห็นโอกาสเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ความสามารถในการประเมินคุณค่า วางโครงสร้างทางการเงิน และเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็น “ดีลที่สร้างการเติบโต” คือหนึ่งในทักษะสำคัญของคนทำงานด้านการเงิน การลงทุน และตลาดทุนในอนาคต

“บีโอไอ” ลุยลงทุน!! มูลค่าครึ่งปีแรก1.47ล้านล. ขยายตัว37% จากโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน82,000ตำแหน่ง ดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน

บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ความผันผวนของราคาพลังงานและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน1,299โครงการมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง2อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุดได้แก่อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354ล้านบาทสะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต
ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวแต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทยทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพการพัฒนาบุคลากรให้มี
ทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

ข่าวดีค่าไฟบ้านยังไม่ขยับ!! กกพ. คงค่าไฟ ก.ย.–ธ.ค. 69 ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้ กฟผ.แบกหนี้ค้างจ่าย 3.1 หมื่นล้าน คงค่าไฟปลายปี 69 เท่ารอบก่อน ลดแรงกดดันค่าครองชีพประชาชน

กกพ. คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาทเอาไว้ก่อน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ได้พิจารณาอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ภายหลังจากเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าใน 4 กรณี ไประหว่างวันที่ 13-20 ก.ค. 2569
โดยที่ประชุม กกพ. มีมติเห็นชอบให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จะประกาศให้ประชาชนได้รับทราบอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย ดังกล่าวต่อไป

สำหรับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วยดังกล่าว เป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุดใน 4 กรณีที่ กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นประชาชน และเป็นอัตราเดิมที่เท่ากับค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2569 โดยทั้ง 4 กรณีประกอบด้วย

1.ค่าไฟฟ้ารวม 4.73 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 94.82 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าค้างจ่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในครั้งเดียวหมด 31,268 ล้านบาท

2. ค่าไฟฟ้ารวม 4.25 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อเสนอของ กฟผ.

3. ค่าไฟฟ้ารวม 4.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงค่า Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบันตามนโยบายกระทรวงพลังงาน

4. ค่าไฟฟ้ารวม 3.95 บาทต่อหน่วย (ค่าไฟฟ้าเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งอัตราดังกล่าวมาจากการปรับปรุงค่า Pool Gas และ กกพ. นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้ลดค่าไฟฟ้า

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ก่อนที่สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าใน 4 กรณีดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้เชิญ กกพ. มาหารือเรื่องค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 โดยได้ขอให้ กกพ. ประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไปดำเนินการปรับประมาณการค่า Pool Gas ใหม่เพื่อให้ได้ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม โดย ปตท. ได้ปรับลดราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ลง จาก 18.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู เหลือ 17.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู ขณะที่ กฟผ. ได้ปรับลดต้นทุนด้านเงินค้างสะสม (AF) จาก 94.82 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 89.82 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเปิดรับฟังความเห็นประชาชนดังกล่าว

เสื้อผ้ามือสองโตเร็ว!! ตลาดมือสองโตเร็วถึง 4 เท่าจากปี 25 ผู้บริโภคหันสู่แฟชั่นยั่งยืน โซเชียล-ดิจิทัลหนุนตลาดเติบโต ตรวจสอบร้านค้าเพิ่มความปลอดภัย

เมื่อเสื้อผ้ามือสองเป็นวัตถุภายนอกที่สะท้อนถึงภายใน
เคทีซีชวนเปิดตู้เสื้อผ้า พร้อมเปิดใจวิเคราะห์ตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ในวันที่โลกแฟชั่นยังคงถูกขับเคลื่อนด้วย Fast Fashion คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มหันกลับไปหาตลาดเสื้อผ้ามือสอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปตามแหล่งจำหน่ายยอดนิยมอย่าง “ตึกแดง” ตลาดจตุจักร ชินจูกุ เอาต์เล็ต ตลาดปัฐวิกรณ์ และ 2nd STREET สาขาต่าง ๆ หรือการเลือก “ซีเอฟ” สินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดียที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สถิติการบริโภคสินค้าเสื้อมือสองโดยบริษัทวิจัย GlobalData เผยว่า ตลาดมือสองของสหรัฐฯ ขยายตัวด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้นถึงสี่เท่าเทียบกับปี ค.ศ. 2025

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและค่านิยมด้านแฟชั่นของกลุ่มผู้บริโภคมีผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาของตลาด แม้ว่าราคาอาจเป็นหนึ่งในเหตุผล แต่ปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีแนวโน้มมาจากการที่คนเริ่มให้ความสำคัญกับ Sustainable Consumption มากขึ้น และตระหนักถึงมลภาวะโลกอันเป็นผลพวงจากกระบวนการผลิตของ Fast Fashion โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้า​ Gen Z และ Millennials ที่เป็นแนวหน้าของเทรนด์ เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ต้องการให้ความงามที่เคยสวมใส่อยู่บนตัวกลับกลายเป็นเพียงขยะในกองเผาในวันที่ค่านิยมของความงามด้านแฟชั่นผันเปลี่ยน พวกเขาต้องการต่ออายุขัยเสื้อผ้าเหล่านั้น จึงเริ่มมองหาความวินเทจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลา (Timelessness) แต่เป็นสิ่งที่สามารถนำกลับมาสวมใส่เมื่อไรก็ยังคงความสวยงามในแบบของมัน โดยไม่สนว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นจะหลุดมาจากยุคไหน

อีกหนึ่งความสำคัญที่ขับเคลื่อนกระแสเสื้อผ้ามือสองทว่าผู้บริโภคอาจไม่ได้ตระหนักถึงเท่าปัจจัยแรกนัก คือการสร้าง ‘ตัวตน’ (Identity Construction) ในวินาทีที่ตัดสินใจชำระเงินซื้อสินค้า งานวิจัยหลายงานเกี่ยวกับจิตวิทยาของการซื้อเสื้อผ้ามือสองต่างเห็นตรงกันว่า การบริโภคสินค้าประเภทนี้เป็นตัวสะท้อนความต้องการที่จะต่อต้านกระแสหลักอย่าง Mass Consumption (เช่น Fast Fashion) เพื่อเปลี่ยนเป็นการแสดงความเป็นเอกลักษณ์และจุดยืนที่ไม่เหมือนใคร เพราะเสื้อผ้าวินเทจที่หวนกลับมาจากยุคก่อนไม่ได้ถูกผลิตขึ้นเพื่อให้คนนับล้านสวมใส่พร้อมกัน แต่มีความแตกต่างเฉพาะตัวของมันที่ทำให้การแต่งตัวและการ Mix and Match ของผู้บริโภคเป็นอีกหนึ่งวิธีในการโชว์ความสร้างสรรค์ในแบบของตน อนึ่ง เสื้อผ้ามือสองก็ยังโอบอุ้มความหมายใหม่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดที่ว่าเสื้อผ้าวินเทจคือความสดใหม่ของโลกปัจจุบัน หรือการมี “เทสดี” จากการมองเห็นคุณค่าของเสื้อผ้าตกยุค ล้วนต่างก็ตีแผ่การสร้างความหมายใหม่ให้กับของเก่าของสังคม ทำให้เห็นว่าค่านิยมเป็นสิ่งที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่

ธุรกิจมือสองในประเทศไทยก็มีการเติบโตไม่ต่างจากต่างประเทศ การพัฒนาหน้าร้านเข้ามาเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มดิจิตอลคือหนึ่งในหลักฐานทางเศรษฐกิจ วันนี้ผู้บริโภคสามารถตามหาสินค้าเสื้อผ้าวินเทจตามความต้องการได้หลากหลายช่องทาง ทั้ง Instagram และ TikTok ที่มักจะมีการไลฟ์ขายของเป็นประจำ หรือ X ที่มีแฮชแท็กอย่าง “#ส่งต่อเสื้อผ้า #เสื้อผ้ามือสอง” ในการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่สนใจ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีเว็บไซต์สำหรับซื้อและขายเสื้อผ้ามือสองในไทยไม่ว่าจะเป็น Sasom (สะสม) ที่เป็นแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้ามือสองและของสะสมที่อยากส่งต่อของที่อาจจะมีคุณค่าทางจิตใจของใครบางคน หรือ แอปพลิเคชัน Loopers (ลูปเปอร์) ที่มีตัวเลือกเสื้อผ้ารองเท้าสวมใส่ได้ทั่วไปไม่จำกัด ก็ล้วนแต่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) บนแนวคิดของการเปิด Closet ที่เชิญชวนทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีชื่อเสียง และองค์กรต่าง ๆ มาร่วมเปิดตู้เสื้อผ้าของตนเพื่อหมุนเอาความเก่ามาทำให้ใหม่อีกครั้ง เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าในราคาที่จับต้องได้ เช่น “KTC Closet” บน Loopers ที่สร้างพื้นที่ให้พนักงานได้ส่งต่อเสื้อผ้าที่ยังคุณภาพดีเพื่อลดปริมาณขยะสิ่งทอ


การเติบโตของตลาดเสื้อผ้ามือสองสะท้อนให้เห็นว่า “การใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า” กำลังกลายเป็นพฤติกรรมสำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้าที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดขยะสิ่ง
ทอ หรือเลือกช่องทางชำระเงินที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้ เพราะการบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการซื้อน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่คือการซื้ออย่างมีสติ รู้ที่มา รู้คุณค่า รู้ความเสี่ยง และรู้วิธีปกป้องตัวเองในทุกขั้นตอน เมื่อการซื้อขายเสื้อผ้ามือสองย้ายจากหน้าร้านเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ความสะดวกจึงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน เพราะสินค้ามือสองจำนวนมากเป็นสินค้าที่มีเพียงชิ้นเดียว มีเรื่องราวเฉพาะตัว และบางครั้งมีราคาสูงกว่าที่คาด การตัดสินใจซื้อจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ความชอบหรือความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และหลักฐานการทำรายการ เพื่อป้องกันช่องว่างที่มิจฉาชีพอาจใช้แฝงตัวเข้ามาในตลาดที่กำลังเติบโตนี้ ก่อนกดโอนหรือกดชำระเงิน ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านตามเช็กลิสต์ดังนี้

เช็กความน่าเชื่อถือของร้านค้าออนไลน์
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการอ่านรีวิวที่ผ่านมาของร้าน โดยสังเกตจำนวนรีวิวที่ร้านได้รับจากการวางขายสินค้าก่อนหน้า เพื่อเช็กว่าลูกค้ามีความเห็นต่อร้านนั้น ๆ ไปในทางที่ดีหรือไม่ ยิ่งมีจำนวนรีวิวที่ดีมากเท่าไร ก็ยิ่งหมายความว่าร้านมีความน่าเชื่อถือมากเท่านั้น

ขอดูภาพสินค้าเพิ่มเติม
หากเป็นการขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง ทางร้านจะไม่สามารถถ่ายภาพเพิ่มเติมให้กับลูกค้าได้ การขอดูรูปสินค้าเพิ่มเติมไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถืออีกระดับของร้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้มั่นใจว่าสินค้าที่กำลังมองหานั้นไม่มีตำหนิ หรือมีตำหนิในระดับที่รับได้ เพื่อให้ได้รับสินค้าที่ตรงกับความต้องมากที่สุด

ตรวจสอบร่องรอยการใช้ Generative AI และสินค้าปลอม
มิจฉาชีพในยุคปัจจุบันมักเข้าหาเหยื่อโดยการสร้างแอคเคาท์โซเชียลมีเดียใหม่เพื่อเลียนแบบร้านค้าออนไลน์เดิมที่ผู้บริโภคเคยใช้บริการ ซึ่งมีแนวโน้มที่ภาพสินค้าที่ใช้โฆษณาจะถูกขโมยมาจากร้านจริง้เพื่อใช้หลอกล่อ หรือกระทั่งใช้ Generative AI เพื่อให้ได้ภาพโฆษณาที่เกินจริง โดยในกรณีแรกสามารถตรวจสอบได้โดยการเช็กวันที่บัญชีร้านนั้นถูกเปิด จำนวนโพสต์สินค้าของบัญชีนั้น เนื่องจากมิจฉาชีพส่วนใหญ่จะใช้บัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ไม่นานเพื่อรีบมองหาเหยื่อ และการใช้เครื่องมือดิจิตอลอย่าง Google Lens ในการหาภาพ หากพบเจอภาพที่เหมือนกันจากหลายแห่ง อาจมีความเป็นไปได้ที่บัญชีใดบัญชีหนึ่งจะเป็นบัญชีของมิจฉาชีพ ในกรณีที่สองสามารถตรวจสอบได้โดยการมองหาจุดบกพร่องและจุดแปลกตาที่ไม่เหมือนจริงของภาพสินค้า

ดูรีวิวการจัดส่งสินค้าของร้าน
มีอยู่มากมายที่ร้านค้าในโลกออนไลน์ไม่ได้เป็นมิจฉาชีพตั้งแต่เปิดร้าน แต่จะเริ่มมีประวัติการจัดส่งสินค้าในแง่ลบโดยเฉพาะกับออเดอร์หลัง ๆ ที่หลอกล่อให้ลูกค้าชำระเงินตามกระบวนการที่น่าเชื่อถือแต่ไม่ส่งสินค้าและไม่ตอบแชทลูกค้าเมื่อถูกถามถึงความคืบหน้า การดูรีวิวว่าร้านค้านั้น ๆ มีประวัติการจัดส่งที่ดีหรือไม่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธี

เช็กเลขบัญชีปลอม
หลังจากที่ผลกระทบจากภัยทางการเงินเริ่มขยายวงกว้าง ประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำเว็บไซต์สำหรับเช็กข้อมูลมิจฉาชีพ ซึ่งผู้บริโภคสามารถลดความเสี่ยงบางส่วนด้วยการนำเลขบัญชีหรือเบอร์โทรเข้าเช็กที่เว็บไซต์อย่าง https://checkgon.go.th/ ในกรณีที่พบความน่าสงสัย และสามารถแจ้งเบาะแสภัยออนไลน์กับเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากการตรวจสอบร้านค้าและสินค้าแล้ว ช่องทางการชำระเงินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การเลือกใช้วิธีชำระเงินที่มีหลักฐานชัดเจนและสามารถตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ เช่น บัตรเครดิต หรือช่องทางชำระเงินที่มีระบบยืนยันตัวตน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ โดยเฉพาะในกรณีที่พบรายการผิดปกติหรือไม่ได้ทำรายการด้วยตนเอง ผู้ถือบัตรยังสามารถติดต่อผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบและดำเนินการตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องได้ ท้ายที่สุด เสื้อผ้ามือสองอาจเป็นเพียงวัตถุภายนอกที่เราหยิบมาสวมใส่ แต่เบื้องหลังการเลือกซื้อแต่ละครั้งกลับสะท้อนวิธีคิดของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องตัวตน รสนิยม ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความระมัดระวังต่อการใช้จ่ายในโลกดิจิทัล เพราะการเปิดตู้เสื้อผ้าในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่การค้นหาชุดใหม่ แต่คือการเปิดบทสนทนาใหม่ว่า เราอยากเป็นผู้บริโภคแบบไหนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

“บ้านปู” ผนึกพันธมิตร!! พัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต จับมือสถาบันบริหารธุรกิจชั้นนำ ฝึกงานนานาชาติเพื่อทักษะใหม่ ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานยั่งยืน

บ้านปูผนึกพันธมิตรสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจระดับโลก พัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต

24 กรกฎาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย จับมือสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจชั้นนำระดับโลกผ่านโครงการฝึกงานนานาชาติ ได้แก่ โครงการ Sasin-MIT ASEAN Action Learning Lab, โครงการ Sasin-Zhejiang Thailand-China Lab และโครงการ Ivey Global Lab (IGL) ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานและลงมือแก้โจทย์ธุรกิจผ่านโครงการที่ดำเนินงานจริงของบ้านปู ส่งเสริมการพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงให้พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรชั้นนำที่ช่วยเสริมกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทให้แข็งแกร่ง

การสนับสนุนนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโทจากนานาชาติที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้ ช่วยเพิ่มมุมมองระดับสากลที่ทันสมัยมาเสริมการดำเนินงานของบ้านปู ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก ปลูกฝังแนวคิดด้านนวัตกรรม มุมมองทางธุรกิจและการค้าให้แก่นิสิตนักศึกษา ซึ่งจะได้ฝึกการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านโจทย์เชิงกลยุทธ์ที่สอดรับทิศทางธุรกิจของบ้านปู โดยนิสิตหลักสูตร MBAในโครงการ Sasin-MIT ASEAN Action Learning Lab ระหว่างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (สถาบันการศึกษาทางบริหารธุรกิจแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล) และ MIT Sloan School of Management สหรัฐอเมริกา ได้รับโจทย์จากบ้านปู ให้จัดหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การขยายขนาดธุรกิจ และการลดคาร์บอนในธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าในห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน ขณะที่นิสิตในโครงการ Sasin-Zhejiang Thailand-China Lab ระหว่างศศินทร์ ฯและ Zhejiang University School of Management ประเทศจีน ได้รับโจทย์วิเคราะห์และพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ในตลาดไทยและจีน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ส่วนนักศึกษาในโครงการ Ivey Global Lab จาก Ivey Business School ประเทศแคนาดา ได้รับโจทย์ให้ออกแบบการตลาดของบริการที่ปรึกษาด้าน Net Zero สำหรับลูกค้าธุรกิจ (B2B) และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรในยุค AI

นาย Sundaram Iyer – Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูมุ่งพัฒนาศักยภาพคน (Human Empowerment) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนโลกธุรกิจในอนาคต เราส่งเสริมทักษะและความสามารถของบุคลากรด้วย AI ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรเป็นทวีคูณเมื่อนำมาผสานกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันความร่วมมือกับสถาบันเหล่านี้ก็เป็นพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาได้ฝึกฝนความเป็นผู้นำในระดับสากล อีกทั้งช่วยให้บ้านปูได้มุมมองจากคนรุ่นใหม่ที่พร้อมลงมือทำ และตอกย้ำว่าบ้านปูเป็นองค์กรที่คนเก่งซึ่งสนใจธุรกิจพลังงานอยากเข้าร่วมงานด้วย เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อร่วมปั้นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่”

ในอนาคต บ้านปูจะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรทางวิชาการระดับสากลและเครือข่ายอุตสาหกรรมพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ผ่านนวัตกรรมทางธุรกิจและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยให้บ้านปูรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมระดับโลก รวมทั้งยังสามารถส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

‘วราวุธ’ ชู 4 มิติหลัก! โชว์ผลงาน ONE MIND ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่เศรษฐกิจยั่งยืน วางรากฐานอุตสาหกรรมไทย เพิ่มขีดแข่งขัน สร้างการเติบโตยั่งยืน

90 วัน เห็นผล! ‘รมต.วราวุธ’ ผนึกพลัง ‘ONE MIND’ ขับเคลื่อน 4 มิติหลัก
วางรากฐานใหม่ ดันอุตสาหกรรม-SMEs กว่า 12,000 ราย สู่อนาคต สร้างการเติบโตยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดผลงาน 90 วัน ผนึกกำลังทุกหน่วยงานภายใต้กำกับเป็น “ONE MIND” ขับเคลื่อนนโยบาย 4 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เกิดผลสำเร็จชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและ SMEsกว่า 12,000 ราย พร้อมก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569) ได้มอบนโยบายชัดเจนแก่ผู้บริหาร และข้าราชการ ทุกระดับของกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภายใต้กำกับ ให้รวมกันเป็น “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เชื่อมโยงการทำงานทุกด้านอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการขับเคลื่อนใน 4 มิติหลักสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการลงทุน เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และ SMEs ไทย มุ่งเน้นยกระดับบริการภาครัฐให้ตอบโจทย์อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ อีกทั้ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้ในเวทีโลก และวางรากฐานสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ที่สำคัญเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืน สอดคล้องตามแนวทาง ESG

จากนโยบายที่ชัดเจน และการประสานพลังเป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้การดำเนินงานใน 90 วันที่ผ่านมา เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง 4 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และสมุนไพร ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และ SMEsไทย กว่า 12,000 ราย ผ่านกระบวนการ Upskill & Reskill ในรูปแบบต่างๆ มุ่งเน้นการตลาดยุคใหม่ บัญชีบริหารการเงิน และการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม - AI อีกทั้ง มีกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษา รวมถึง จับมือแพลตฟอร์ม TikTok นำ Influencer-KOL ช่วยรีวิวและขายสินค้าให้ SMEs ในรูปแบบ Live Commerce

ในการวางรากฐานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมสู่อนาคต ได้จัดทำ 211 มาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกำหนดหลักเกณฑ์รองรับการผลิตรถยนต์ HEV/MHEV เกิดการผลิตกว่า 97,441 คัน และผลักดันใช้ชิ้นส่วนในประเทศ กระตุ้นการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพ Bio Hub มูลค่า 71,812 ล้านบาท พื้นที่ EEC นครสวรรค์ อุบลราชธานี และลพบุรี พร้อมจัดทำแผนอุตสาหกรรมชีวภาพ 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล โอเลโอเคมี พลาสติกชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยาน (SAF) อีกทั้ง ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 1,146 โครงการ มูลค่า 7,861 ล้านบาท
สนับสนุนเงินทุน SMEs โดยมอบหมายธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้กำกับ จัด “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนสู่ธุรกิจสีเขียว” เกิดผลสำเร็จ สามารถพาเข้าถึงเงินทุนกว่า 21,128 ล้านบาท เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 95,076 ล้านบาท รักษาการจ้างงาน 57,814 ตำแหน่ง ควบคู่กับ “ช่วยเหลือดูแล SMEs กลุ่มเปราะบาง” สามารถประคับประคองและพลิกฟื้นกิจการกว่า 6,033 ราย วงเงินกว่า 12,330 ล้านบาท

ในด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ได้ยกระดับบริการ สามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุญาตโรงงานได้รวดเร็ว เหลือเพียงไม่เกิน 30 วัน รวมถึงลดขั้นตอนการอนุญาตการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม (Thailand Fast Pass) ลงกว่าร้อยละ 20

มิติที่ 2 การดูแลสังคม มุ่งมั่นรับฟังและแก้ไขปัญหาร้องเรียนของประชาชนและผู้ประกอบการผ่านสายด่วน 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน โดยจัดทำเครื่องมือ AI Screening ตรวจสอบ คัดกรอง และประสานปิดกั้นการจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม E-commerce และโซเชียลมีเดียกว่า 8,757 URL ครอบคลุมสินค้ากว่า 3 แสน SKU พร้อมจับมือ Modern Trade 26 รายใหญ่ และ 1 แพลตฟอร์มดิจิทัล สกัดสินค้าด้อยคุณภาพจากทั่วโลกทะลักเข้าตลาดในประเทศ ช่วยป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย Solar Cell ครอบคลุมแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ต่อพ่วง

มิติที่ 3 รักษาสิ่งแวดล้อม ผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับส่งเสริมโรงงานเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green industry) จำนวน 58,558 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 90 ของโรงงานทั้งหมด ลดอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 13.9 ล้านตัน CO2e ต่อปี มีเกษตรกรได้รับความช่วยเหลือกว่า 140,000 ราย ผลักดันแนวคิด “น้ำตาลสีเขียว” (Green Sugar) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโช่อุปทานด้วยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำร่อง Low Carbon City ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จาก 24 บริษัท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.33 ล้านตัน CO2e

มิติที่ 4 สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนอนุญาต นำระบบดิจิทัลและ AI มาให้บริการในภาครัฐ รองรับการยื่นขออนุญาตผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจร พร้อมเร่งพัฒนาพื้นที่รองรับการลงทุน โดยแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตนิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนเพิ่ม 62,119 ล้านบาท เตรียมพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่ม 8,000 ไร่ และนำร่อง 4 นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนของ SMEs และเชื่อมโยงสู่ Global Supply Chain

นายวราวุธ กล่าวว่า ผลสำเร็จในช่วง 90 วันที่ผ่านมา เป็นผลจากการบูรณาการการทำงานเป็น“ONE MIND” มุ่งขับเคลื่อนภารกิจโดยมีเป้าหมายเดียวกัน ที่ต้องการยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรม และ SMEsไทย สร้างบรรยากาศการลงทุนเอื้อต่อการเติบโต ควบคู่กำกับดูแลมาตรฐานสินค้าคุ้มครองประชาชน และผลักดันอุตสาหกรรมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่เคียงคู่ชุมชนและท้องถิ่น สอดคล้องตามแนวทาง ESG ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยเติบโตยั่งยืนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top