Saturday, 18 July 2026
Econbiz

‘ศุภจี’ ขับเคลื่อนปรับทัพราชการ!! รัฐบาลปักหมุด Experience Economy ปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” ดันไทยสู่เศรษฐกิจฐานประสบการณ์ ชี้วัฒนธรรมกับท่องเที่ยวต้องเดินเสริมกันในโลกเศรษฐกิจใหม่

‘ศุภจี’ นั่งหัวโต๊ะขับเคลื่อนปรับโครงสร้าง “ท่องเที่ยว–วัฒนธรรม” เดินหน้าปฏิรูประบบราชการ รับยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจ ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานประสบการณ์

ทำเนียบรัฐบาล, 14 กรกฎาคม 2569 – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการปรับโครงสร้างการบริหารราชการด้านการท่องเที่ยว ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ เพื่อรองรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารจากทั้งสองกระทรวง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมให้ข้อสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อช่วยให้มีมุมการกำหนดทิศทางสำหรับการปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นางศุภจี กล่าวว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กรเพื่อราชการ แต่เป็นการยกระดับระบบบริหารจัดการเสริมพลังและอิทธิพลของว้ฒนธรรมไทยด้วยงานด้านการท่องเที่ยวและบริการของประเทศให้มีความโดดเด่นยิ่งกว่าเดิมบริหารได้คล่องตัว แต่ยังสามารถก้าวทันต่อบริบทโลก สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าต่องช่วยกันระวังไม่ให้ประเด็นเรื่องการแยกหรือรวมหน่วยงานขอฃรัฐมาบดบังเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ที่ประชุมยังรับทราบมติครม.และความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งขณะนี้จะอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอกลับเข้าครม.เพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนสิงหาคม 2569 โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2569

ภายใต้โครงสร้างใหม่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะปรับเป็น กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และอีกกระทรวงจะชื่อว่า กระทรวงกีฬา ตามภารกิจที่กำหนดไว้ โดยทั้งสองกระทรวงจะเร่งจัดทำกฎกระทรวงรองรับภารกิจใหม่ พร้อมจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อกำหนดแนวทางบริหารภารกิจที่เชื่อมโยงกัน ลดความซ้ำซ้อน และเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินงานตามโครงสร้างใหม่ได้ภายในสิ้นปี 2569

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กล่าวว่า การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในรอบกว่า 24 ปี ที่จะช่วยบูรณาการนโยบายด้านวัฒนธรรมและงานท่องเที่ยวให้เดินหน้าไปแบบเสริมกันและกัน พร้อมเสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์และรูปแบบการบริหารที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งจะเป็นตัวอย่างของการปรับปรุงระบบราชการที่หน่วยอื่น หรืองานอื่นๆก็รอโอกาสได้ปฏิรูปบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ระบบราชการไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความต้องการของประชาชนได้แม่นยำขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา “เศรษฐกิจฐานประสบการณ์” (Experience Economy) ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ โดยจะไม่ให้การปรับโครงสร้างส่งผลกระทบต่อภารกิจหลักของหน่วยงาน ทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมสำคัญ และการขับเคลื่อนนโยบาย Value Tourism

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ทำหน้าที่ที่ปรึกษาในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้าง และมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. จัดทำแผนปฏิบัติการและกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายตามที่รัฐบาลกำหนดไว้

กพช. เคาะแยกค่าไฟฟ้า!! ลดภาระค่าไฟสาธารณะในบิล ปรับค่าไฟบ้านเหลือ 3 บาทต่อหน่วย เปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดเสรีเต็มรูปแบบ ตั้งเฉพาะ Data Center จ่ายตามต้นทุนจริง

กพช. เคาะ แยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน
พร้อม 6 มาตรการลดภาระค่าไฟบ้านอยู่อาศัย เปิดตลาดไฟสะอาดเสรี

วันนี้ 15 กรกฎาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป นายเอกนัฏฯ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม

2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านยู่อาศัย
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย โดยหน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม โดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้
นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน

3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี

4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center
ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เฉพาะกิจการ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร

6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามที่ข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้
1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย 3. โดยมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป

7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย
ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง
นายเอกนัฏฯ เน้นย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการก็ได้ปรับจากหลักการ
“ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน” มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง

ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย

EECO ผนึก SCB ร่วมลงทุน!! เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงเงินทุน ยกระดับบริการครบวงจรในอีอีซี หนุนธุรกิจพร้อมรับการเติบโต เสริมศักยภาพแข่งขันประเทศ

EECO ผนึกกำลัง ธ.ไทยพาณิชย์ เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ยกระดับบริการทางการเงินครบวงจร จูงใจภาคธุรกิจลงทุนพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 15 ก.ค. 2569) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการส่งเสริมด้านเงินทุน บริการทางการเงินแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ณ ห้องประชุม Conference 1 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เป็นการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่าง ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO และ นายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ EECO และ นายมนูญ ทองคำ Head of Regional Business Banking EEC 1 ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน
ความร่วมมือฯ ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษในพื้นที่อีอีซี เข้าถึงแหล่งเงินทุน การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง และบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การให้คำปรึกษา และกิจกรรมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคการเงินในการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการจัดหาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านนายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนในพื้นที่อีอีซี ด้วยบริการทางการเงินครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อ การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง ธุรกรรมทางการเงิน และบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมกับ สกพอ. จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ตลอดจนจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อีอีซี อย่างมีประสิทธิภาพ

“บีโอไอ” หารือ UNIDO Bahrain!! หารือความร่วมมือส่งเสริมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนา SMEs สนับสนุนผู้ประกอบการไทยร่วมมือ ผลักดันผ่านเครือข่าย UNIDO

บีโอไอหารือ UNIDO ITPO Bahrain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 5 จากซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO ITPO Bahrain

นำโดย Mr. Hashim Hussein (Head of UNIDO ITPO Bahrain) (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการไทยผ่านเครือข่ายของ UNIDO ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ถ.วิภาวดีรังสิต

ผลตรวจ 19 โรงงานอมตะซิตี้!! กนอ.ปูพรมตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยงอมตะซิตี้ ระยอง ยืนยันไม่พบปล่อยน้ำเสียลงคลองภูไทร ยืนยันโรงงานแยกระบบน้ำเสีย–น้ำฝนตามมาตรฐาน กนอ.ย้ำหากฝ่าฝืนสั่งระงับกิจการทันที

กนอ.เผยผลสุ่มตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย อมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย”
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เผยผลตรวจ 19 โรงงานกลุ่มเป้าหมาย ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้โรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้คลองภูไทร นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง“ไม่พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย” ชี้เหตุน้ำเอ่อเกิดจากดินทรุดบ่อพักน้ำหลังการบำบัด สั่งแก้ด่วน! ย้ำโรงงานไหนฝ่าฝืน สั่งระงับกิจการทันทีไม่มีข้อยกเว้น

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการระบายน้ำลงสู่ลำคลองสาธารณะและพื้นที่บุคคลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ระหว่างวันที่14-15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย กนอ. ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กนอ. ได้จัดตั้ง คณะทำงานรวมทั้งสิ้น 35 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง,ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี, ผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษ,ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด , กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ระยอง จำกัดและบริษัท อมตะ ยู จำกัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทุกหน่วยงาน โดยคณะทำงานแบ่งออกเป็น 4 ทีม ปูพรมเข้าตรวจสอบตามแผนเฝ้าระวังโรงงานกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งอยู่บริเวณโรงบำบัดน้ำเสียแห่งที่ 3 (อยู่ระหว่างก่อสร้าง) แห่งที่ 4 และบริเวณใกล้เคียงคลองภูไทร โดยเบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบระบบภายในเสร็จสิ้นแล้วจำนวน 19 โรงงาน โดยจากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวอย่างละเอียด ปรากฎว่า ไม่พบโรงงานใดที่มีเจตนาฝ่าฝืนหรือลักลอบปล่อยน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่คลองภูไทร หรือลงสู่ระบบระบายน้ำฝนส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมแต่อย่างใด อีกทั้งทุกโรงงานได้มีการแยกระบบระบายน้ำเสียออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างชัดเจน ก่อนระบายเข้าสู่ระบบสาธารณูปโภคของนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยจัดการคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานที่นิคมอุตสาหกรรมกำหนด ก่อนระบายลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดที่เป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์น้ำไหลเข้าสู่รางระบายน้ำฝนและพื้นที่ใกล้เคียงในครั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เกิดจากการใช้น้ำหลังการบำบัดรดพื้นที่สีเขียวในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น การรั่วซึมและการทรุดตัวของชั้นดินบริเวณข้างบ่อพักน้ำหลังการบำบัด โดย กนอ. ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้สถานการณ์ทันที โดยสั่งการให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ปิดกั้นรางระบายน้ำฝนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำดังกล่าวรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ พร้อมสั่งการให้เร่งปรับปรุงแก้ไขระบบบ่อพักน้ำและจุดที่ดินทรุดตัวให้คืนสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด รวมถึงการฟื้นฟูคลองภูไทรและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

“กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคมให้เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน โดยขอย้ำเตือน ให้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและข้อบังคับของ กนอ. อย่างเคร่งครัด โดยระบบระบายน้ำเสียจะต้องแยกออกจากระบบระบายน้ำฝนอย่างเด็ดขาด และต้องมีบ่อตรวจคุณภาพน้ำอย่างน้อย 1 บ่อ หากตรวจพบการฝ่าฝืน กนอ. จะใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการลงโทษและระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบทันที” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวปิดท้าย

กองสื่อสารองค์กร
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

เชลล์เปิด “วี-เพาเวอร์ คลับ”!! โปรแกรมใหม่ตอบแทนลูกค้าพรีเมียม สิทธิพิเศษเติมน้ำมันและบริการครบครัน เลื่อนระดับรับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น พันธมิตรหลากหลายเติมเต็มทุกไลฟ์สไต

กรุงเทพฯ, 17 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ” (Shell V-Power Club) โปรแกรมใหม่เพื่อตอบแทนสมาชิกเชลล์ โกพลัส (Shell GO+) ที่เลือกเติมน้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง สูตรที่ดีที่สุดของเชลล์ ด้วยสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างความคุ้มค่าเติมเต็มทุกการเดินทาง


เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ เป็นโปรแกรมสมาชิกบนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์หลากหลาย อาทิส่วนลดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเชลล์ เฮลิกส์ พลัส บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง บริการตรวจเช็กรถฟรี การสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ตลอดจนสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำและกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก และสมาชิกสามารถสะสมยอดการเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ เพื่อเลื่อนระดับสมาชิกและรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Silver, Gold และ Champion

นางสาวสิริวิภา ยุกตะทัต รองกรรมการบริหาร ธุรกิจโมบิลิตี้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีที่เชลล์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบทั้งประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเชลล์ให้กับลูกค้า เรามีความภูมิใจอย่างมากกับการเปิดตัว ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราในการตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจเลือกใช้น้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงลูกค้า พันธมิตร และแบรนด์เข้าด้วยกัน สอดคล้องกับพันธกิจของธุรกิจโมบิลิตี้ที่มุ่งมั่นเติมเต็มความสุขในทุกการเดินทาง ‘Make Life’s Journey Better’
ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับได้ง่าย ๆ เพียงสมัครสมาชิก Shell GO+ ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเริ่มสะสมยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ได้ตั้งแต่การเติมครั้งแรก
สำหรับสมาชิก Shell GO+ ปัจจุบัน ที่มียอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2568 – 25 มิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเชลล์ วี-เพาเวอร์คลับโดยอัตโนมัติ พร้อมการคำนวณและกำหนดระดับสมาชิกตามยอดสะสม ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบระดับสมาชิกและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia เช่นกัน

สำหรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่สมาชิก เชลล์ วี-เพาเวอร์จะได้รับ แบ่งตามระดับสมาชิกได้ ดังนี้
ระดับ Silver (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 1–499 ลิตร)
o ส่วนลด 5% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Silver
ระดับ Gold (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 500–999 ลิตร)
o ส่วนลดพิเศษ 0.40 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 2 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 7% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Gold
ระดับ Champion (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิดสะสม ตั้งแต่ 1,000 ลิตรขึ้นไป)
o ส่วนลดพิเศษ 1 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 3 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 10% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Champion
o สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากนี้ เชลล์ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลากหลายแบรนด์ เพื่อมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ อาทิ McDonald’s, After You, MK Restaurants, ธนชาตประกันภัย, โรงพยาบาลกรุงเทพ, Let’s Relax, JW Marriott และร้านอาหารบ้านขนิษฐา เป็นต้น

โปรโมชันพิเศษฉลองการเปิดตัว
เพื่อฉลองการเปิดตัว เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ สมาชิก Shell GO+ รับคะแนนสะสม 2 เท่าทันที เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ครบ 500 บาทต่อรายการ จำกัด 5 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569
นางสาวสิริวิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาสิทธิประโยชน์และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในโอกาสนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วม ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ตั้งแต่วันนี้ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งการขับขี่และการใช้ชีวิตเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

เงินเฟ้อกระทบต่างกัน!! เช็กเงินเฟ้อของตัวเองก่อนวางแผน ค่าใช้จ่ายจำเป็นแตกต่างรายบุคคล ตรวจสัดส่วนรายจ่ายและเงินสำรอง วางแผนรับมือค่าครองชีพอย่างมั่นคง

ทำไมเงินเฟ้อกระทบแต่ละคนไม่เท่ากัน?
เคทีซีชวนสำรวจ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ก่อนวางแผนการเงิน

หลายครั้งที่มีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ตรงกับความรู้สึกในชีวิตจริง เพราะแม้เงินเฟ้อภาพรวมอาจเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ค่าใช้จ่ายบางหมวดกลับขยับขึ้นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า หรือค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% และประมาณการทั้งปี 2569 ที่ 1.5 - 2.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ในระดับบุคคล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างรายจ่ายและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน

เหตุผลสำคัญคือ “เงินเฟ้อของประเทศ” เป็นค่าเฉลี่ยจากตะกร้าสินค้าและบริการของคนทั้งประเทศ แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครใช้จ่ายเหมือนค่าเฉลี่ยนั้นทั้งหมด มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางทุกวันอาจได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมันและค่าเดินทางมากกว่าคนทำงานจากบ้าน ครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุอาจรู้สึกถึงค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายด้านการดูแลมากกว่าคนโสด ขณะที่คนทำงานที่บ้านอาจมีภาระค่าไฟฟ้าและค่าอาหารสูงกว่าคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ออฟฟิศ

สิ่งที่แต่ละคนเผชิญจริงจึงอาจไม่ใช่เพียง “เงินเฟ้อของประเทศ” แต่คือ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนจากโครงสร้างรายจ่าย รูปแบบการใช้ชีวิต และภาระจำเป็นของแต่ละคน

เคทีซีชวนมองว่า การวางแผนการเงินในยุคที่ค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ควรเริ่มจากการดูตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการสำรวจ “โครงสร้างรายจ่ายของตัวเอง” เพื่อให้รู้ว่าเงินของเราถูกใช้ไปกับเรื่องใด และรายจ่ายหมวดไหนมีผลต่อสภาพคล่องในแต่ละเดือนมากที่สุด
4 เรื่องที่ควรสำรวจก่อนวางแผนรับมือเงินเฟ้อของตัวเอง

1. สัดส่วนรายจ่ายจำเป็น
ลองประเมินว่า ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเล่าเรียน หรือค่าดูแลครอบครัว คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ยิ่งรายจ่ายจำเป็นมีสัดส่วนสูง ความสามารถในการปรับลดค่าใช้จ่ายก็ยิ่งน้อยลง

2. ความยืดหยุ่นของรายจ่าย
การแยก “รายจ่ายจำเป็น” ออกจาก “รายจ่ายที่เลื่อนหรือลดได้” จะช่วยให้เห็นพื้นที่ในการปรับงบประมาณชัดขึ้น เช่น รายจ่ายด้านอาหารและการเดินทางอาจลดได้บางส่วนด้วยการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่ค่างวด ค่าเช่า หรือค่าเล่าเรียนเป็นภาระที่ต้องเตรียมไว้ให้ครบและตรงเวลา

3. ความพร้อมของเงินสำรอง
เงินสำรองเป็นกันชนสำคัญเมื่อค่าครองชีพทยอยเพิ่มขึ้น ควรลองตั้งคำถามว่า หากรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น 10–15% ต่อเนื่อง 3–6 เดือน เรายังมีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่ คำตอบข้อนี้จะช่วยให้เห็นว่าแผนการเงินของเรารับแรงกดดันได้มากน้อยเพียงใด

4. หมวดรายจ่ายที่อ่อนไหวต่อราคา
หากรายจ่ายส่วนใหญ่ผูกกับหมวดที่ราคาผันผวนง่าย เช่น พลังงาน อาหารสด ค่าเดินทาง หรือค่าสาธารณูปโภค ก็ควรติดตามหมวดเหล่านี้เป็นพิเศษ และวางแผนใช้จ่ายให้รอบคอบมากขึ้น

เมื่อเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายของตัวเองแล้ว การบริหาร “เงินเฟ้อของตัวเอง” ไม่ได้หมายถึงการลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการเลือกจัดการรายจ่ายให้เหมาะกับชีวิตจริง เริ่มจากการบันทึกรายจ่าย แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากค่าใช้จ่ายที่ลดหรือเลื่อนได้ ติดตามหมวดที่มีผลต่อกระเป๋าเงินมากที่สุด และเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินให้เหมาะกับรายจ่ายจำเป็น โดยไม่เพิ่มภาระเกินกำลัง

สำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรวางแผนล่วงหน้าและรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ หากจำเป็นต้องกระจายภาระการชำระ ควรพิจารณาจากความสามารถในการจ่ายจริง และไม่ใช้วิธีดังกล่าวกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะการบริหารเงินที่ดีไม่ใช่เพียงการทำให้จ่ายไหวในวันนี้ แต่ต้องไม่สร้างภาระที่กระทบความมั่นคงทางการเงินในวันข้างหน้า

ท้ายที่สุด สิ่งที่กระทบกระเป๋าเงินของเราอาจไม่ใช่ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิตและโครงสร้างรายจ่ายของเราเอง การรู้จัก “เงินเฟ้อของตัวเอง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงินที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ช่วยให้เราใช้จ่ายอย่างรู้เท่าทัน รักษาสภาพคล่อง และรับมือกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top