Thursday, 4 June 2026
Columnist

‘Zapad 2025’ การซ้อมรบใหญ่ระหว่าง รัสเซีย–เบลารุส เกมท้าทายอำนาจ - เสถียรภาพ NATO ในยุโรปตะวันออก

(22 ก.ย. 68) การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุสภายใต้รหัส “ซาปัด 2025” «Запад 2025»” ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางจากประชาคมโลก เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ยังคงทวีความร้อนแรงต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน แม้ว่ารัสเซียและเบลารุสจะระบุว่าเป็นเพียงการฝึกเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการป้องกัน แต่ขนาดของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และการจำลองสถานการณ์เชิงรุก เช่น การยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านและชาติตะวันตกมองว่าการซ้อมรบครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์เกินกว่าการฝึกปกติ ในบริบทดังกล่าวการซ้อมรบซาปัด 2025 ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเบลารุส หากยังชี้ให้เห็นถึงพลวัตความมั่นคงในยุโรปที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ เมื่อรัสเซียใช้การแสดงแสนยานุภาพเพื่อยืนยันบทบาทของตนในภูมิภาคย่อมกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกนาโต โดยเฉพาะโปแลนด์และรัฐบอลติก ต้องเสริมกำลังตอบโต้ ผลลัพธ์คือความตึงเครียดที่อาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อเสถียรภาพของยุโรปทั้งทวีป

การซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ของรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 มีชื่อว่า “ซาปัด «Запад 2025»” ซึ่งหมายถึง “ตะวันตก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 กันยายน ค.ศ. 2025 ในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ รวมถึงใกล้พรมแดนโปแลนด์และน่านน้ำทะเลบอลติกและทะเลแบเรนตส์ โดยมีการกระจายการฝึกในศูนย์ฝึก 41 แห่ง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ปรากฏตัวในเครื่องแบบทหารในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและระบุว่ามีกำลังพลเข้าร่วมราว 100,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์นับหมื่นรายการ รวมถึงเครื่องบิน 33 ลำ และเรือรบ 247 ลำ ขณะเดียวกันเบลารุสเปิดเผยว่ามีกำลังพลเเพียง 7,000 นายเข้าร่วมในพื้นที่ของตน การซ้อมรบครั้งนี้มีผู้แทนจาก 25 ประเทศเข้าร่วม โดย 16 ประเทศส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ อาทิ อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก และมาลี จุดประสงค์หลักตามคำกล่าวของปูติน คือการฝึกซ้อมเพื่อป้องกันและขับไล่การรุกรานที่อาจเกิดขึ้นกับ “ยูเนียนสเตต” (Union State) หรือพันธมิตรระหว่างรัสเซียและเบลารุส และจุดยุทธศาสตร์ "ฉนวนซูวาลกี" ระหว่างโปแลนด์-ลิทัวเนียซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับภูมิภาคคาลินินกราดของรัสเซีย ไฮไลต์ของการฝึกที่น่าจับตาได้แก่ แผนฝึกการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของเบลารุสและการซ้อมยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่"เซอร์คอน" (Zircon) จากเรือฟริเกตของรัสเซียในทะเลแบเรนตส์โดยถือเป็นการแสดงศักยภาพยุทโธปกรณ์ทางเรือขั้นสูงและเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อประเทศแถบยุโรปและนาโต

โดยการยิงทดสอบขีปนาวุธ Zircon (3M22) ถูกดำเนินการจากเรือฟริเกตชั้น Admiral Gorshkov ในทะเลแบเรนตส์ ขีปนาวุธชนิดนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 9 มัค (9,800–11,000 กม./ชั่วโมง) และระยะยิงประมาณ 1,000 กม. จุดเด่นของ Zircon คือความสามารถในการหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม มีคุณสมบัติเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เกิดพลาสมาแปรสภาพซึ่งรบกวนคลื่นเรดาร์และป้องกันการตรวจจับ ขีปนาวุธ Zircon สามารถติดหัวรบธรรมดาหรือหัวรบนิวเคลียร์ ใช้โจมตีเป้าหมายทั้งบนบกและในทะเล โดยเฉพาะการต่อต้านเรือบรรทุกเครื่องบิน ขีปนาวุธ Zircon จึงถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมดุลพลังของการรบทางทะเลในศตวรรษที่ 21

การซ้อมรบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับนาโต โดยเปิดฉากเพียงสองวันหลังจากโปแลนด์ยิงโดรนรัสเซียที่ล้ำเข้าน่านฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาติตะวันตกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยโปแลนด์เชื่อว่าการฝึกครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการยึด “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโปแลนด์และนาโตโดยช่องแคบซูวาลกีถือเป็น “จุดอ่อนที่สุด” ของ NATO ในยุโรปตะวันออก หากเกิดความขัดแย้งรัสเซียสามารถใช้กำลังทหารจาก คาลินินกราดและเบลารุสโจมตีปิดล้อมทำให้รัฐบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย) ถูกตัดขาดจากการสนับสนุนทางบกของ NATO สำหรับรัสเซียหากสามารถควบคุมช่องแคบนี้ได้จะเปิดทางเชื่อมต่อทางบกโดยตรงระหว่างคาลินินกราดกับเบลารุสซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ ช่องแคบซูวาลกีเป็นเส้นเลือดหลักของการส่งกำลังบำรุงจากยุโรปตะวันตกไปยังรัฐบอลติกการขู่โจมตีหรือกดดันบริเวณนี้เท่ากับเป็นการ ท้าทายความมั่นคงของ NATO โดยตรง รัสเซียใช้การซ้อมรบ เช่น “Zapad Exercises” ที่เบลารุสและรัสเซียจัดการเคลื่อนไหวกำลังใกล้ซูวาลกีเพื่อส่งสัญญาณว่าหากเกิดสงครามจริง NATO จะปกป้องรัฐบอลติกได้ยาก การซ้อมรรบดังกล่าวสร้างความกังวลต่อ NATO และประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากมีการทดสอบยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จรวด Oreshnik ที่อาจมีศักยภาพนิวเคลียร์และการใช้โดรนกับเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ทางการรัสเซียและเบลารุสอธิบายว่าเป็นการฝึกตอบโต้ภัยคุกคามและรักษา “ความสมบูรณ์ของรัฐสหภาพ” (Union State) นอกจากนี้ยังมีประเทศคู่มิตรอย่างอินเดียและอิหร่านเข้าร่วมหรือส่งผู้สังเกตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารที่กว้างขึ้น ขณะที่ฝ่ายตะวันตกมองว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพและเพิ่มแรงกดดันต่อยุโรปตะวันออก

ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส ยืนยันว่ามีการเคลื่อนย้ายหัวรบนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งจากรัสเซียมาประจำการในเบลารุสแล้ว และการฝึกซ้อมคือเพื่อสร้างศักยภาพในการตอบโต้โดยทันทีหากถูกโจมตี แผนฝึกแบ่งเป็นสองระยะระหว่างดินแดนรัสเซียและเบลารุส โดยมีการจำลองสถานการณ์การใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์โจมตีเป้าหมายในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง ทั้งนี้เบลารุสได้เน้นย้ำว่าการฝึกนี้เป็น “มาตรการเชิงรุก” เพื่อเพิ่มศักยภาพตอบโต้และขยายขอบเขตการคุ้มครองอธิปไตยของสหภาพรัสเซียและเบลารุส การซ้อมรบและแผนประจำการนิวเคลียร์ในเบลารุสถือเป็นการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศข้างเคียงและนาโต ตอกย้ำศักยภาพเกมรุกและการป้องปรามนิวเคลียร์ในภูมิภาคยุโรป สังคมยุโรปและนาโตแสดงความกังวลต่อการประจำการอาวุธนิวเคลียร์แบบนี้เพราะเป็นการขยายจุดยุทธศาสตร์และเพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก

ท่าทีของชาติพันธมิตรของรัสเซียต่อการซ้อมรบครั้งนี้
- จีนไม่ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการซ้อมรบทางบก “Zapad 2025” กับรัสเซียและเบลารุสโดยตรง แต่ในปี 2025 นี้ จีนมีบทบาทสำคัญในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียผ่านการฝึกซ้อมรบร่วมทางทะเลภายใต้ชื่อ “Joint Sea-2025” และ “Maritime Interaction 2025” บริเวณทะเลญี่ปุ่นและญี่ปุ่น-วลาดิวอสต็อก กองทัพเรือจีนร่วมซ้อมรบกับรัสเซียในทะเลญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมาโดยเน้นความร่วมมือในด้านการต่อต้านเรือดำน้ำ ป้องกันทางอากาศ การช่วยชีวิตเรือดำน้ำ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามทางทะเลร่วมกับรัสเซีย การซ้อมรบทางทะเลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความมั่นคงภูมิภาค และตอกย้ำพันธมิตรระหว่างสองประเทศ. จีนเน้นย้ำว่าไม่มีเป้าหมายต่อต้านประเทศใดโดยเฉพาะเป็นการขยายความร่วมมือด้านทหารและเสถียรภาพระหว่างชาติพันธมิตร ความร่วมมือทางทหารของจีนกับรัสเซียมีความลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจีนยังช่วยสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจให้รัสเซียท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกหลังสงครามยูเครน จีนประกาศขยายความสัมพันธ์ทางทหารกับต่างชาติ พร้อมประณามการใช้อำนาจอย่างไร้หลักการในเวทีระหว่างประเทศ จีนจึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับรัสเซียผ่านความร่วมมือทางทะเลในปี 2025 แม้จะไม่เข้าร่วมซ้อมรบภาคพื้นดิน “Zapad 2025” โดยตรง

- อินเดีย ส่งทหาร 65 นายเข้าร่วมการซ้อมรบ พร้อมยืนยันผ่านกระทรวงกลาโหมว่าเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความไว้ใจระดับทวิภาคีกับรัสเซีย อินเดียยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซียแม้จะเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป ระบุชัดว่าการเข้าร่วมซ้อมรบเป็นมาตรการรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไม่ใช่เลือกข้างในความขัดแย้ง

- อิหร่านร่วมซ้อมรบทั้งในรัสเซียและจัดซ้อมรบทางทะเลกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความไว้วางใจและเสริมสร้างศักยภาพกองทัพร่วม ผู้นำอิหร่านเน้นย้ำเป้าหมายประสานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับรัสเซีย เพื่อตั้งรับแรงกดดันจากนาโตและสหรัฐ

- บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก มาลี ทั้ง 4 ประเทศมีท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการส่งทหารเข้าร่วมการซ้อมรบ แสดงการยอมรับรัสเซียในเครือข่ายพันธมิตรทางทหาร การเข้าร่วม "Zapad 2025" ถือเป็นเวทีสร้างสัมพันธภาพกับมหาอำนาจและยกระดับศักยภาพกองทัพประเทศตนเองด้วยเทคโนโลยีและยุทธวิธีของรัสเซีย ผู้นำบางประเทศ เช่น บูร์กินาฟาโซและมาลี มองว่านี่เป็นโอกาสยกระดับกองทัพท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงภายในและเพื่อสร้างพันธมิตรต่างชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทุกประเทศที่กล่าวมานี้ล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ทั้งในฐานะพันธมิตรและในมิติการปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารของรัฐ

ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ นาโตและสหรัฐฯ มีท่าทีกังวลและตอบโต้การซ้อมรบรัสเซีย-เบลารุส "Zapad 2025" อย่างจริงจังโดยมองว่าเป็นการแสดงกำลังที่เพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก และเป็นภัยต่อความมั่นคงภูมิภาค โดยมีท่าทีและการตอบโต้ดังนี้

- รัฐบาลโปแลนได้ตอบโต้โดยประกาศปิดพรมแดนติดเบลารุสอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงท่ามกลางการซ้อมรบที่ถูกมองว่า “ก้าวร้าว” และปัญหาสงครามลูกผสมจากการผลักดันผู้อพยพผิดกฎหมายเข้าสู่ยุโรป พร้อมกันนี้ยังสั่งตรึงกำลังทหารกว่า 40,000 นายไว้ตามแนวชายแดนและขอให้ NATO ช่วยเสริมกำลังป้องกันทางอากาศนอกจากนี้การปิดพรมแดนยังกระทบเส้นทางการค้าสำคัญของจีนเข้าสู่ยุโรป จนโปแลนด์ต้องอธิบายต่อจีนว่าประเด็นด้านความมั่นคงมีความสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน

- นาโตจัดการซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางทหารในโปแลนด์ ภายใต้รหัส "Iron Gate" และ "Iron Defender" เพื่อเตรียมปกป้องอธิปไตยชาติสมาชิก โดยมีกองทัพสหรัฐฯร่วมส่งกำลังเช่น รถถัง เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ ตอบรับการโจมตีโดรนรัสเซียที่เข้าล้ำเขตน่านฟ้าโปแลนด์-โรมาเนียด้วยการประชุมมาตรา 4 เพื่อเสริมกำลังทหารและอาวุธตรึงชายแดน นอกจากนี้ยังได้ส่งตัวแทนจากตุรกีและฮังการี เข้าชมการซ้อมรบ "Zapad 2025" พร้อมตัวแทนจากสหรัฐฯและประเทศอื่น ๆ รวม 23 ประเทศ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

- สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คน เข้าร่วมชมซ้อมรบร่วมกับรัสเซียและเบลารุสที่เมืองโบริซอฟแสดงถึงความพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารแม้สถานการณ์ความสัมพันธ์โดยรวมตึงเครียด นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้สนับสนุนกองกำลังนาโตและโปแลนด์โดยส่งเครื่องบินรบเข้าปกป้องน่านฟ้าและเตรียมส่งอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนเพื่อรับมือกับรัสเซีย และยังแสดงความกังวลว่าการซ้อมรบขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้อาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นการส่งสัญญาณเตือนความขัดแย้งที่อาจลุกลามเป็นสงครามได้  โดยสรุป 
ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ ต่อการซ้อมรบ "Zapad 2025" คือ การเตรียมพร้อมตอบโต้และเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องพันธมิตรและรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ

บทสรุป การซ้อมรบ “Zapad 2025” ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมใหญ่ระหว่างรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกอย่างชัดเจน การซ้อมรบใช้กำลังทหารกว่าแสนคน พร้อมปฏิบัติการยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง รวมถึงการประจำการอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่เบลารุสเป็นเครื่องมือสร้างความพร้อมตอบโต้ภัยคุกคาม ประเทศพันธมิตรหลายชาติ เช่น อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ และชาติแอฟริกาต่างเข้าร่วมแสดงท่าทีสนับสนุน หรือใช้เวทีนี้สร้างความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย 

ขณะที่จีนมีบทบาทสำคัญในการซ้อมรบร่วมทางทะเลกับรัสเซีย ตอกย้ำพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกัน นาโตและสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการเสริมกำลังในโปแลนด์และภูมิภาคใกล้เคียง เตรียมพร้อมรับมือความตึงเครียดและภัยคุกคาม พร้อมส่งตัวแทนติดตามซ้อมรบอย่างใกล้ชิด ทั้งยังสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธขั้นสูง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนภาพความขัดแย้งและการแข่งขันทางทหารที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยรวม การซ้อมรบ “Zapad 2025” ไม่เพียงเป็นการฝึกทหารและแสดงศักยภาพทางทหารของรัสเซียและพันธมิตรแต่ยังเป็นสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของยุโรปและระบบระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

‘ระบอบฮุนเซน’ ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติ กลายเป็นสมบัติส่วนตัว!! ของตระกูลเดียว

(23 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…ระบอบฮุนเซน : ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติกลายเป็นสมบัติส่วนตัว

กัมพูชาในวันนี้คือภาพสะท้อนของการผูกขาดประเทศโดย business dynasty ครอบครัวและเครือข่ายของฮุนเซนได้สานใยอำนาจที่แน่นหนา กองทัพอยู่ในมือของ ฮุน มานิต ที่กำกับข่าวกรองและสายทัพภักดี 

รัฐบาลและพรรค CPP อยู่ภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต ลูกชายที่สืบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนและโทรทัศน์ถูกควบคุมโดย ฮุน มานา ลูกสาวคนโต ส่วน บุน ราณี ภริยา ใช้สภากาชาดและงานการกุศลครอบงำสังคม ลูกสาวคนเล็ก ฮุน มาลี เริ่มปักธงในธุรกิจการค้าและการบริโภค ขณะที่เศรษฐกิจมืดและธุรกิจสีเทาเชื่อมโยงกับพันธมิตรอย่าง ก๊ก อัน, ฮุน โตก และลียง พัด ที่ครองสัมปทานและคาสิโนตามชายแดน

นี่ไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งลูกหลาน แต่คือการสร้าง business dynasty ที่รวมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไว้ในตระกูลเดียว คล้ายราชวงศ์แต่ไร้การถ่วงดุล โครงสร้างธุรกิจและการเมืองถูกร้อยเข้าด้วยกันจนไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน ผู้คนในระยะยาวย่อมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ระบบที่ยุติธรรม เพราะโอกาสในการเติบโตของสังคมถูกผูกขาดโดยสายเลือดและนามสกุล

ผลที่ตามมาคือ สถาบันพระมหากษัตริย์กัมพูชา ถูกทำให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ในพิธีการ ไม่ต่างจากฉากหลังที่เคลื่อนไหวไม่ได้ จากที่ควรเป็นตัวกลางถ่วงดุลและเป็นเสียงแทนประชาชน กลับกลายเป็นเพียงตราประทับความชอบธรรมให้ระบอบฮุนเซนยืนยาว

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่าห่วงคือการเริ่มเห็นการเลียนแบบ หากโครงสร้างถ่วงดุลอย่างการลดอำนาจ กองทัพ องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภาถูกแก้ไขจนหมดสิ้นผ่านรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องแตะหมวด 1 หรือหมวด 2 เลย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะถูกทำให้อ่อนแอโดยปริยาย แต่ถ้าวันใดหมวด 1–2 ถูกแก้ไขจริง ประเทศไทยก็จะเลื่อนไถลเข้าสู่ระบอบ business dynasty แบบฮุนเซน อย่างเต็มรูปแบบ อำนาจทั้งหมดถูกรวบศูนย์อยู่ในมือเครือข่ายนักการเมืองและทุนใหญ่ โดยไม่เหลือเสาหลักใด ๆ ให้ประชาชนพึ่งพา

ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมห่วงทั้งหมดนี้ จะเป็นเพียงแค่ความไม่ประสีประสาของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว…

พระอาจารย์สิริปัญโญ: แสงธรรมเรืองรองจากผู้ละทิ้งมรดกแสนล้าน “ความสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชี แต่วัดจากความสงบภายในใจ”

(23 ก.ย. 68) เมื่อความมั่งคั่งไม่ใช่คำตอบ ในโลกที่ความสำเร็จมักวัดกันด้วยจำนวนเงินในบัญชีธนาคาร ตำแหน่งหน้าที่การงาน และทรัพย์สินที่ครอบครอง มีเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้เราต้องหยุดคิดและไตร่ตรองถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต นั่นคือเรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญ (Ajahn Siripanyo) ผู้ที่เคยเป็นทายาทของอาณาจักรธุรกิจมหาศาล กลับเลือกที่จะละทิ้งมรดกอันมหาศาลถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.85 แสนล้านบาท) เพื่อบวชเป็นพระในป่าใหญ่ของประเทศไทย

เรื่องราวของท่านไม่ใช่เพียงแค่การตัดสินใจที่น่าตกใจของคนหนึ่ง แต่เป็นการตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในยุคนี้ว่า “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร?” และ “เราควรใช้ชีวิตเพื่ออะไร?” คำตอบของท่านผ่านการกระทำที่ชัดเจน น่าเคารพ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก

ชีวิตในวัยเด็ก: รากฐานแห่งปัญญา
พระอาจารย์สิริปัญโญ ชื่อเดิมคือ ทินจักร กริชนัน เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะการเงินมั่งคั่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านคือลูกชายคนเดียวของนายอนันดา กริชนัน (Ananda Krishnan) เศรษฐีชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Forbes ว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมารดาของท่านก็คือ หม่อมราชวงศ์สุพินดา จักรพันธุ์ เชื้อสายราชสกุลจักรพันธุ์แห่งประเทศไทย

ครอบครัวกริชนันมีลูกทั้งหมด 3 คน คือลูกสาว 2 คน และลูกชายเพียง 1 คน ซึ่งก็คือพระอาจารย์สิริปัญโญในปัจจุบัน นายอนันดา กริชนันบิดาของพระอาจารย์สิริปัญโญเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในหลายสาขา ทั้งโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน และพลังงาน บริษัทของท่านมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก แม้จะเกิดและเติบโตในความมั่งคั่ง แต่ครอบครัวกริชนันให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก พระอาจารย์สิริปัญโญจึงได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ท่านเดินทางไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งการศึกษาชั้นนำของโลก ด้วยความฉลาดและความขยันหมั่นเพียร ท่านจึงสามารถเรียนรู้และใช้ภาษาต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว จนสามารถสื่อสารได้ถึง 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษารัสเซีย ภาษาตมิฬ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศส

ความสามารถทางภาษาที่หลากหลายนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดเฉียบแหลมของท่าน แต่ยังเป็นการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยมสำหรับการรับช่วงธุรกิจระหว่างประเทศของบิดา เพราะธุรกิจของครอบครัวกริชนันมีการติดต่อค้าขายกับหลายประเทศทั่วโลก

ช่วงเวลาแห่งการค้นหา: จากความสงสัยสู่ความเข้าใจ
ในวัยหนุ่ม พระอาจารย์สิริปัญโญอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต ตามความคาดหวังของครอบครัวและสังคม ท่านควรจะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา เรียนรู้การบริหารจัดการ และเตรียมตัวรับช่วงอาณาจักรธุรกิจมหาศาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสดีๆ ที่อยู่เบื้องหน้า ท่านกลับรู้สึกว่างเปล่าและสงสัยในความหมายของชีวิต คำถามต่างๆ เริ่มผุดขึ้นในใจของท่าน เช่น “ชีวิตมีความหมายอย่างไร?” “การมีเงินทองมากมายจะทำให้มีความสุขได้จริงหรือ?” “จุดหมายปลายทางของชีวิตคืออะไร?”

คำถามเหล่านี้นำพาท่านไปสู่การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาต่างๆ ท่านได้อ่านหนังสือทางศาสนาและปรัชญามากมาย ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู และพุทธศาสนา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทำให้ท่านรู้สึกว่านี่คือคำตอบที่ท่านตามหา พระพุทธศาสนาที่ท่านได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่ศาสนาที่ให้ความหวัง แต่เป็นศาสนาที่ให้ความรู้ ให้วิธีการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ หลักธรรมเรื่องกรรม การเกิดแก่เจ็บตาย ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนแท้ ทำให้ท่านเข้าใจถึงรากเหง้าของความทุกข์และทางออกจากความทุกข์

การพบหลวงพ่อชาและการตัดสินใจบวช
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของพระอาจารย์สิริปัญโญเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุได้ 18 ปี โดยในปี พ.ศ. 2532 ท่านได้เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีและได้พบกับหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ประเทศไทย หลวงพ่อชาเป็นพระอาจารย์ชื่อดังในสายปฏิบัติป่า ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เมื่อได้พบและฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา ท่านรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งกับความเรียบง่าย ความสงบ และปัญญาที่ลึกซึ้งของท่าน คำสอนของหลวงพ่อชาที่เน้นการปฏิบัติจริง การดูจิตใจของตนเอง และการปล่อยวางจากความยึดติดต่างๆ ทำให้ท่านเห็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของชีวิต หลังจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ต่อมาพระอาจารย์สิริปัญโญได้ตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโทเป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

การละทิ้งมรดกมหาศาล: วันที่โลกต้องตกใจ
การตัดสินใจบวชของพระอาจารย์สิริปัญโญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหมายความว่าท่านจะต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกคิดว่ามีค่าที่สุด นั่นคือมรดกมหาศาลที่มีมูลค่าถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2.85 แสนล้านบาท
มรดกนี้ไม่ใช่แค่เงินสด แต่รวมถึงหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และสิทธิในธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าท่านรับมรดกนี้ ท่านจะกลายเป็นหนึ่งในคนรวยที่สุดของโลกทันที และจะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นอย่างมาก

แต่ท่านปฏิเสธโอกาสที่หลายคนอาจจะใฝ่ฝันไปอย่างสิ้นเชิง ท่านปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา ปฏิเสธที่จะเป็นผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจ และปฏิเสธมรดกทั้งหมด เพื่อเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของไทย สิ่งที่น่าเลื่อมใสที่สุดคือ ท่านไม่เคยแสดงอาการเสียใจ ไม่เคยมองย้อนกลับไป และไม่เคยอยากใช้ชีวิตฆราวาสอีกแม้แต่ครั้งเดียว ความแน่วแน่นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าของธรรมะที่ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลก

ชีวิตของพระนักปฏิบัติ: จากพระป่าสู่พระที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้าออกสู่นานาชาติ
หลังจากอุปสมบทแล้ว พระอาจารย์สิริปัญโญได้ใช้ชีวิตในป่าและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ท่านศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ฝึกสมาธิ เจริญวิปัสสนา และปฏิบัติตามวินัยของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัด ด้วยพื้นฐานการศึกษาที่ดีและความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเข้าใจหลักธรรมได้อย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ ไม่เพียงแต่ในแง่ของปฏิบัติ แต่ยังรวมถึงแง่ของทฤษฎีและการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย

ปัจจุบัน พระอาจารย์สิริปัญโญจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เต่าดำ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาหนึ่งของวัดป่านานาชาติ สำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นที่ฝึกหัดของพระและแม่ชีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งท่านยังเคยมารักษาการณ์ในฐานะเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ระยะหนึ่งด้วย การที่ท่านเลือกมาอยู่ในวัดป่านานาชาติแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะแบ่งปันธรรมะกับผู้คนจากทั่วโลก ด้วยความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพระพุทธศาสนาไทยกับชาวโลก สามารถอธิบายหลักธรรมอันลึกซึ้งให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้

คำสอนและธรรมะที่ลึกซึ้ง: ปัญญาสำหรับยุคปัจจุบัน
คำสอนของพระอาจารย์สิริปัญโญมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เข้าใจง่าย แต่ลึกซึ้ง ท่านสามารถนำประสบการณ์ชีวิตที่เคยอยู่ในโลกวัตถุมาประกอบการสอนธรรมะได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ยกตัวอย่างคำสอนที่เข้าใจง่ายของท่าน อาทิเช่น 

ธรรมะเรื่องกัลยาณมิตร: รากฐานแห่งชีวิตที่ดี
หนึ่งในคำสอนที่โดดเด่นที่สุดของพระอาจารย์สิริปัญโญคือเรื่องกัลยาณมิตร หรือมิตรแท้ ท่านอธิบายว่า “กัลยาณมิตร แปลตรงๆ ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า Beautiful friend กัลยาคือสวยงาม อย่างเราสวด อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง ไพเราะในธรรมะ คือ ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะถึงที่สุด”
“กัลยาณมิตรคือมิตรแท้ มิตรที่ดี มิตรที่สวยงาม สวยงามในด้านธรรมะ สวยงามในด้านคุณงามความดี มันจะช่วยเรา”
ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อน โดยอ้างอิงถึงมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา” คือการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ท่านอธิบายต่อไปว่า “ผู้ที่อยู่รอบข้างเรา จะมีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างมาก บรรยากาศมันจะซึมเข้าไป”

ท่านให้ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงว่า เด็กที่เรียนในบรรยากาศที่มีกัลยาณมิตรเยอะ “จะได้เรียนในบรรยากาศที่เรียกว่าพุทธะ พุทธะคือพยายามสร้างความรู้ในชีวิตของตน เป็นนักสืบ อยากจะรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูง อะไรจริง อะไรไม่จริง”

ชีวิตคือการเดินทาง: ปัญญาแห่งการเลือกเพื่อนร่วมทาง
ท่านมีการเปรียบเทียบชีวิตที่งามและลึกซึ้ง โดยตรัสว่า “ชีวิตเป็นการเดินทาง แล้วเราเดินทางคนเดียวไม่ได้ ลำบาก ไม่รู้จักเส้นทาง ไม่เคยไป ก็ต้องอาศัยคนอื่น ผู้ที่นำ ผู้ที่ช่วยเหลือ ผู้ที่เดินไปด้วยกันเป็นเพื่อน”
“ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี แล้วเราจะเดินถูกทางได้ไหม เราจะถึงปลายทางไหม เพื่อนก็เหมือนกัน” คำเปรียบเทียบนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อนและครูบาอาจารย์ในการดำเนินชีวิต ประสบการณ์ของท่านเองที่เคยต้องเลือกระหว่างเส้นทางธุรกิจกับเส้นทางธรรม ทำให้คำสอนนี้มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สัมมาวาจาในยุคโซเชียลมีเดีย: การรักษาคุณภาพของคำพูด
ด้วยความเป็นผู้ที่เคยใช้ชีวิตในสังคมโลกาภิวัตน์ ท่านมีความเข้าใจและความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการเสื่อมของคุณภาพวาจา ท่านตรัสว่า “ทุกวันนี้ระดับคุณภาพของวาจาจะเริ่มเสื่อมเยอะพอสมควร อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของโซเชียลมีเดีย พระอาจารย์จะอ่านข่าวอะไรนิดหน่อยจากเมืองนอก ดูแล้วลักษณะการเขียน แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ดี นักข่าวที่ดี ค่อนข้างจะรุนแรงหน่อย” “แล้วบางทีดูคอมเมนต์ต่างๆ ผู้ที่โพสต์เข้ามาในคลิป ในเฟสบุ๊ก ไม่คิดว่าคนจะว่ากันอย่างนี้ได้ สังคมเราเป็นอย่างนี้แล้ว อาจจะมีคนไม่ชอบ แต่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา พอเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว มันจะซึมเข้า จะซึมเข้าในบรรยากาศ” ท่านเสนอแนะทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมว่า “พยายามช่วยกัน รักษาสัมมาวาจา รักษาความสามัคคี แก้ด้วยการพูดการจาที่นิ่มนวล” การเลี้ยงดูเด็กด้วยศีลธรรม: มรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง ในฐานะผู้ที่เคยมีโอกาสได้รับมรดกมหาศาลจากครอบครัว แต่เลือกที่จะสร้างมรดกประเภทอื่นแทน ท่านให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูเด็กอย่างมาก “วันนี้โรงเรียนมีกิจกรรมวันเด็ก เราทุกคนก็เคยเป็นเด็ก เราจะรู้จักว่าใจของเด็กเป็นอย่างไร อนาคตของประเทศของสังคมก็ขึ้นอยู่ที่เด็ก ถ้าเราอยากจะให้อนาคตดี ก็ต้องเลี้ยงเด็กให้ถูกต้อง”

ท่านเน้นย้ำว่า “ต้องย้อนกลับมาดูที่ศีลของตนเอง พ่อแม่ ผู้ปกครอง วิธีที่จะสอนเด็กดีที่สุด คือเป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วยศีลห้า ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่ไม่มีศีลห้า เด็กจะรู้ เขาจะเห็น จะเสียศรัทธา” คำสอนนี้มาจากประสบการณ์ตรงของท่านที่เห็นความสำคัญของตัวอย่างที่ดี มากกว่าการให้ทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งแก่ลูกหลาน

การปฏิบัติสมาธิ: หัวใจของการดำเนินชีวิต
เรื่องการปฏิบัติสมาธิ ท่านสอนอย่างเรียบง่ายแต่แก่นแท้ว่า “ให้จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่คิดเรื่องอดีต ไม่คิดเรื่องอนาคต ไม่กังวลเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย” ท่านอธิบายธรรมชาติของจิตว่า “ธรรมชาติของจิตก็คือ สะอาด สว่าง สงบ ธรรมชาติของกิเลสก็คือ ร้อน วุ่นวาย ไม่สงบ ไม่สะอาด เพราะฉะนั้นจิตที่มีกิเลสก็จะร้อน วุ่นวาย ถ้าปราศจากกิเลส สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ อาการนิ่ง สงบ สะอาด บริสุทธิ์”

ในยุคปัจจุบัน ผู้คนมักถูกเบียดเบียนด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และการแสวงหาความมั่งคั่ง ชื่อเสียง หรืออำนาจ หลายคนเริ่มตั้งคำถามต่อศาสนาและความเชื่อของตนเอง “พระพุทธศาสนายังมีคุณค่าอยู่จริงหรือ?” “พระดี ๆ ยังมีอยู่ไหมในโลกยุคนี้?”

พระอาจารย์สิริปัญโญ เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันทรงพลังที่ตอบคำถามเหล่านี้ด้วยชีวิตของท่านเอง เรื่องราวชีวิตของท่านแสดงให้เราเห็นว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยความยั่วยวนของเงินทอง เกียรติยศ และความสะดวกสบาย ยังมีพระภิกษุผู้หนึ่งเลือกสละสิ่งเหล่านั้นเพื่ออุทิศชีวิตแก่การปฏิบัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญจึงเป็นเหมือน แสงสว่างในโลกยุคปัจจุบัน ที่ยืนยันว่าพระพุทธศาสนายังมีคุณค่าและยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนได้จริง ท่านได้แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ และเผยแผ่ธรรมะอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เราเห็นด้วยการลงมือปฏิบัติว่าเราสามารถฟื้นฟูศรัทธา และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมในชีวิตของเราตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้อย่างชัดเจนได้จริง

แม้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่พระดี ๆ ที่เจริญรอยตามคำสอนและแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลบนเส้นทางแห่งปัญญาและความหลุดพ้นที่ยังมีอยู่อีกมาก และพระอาจารย์สิริปัญโญคือหนึ่งในนั้นที่ใช้ชีวิตเป็นตัวอย่างแห่งความสงบ ความเมตตา และปัญญา ให้ผู้คนได้เห็นและที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นผู้สืบทอดแสงสว่างแห่งศรัทธาและปัญญาในสังคมที่ศรัทธาในความดีดูจะมืดมนลงในปัจจุบัน

ออโตบาห์น-เกาะแมน-ออสเตรเลียเหนือ เสน่ห์ดึงดูด!! ของนักขับที่อยากลองเหยียบมิดไมล์

การจำกัดความเร็ว เป็นมาตรการแบบหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมความเร็วของยานพาหนะในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ถนน, ทางหลวง, หรือเขตเมือง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ทั้งยังเป็นการลดความเสี่ยงในโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ การจำกัดความเร็วจะกำหนดเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเร็วสูงสุดที่ยานพาหนะสามารถขับขี่ได้ในพื้นที่นั้น ๆ จุดประสงค์ของการจำกัดความเร็ว: (1)ลดอุบัติเหตุ: ความเร็วที่สูงเกินไปทำให้ระยะการหยุดรถเพิ่มขึ้น และลดเวลาในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนน (2)เพิ่มความปลอดภัย: การจำกัดความเร็วช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และ (3)ป้องกันการเสียชีวิต: การลดความเร็วในพื้นที่เสี่ยง เช่น บริเวณโรงเรียนหรือเขตชุมชน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

ประเภทของการจำกัดความเร็ว แบ่งออกเป็น (1)การจำกัดความเร็วตามประเภทของถนน อาทิ ถนนในเขตเมือง: มักจะจำกัดความเร็วที่ประมาณ 50-60 กม./ชม. เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นและสัญญาณไฟจราจร หรือ ถนนทางหลวง: โดยทั่วไปจะจำกัดความเร็วอยู่ที่ 90-120 กม./ชม. ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและความปลอดภัย และ ทางด่วน: สามารถจำกัดความเร็วที่ 120 กม./ชม. หรือต่ำกว่านั้นในบางจุด

(2)การจำกัดความเร็วตามประเภทของยานพาหนะ ได้แก่ ยานพาหนะที่มีน้ำหนักหรือขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก อาจมีการจำกัดความเร็วที่ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป เพื่อความปลอดภัย ในบางครั้งจะมีการจำกัดความเร็วสำหรับ จักรยานยนต์ หรือ รถโดยสาร ตามที่กฎหมายกำหนด และ (3)การจำกัดความเร็วในเขตอันตราย: ในบางจุด เช่น บริเวณใกล้โรงเรียน หรือเขตชุมชนที่มีความหนาแน่นของผู้คน มักจะมีการจำกัดความเร็วที่ต่ำลง เช่น 30-40 กม./ชม. เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความเร็วที่สูงเกินไป

แต่ก็มีถนนบางสายบนโลกใบนี้ที่ไม่มีการจำกัดความเร็วเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจินตนาการถึงชีวิตที่ไร้ขีดจำกัดในเรื่องความเร็ว แต่มีถนนบางสายที่เป็นแบบนี้จริง ๆ ดังนั้น หากท่านผู้อ่านเป็นคนที่ชอบขับรถเร็ว เชิญชวนให้ลองแวะไปเยี่ยมชมและทดลองขับรถบนถนนอันน่าทึ่งเหล่านี้ดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต

1. ออโตบาห์น (Autobahn) ประเทศเยอรมนี เมื่อเรานึกถึงถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ถนนสาย แรกที่มักจะนึกถึงคือ ออโตบาห์น ระบบทางหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของเยอรมนี ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องของถนนมาตรฐานที่ทอดยาวอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งมักถูกมองข้ามว่า มีการจำกัดความเร็วไว้ที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (80 ไมล์ต่อชั่วโมง) แม้ว่า ถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็วอาจฟังดูเหมือนถนนที่รอวันเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่ออโตบาห์นเป็นหนึ่งในเครือข่ายทางหลวงที่ปลอดภัยที่สุดในโลก สาเหตุหลักมาจากกฎระเบียบความปลอดภัยที่เข้มงวด และการมีอยู่ของ Autobahnpolizei หรือ หน่วยตำรวจประจำออโตบาห์นโดยเฉพาะ แต่เรื่องที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับออโตบาห์นก็คือ มันไม่ได้มีการจำกัดความเร็วเสมอไป อันที่จริงแล้ว เส้นทางกว่า 8,000 ไมล์ของเครือข่ายเส้นทางสายนี้ถูกควบคุมด้วยการจำกัดความเร็ว และหลายคนเชื่อว่าการจำกัดเหล่านี้ควรขยายไปทั่วทั้งระบบ ทั้งด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะออกการจำกัดความเร็วเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางด่วนเยอรมัน แต่ในที่สุดผู้รณรงค์ก็อาจได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้น หากต้องการใช้ความเร็วบนทางด่วนอันน่าทึ่งนี้ ควรรีบคว้าโอกาสไว้เลยดีกว่า ก่อนที่จะมีการจำกัดความเร็วเกิดขึ้นบนถนนออโตบาห์น

2. เกาะแมน (Isle of Man) หมู่เกาะของสหราชอาณาจักรในทะเลไอริช เกาะแมนมีชื่อเสียงในสองเรื่อง คือ แมวแมงซ์ไร้หาง และการแข่งขัน Isle of Man TT หนึ่งในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบประจำปีที่เก่าแก่และอันตรายที่สุดในโลก และบางทีเหตุผลที่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้กลายเป็นสถานที่จัดงานแข่งขันมอเตอร์ไซค์สุดหวาดเสียวเช่นนี้ได้ ด้วยเพราะเป็นสถานที่หนึ่งในไม่กี่แห่งบนโลกที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ด้วยถนนชนบทและหมู่บ้านที่เงียบสงบ เกาะแมนอาจฟังดูไม่เหมือนสนามแข่งความเร็ว แต่ ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามของการแข่งขัน Isle of Man TT และถนนที่ไร้การจำกัดความเร็วของเกาะ ทำให้มีผู้คนนับพันเดินทางมาบิด/เหยียบคันเร่งเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในแต่ละปี การไม่จำกัดความเร็วของเกาะแมนเริ่มต้นขึ้นในปี 1904 เมื่อผู้ว่าการเกาะแมนได้กำหนดให้มีเส้นทางการแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ ซึ่งเขาคิดว่า จะเป็นการช่วยส่งเสริมการมาเยือนเกาะแห่งนี้ เมื่อรวมกับการแข่งขัน TT และ Manx Grand Prix ได้ทำให้เกาะนี้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความเร็วกลางทะเลไอริช ปัจจุบันผู้ขับขี่ยานพาหนะบนเกาะแมนจะพบการจำกัดความเร็วบ้างเฉพาะในเขตชุมชนบนเกาะ แต่ถนนหลายเส้นทางยังคงไม่มีการจำกัดความเร็ว ทำให้ธุรกิจเช่ารถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากบนเกาะแห่งนี้ เพียงแต่ต้องระวังทางโค้งคดเคี้ยวที่ต้องพบเจอตามเส้นทาง TT Mountain Route อันเลื่องชื่อ

3. นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (The Northern Territory (NT)) ออสเตรเลีย เขตปกครองนอร์เทิร์นเทร์ริ ทอรีอันแห้งแล้งของออสเตรเลียนั้น ใหญ่โต กว้างใหญ่ไพศาลมาก มากกว่าขนาดของสหราชอาณาจักรถึง 5 เท่า นั่นหมายความว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของถนนที่ยาวเหยียด ตรง และราบเรียบ ซึ่งมีจำนวนจิงโจ้มากกว่าจำนวนประชากรเสียอีก ถนนหลายสายในเขตนี้ไม่มีข้อจำกัดความเร็ว และเหมาะสำหรับการขับขี่รถยนต์ ในอดีต ถนนในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อมีการบังคับใช้กฎจำกัดความเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียชุดปัจจุบันกำลังยกเลิกกฎดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน ทางหลวงหลายร้อยไมล์ในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีได้รับการฟื้นฟูสภาพให้กลับมาเป็นทางหลวงที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้ความเร็วได้อย่างเต็มที่ และแม้แต่ในพื้นที่ที่มีการจำกัดความเร็ว ผู้ขับขี่ก็ถูกจำกัดความเร็วไว้ถึง 86 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ว่าการจำกัดความเร็วจะเป็นสิ่งสำคัญในเขตเมือง แต่สำหรับเขตปกครองนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีแล้วไม่ใช่ปัญหาเลย แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่กลับมีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึงสองแสนห้าหมื่นคน ดังนั้นแม้จะอยู่บริเวณเส้นทางสีแดงก็ไม่น่าจะเจอปัญหารถติด

ยังมีถนนบางสายที่แม้มีการจำกัดความเร็ว แต่ความเร็วสูงสุดที่จำกัดนั้นค่อนข้างสูงมากจนเกือบเป็นเสมือนถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็วได้เลย เช่น

1. ออโตสตราดา ของโปแลนด์ บางทีอาจจะเหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นได้ ที่นี่ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 87 ไมล์ (140 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง และด้วยมาตรการควบคุมความเร็วที่น้อยมาก จึงน่าจะทำความเร็วได้มากกว่านี้อีกมาก ซึ่งแน่นอนว่าผิดกฎหมายและมีโทษปรับในอัตราสูง เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้โปแลนด์มีการจำกัดความเร็วบนมอเตอร์เวย์ที่สูงเช่นนี้ เป็นเพราะถนนหลายสายของโปแลนด์เชื่อมต่อกับทางหลวงออโตบาห์นของเยอรมนี รวมถึงเส้นทางขับรถ E30 อันโด่งดังซึ่งทอดยาวจากเมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ ไปจนถึงกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวกว่า 2,100 ไมล์

2. ทางหลวงหมายเลข 130 ของสหรัฐอเมริกา การจำกัดความเร็วสูงสุดสหรัฐอเมริกามีแนวทางที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย อันเนื่องจากข้อจำกัดเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นตามแต่ละมลรัฐ ซึ่งหมายความว่าต้องคอยตรวจสอบการจำกัดความเร็วในพื้นที่ที่ขับยานพาหนะอยู่เสมอ หากมีการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา หนึ่งในเส้นทางที่เร็วที่สุดที่สามารถขับได้ในสหรัฐอเมริกาคือ ทางหลวงหมายเลข 130 ตัดผ่านมลรัฐเท็กซัส บางส่วนของเส้นทางนี้จำกัดความเร็วไว้ที่ 85 ไมล์ (ราว 137 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยทิวทัศน์ของอันน่าทึ่งของทางหลวงสายนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่น่าสนใจหากมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกา
*ทางหลวงสหรัฐอเมริกาหมายเลขคี่จะเป็นเส้นทางแนวเหนือ-ใต้ และหมายเลขคู่จะเป็นเส้นทางแนวตะวันตก-ตะวันออก

3. ทางหลวง E11 ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ด้วยรถซุปเปอร์คาร์จำนวนมหาศาลของประเทศนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะการจำกัดความเร็วที่สูงลิ่ว บนถนนสายหนึ่งใกล้อ่าวเปอร์เซีย ผู้ขับขี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ขับด้วยความเร็วมากกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่สามารถขับได้สบาย ๆ ด้วยความเร็วจำกัดที่ 99 ไมล์ (ราว 160 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง แต่ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและจำนวนรถยนต์บนท้องถนนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังเผชิญกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นและการจำกัดความเร็วที่สมเหตุสมผลมากขึ้น นั่นหมายความว่าสำหรับเจ้าของรถสปอร์ตหลายพันคนในประเทศนี้ การขับขี่ด้วยความเร็ว 99 ไมล์ต่อชั่วโมงในอนาคตอาจถูกจำกัด

สำหรับบ้านเราแล้ว กฎกระทรวง กำหนดความเร็วรถวิ่งเลนขวา 100-120 กม./ชม. กำหนดอัตราความเร็วรถยนต์บนทางหลวงและทางหลวงชนบท รถยนต์สูงสุดไม่เกิน 120 กม./ชม. รถจักรยานยนต์ไม่เกิน 100 กม./ชม. ตั้งแต่ 10 มีนาคม 2564 บังคับใช้แก่ทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่มีทางเดินรถ ตั้งแต่ 2 ช่องเดินรถขึ้นไป แม้ว่า ปัจจุบันสามารถขับขี่ยานพาหนะด้วยความเร็ว 100-120 กม./ชม. ได้แล้วก็ตาม แต่ก็มีข้อพิจารณาหลายประการในการขับขี่ยานพาหนะ เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้ทางคนอื่น ๆ โดยต้องพิจารณาถึงสภาพของผู้ขับขี่ เช่น สุขภาพกายและใจ การมองเห็น การรับฟัง การเคลื่อนไหว การตัดสินใจ ฯลฯ การดื่มแอลกอฮอล์ การอ่อนเพลีย ง่วงนอน เหล่านี้ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ขับขี่

ทั้งนี้ ไทยเราเคยติด อันดับหนึ่งในสามของโลก ในแง่ของอัตราการเสียชีวิตบนถนนต่อประชากร (จำนวนรายต่อ 100,000 คน/ปี) ตัวเลขประมาณการโดย WHO (ช่วงก่อนโควิดระบาด) อยู่ที่ 30 - 36 คนต่อ 100,000 คน/ปี ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ~32 คน/100,000 คน/ปี ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ ~18 คน/100,000 คน/ปี และประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สวีเดน จะต่ำกว่า 5 คน/100,000 คน/ปี สถิติจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของบ้านเราอยู่ที่ประมาณปีละ 10,000 คน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น สงกรานต์, ปีใหม่, และ วันหยุดยาว ที่มักจะมีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น โดยช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด มักจะเกิดขึ้นในช่วง กลางคืน โดยเฉพาะระหว่าง 18:00 – 22:00 น. ประเภทของอุบัติเหตุที่พบมากที่สุดเกิดจาก การขับขี่เร็วเกินกำหนด, การเมาแล้วขับ, และ การใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับขี่ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็น ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในการเกิดอุบัติเหตุ คือ วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว อายุระหว่าง 15-29 ปี ดังนั้นจึงต้องขับขี่ยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท ดื่มแอลกอฮอล์ การอ่อนเพลีย ง่วงนอน ต้องไม่ขับ

‘ลาดักห์’ อินเดียปะทุ!! Gen Z นำการลุกฮือ ‘วันนองเลือด’ สั่นคลอนรัฐบาล ‘โมดี’

(26 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงในแคว้นลาดักห์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองที่เคยเป็นไปอย่างสงบตลอดหกปีที่ผ่านมา ปะทุขึ้นกลายเป็น 'วันนองเลือด' มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สิ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้ต่างไปจากเดิม คือการก้าวเข้ามามีบทบาทนำของ เยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า Gen Z พวกเขาคือกลุ่มคนอายุไม่เกิน 25 ปี ที่เติบโตมากับการเชื่อมโยงโลกผ่านเทคโนโลยี มีความคาดหวังเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตที่มั่นคง แต่กลับเผชิญกับความรู้สึกถูกทอดทิ้งจากรัฐบาลกลาง

Gen Z และความโกรธที่สะสม

ตลอดหกปีที่ผ่านมา ชาวลาดักห์เรียกร้องให้รัฐบาลนเรนทรา โมดี คืนสถานะ 'รัฐ' และสิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นและโควตาที่ดิน–การจ้างงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเจรจาที่ยืดเยื้อและคำมั่นที่ไม่เกิดผลจริง

อัตราการรู้หนังสือของลาดักห์สูงถึง 97% แต่บัณฑิตเกือบ 1 ใน 3 ตกงาน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจประกอบกับการถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ Gen Z ของลาดักห์ มองว่าการประท้วงเชิงสัญลักษณ์แบบอดอาหารหรือเดินขบวนไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังที่นักกิจกรรมชื่อดัง โซนัม วังชุก กล่าวไว้ว่า “นี่คือการระเบิดของเยาวชน คลื่นลูกใหม่ที่ไม่อาจรอได้อีกแล้ว”

รัฐบาลโต้กลับ–แกนนำปฏิเสธ

กระทรวงมหาดไทยอินเดียชี้ว่า การปะทะครั้งนี้เกิดจาก “ฝูงชนที่ถูกยุยง” พร้อมกล่าวโทษวังชุกว่าเป็นผู้ชี้นำให้เกิดความรุนแรง โดยอ้างว่าเขาเปรียบเทียบการประท้วงกับ 'อาหรับสปริง' และ “การลุกฮือ Gen Z ในเนปาล”

แต่เจ้าตัวปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าเขาไม่เคยสนับสนุนความรุนแรง และสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความคับแค้นใจของเยาวชนที่ไม่ได้รับการรับฟัง

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ลาดักห์คือพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมอินเดียกับจีนและปากีสถาน เป็นหัวใจด้านความมั่นคงของภูมิภาค การประท้วงของ Gen Z จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เรื่องสิทธิท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอินเดียทั้งประเทศ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสูญเสียความไว้วางใจของคนรุ่นใหม่ในลาดักห์ คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลโมดี เพราะหากไม่เร่งแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ อินเดียอาจต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอก (จีน–ปากีสถาน) และไฟที่ลุกจากภายในพร้อมกัน

สรุป : การลุกฮือของ Gen Z ในลาดักห์ คือเสียงเรียกร้องที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมจะอยู่ในระบบที่ปิดกั้นอนาคตอีกต่อไป เหตุการณ์ 'วันนองเลือด' จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียชีวิตในท้องถนนเลห์ แต่คือสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลอินเดียไม่อาจมองข้ามได้
 

ครองอำนาจด้วยเงา!! ปกครองด้วยทุน ผูกขาด!! ด้วยเครือญาติ ไม่ได้ปกครองเพื่อชาติ!! แต่เพื่อราชวงศ์ อำนาจของตนเอง

‘ฮุนเซนโมเดล’ คือแบบแผนการเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ทุกโอกาสเพื่อสร้างอำนาจและรักษาเก้าอี้ให้นานที่สุด จุดเริ่มต้นของ Hun Sen (ฮุน เซน) มาจากการเป็นนายทหารเขมรแดง แต่เมื่อเห็นว่าระบอบนั้นไม่อาจนำไปสู่ความมั่นคงของตนเอง เขาก็เลือกตีจากไปพึ่งเวียดนาม และใช้เวียดนามเป็นบันไดกลับเข้าสู่อำนาจในกัมพูชา กลยุทธ์นี้คือการเปลี่ยนข้างเพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เพราะยึดมั่นในอุดมการณ์ใด ๆ หากแต่เพื่อเปิดทางสู่การเป็นผู้กำหนดเกมการเมืองในอนาคต

เมื่อได้อำนาจกลับคืนมา ฮุน เซน ใช้วิธีสร้างเกราะป้องกันให้ตนเองโดยการดึงผู้นำที่อ่อนแอหรือสถาบันที่มีภาพลักษณ์ชอบธรรมมาไว้ข้างตัว ภายนอกดูเหมือนว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนและจงรักภักดี แต่แท้จริงแล้วเขาคือผู้ควบคุมเกมอยู่เบื้องหลัง พร้อมค่อย ๆ ดูดซับทั้งกองทัพ กลไกรัฐ และเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของตน วิธีนี้ทำให้เขาสามารถอยู่ในอำนาจยาวนานโดยไม่ต้องเผชิญแรงต่อต้านโดยตรง เพราะภาพลักษณ์ถูกบังด้วย ‘เจ้านาย’ หรือ ‘สถาบัน’ ที่อยู่เบื้องหน้า

ในระยะยาว ฮุนเซนโมเดลไม่ได้หยุดเพียงแค่การรวบอำนาจ แต่ยังขยายไปสู่การสร้าง ‘ราชวงศ์ธุรกิจ–การเมือง’ ที่สืบทอดต่อกันได้ในครอบครัว เครือญาติของเขาควบคุมทั้งการเมือง กองทัพ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ตั้งแต่สื่อพลังงาน ธุรกิจคาสิโน ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ระดับชาติ สิ่งนี้ทำให้โมเดลของฮุน เซน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเมือง หากแต่เป็นระบบที่รวมการเมือง เศรษฐกิจ และครอบครัวเข้าด้วยกัน เพื่อให้การครองอำนาจดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและยาวนาน

นักศึกษาไทย ลุกฮือขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ปี 2518–2519 จุดเริ่มต้นสู่การถอน ‘ทหารอเมริกัน’ ด้วยพลังประชาชน

การแทรกแซงของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดขึ้นและเรื่อยมาตั้งแต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเหตุผลหลักที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้หยิบยกขึ้นมาคือ การแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะในสมัยสงครามเย็น จนกระทั่งปัจจุบัน แม้สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายในทศวรรษ 1990 แล้วก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงมีที่ตั้งทางทหารอยู่นอกประเทศทั่วโลกกว่า 800 แห่ง สำหรับบ้านเราแล้ว ครั้งหนึ่งในระหว่าง พ.ศ. 2504 ถึง 2519 กองทัพสหรัฐฯ ก็ได้มาตั้งฐานทัพด้วยเช่นกัน ตอนนั้นอยู่ในช่วงสงครามเวียตนาม เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีเวียดนามเหนือ มีการประมาณการว่าการทิ้งระเบิดกว่าร้อยละ 80 ต่อเวียตนามเหนือมาจากฐานทัพอากาศในไทย จำนวนทหารอเมริกันภาคพื้นในไทยสูงสุดในปี พ.ศ. 2511 คือ 11,494 คน และทหารอากาศในไทยสูงสุดในปี พ.ศ. 2512 คือ 33,500 จำนวนเครื่องบินสหรัฐในปี พ.ศ. 2512 มีประมาณ 600 เครื่อง นับว่าเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่มาก ชนิดที่ว่าใหญ่กว่าฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในเวียตนามใต้เสียอีก จนมีการเปรียบเปรยว่า ไทยได้กลายเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจมของกองทัพสหรัฐฯ (ในเวลานั้น)

สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยภายใต้ "ข้อตกลงสุภาพบุรุษ" (สัญญาปากเปล่า) ระหว่างไทยและสหรัฐฯ หน่วยทหารสหรัฐฯ หน่วยแรกเดินทางจากฟิลิปปินส์มาถึงท่าอากาศยานดอนเมืองในเดือนเมษายน พ.ศ. 2501 ตามมาด้วยการลำเลียงวัสดุภัณฑ์และเครื่องจักรหนักจำนวนมากมายังอู่ตะเภาเพื่อนำไปใช้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพอากาศในไทย ซึ่งในทางนิตินัยถือว่าฐานทัพเหล่านี้เป็นฐานทัพของไทย และมีผู้บังคับการฐานเป็นทหารไทย ด่านเข้าออกฐานทัพถูกควบคุมโดยสารวัตรทหารไทย โดยมีสารวัตรทหารอเมริกันเป็นผู้ช่วยถืออาวุธ แต่หน่วยทหารสหรัฐฯ ในไทยรับคำสั่งจากกองบัญชาการของสหรัฐฯ ฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในประเทศไทยมีดังนี้

- ฐานทัพอากาศดอนเมือง (Don Muang Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2504–2513 เป็นที่ตั้งของ กองยุทธบำรุงที่ 631 (631st Combat Support Group) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2513

- ฐานทัพอากาศโคราช (Korat Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2518 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 388 (388th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2518 และ-  กองบินลาดตระเวนที่ 553 (553rd Reconnaissance Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2510-2514 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ เครื่องบินโจมตี และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ต่อต้านอาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยาน (บ้านของไวล์วีเซล) แบบต่างๆ อาทิ เครื่องบินขับไล่แบบ F-4 C/D/E, A-7 D, EF/F-105, EB-66 นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพอากาศสหรัฐฯ ภาคแปซิฟิก และเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการสนับสนุนกองทัพบกสหรัฐฯ ด้วย

- ฐานทัพอากาศนครพนม (Nakhon Phanom Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2505–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินปฏิบัติการพิเศษที่ 56 (56th Special Operations Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2510–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินโจมตี เครื่องบินลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์แบบต่างๆ อาทิ A-1, OV-10A, O-2, CH-53, H-34

- ฐานทัพอากาศตาคลี (Takhli Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2515–2517 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 355 (355th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2514 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดแบบต่างๆ อาทิ F-4 C/D, EF/F-105, F-111, EB/RB-66, RB-57

- สนามบินทหารเรืออู่ตะเภา (U-Tapao Royal Thai Navy Airfield) พ.ศ. 2508–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินยุทธศาสตร์ที่ 4258 (4258th Strategic Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2509–2513
และ กองบินยุทธศาสตร์ที่ 307 (307th Strategic Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2513–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52 และเครื่องบินจารกรรมแบบ U-2, SR-71

- ฐานทัพอากาศอุบล (Ubol Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2517 เป็นที่ตั้งของ กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 8 (8th Tactical Fighter Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2508–2517 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ แบบ F-4 C/D และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบต่างๆ รวมไปถึงฝูงบินกันชิพ AC-130 ด้วย

- ฐานทัพอากาศอุดร (Udorn Royal Thai Air Force Base) ระหว่าง พ.ศ. 2507–2519 เป็นที่ตั้งของ กองบินลาดตระเวนทางยุทธวิธีที่ 432 (432nd Tactical Reconnaissance Wing) ระหว่าง พ.ศ. 2509–2518 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินลาดตระเวนแบบต่างๆ อาทิ F-4 C/D/E, RF-4 C, RF-101, F-104 โดยฐานบินแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของกองทัพอากาศสหรัฐฯแล้ว ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยบินต่างชาติและโรงเรียนการบินของกองทัพอากาศลาว รวมไปถึงหน่วยปฏิบัติการบินของ CIA ภายใต้ชื่อ แอร์อเมริกา

- ฐานบินน้ำพอง (Royal Thai Air Base Nam Phong) ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ฐานทัพอากาศแห่งนี้เป็นที่ตั้งของฝูงบินขับไล่และเครื่องบินโจมตีแบบต่างๆ ของหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ กำหนดชื่อเป็น “โรสกาเด็น” ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินโจมตีแบบต่างๆ อาทิ F-4 B/J, A-4, A-6

ช่วงปลายสงครามเวียดนาม รัฐบาลสหรัฐถูกกดดันอย่างหนักจากชาวอเมริกันให้ถอนทหารออกจากเวียดนาม และเมื่อกรุงไซ่ง่อนถูกยึด ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลไทยก็ย่อหย่อนลง ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2518 รัฐบาลสหรัฐประกาศการถอนกำลังพลสหรัฐฯ ทั้งหมด (ทหาร 28,000 นาย และอากาศยาน 300 เครื่อง) ออกจากประเทศไทยภายใน 12 เดือน

ทั้งเหตุการณ์บุกชิงตัวประกันในวิกฤตการณ์มายาเกวซ ซึ่งเป็นจุดจบฐานทัพของสหรัฐฯ ในไทย การเคลื่อนไหวกรณี ”มายาเกวซ” ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เรือสินค้าชื่อ มายาเกวซ ของสหรัฐฯ ถูกรัฐบาลเขมรแดงยึด ในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2518 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ลอบส่งนาวิกโยธิน 1,000 นายที่เข้ามายังฐานทัพอู่ตะเภาออกไปปฏิบัติการในเขมร โดยไม่แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบ และใช้การปฏิบัติการจากประเทศไทย โจมตีกองเรือของเขมรเพื่อบีบให้ทางการเขมรคืนเรือมายาเกวซให้สหรัฐฯ ขบวนการนักเรียน นิสิต นักศึกษา (ในยุค 5 ย : ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม และใส่รองเท้ายาง) ได้นัดชุมนุมครั้งใหญ่ในวันที่ 17 พฤษภาคม เพื่อประท้วงการที่สหรัฐฯ ละเมิดอำนาจอธิปไตยไทยเช่นนั้น จากนั้น ก็ได้มีการเดินขบวนประท้วงอเมริกา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปที่หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ที่ถนนวิทยุ และชุมนุมกันอยู่ที่นั่น 3 วัน ในกรณีนี้ รัฐบาลไทยได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยการออกแถลงการณ์คัดค้านที่สหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตย ดำเนินการอันไม่เป็นมิตรและเรียกตัวทูตไทยประจำสหรัฐฯ กลับประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยอมแสดงความเสียใจกับรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 พฤษภาคม ฝ่ายนักศึกษาจึงได้เดินขบวนกลับมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วสลายตัว แต่ได้มีการประกาศว่า จะมีการต่อสู้ต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะถอนทหารและฐานทัพออกจากไทยทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ก็ได้มีการชุมนุมใหญ่ของฝ่ายนักศึกษาประชาชน เพื่อแสดงมติต่อต้านอเมริกาอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่การเคลื่อนไหวต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริกาครั้งใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นวันกำหนดเส้นตายของรัฐบาลไทย ให้สหรัฐถอนทหารและฐานทัพออกจากประเทศไทย ได้มีการชุมนุมใหญ่ต่อต้านอเมริกาที่สนามหลวง ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปรากฏว่า รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยืดกำหนดให้ฝ่ายสหรัฐอีก 4 เดือน เพื่อเก็บข้าวของออกจากประเทศ เมื่อนักศึกษาได้ทราบผลเช่นนั้นก็ได้มีการประณามรัฐบาลว่าไม่จริงใจ และตกลงให้มีการเดินขบวนไปยังสถานทูตอเมริกาในวันรุ่งขึ้น เพื่อกดดันให้ฝ่ายสหรัฐให้ทำตามกำหนดเวลาในครั้งนี้ได้ ดังนั้นในวันที่ 21 มีนาคม จึงมีการเดินขบวนใหญ่ของนักศึกษาประชาชนนับแสนคน จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังสถานทูตสหรัฐฯ ที่ถนนวิทยุ กรณีนี้ได้กลายเป็นเหตุรุนแรงเมื่อคนร้ายโยนระเบิดใส่ขบวนแถวของประชาชน เมื่อเคลื่อนไปถึงหน้าบริเวณโรงภาพยนตร์สยาม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน แต่ขบวนของนักศึกษาก็ยังเคลื่อนต่อไปจนถึงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ และนำโปสเตอร์ผ้า ประกาศเจตนารมณ์ 20 มีนาคม ไปประกาศไว้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ได้มีการจัดนิทรรศการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และฝ่ายเอกสารสิ่งพิมพ์ อมธ. ได้มีการออกหนังสือชื่อ"อเมริกัน อันธพาลโลก" นอกจากนี้ ก็ได้มีการชุมนุมต่อต้านอเมริกาที่ประตูธรรมศาสตร์ด้านถนนพระอาทิตย์ เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ซึ่งครั้งนี้เป็นการชุมนุมต่อต้านจักรพรรดินิยมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเกิดกรณีนองเลือดวันที่ 6 ตุลาคม เพราะการเคลื่อนไหวในวันที่ 20 กรกฎาคม ของขบวนการนักศึกษา ไม่ได้ใช้วิธีการชุมนุม แต่ใช้วิธีการส่งนิสิตนักศึกษาราว 3,000 คนจากทุกมหาวิทยาลัยออกเคาะประตูประชาชน เพื่อพูดคุยและรับฟังข้อเสนอของประชาชนต่อกรณีขับไล่จักรพรรดินิยมอเมริกา ในท้ายที่สุดการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาก็ได้ผล ภายในปี พ.ศ. 2519 สหรัฐฯ ก็ถอนกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดออกไปจากประเทศไทย จากนั้นอิทธิพลการครอบงำของสหรัฐที่มีต่อไทยก็ลดลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นการเสื่อมถอยอำนาจของสหรัฐในขอบเขตทั่วโลกอีกด้วย

แต่กาลปัจจุบันขบวนการประท้วงที่เกิดขึ้นในบ้านเรากลับได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของสหรัฐฯ หลายหน่วย ทั้งบุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ชื่อว่า National Endowment for Democracy : NED ให้การสนับสนุนเงินทุนต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เพื่อเป็นเครื่องมือในการผลักดันวัตถุประสงค์ของอเมริกันในเอเชีย และมีการแสดงออกถึงการต่อต้านจีนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการต่อต้านความสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยกับจีน ทั้งมีการกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยกับจีน โดยอ้างว่า จีนต้องการตั้งฐานทัพเรือหรือสถานีทหารเรือในไทย ทั้งที่สหรัฐฯ เอง ได้มีความพยายามที่จะขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ มาแล้วหลายครั้งหลายหนก็ตาม

‘ชาวเน็ตเขมร’ บ่นประเทศไทยแล้งน้ำใจ หลังไม่ยื่นมือช่วยเหลือน้ำท่วมเหมือนเมื่อครั้งอดีต

(2 ก.ย. 68) ชาวเน็ตกัมพูชาบ่นผ่านโซเชียล อ้างไทยเมินช่วยเหลือน้ำท่วม ในช่วงที่กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมหนักในหลายจังหวัด ล่าสุด บนสื่อสังคมออนไลน์ได้ปรากฏข้อความและคลิปวิดีโอจากผู้ใช้งานที่อ้างว่า “ทำไมประเทศไทยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ” บางรายถึงขั้นตำหนิว่าเพื่อนบ้านใจดำ ไม่แสดงน้ำใจเหมือนครั้งก่อน ๆ

โพสต์เหล่านี้แพร่กระจายอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของประเทศกัมพูชา โดยส่วนใหญ่สะท้อนความคับข้องใจต่อความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับการบรรเทาเพียงพอ ขณะเดียวกันก็มีชาวเน็ตอีกจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่า การช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นเรื่องของรัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ควรโยนความผิดให้กับไทยฝ่ายเดียว

ถึงแม้เสียงบ่นในโลกออนไลน์จะกลายเป็นประเด็นถกเถียง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานหรือแถลงการณ์จากรัฐบาลกัมพูชาที่กล่าวตำหนิไทยโดยตรง และสื่อกระแสหลักทั้งสองประเทศก็ยังไม่รายงานกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนปรากฏการณ์ที่ “โซเชียล” กลายเป็นพื้นที่ระบายความไม่พอใจของประชาชนท่ามกลางวิกฤตภัยพิบัติ ขณะที่ข้อเท็จจริงด้านการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศยังต้องรอติดตามจากความเคลื่อนไหวระดับทางการต่อไป

หลักฐานจากหนังสือพิมพ์เก่าฝรั่งเศสยืนยัน ‘เกาะกูด’ เป็นของไทย ตามสนธิสัญญา 1907

(3 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ถึงเรื่องราวการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสิทธิของสยามเหนือเกาะกูด ทำให้เราได้พบเอกสารร่วมสมัยที่มีคุณค่ามาก ทั้งจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมและเอกสารสนธิสัญญาทางการ ซึ่งต่างก็ยืนยันในสาระเดียวกัน

เอกสารแรกที่ได้ถ่ายไว้คือ หน้าหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal Militaire, Maritime, Colonial ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เน้นรายงานด้านทหาร–เรือ–อาณานิคม และมักจะติดตามความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสในอินโดจีน เนื้อหาที่เราพบอยู่ในหัวข้อ Le Nouveau Traité Franco-Siamois พร้อมแผนที่ที่ทำเครื่องหมายเส้นเขตแดนใหม่ แผนที่ดังกล่าวระบุชัดเจนถึงพื้นที่ที่ฝรั่งเศสได้ไปจากอนุสัญญา 1904 และพื้นที่ที่คืนให้สยามตาม พิธีสารวันที่ 29 มิถุนายน 1904 ในบรรดาพื้นที่เหล่านี้ มีการขีดเส้นล้อมหมู่เกาะในอ่าวไทยใต้ แหลมลิง (Cap Lemling) ซึ่งรวมถึง เกาะกูดและเกาะช้าง ที่ถูกยืนยันว่าเป็นของสยาม

เอกสารชิ้นถัดมาที่ได้ถ่ายคือ ตัวบทสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม 23 มีนาคม 1907 หรือ Texte du Traité Franco-Siamois du 23 mars 1907 ซึ่งลงพิมพ์ในแถลงการณ์ทางการทูต มาตรา 2 ของสนธิสัญญาฉบับนี้ระบุข้อความสำคัญที่สุดว่า ฝรั่งเศสยอมคืนด่านซ้ายและตราดแก่สยาม “รวมถึงเกาะทั้งปวงที่อยู่ใต้แหลมลิง จนถึงและรวมทั้งเกาะกูด (Koh-Kut)” ข้อความนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เอ่ยชื่อเกาะกูดโดยตรง และเป็นการรับรองสิทธิของสยามในระดับระหว่างประเทศ

เมื่อนำเอกสารทั้งสองชุดมาเทียบกัน—ทั้ง หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ และ สนธิสัญญาทางการปี 1907—เราจะเห็นภาพต่อเนื่องที่สอดคล้องกันว่า…ตั้งแต่ปี 1904 ในพิธีสาร 29 มิถุนายน เกาะกูดอยู่ในเขตที่คืนให้สยาม

และในปี 1907 สิทธิของสยามเหนือเกาะกูดได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนอีกครั้งในตัวบทสนธิสัญญา

ดังนั้น การค้นพบและถ่ายเอกสารเหล่านี้จึงเป็นเหมือนการนำหลักฐานร่วมสมัยจาก “ปากคำของฝรั่งเศสเอง” มายืนยันว่าประเทศไทยได้รับเกาะกูดมาตั้งแต่ปี 1904 ไม่ใช่เรื่องที่อ้างฝ่ายเดียว หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกลงในสื่อและกฎหมายระหว่างประเทศของฝรั่งเศสอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ปล. ขอบคุณการเก็บข้อมูลของคุณไกรฤกษ์นานาในหนังสือสยามในโลกสากล ที่ช่วยทำให้การค้นหาเป็นไปได้ง่ายขึ้น

แรงงานกัมพูชา เคลื่อนไหวใหญ่!! ประท้วง ปิดถนน เรียกร้อง ลั่น!! หากไม่ตอบสนอง พร้อมลุกฮือ เตรียมจุดไฟทั่วประเทศ

สถานการณ์แรงงานในกัมพูชาปะทุ เมื่อคนงานจากโรงงาน Taral International Co Ltd จังหวัดกัมปงสปือ รวมตัวกันปิดถนนสายหลัก National Road 3 เพื่อคัดค้านการเลิกจ้างพนักงานขับรถรับส่งกว่า 60 คน พร้อมเรียกร้องให้เพิ่มเงินช่วยเหลือมื้อกลางวัน

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีแรงงานเข้าร่วมกว่า 8,000 คน หรือเกือบ 90% ของแรงงานทั้งหมดในโรงงาน ตามข้อมูลจาก Thorn Thon เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงาน Federation of Free Trade Unions of Cambodia (FTUWKC) การปิดถนนกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนแรงงานจะยอมเปิดทางอีกครั้งราว 10.00 น. หลังจากที่มีตัวแทนแรงงาน 30 คนตกลงเข้าร่วมการเจรจากับฝ่ายบริหารโรงงาน แรงงานไม่ได้เพียงแต่คัดค้านการเลิกจ้าง แต่ยังประท้วงการตัดโบนัส เงินเดือนประจำปี และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ถูกลดทอน พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้โรงงานจัดสรร เงินช่วยค่าอาหารกลางวัน 2,000 เรียล (ราว 0.50 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อวันต่อคน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญ

“โรงงานเลิกจ้างคนขับรถ 60 คนที่เคยพาแรงงานไปทำงานทุกวัน และยังมีการตัดโบนัสและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ พวกเราจึงไม่อาจนิ่งเฉยได้” — Thorn Thon เจ้าหน้าที่ FTUWKC กล่าวกับสื่อท้องถิ่น

แม้ถนนจะกลับมาเปิด แต่แรงงานย้ำหนักแน่นว่าหากข้อเรียกร้องไม่ถูกตอบสนอง พวกเขาจะยกระดับการประท้วง ขยายการเคลื่อนไหวไปยังโรงงานอื่นทั่วประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top