Thursday, 4 June 2026
Columnist

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ความใฝ่ฝันของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หวังได้รับเกียรติสูงสุด

รางวัลโนเบล (Nobel prize) เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสแกนดิเนเวีย พิจารณาผลงานวิจัยและความอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ตามเจตจำนงของ “อัลเฟรด โนเบล” นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ไดนาไมต์ โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895 แต่การมอบรางวัลในสาขา ฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ เริ่มมอบรางวัลครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901 ซึ่งครบรอบ 5 ปี การเสียชีวิตของ “อัลเฟรด โนเบล” และมอบให้ตามหลักการ "เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ" ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของโนเบล สำหรับรางวัลสาขาที่ 6 คือรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งขึ้นในปี 1968 โดยธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) รางวัลโนเบลได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดในสาขาที่เกี่ยวข้อง

รางวัลโนเบลทั้ง 6 สาขาจะมีการมอบเป็นประจำทุกปี ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น สงครามใหญ่ (สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) โดยผู้รับแต่ละรายซึ่งเรียกว่า "ผู้ได้รับรางวัล" จะได้รับเหรียญทองสีเขียวชุบทองคำ 24 กะรัต ประกาศนียบัตร และรางวัลเงินสด ณ ปี 2023 เงินรางวัลโนเบลมีมูลค่า 11,000,000 โครน (ประมาณ1,035,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เหรียญรางวัลแสดงภาพโนเบลด้านข้างพร้อมคำว่า "NAT. MDCCCXXXIII-OB. MDCCCXCVI" ซึ่งเป็นปีเกิดของอัลเฟรด โนเบล คือ ปี 1833 และปีที่เสียชีวิต คือ ปี 1896 บุคคลที่ได้รับรางวัลไม่เกินสามคนสามารถแบ่งปันรางวัลได้ แม้ว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสามารถมอบให้กับองค์กรที่มีสมาชิกมากกว่า 3 คนได้ รางวัลโนเบลจะไม่มอบให้บุคคลผู้ได้รับรางวัลหลังจากการเสียชีวิต แต่หากบุคคลได้รับรางวัลและเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับรางวัล รางวัลดังยังจะถูกมอบให้ทายาท ระหว่างปี 1901 ถึง 2024 มีการมอบรางวัลโนเบลทั้ง 5 สาขา และรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ (ตั้งแต่ปี 1969) รวม 627 รางวัล ให้แก่บุคคลและองค์กร 1,012 แห่ง โดยมีบุคคล 5 ราย และองค์กร 2 แห่งที่ได้รับรางวัลโนเบลมากกว่า 1 รางวัล

การมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะจัดขึ้นที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ส่วนสาขาอื่น ๆ จะจัดที่เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละสาขานั้นถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ การมอบรางวัลโนเบลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 10 ธันวาคม โดยผู้พระราชทานคือ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงแม้ว่าบางปีรางวัลบางสาขาอาจไม่มีการตัดสิน แต่มีข้อกำหนดว่าระยะการเว้นการมอบรางวัลต้องไม่เกิน 5 ปี สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัลประมาณ 10 ล้านโคร์น หรือประมาณ 44 ล้านบาท

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในโลก ซึ่งมอบให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้ง มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว 4 ท่านที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ได้แก่:

ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (1906) ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1906 จากบทบาทในการไกล่เกลี่ยสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ความขัดแย้งครั้งนี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การทูตของรูสเวลต์มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามและเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ นอกเหนือจากความพยายามในการไกล่เกลี่ยแล้ว เขายังบรรลุข้อตกลงสุภาพบุรุษว่าด้วยการอพยพกับญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวญี่ปุ่น รูสเวลต์ยังโด่งดังจากการส่งกองเรือใหญ่ไวท์ฟลีต (White fleet) ซึ่งเป็นกองเรือประจัญบานของอเมริกาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่น ๆ

วูดโรว์ วิลสัน (1919) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1919 จากความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการส่งเสริมสันติภาพและวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลักการสี่ประการอันโด่งดังของวิลสันได้สรุปวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกใหม่ที่จะป้องกันความขัดแย้งในอนาคต และเขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของสหประชาชาติ

จิมมี คาร์เตอร์ (2002) ประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2002 จากการทำงานหลายทศวรรษเพื่อแสวงหาทางออกโดยสันติต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม คาร์เตอร์มีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมและสันติภาพมากมาย รวมถึงงานของเขากับศูนย์คาร์เตอร์ในด้านต่างๆ เช่น การกำจัดโรค การติดตามการเลือกตั้ง และการแก้ไขความขัดแย้ง

บารัค โอบามา (2009) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี พ.ศ. 2552 จากความพยายามอันโดดเด่นในการเสริมสร้างการทูตระหว่างประเทศและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โอบามาได้ส่งเสริมการลดอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมการเจรจากับโลกมุสลิม และดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นโครงการริเริ่มสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระดับโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน มีความใฝ่ฝันที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้นำหลายชาติ อาทิ นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นิโคล ปาชินยาน และประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน อิลฮัม อาลีเยฟ หลังจากสองประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกันมายาวนานในพื้นที่คอเคซัสใต้ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพสำคัญ ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาว ผู้นำทั้งสองได้ยกย่องการไกล่เกลี่ยของทรัมป์ในการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และเรียกร้องให้คณะกรรมการโนเบลยกย่องความพยายามของทรัมป์

ปากีสถานเสนอชื่อทรัมป์ ปากีสถานเสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2569 โดยให้เครดิตกับ "การแทรกแซงทางการทูตที่เด็ดขาดและความเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ" ของเขาในช่วงความขัดแย้งระหว่างนิวเดลีและอิสลามาบัด ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X โดยเจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

แม้แต่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอลก็เสนอชื่อทรัมป์ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยกล่าวถึงความพยายามของเขาในการ "สร้างสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ หนึ่งแล้วภูมิภาคหนึ่ง" “ผมขอนำเสนอจดหมายที่ผมส่งไปยังคณะกรรมการรางวัลโนเบลแก่ท่านประธานาธิบดี จดหมายฉบับนี้เป็นการเสนอชื่อท่านให้เข้ารับรางวัลสันติภาพ ซึ่งท่านสมควรได้รับอย่างยิ่ง และท่านก็ควรได้รับมัน” เนทันยาฮูกล่าวขณะที่ทรัมป์เชิญเขาเข้าร่วมการหารือที่ทำเนียบขาว

เขมรก็สนับสนุนทรัมป์เข้ารับรางวัลสันติภาพนี้ ฮุน มาเนต์ อีกหนึ่งนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของเขมร ได้ประกาศว่า เขาได้เสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมยกย่อง “ความเป็นรัฐบุรุษที่ยอดเยี่ยม” ของเขาในการแก้ไขข้อขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในโพสต์บน Facebook ฮุน มาเนต์ได้แชร์จดหมายที่ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ โดยบรรยายถึงการแทรกแซงของทรัมป์ว่าเป็นตัวอย่างของ "ความสำเร็จอันโดดเด่นของเขาในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีความผันผวนที่สุดบางแห่งของโลก"

แต่ฝันของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจริงหรือไม่ บทบาทหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาย่อมจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์และพฤติกรรมของทรัมป์เอง ไม่ว่า ความพยายามในการยุติสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ดูแล้วยังไม่แข็งขันและหนักแน่นพอ การใช้มาตรการทางภาษีข่มขู่นานาประเทศ หรือ การยืนหยัดให้การสนับสนุนปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอล โดยไม่พยายามแก้ไขหรือทำอะไรเลย หรือ การทิ้งระเบิดอิหร่านเพื่อสนับสนุนการทำสงครามของอิสราเอล ก่อนที่จะทำหน้าที่ตัวกลางไกล่เกลี่ยการหยุดยิง แค่สองสามเรื่องนี้ อีกทั้งมีผู้นำมือเปื้อนเลือดอีกสองคนให้การสนับสนุน หากคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้นำเรื่องเล่านี้มาพิจารณาด้วยแล้ว ความฝันของทรัมป์ก็ไม่น่าจะเป็นจริง เว้นแต่คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะมีเหตุผลที่หนักแน่นและมากพอที่สามารถอธิบายให้ชาวโลกยอมรับได้

‘ทรัมป์’ เปิดศึกกับมหาเศรษฐี ‘จอร์จ โซรอส’ ขู่เอาผิดฐานอยู่เบื้องหลังการประท้วงทั่วโลก

(28 ส.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์เฟซบุ๊กว่า…ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างโดยไร้หลักฐานว่า โซรอสมีส่วนสนับสนุนการจลาจลในสหรัฐฯ และควรเผชิญหน้ากับคดีอาญา

วันที่ 27 สิงหาคม 2025 สหรัฐอเมริกา — ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ดำเนินคดีต่อจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ใจบุญเชื้อสายฮังการี ซึ่งกลายเป็นบุคคลสำคัญในทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ทรัมป์กล่าวว่า โซรอสและลูกชาย อเล็กซ์ ควรถูกฟ้องข้อหาสนับสนุนการจลาจลรุนแรงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาไร้มูลที่เขาเคยพูดซ้ำหลายครั้งแล้ว

ทรัมป์แนะนำให้ใช้กฎหมาย RICO (Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act) ซึ่งโดยทั่วไปใช้กับคดีอาชญากรรมองค์กร เพื่อฟ้องโซรอส

> “จอร์จ โซรอส และลูกชายหัวรุนแรง ควรถูกดำเนินคดีด้วย RICO เพราะการสนับสนุนการประท้วงรุนแรง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายทั่วสหรัฐฯ” ทรัมป์เขียน

“โซรอสและกลุ่มโรคจิตของเขาได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศเรา! รวมถึงเพื่อนบ้า ๆ ทางฝั่งตะวันตกของเขาด้วย ระวังไว้ เรากำลังจับตาดูอยู่!”

บุคคลฝ่ายขวาหลายราย เช่น นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ต่างก็ยกเอาทฤษฎีสมคบคิดที่กล่าวหาว่าตระกูลโซรอสสนับสนุนการจลาจลและความไม่สงบทางการเมืองในประเทศของตน

ทรัมป์เองก็เคยอ้างทฤษฎีนี้ เช่น ช่วงที่เขาเสนอชื่อเบรตต์ คาวานาห์ ขึ้นเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาในปี 2018 เขากล่าวหาว่าการประท้วงต่อต้านคาวานาห์ได้รับการสนับสนุนจากโซรอส

โซรอสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว มักตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดเชิงต่อต้านยิวจากฝ่ายขวาจัด

เขาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Open Society Foundations (OSF) ที่สนับสนุนภาคประชาสังคมทั่วโลก ส่งเสริมประชาธิปไตย การสาธารณสุข ความยุติธรรมทางอาญา และการศึกษา โดยในปี 2023 มีรายงานว่า อเล็กซ์ โซรอส ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารแทนบิดา

แม้ยังไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ต่อโซรอส แต่การเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคู่แข่งทางการเมือง พร้อมผลักดันอำนาจประธานาธิบดีให้กว้างขวางมากที่สุด

ด้านโฆษกของ Open Society Foundations ตอบโต้คำกล่าวหาของทรัมป์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า

> “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องน่าตกใจและไม่เป็นความจริง มูลนิธิของเราไม่ได้สนับสนุนหรือให้เงินทุนแก่การประท้วงรุนแรงใด ๆ ภารกิจของเราคือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และหลักการประชาธิปไตยทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ตัวอย่าง “เงินทุนโซรอส” และการเปลี่ยนแปลงการเมือง

แม้ OSF จะปฏิเสธเสมอว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลโดยตรง แต่ในหลายประเทศ ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเงินทุนจากเครือข่ายโซรอสถูกใช้เป็นแรงสนับสนุน “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่างกรณีที่ “ทุนโซรอส” ถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันการทำลายประเทศ

1. จอร์เจีย – การปฏิวัติกุหลาบ (พ.ศ. 2546)
เงินทุนจาก Open Society Georgia Foundation ถูกใช้หนุน NGO และสื่อมวลชนที่ออกมาโหมกระแสต่อต้านรัฐบาล จนเกิดการลุกฮือและบังคับให้ประธานาธิบดีเอ็ดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ ต้องลาออก

2. ยูเครน – การปฏิวัติสีส้ม (พ.ศ. 2547)
เครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจาก OSF มีบทบาทขับเคลื่อนเยาวชนและมวลชนบนท้องถนน จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ และทำให้รัฐบาลเดิมสูญเสียอำนาจ

3. ตะวันออกกลาง – อาหรับสปริง (พ.ศ. 2554)
กลุ่มสื่อออนไลน์และองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้รับเงินทุนจากโซรอส มีบทบาทอย่างชัดเจนในการปลุกระดมมวลชนในตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย ส่งผลให้ระบอบการปกครองหลายประเทศล่มสลาย กลายเป็นความโกลาหลและสงครามกลางเมือง

4. พม่า และกัมพูชา
เงินทุนจาก OSF ถูกส่งเข้าไปสนับสนุนองค์กรกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้เกิดกระบวนการกดดันและบ่อนทำลายเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ

5. ประเทศไทย (พ.ศ. 2553–2563)
โครงการจำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายโซรอส มีส่วนสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมและสื่อพลเมือง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวการแก้ไขกฏหมายและล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนสังคมไทยแตกแยกและเกิดการประท้วงหลายระลอก

‘แฟรงค์ คาปริโอ’ ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ผู้ดำรงความยุติธรรมโดยไม่ลืมความเป็นมนุษย์

ในวันที่โลกใบนี้สูญเสีย แฟรงค์ คาปริโอไปในวัย 88 ปี เราไม่เพียงแต่สูญเสียผู้พิพากษาผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เราสูญเสียผู้ที่แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมและความเมตตาสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ชีวิตในวัยเด็กและครอบครัว
แฟรงค์ คาปริโอเกิดในย่าน Federal Hill ของเมือง Providence รัฐ Rhode Island ในครอบครัวอิตาเลียน-อเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนผู้อพยพชาวอิตาเลียนที่แน่นแฟ้นที่สุดของอเมริกา ท่านเป็นบุตรคนที่สองจากสามคนของครอบครัว Antonio และ Filomena Caprio

ชีวิตของครอบครัวคาปริโอในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองและช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยแฟรงค์เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก แต่เต็มไปด้วยค่านิยมของการทำงานหนักและความเมตตากรุณาที่พ่อแม่ปลูกฝัง

การศึกษาและความมุ่งมั่น
ตั้งแต่เด็กแฟรงค์ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ทั้งทำงานเป็นคนล้างจานและขัดรองเท้าขณะเรียนในโรงเรียนรัฐบาลของ Providence ความขยันขันแข็งและรักการเล่นกีฬาทำให้ท่านกลายเป็นนักมวยปล้ำระดับรัฐเมื่อเรียนที่ Central High School และได้รับการบรรจุเข้า Rhode Island Wrestling Hall of Fame ในภายหลัง

หลังจากจบการศึกษาจาก Central High School ในปี 1953 แฟรงค์ได้เข้าเรียนที่ Providence College โดยศึกษาสาขารัฐศาสตร์ เพื่อจ่ายค่าเรียน ท่านต้องทำงานถึงสามงานพร้อมกัน ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะยกระดับชีวิตของตนเองและครอบครัว

หลังจบปริญญาตรีในปี 1958 แฟรงค์ได้งานเป็นครูสอนวิชารัฐศาสตร์อเมริกันที่โรงเรียน Hope High School ใน Providence แต่ความฝันที่จะเป็นทนายความยังคงอยู่ในใจ เนื่องจากไม่มีเงินเรียนโรงเรียนกฎหมายแบบเต็มเวลา ท่านจึงตัดสินใจเดินทาง 50 ไมล์จาก Providence ไป Boston ทุกวันหลังเลิกสอนเพื่อเรียนกฎหมายแบบกลางคืนที่ Suffolk University School of Law

เริ่มต้นอาชีพทนายความ
หลังจากสำเร็จการศึกษากฎหมายและสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ แฟรงค์เริ่มต้นการทำงานในสำนักงานกฎหมายเล็กๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกการเมืองและการพิพากษา ประสบการณ์ในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้เพื่อความฝันทำให้ท่านเข้าใจถึงชีวิตของคนธรรมดาเป็นอย่างดี

อาชีพผู้พิพากษาและมรดกทางกฎหมาย
แฟรงค์ คาปริโอดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเทศบาล Providence ตั้งแต่ปี 1985 จนถึงมกราคม 2023 เป็นเวลากว่า 38 ปี ในระหว่างนี้ท่านได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมที่มาพร้อมกับความเมตตาจากการพิจารณาคดีที่ไม่เหมือนใครโดยการรักษาความยุติธรรมไปพร้อมๆกับรักษาความเป็นมนุษย์ของคนที่ได้รับการพิจารณาคดีไปพร้อมๆกันด้วย

นอกจากการเป็นผู้พิพากษาแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ Rhode Island อีกด้วย ท่านได้ใช้ประสบการณ์และปัญญาในการพัฒนาระบบการศึกษาของรัฐ

ปรากฏการณ์ “Caught in Providence”
ชีวิตของผู้พิพากษาคาปริโอเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อการพิจารณาคดีในศาลของท่านได้รับการถ่ายทำและออกอากาศในรายการ “Caught in Providence” รายการนี้เริ่มต้นเป็นการถ่ายทำเพื่อความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม แต่กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

ความนิยมระดับโลก:
- ช่อง YouTube “Caught in Providence” มีผู้ติดตาม 2.92 ล้านคน
- วิดีโอต่างๆ มียอดชมรวมเกือบ 500 ล้านครั้งในปี 2022
- วิดีโอหนึ่งเดียวมียอดชมสูงสุด 43.6 ล้านครั้ง
- ในปี 2017 วิดีโอของท่านไวรัลทั่วโลกด้วยยอดชม 15 ล้านครั้ง
 
เหตุผลแห่งความนิยม:
รายการไม่ได้มีชื่อเสียงเพราะความบันเทิง แต่เพราะท่านแสดงให้โลกเห็นว่าความยุติธรรมสามารถดำเนินไปด้วยความเมตตา ความเข้าใจ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ตัวอย่างการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ:

1. คดี Victor Colella - ชายวัย 96 ปีที่ยังขับรถพาลูกไปหาหมอ
สถานการณ์- Victor Colella ชายวัย 96 ปีถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตโรงเรียน เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล Victor ตอบว่า “ผมขับรถช้าและขับเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น ตอนนั้นผมกำลังพาลูกไปเจาะเลือด”
ผู้พิพากษาคาปริโอถาม: “ลูกชายของคุณอายุเท่าไหร่?”
Victor ตอบ: “63 ปีครับ และเขาพิการ”

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ให้ยกฟ้องทันทีพร้อมกับยกย่องความทุ่มเทของ Victor ที่มีต่อลูกชาย ท่านกล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในคดีที่สะเทือนใจที่สุดในอาชีพการงานของท่าน

2. คดี Jenna Bettez - ครูประถมลูกสอง
สถานการณ์: Jenna Bettez ครูประถมถูกออกหมายเรียกเรื่องค่าปรับการจอดรถค้างชำระ 2 ใบ โดยมีลูกชายตัวเล็ก Luke และลูกสาววัยทารก Bella มาด้วย Jenna อธิบายว่าเธอเป็นครูประถมและกำลังดูแลลูกเล็กสองคนคนเดียว ทำให้มีภาระทางการเงินหนัก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านมองเห็นความยากลำบากของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำหน้าที่ครูและต้องเลี้ยงดูลูกเล็กสองคน ท่านจึงยกเลิกค่าปรับทั้งหมด พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของเธอในการสอนหนังสือเด็กๆ

3. คดีชายส่งพิซซ่าผู้อพยพ
สถานการณ์:ชายผู้อพยพที่ทำงานส่งพิซซ่าถูกฟ้องเรื่องการจอดรถผิดที่ ภาษาอังกฤษของเขายังไม่ดีพอที่จะเข้าใจคำถามของผู้พิพากษาได้ชัดเจน และพบว่าชายคนนี้จอดรถผิดที่ขณะที่กำลังส่งพิซซ่า ซึ่งเป็นงานหารายได้เลี้ยงชีพ

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านใช้เวลาอดทนในการสื่อสารกับชายคนนี้ จนเข้าใจถึงความยากลำบากในการทำงานของผู้อพยพ และตัดสินใจลดค่าปรับลงอย่างมาก พร้อมกับให้กำลังใจในการทำงานหนักเพื่อครอบครัว

4. คดีผู้สูงอายุไปดูแลคู่ชีวิตป่วย
สถานการณ์: ผู้สูงอายุคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาการจอดรถผิดที่หน้าโรงพยาบาล เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล ชายผู้นี้อธิบายว่าเขาต้องมาดูแลภรรยาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และไม่มีที่จอดรถว่างในบริเวณใกล้เคียง

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านเข้าใจถึงความจำเป็นและความรักที่มีต่อคู่ชีวิต จึงยกเลิกข้อหาทั้งหมด และแสดงความชื่นชมต่อความรักและความผูกพันระหว่างสามีภรรยา

5. คดีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพาลูกไปโรงเรียน
สถานการณ์: แม่เลี้ยงเดี่ยวถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด เธออธิบายว่ากำลังรีบพาลูกไปโรงเรียนเพราะตื่นสาย และต้องรีบไปทำงานเพื่อเลี้ยงดูลูก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- แม้ท่านจะเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ แต่ท่านก็เข้าใจถึงความยากลำบากของการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงลดค่าปรับลงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารเวลาอย่างอ่อนโยน

หลักการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ

1. การมองดูบริบทโดยรวม
ท่านไม่เพียงแต่มองแค่ความผิดที่เกิดขึ้น แต่มองถึงสาเหตุและสถานการณ์ที่นำไปสู่ความผิดนั้น

2. การให้ความสำคัญกับครอบครัว
ท่านเข้าใจว่าการลงโทษหนักอาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวของจำเลย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

3. การแสดงความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่านได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะมาจากสภาพแวดล้อมใด

4. การให้โอกาสในการเรียนรู้
แทนที่จะลงโทษอย่างเดียว ท่านมักจะให้คำแนะนำและโอกาสในการปรับปรุงตนเอง

5. การช่วยเหลือผู้ที่ประสบความยากลำบาก.
ท่านแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจหรือสุขภาพ

ผลกระทบของแนวทางการพิจารณาคดีในแนวทางของผู้พิพากษาคาปริโอนั้นได้สร้างผลกระทบเชิงบวกไว้อย่างมากมาย จำเลยทุกคนจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวังและกำลังใจและเรียนรู้จากประสบการณ์แทนการถูกลงโทษเพียงอย่างเดียว

เป็นแบบอย่างของระบบยุติธรรมที่มีความเมตตาในสังคม สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการให้อภัยและความเข้าใจสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้ และในส่วนของระบบยุติธรรมนั้น ผู้พิพากษาคาปริโอได้พิสูจน์ว่าความเมตตาและความยุติธรรมไม่ขัดแย้งกัน จนสร้างให้เกิดแนวทางใหม่ในการพิจารณาคดีรวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้พิพากษาคนอื่นๆ ได้อย่างมาก

หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา
แฟรงค์ คาปริโอไม่ใช่แค่ผู้พิพากษาธรรมดา แต่คือผู้ที่ทำให้ห้องพิจารณาคดีในศาลกลายเป็นสถานที่แห่งความหวัง ไม่ใช่แค่สถานที่แห่งการพิจารณาคดี ศาลของท่านเป็นสถานที่ที่จำเลยได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และที่ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือได้รับโอกาสในการแก้ไขชีวิตและดูแลครอบครัวของตน 

ในยุคที่ความยุติธรรมมักจะเย็นชาและเป็นทางการ ผู้พิพากษาคาปริโอแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีสามารถเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจได้ ท่านมองเห็นมนุษย์ในตัวของทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่าน ไม่ใช่แค่มองเห็นความผิดที่พวกเขาทำแต่เพียงเท่านั้น

บทเรียนจากโลกออนไลน์
รายการ “Caught in Providence” ที่นำเสนอชีวิตประจำวันของท่านในการพิจารณาคดีการจราจรและความผิดเล็กน้อยในโรดไอแลนด์ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีผู้ติดตามมหาศาลทั่วโลก ความนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบันเทิง แต่เกิดจากการที่ผู้คนทั่วโลกได้เห็นตัวอย่างที่แท้จริงของความเมตตาที่แสดงออกมาผ่านการปฏิบัติให้เห็นแบบชัดๆของผู้พิพากษาคาปริโอ ทุกตอนของรายการเป็นเสมือนบทเรียนที่สอนเราว่าการให้อภัย การเข้าใจ และการเปิดโอกาสให้กับคนอื่นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างไร

มรดกแห่งความเมตตาที่ฝากไว้ให้กับโลก
แฟรงค์ คาปริโอเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อใครบางคนเข้ามาและพวกเขาคิดว่าโลกกำลังจะจบลงเพราะปัญหาของพวกเขา และฉันสามารถช่วยพวกเขาได้ และเห็นความโล่งใจในดวงตาของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดถึง”
คำพูดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นหัวใจของท่านที่ไม่เคยหยุดให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ และการช่วยเหลือผู้อื่น ท่านเข้าใจว่าแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการฝ่าฝืนกฎจราจรก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะหากคนๆ นั้นกำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้ว

บทเรียนที่ยั่งยืน
ผู้พิพากษาคาปริโอสอนเราผ่านการกระทำของท่านว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการลงโทษอย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมองหาวิธีที่จะช่วยให้คนกลับมาเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้ การแสดงความเมตตาไม่ได้หมายความว่าเป็นการปล่อยผ่าน แต่หมายความถึงการให้โอกาสมนุษย์คนหนึ่งในการเรียนรู้และเติบโต

ผู้ที่ผ่านห้องพิพากษาในศาลของท่านมามักจะได้รับมากกว่าการพิจารณาคดี พวกเขาได้รับ “มือที่วางบนไหล่เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นการต่อสู้ที่ยากลำบากในปัจจุบัน” ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้พิพากษา แต่ท่านเป็นเสมือนพ่อ ครู และผู้ให้กำลังใจคนอื่นในตัวคนคนเดียว

ความทรงจำที่จะคงอยู่
การจากไปของ แฟรงค์ คาปริโอเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่มรดกของท่านจะคงอยู่ตลอดไปในคนทุกคนที่เคยได้รับความเมตตาจากท่าน ในคนทุกคนที่ได้เรียนรู้จากตัวอย่างของท่าน และในคนทุกคนที่จะนำแนวทางของท่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เราอาจไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่เราทุกคนสามารถเป็นผู้สืบทอดของผู้พิพากษาคาปริโอได้ในวิถีของเราเอง ด้วยการแสดงความเมตตา ความเข้าใจ และการให้โอกาสแก่คนรอบข้าง ด้วยการมองเห็นความเป็นมนุษย์ในทุกคนที่เราพบเจอ และด้วยการเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง

วันนี้ ใดๆ Digestขอร่วมส่งความเคารพและความกตัญญูไปยังผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอผู้ที่เป็นที่รักและได้รับความเคารพจากคนทั่วโลก ผู้ที่แสดงให้เราเห็นว่าความเมตตาไม่ได้เป็นเพียงคุณธรรม แต่เป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ทีละคน ทีละใจ มรดกของท่านจะคงอยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้จากสั่งที่ท่านแสดงให้เห็นว่า ความเมตตาคือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆ ทีละหัวใจ ทีละชีวิต

“ความยุติธรรมโดยไม่มีความเมตตาคือความโหดร้าย แต่ความเมตตาโดยไม่มีความยุติธรรมคือความอ่อนแอ”

แฟรงค์ คาปริโอสอนเราว่าทั้งสองอย่างสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสวยงาม

ผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ(1936-2025) - ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ที่จะอยู่ในใจของผู้คนตลอดไป

ด้วยจิตคารวะ

เจาะค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ปัจจัยสำคัญในการจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่

ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนคนไทยที่กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก วงเงิน 19,500 ล้านบาท จากแผนจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ หรือ 1 ฝูงบิน ซึ่งเป็นการจัดซื้อทดแทน เครื่องบินขับไล่ F-16 เนื่องจากบรรจุประจำการมานานกว่า 37 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการลงนามในความตกลงนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset policy) ระหว่างกองทัพอากาศไทยกับบริษัท SAAB AB เพื่อเป็นการเสริมสร้าง 'เขี้ยวเล็บ' ให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งช่วยให้กองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินขับไล่แบบนั้น ๆ สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการจัดซื้อและบำรุงรักษาเครื่องบิน ต้นทุนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนภารกิจ การฝึกอบรมนักบิน และกลยุทธ์ระยะยาวในการบำรุงรักษาฝูงบินรบให้มีความพร้อมต่อการปฏิบัติการ ในบริบทที่งบประมาณทางทหารมักถูกกดดันอยู่เสมอ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่าย มาดูกันว่า ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่แบบต่าง ๆ เป็นอย่างไร

General Dynamics F -16 Fighting Falcon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อมอบทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับกองทัพอากาศ F-16 เป็นที่รู้จักในด้านความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการรบ ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และมีพิสัยการบิน 3,200 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอก ต้นทุนการดำเนินงานของ F-16 อยู่ที่ประมาณ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนและความต้องการในการบำรุงรักษาสมัยใหม่ แม้ว่าจะยังต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ เช่น F-35 ก็ตาม

Boeing F/A-18 Hornet เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1980 ออกแบบมาเพื่อโจมตีทางอากาศและป้องกันภัยทางอากาศ และสามารถปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ ด้วยความเร็วสูงสุด 1.8 มัค และความจุบรรทุกได้มากกว่า 7,000 กิโลกรัม Boeing F/A-18 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในภารกิจที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Boeing F/A-18 อยู่ที่ประมาณ 30,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อกำหนดการบำรุงรักษาเพื่อปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่รุนแรง

Sukhoi Su-27 ออกแบบโดยสหภาพโซเวียต เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ครองอากาศซึ่งเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยความเร็วสูงสุด 2.35 มัค และพิสัยการบิน 3,530 กิโลเมตร Su-27 ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับเครื่องบินขับไล่ของอเมริกา เช่น F-15 โดย Su-27 เป็นต้นแบบของเครื่องบินหลายรุ่น รวมถึง Su-30 และ Su-35 ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-27 อยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายปานกลางสำหรับเครื่องบินขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงและการบำรุงรักษาทางเทคนิค

Eurofighter Typhoon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยหลายประเทศในยุโรป เริ่มปฏิบัติการในปี 2003 ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินขั้นสูงและความสามารถในการพรางตัวบางส่วน Typhoon สามารถทำความเร็วได้ถึงมัค 2 และบินได้สูง 19,800 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน

Lockheed Martin F -22 Raptor เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าลำแรกที่สหรัฐอเมริกาเปิดตัว ซึ่งมีความสามารถในการพรางตัวขั้นสูง Raptor เริ่มเข้าประจำการในปี 2005 สามารถทำความเร็วได้ 2.25 มัค และบินได้สูง 20,000 เมตร ระบบที่ซับซ้อนและการบำรุงรักษาที่ซับซ้อนทำให้ F-22 เป็นหนึ่งในเครื่องบินที่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานสูงที่สุด โดยมีต้นทุนประมาณ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง

Dassault Rafale เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพอากาศและกองทัพเรือฝรั่งเศส สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในภารกิจอากาศสู่อากาศ อากาศสู่พื้น และภารกิจลาดตระเวน มีความเร็วสูงสุด 1.8 มัค Rafale ได้รับการยกย่องในด้านความยืดหยุ่นและต้นทุนปฏิบัติการที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับขีดความสามารถขั้นสูง

Chengdu J-10 เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทรุ่นที่สี่ที่ออกแบบโดยจีน เปิดตัวในช่วงปี ค.ศ. 2000 ได้รับการพัฒนาเพื่อพัฒนาฝูงบินของจีนให้ทันสมัยด้วยขีดความสามารถในการโจมตีและป้องกันภัยทางอากาศ J-10 มีความเร็วถึง 2.0 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับกองทัพอากาศหลายประเทศ

Lockheed Martin F -35 Lightning II เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนอเนกประสงค์รุ่นที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการระดับนานาชาติ F-35 ได้รับการออกแบบสำหรับกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธินโดยเฉพาะ มาพร้อมเซ็นเซอร์และเทคโนโลยีล่องหนที่ทันสมัย ​​ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ F-35 สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เนื่องจากความซับซ้อนของระบบและความท้าทายในการบำรุงรักษา

BAE Systems Hawk เป็นเครื่องบินฝึกของอังกฤษที่กองทัพอากาศหลายแห่งทั่วโลกใช้งาน พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการฝึกนักบินในเครื่องบินขั้นสูง เช่น Tornado และ Typhoon ด้วยความเร็วสูงสุด 1,028 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพิสัยการบิน 2,520 กิโลเมตร Hawk ได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องบินฝึกที่มีประสิทธิภาพและประหยัด ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Hawk อยู่ที่ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้กองทัพอากาศที่ต้องการฝึกนักบินโดยไม่สูญเสียทรัพยากรมีราคาไม่แพง

Aero L-39 Albatros เป็นเครื่องบินฝึกของเช็กที่พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อทดแทน L-29 Delfin L-39 ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและบำรุงรักษาง่าย จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องบินฝึกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศกลุ่มตะวันออก สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 750 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,100 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ L-39 ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้ L-39 เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับกองทัพอากาศที่มีงบประมาณจำกัด

Northrop T-38 Talon เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงลำแรกของโลก เปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อฝึกนักบินทหารสหรัฐฯ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.3 มัค จึงถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมนักบินสำหรับเครื่องบินขับไล่ขั้นสูง เช่น F-15 และ F-16 T-38 มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินประมาณ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งคุ้มค่ากับความเร็วและความสามารถเหนือเสียง ขณะเดียวกันก็ประหยัดกว่าเครื่องบินฝึกบางรุ่นในปัจจุบัน

Boeing-Saab T-7A Red Hawk เป็นเครื่องบินฝึกรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน ที-38 ทาลอน รุ่นเก่าของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ​​มอบการฝึกอบรมขั้นสูงสำหรับนักบินขับไล่ในอนาคต แม้ว่า T-7A จะยังเป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างใหม่ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการออกแบบที่ซับซ้อนและระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัย

Dassault/Dornier Alpha Jet เป็นเครื่องบินโจมตีและฝึกบินเบาของฝรั่งเศส-เยอรมนี พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 กองทัพอากาศหลายชาติใช้ Alpha Jet เพื่อการฝึกนักบิน ลาดตระเวน และภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน Alpha Jet สามารถทำความเร็วได้ถึง 0.86 มัค ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง จึงเหมาะกับภารกิจฝึกบินและปฏิบัติการเบาได้

KAI T-50 Golden Eagle เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงที่พัฒนาโดยเกาหลีใต้ร่วมกับ Lockheed Martin T-50 ออกแบบมาเพื่อฝึกนักบินบนเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.5 มัค นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติภารกิจรบเบาได้อีกด้วย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ T-50 อยู่ที่ประมาณ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงสถานะของเครื่องบินฝึกขั้นสูงที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่ปฏิบัติการ

Mikoyan-Gurevich MiG-29 เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่สี่ที่พัฒนาขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 โดดเด่นด้วยความสามารถในการควบคุมทิศทางได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถทำความเร็วได้ถึง 2.25 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร MiG-29 ถูกส่งออกอย่างกว้างขวางและยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่มีความสามารถในการควบคุมทิศทางและความสามารถในการรบระดับนี้

Saab JAS 39 Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาโดยสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1990 Gripen ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัว ราคาไม่แพง และบำรุงรักษาง่าย ถูกใช้โดยหลายประเทศในยุโรปและที่อื่น ๆ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และบินได้สูง 15,240 เมตร Gripen มีชื่อเสียงในด้านค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการที่ต่ำเพียงประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่คุ้มค่าที่สุดในกองทัพอากาศโลกเสรี

Sukhoi Su-35 เป็นรุ่นปรับปรุงของ Su-27 ซึ่งเปิดตัวในช่วงปี 2000 เครื่องบินขับไล่ที่ทรงประสิทธิภาพทางอากาศรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์แบบเวกเตอร์ ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวสูง Su-35 มีความเร็วถึง 2.25 มัค และมีพิสัยการบิน 3,600 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-35 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถขั้นสูงและระบบที่ซับซ้อน

Aermacchi MB-339 เป็นเครื่องบินฝึกของอิตาลีที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ถูกใช้โดยกองทัพอากาศหลายแห่ง และยังมีชื่อเสียงในฐานะเครื่องบินของ Frecce Tricolori ซึ่งเป็นฝูงบินผาดแผลงของกองทัพอากาศอิตาลีอีกด้วย MB-339 มีความเร็วสูงสุด 898 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,690 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสำหรับภารกิจฝึกซ้อมและการสาธิตทางอากาศ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ซึ่งขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและบทบาทภารกิจของอากาศยานแต่ละแบบ ซึ่งกองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินแบบนั้น ๆ จำเป็นต้องทำการประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฝูงบินให้มีประสิทธิภาพให้พร้อมต่อการรบ ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ

สำหรับกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินรบประการอยู่หลายแบบได้แก่ (1)F -16 Fighting Falcon มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2)JAS 39 Gripen ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (3)Alpha Jet ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ (4)T-50 Golden Eagle ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ (5)F-5TH ซึ่งพัฒนามาจาก T-38 Talon ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินจึงน่าจะมีความใกล้เคียงกันที่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ และ (6) L-39 ซึ่งปลดประจำการแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของนักบินในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญ เช่น ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์ ขณะที่ JAS 39 Gripen อยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่า ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 มากกว่า JAS 39 Gripen 19,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 เท่าตัว และหากกองทัพอากาศไทยเลือก F -35 Lightning II ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง มากกว่า JAS 39 Gripen 34,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4 เกือบ 5 เท่าตัว ย่อมหมายถึงกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณมากขึ้นอย่างมหาศาลในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญของนักบิน ยังไม่รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเลือกจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ของกองทัพอากาศไทย จึงมีความเหมาะสมที่สุดตามบริบทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่เป็นอยู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน

พรรคประชาชน ประกาศชัด!! จะโหวตรัฐบาลใหม่ แต่ขอไม่เอี่ยว ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา!! พร้อมของแถม!! ดันแก้รัฐธรรมนูญ

ดูเหมือนว่า พรรคประชาชนประกาศชัด จะโหวตให้มีรัฐบาลใหม่ แต่ตัวเอง “ขอไม่เอี่ยว” เหมือนจะหล่อ ๆ ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แถมยังได้สิทธิพิเศษนั่งวิจารณ์ นั่งซ้ำเติม ได้คะแนนนิยมฟรี ๆ ไปอีกต่างหาก เรียกว่าหลอกขายฝัน หลอกขายไอเดีย เตรียมปูทางสู่การเลือกตั้งในอนาคต แถมยังมีของแถมคือดันแก้รัฐธรรมนูญในกรอบเวลา 4 เดือนที่เหลืออยู่

แต่ตรงนี้แหละครับ ที่อันตราย… ช่วงเวลา 4 เดือนข้างหน้านี้อาจกลายเป็นเวทีทองของการ “ลักไก่” ผลักดันกฎหมาย สอดไส้รัฐธรรมนูญที่แฝงเจตนาซ่อนเร้น อาจบ่อนทำลายสถาบัน ลดทอนระบบราชการ และกระเทือนรากฐานสังคมไทยอย่างเงียบ ๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราคนไทยทุกคนต้องทำไม่ใช่แค่นั่งดู แต่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา จับจ้อง ติดตาม เปิดโปง และสกัดแผนแอบแฝงเหล่านี้อย่างรู้เท่าทัน ไม่งั้น “หล่อ ๆ ลอยตัว” ของพรรคประชาชน อาจกลายเป็น “หล่อหลอก” ที่ทำให้ทั้งประเทศต้องมานั่งแก้ปัญหาในภายหลัง

จีน – รัสเซีย กับการปักธงสร้างระเบียบโลกใหม่ ขับเคลื่อนโลกหลายขั้ว สร้างสมดุลใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์

(2 ก.ย. 68) การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization – SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2025 มิใช่เพียงเวทีทางการทูตเชิงพิธีการ หากแต่เป็นการประกาศการก่อรูปของระเบียบโลกใหม่ที่ท้าทายอำนาจนำของตะวันตก ท่ามกลางสงครามในยุโรปตะวันออกและการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ การจับมือระหว่าง สี จิ้นผิง และ วลาดิมีร์ ปูติน จึงมีความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์เกินกว่าการพบปะตามปกติจีนในฐานะเจ้าภาพ ใช้ SCO ผลักดันแนวคิด “การปกครองโลกแบบใหม่” บนพื้นฐานความร่วมมือพหุภาคี ปฏิเสธ “แนวคิดสงครามเย็น” พร้อมชูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยมีรัสเซียเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่คอยยืนยันว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค “หลายขั้วอำนาจ” ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของประเทศใน Global South ที่แสวงหาทางเลือกนอกเหนือจากการนำของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ในบริบทที่ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ร้าวลึกและรัสเซียถูกกดดันจากสงครามยูเครน SCO กลายเป็นเวทีที่ทั้งสองประเทศใช้แสดงบทบาทนำและส่งสัญญาณว่าระเบียบโลกขั้วเดียวกำลังเสื่อมถอย การเข้าร่วมของอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และประเทศเอเชียกลาง ยังสะท้อนว่า SCO มิใช่เพียงพันธมิตรจีน–รัสเซีย แต่เป็นเวทีรวมพลังของรัฐกำลังพัฒนาที่ต้องการสมดุลใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น SCO Summit 2025 จึงเป็นมากกว่าการประชุมระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดตัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายขั้วอำนาจ และเป็นการปักธงประกาศของจีนและรัสเซียว่าพวกเขาไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางแรงกดดัน แต่ยังพร้อมจะขับเคลื่อนระเบียบโลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ได้รับความสนใจจากสื่อและนักวิเคราะห์ต่างประเทศในหลายมิติ เนื่องจากมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ตอบรับเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยผู้นำประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย เบลารุส อิหร่าน คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน ผู้นำมองโกเลีย รัฐสังเกตการณ์ ผู้นำประเททศคู่เจรจา 7 ประเทศได้แก่ ตุรกี กัมพูชา อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน อียิปต์ มัลดิฟส์ และเนปาล รวมถึงผุ้นำอื่น ๆ ที่ได้รับเชิญได้แก่ เลขาธิการองร์การสหประชาชาติ เลขาธิการอาเซียน ผู้นำประเทศเติร์กเมนิสถาน อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย และเวียดนาม ประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประจำปี 2025 มีสาระสำคัญที่น่าจับตาดังนี้

1. ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย–อินเดีย การพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียในงานนี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีของอินเดียที่แสดงความเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและรัสเซีย แม้จะมีความตึงเครียดในบางประเด็น เช่น ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับจีนและความสัมพันธ์กับปากีสถาน อย่างไรก็ตามการพบปะกันระหว่างผู้นำสามชาติข้างต้นเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างสามประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียและยูเรเชีย แม้จะมีความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญร่วมกัน

2. SCO ถูกมองว่าเป็นเวทีที่จีนและรัสเซียใช้ในการส่งเสริมระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้เสนอแนวคิด "Global Governance Initiative" (GGI) ซึ่งเน้นการปฏิเสธระเบียบโลกแบบสงครามเย็นและส่งเสริมการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยมีหลักการสำคัญดังนี้ 1. ความเสมอภาคและการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ สี จิ้นผิงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาและการเลือกเส้นทางการพัฒนาของแต่ละประเทศ 2. การส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม จีนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ โดยไม่พยายามบังคับใช้ค่านิยมของตนกับประเทศอื่น ๆ แต่ให้ความสำคัญกับการเคารพและเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม 3. การสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต (Community of Shared Future) จีนเสนอแนวคิดการสร้างสังคมร่วมกันที่มีอนาคต ซึ่งเน้นการร่วมมือและการพัฒนาร่วมกันของประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน 4. การส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ จีนมุ่งหวังที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง โดยเฉพาะในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างความก้าวหน้าและความมั่นคงร่วมกันในระดับโลก แนวคิด GGI นี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ยึดตามอำนาจของประเทศเดียว แต่เน้นการร่วมมือและความเสมอภาคของประเทศต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดอื่น ๆ ที่จีนได้เสนอในช่วงที่ผ่านมา เช่น Global Development Initiative (GDI) และ Global Security Initiative (GSI) การเสนอแนวคิด GGI ในที่ประชุม SCO Summit 2025 เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรมและครอบคลุม โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันระหว่างประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน นอกจากนี้จีนยังได้เสนอแนวคิดเรื่องการสร้างธนาคารพัฒนา SCO และระบบการเงินทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามความหลากหลายของสมาชิก SCO ซึ่งมีทั้งประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตกและประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก เช่น อิหร่านและเบลารุส ทำให้การสร้างความเป็นเอกภาพในกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย

3. การสนับสนุนของรัสเซียต่อระเบียบโลกหลายขั้ว รัสเซียใช้ SCO เป็นเวทีสำคัญในการยืนยันบทบาทในภูมิภาคเอเชีย–ยูเรเชียและส่งเสริม ระเบียบโลกหลายขั้ว (Multipolar World Order) โดยเน้นความร่วมมือกับจีนและสมาชิก Global South ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคง และเทคโนโลยี ผ่านการสร้างระบบการชำระเงินทางเลือก โครงการลงทุนร่วม การประสานงานทางทหาร และพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของรัสเซียท่ามกลางแรงกดดันจากตะวันตก แต่ยังส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่า รัสเซียพร้อมมีบทบาทนำร่วมกับจีนและสมาชิก SCO ในการกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

4. การเข้าร่วมของประเทศใหม่และการขยายตัวของ SCO การเข้าร่วมของประเทศใหม่ เช่น สปป.ลาว ทำให้จำนวนสมาชิกและพันธมิตรของ SCO เพิ่มขึ้นเป็น 27 ประเทศ การขยายตัวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของ SCO ในฐานะเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่ไม่ขึ้นอยู่กับตะวันตก การรวมตัวของสมาชิกจากเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งข้อความว่าโลกหลายขั้วกำลังเกิดขึ้นจริง และ SCO กำลังกลายเป็นเวทีรวมพลังของจีน รัสเซีย และ Global South ในการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ

5. บทบาทของ Global South และการปรับสมดุลอำนาจ การเข้าร่วมของประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South เช่น อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน สปป.ลาว และประเทศในเอเชียกลาง ทำให้ SCO กลายเป็นเวทีที่สะท้อนเสียงของประเทศนอกขั้วอำนาจตะวันตก และเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง การรวมตัวนี้ยังช่วยปรับสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยจีนและรัสเซียทำหน้าที่เป็นขั้วหลักร่วมกับ Global South ส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ และยุโรปว่าระเบียบโลกแบบขั้วเดียวไม่ใช่ทางเลือกเดียว อีกทั้งยังสร้าง อัตลักษณ์ร่วมและความร่วมมือแบบพหุภาคี ของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ SCO กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโลกหลายขั้วอำนาจที่มีความสมดุล ยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทนำในภูมิภาคและระดับโลก

6. การตอบสนองของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์โลก สหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของจีนและอินเดียในการสนับสนุนรัสเซีย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัสเซียในการทำสงคราม อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การดำเนินนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้าจากอินเดีย อาจส่งผลให้ประเทศต่างๆ หันมาหาพันธมิตรใหม่ เช่น จีน และ SCO

บทสรุป การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ประจำปี 2025 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ไม่เพียงเป็นเวทีทางการทูตประจำปี แต่ยังสะท้อน พลวัตการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ผ่านความร่วมมือระหว่างจีนและรัสเซีย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี จีนใช้เวที SCO ผลักดันแนวคิด Global Governance Initiative (GGI) เพื่อสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความเป็นธรรม ครอบคลุม และเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกัน รัสเซียเน้นบทบาทของ SCO ในการสร้าง สมดุลโลกหลายขั้วอำนาจ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐและยุโรป SCO ยังสะท้อนถึง ความร่วมมือของประเทศกำลังพัฒนาและ Global South โดยการเชื่อมโยงจีน รัสเซีย และเอเชียกลางเข้าด้วยกัน ทำให้เวทีนี้กลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณไปยังโลกตะวันตกว่า ระเบียบโลกแบบตะวันตกไม่ใช่ทางเลือกเดียวในมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การประชุม SCO Summit 2025 จึงเป็นทั้ง การปักธงนำโลกใหม่ของจีน–รัสเซีย และการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประเทศสมาชิกในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน SCO จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจต่อไปในอนาคต

ภาษาการเมืองวันนี้ เสนอคำว่า 'ฉากทัศน์' ภาพจำลองอนาคตทางการเมือง ก่อนเตรียมแผนรับมือ

ในโลกของการเมือง เรามักคุ้นชินกับคำยืมจากภาษาอังกฤษมากมาย หนึ่งในนั้นคือคำว่า “scenario” ซึ่งนักวิชาการไทยพยายามถอดความออกมาเป็นภาษาไทยว่า “ฉากทัศน์” แม้จะยังไม่ปรากฏในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ แต่กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการรัฐศาสตร์ การบริหาร และการวางแผนนโยบาย

คำว่า “ฉากทัศน์” ให้ภาพที่ชัดเจนเหมือนโรงละคร เวลาที่ม่านเปิดออก เราเห็นฉากหนึ่งฉากที่ถูกจัดวางไว้ ซึ่งเป็นเพียงภาพสมมติ แต่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าละครเรื่องนี้กำลังจะพาไปสู่ทิศทางไหน ในการเมืองก็เช่นกัน ฉากทัศน์หมายถึง การสมมติสถานการณ์ในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือ ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการวางแผนเผื่อว่า หากประเทศเดินไปทางนี้ หรือหากการตัดสินใจเป็นอีกแบบหนึ่ง จะเกิดผลอย่างไร

ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์อาจพูดถึง “ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง” บางคนเสนอว่าอาจมีรัฐบาลผสมที่กว้างขวางเพื่อรักษาเสถียรภาพ บางคนคาดว่าอาจเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อยู่ได้ไม่นาน หรือบางทีอาจถึงขั้นยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ ทุกฉากทัศน์ไม่ใช่เรื่องจริงในปัจจุบัน แต่เป็นภาพที่วางไว้ให้ผู้คนคิดตามว่า “ถ้าเกิดขึ้นจริง เราจะทำอย่างไร”

ดังนั้น คำว่า “ฉากทัศน์” จึงไม่ใช่แค่ศัพท์เก๋ ๆ ของนักวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือทางความคิด ที่ช่วยให้สังคมมองอนาคตในหลายมิติ และไม่หลงเชื่อว่ามีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น

วีรบุรุษรหัสลับสงครามโลกที่กำลังจะถูกลืม หลัง ‘ทรัมป์’ สั่งลบข้อมูลจากเครือข่ายกลาโหม

กองทัพของประเทศต่าง ๆ บนโลกใบนี้ต่างก็มีและใช้รหัสลับมายาวแล้ว แต่การใช้และความซับซ้อนของรหัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นการส่งโดย โทรเลข ไฟสัญญาณ สุนัขส่งสาร นกพิราบสื่อสาร หรือวิทยุสื่อสารในยุคแรก ๆ ข้อความมักถูกส่งเป็นรหัสเพื่อป้องกันไม่ให้ความลับตกไปอยู่ในมือของข้าศึก แนวคิดการใช้ทหารอเมริกันอินเดียนที่มีความถนัดทั้งภาษาชนเผ่าดั้งเดิมและภาษาอังกฤษในการส่งข้อความลับในสนามรบถูกนำมาทดสอบครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ จึงได้พัฒนานโยบายเฉพาะในการสรรหาและฝึกอบรมทหารชาวอเมริกันอินเดียนให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาชนพื้นเมืองอเมริกัน (Code talkers)

Code talkers เป็นทหารอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงที่ใช้ภาษาประจำเผ่าในการสื่อสารลับในสนามรบ ส่วนใหญ่แล้วจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาของชาวนาวาโฮ (Navajo Code Talkers) ซึ่งใช้ภาษาพื้นเมืองของตนเพื่อถ่ายทอดข้อความลับของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิรบแปซิฟิกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีชนพื้นเมืองอเมริกันอย่างน้อย 14 ชนชาติ รวมถึงเชอโรกีและโคแมนชี ทำหน้าที่นี้ทั้งในสมรภูมิแปซิฟิกและยุโรป กองทัพบกสหรัฐฯ เป็นเหล่าทัพแรกที่เริ่มรับสมัคร Code talkers จากมลรัฐต่าง ๆ เช่น โอคลาโฮมา ต่อมาในปี 1940 เหล่าทัพอื่น ๆ เช่น นาวิกโยธินและกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็รับสมัครตามมา Code talkers ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ รุ่นแรกมี 29 นาย ซึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ สำเร็จการฝึกอบรมในปี 1942 นอกเหนือจากการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารเหล่านี้ยังต้องพัฒนาและจดจำรหัสทางทหารเฉพาะตัว โดยใช้ภาษาที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเขียน และต้องถูกกักตัวในห้องที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น

รหัสประเภทแรกที่พวกเขาสร้างขึ้น คือรหัสประเภทที่ 1 ประกอบด้วยคำศัพท์ภาษานาวาโฮ 26 คำ ซึ่งย่อมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวที่สามารถใช้สะกดคำได้ ตัวอย่างเช่น คำว่า “มด” ในภาษานาวาโฮ ซึ่งแปลว่า “มด” ถูกใช้แทนตัวอักษร “a” ในภาษาอังกฤษ รหัสประเภทที่ 2 ประกอบด้วยคำศัพท์ที่สามารถแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษานาวาโฮได้โดยตรง และนักพูดโค้ดยังได้พัฒนาพจนานุกรมคำศัพท์ 211 คำ (ต่อมาได้ขยายเป็น 411 คำ) สำหรับคำศัพท์และชื่อทางการทหารที่เดิมไม่มีอยู่ในภาษานาวาโฮ ตัวอย่างเช่น เนื่องจากไม่มีคำในภาษานาวาโฮที่แปลว่า "เรือดำน้ำ" นักพูดโค้ดจึงตกลงใช้คำว่า besh-lo ซึ่งแปลว่า "ปลาเหล็ก"

Code talkers ส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเป็นคู่ในแต่ละหน่วย โดยระหว่างการรบเจ้าหน้าที่นายหนึ่งจะเป็นพลวิทยุส่วนอีกนายหนึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดและรับข้อความด้วยภาษาพื้นเมืองและแปลเป็นภาษาอังกฤษ งานของพวกเขามีความอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิแปซิฟิก เพราะทหารญี่ปุ่นตั้งใจเล็งเป้าหมายไปยังทหารเสนารักษ์และพลวิทยุ และโค้ดทอล์คเกอร์ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาขณะส่งข้อความ Code talkers เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และพวกเขาได้เข้าร่วมการรบที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงสมรภูมิหาดยูทาห์ในช่วงการบุกโจมตีวันดีเดย์ในฝรั่งเศส และที่อิโวจิมาในสมรภูมิแปซิฟิก พันตรีโฮเวิร์ด คอนเนอร์ นายทหารสัญญาณของกองพลนาวิกโยธินที่ 5 กล่าวว่า "หากไม่ใช่เพราะ Code talkers ชาวนาวาโฮ กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ คงจะไม่สามารถยึดอิโวจิมาได้"

Navajo Code Talkers คือกลุ่มนาวิกโยธินอเมริกันพื้นเมืองจากชนเผ่านาวาโฮ ซึ่งได้พัฒนาและใช้รหัสลับที่อ้างอิงจากภาษาของพวกเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รหัสของพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารทางทหารของสหรัฐฯ ในสมรภูมิแปซิฟิก และถือเป็นหนึ่งในรหัสทางทหารเพียงไม่กี่รหัสที่ไม่เคยถูกถอดรหัสได้ในช่วงสงคราม ทำไมต้องภาษานาวาโฮ เพราะภาษานาวาโฮเป็นภาษาที่มีความซับซ้อน ไม่ได้เขียนขึ้น และไม่มีอักษรที่เป็นทางการในเวลานั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา การเรียนรู้เป็นเรื่องยากมาก มีเพียงไม่กี่คนนอกเผ่า Navajo ที่รู้ภาษานี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้เป็นภาษารหัสในการรักษาความปลอดภัย

วิธีการทำงานของโค้ด: รหัสดังกล่าวไม่ใช่เพียงภาษาของชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮเท่านั้น แต่ยังเป็นรหัสภาษาชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮที่ถูกกำหนดความหมายทางทหารไว้เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น:
"Chay-da-gahi" (เต่า) = รถถัง หรือ "Tsidi Nez" (นกอินทรี) = เครื่องบิน หรือ " Besh-lo" (ปลาเหล็ก) = เรือดำน้ำ พวกเขายังได้สร้างระบบตัวอักษรโดยใช้คำภาษาอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮแทนตัวอักษรภาษาอังกฤษ (เช่น “wol-la-chee” (ant) = A) หรือ คำแปลของคำว่าอิโวจิมา I: A-chi (ลำไส้) W: Gloe-ih (พังพอน) O: Ne-ahs-jah (นกฮูก) J: Tkele-cho-g (คนโง่) I: A-chi M: Na-as-tso-si (หนู) และ A: Wol-la-chee (มด) บทบาท Navajo Code Talkers ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งแรกในปี 1942 ในสมรภูมิกัวดัลคาแนล และมีบทบาทสำคัญในการรบครั้งสำคัญ ๆ ในเวลาต่อมาได้แก่: อิโวจิมา  ไซปัน และโอกินาว่า ข้อความที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้วิธีการดั้งเดิม สามารถส่งและรับได้ภายในไม่กี่นาทีโดยใช้ Navajo Code Talkers

แม้ในช่วงสงคราม Code talkers จะอุทิศตนอย่างกล้าหาญ แต่ Code talkers ชาวพื้นเมืองอเมริกันกลับถูกสั่งให้เก็บงานของตนไว้เป็นความลับ แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถบอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ เนื่องจากโค้ดที่พวกเขาพัฒนาขึ้นยังคงมีการใช้งานอยู่ กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องการให้โครงการนี้เป็นความลับ เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้โค้ดดังกล่าวอีกครั้งในสงครามครั้งต่อ ๆ ไป จนกระทั่งเมื่อโครงการ Code talkers ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอได้งถูกยกเลิกการจัดประเภทในชั้นความลับในปี 1968 การยอมรับโครงการ Code talkers ทั่วสหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าจะมีการยอมรับ Code talkers บ้างในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 แต่จนกระทั่งปี 2001 จึงมีการมอบ เหรียญ Congress Gold Medal ให้กับ Code talkers ชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ 29 นาย และชนเผ่าอื่น ๆ ในเวลาต่อมา

ปัจจุบันด้วยคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ยกเลิกโครงการ "Diversity, Equity, and Inclusion (DEI)" ของรัฐบาลกลาง จึงทำให้มีการลบเนื้อหาเกี่ยวกับ Code Talkers ออกจากเว็บไซต์กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดย URL ของบทความเหล่านั้นถูกระบุว่า เนื้อหาดังกล่าวมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ DEI โดยมีรายงานว่าบทความอย่างน้อย 10 บทความที่เกี่ยวข้องกับ Code talkers ชนพื้นเมืองอเมริกันได้หายไปจากเว็บไซต์ของกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตามที่ จอห์น อัลลีออต โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า "ดังที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวไว้ว่า DEI ตายไปแล้วในกระทรวงกลาโหม เรายินดีที่กระทรวงฯ ปฏิบัติตามคำสั่งให้นำเนื้อหา DEI ออกจากทุกแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็ว" ทำให้บุคคลผู้กล้าหาญเหล่านั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ภาษาแม่ของตนเพื่อพัฒนารหัสลับที่ยากแก้การถอดรหัส อันเป็นหัวใจสำคัญในการคว้าชัยชนะในสมรภูมิแปซิฟิกของกองทัพสหรัฐฯ และผลงานของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความกล้าหาญที่หาที่เปรียบมิได้ แม้ว่า การลบเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม แต่การยกย่องมรดกของ Code Talkers เหล่านั้นควรอยู่เหนือการพิจารณาในมิติของ DEI เพราะความกล้าหาญของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและการเสียสละอันลึกซึ้งของชนพื้นเมืองอเมริกันในการรับใช้ชาติของพวกเขาเหล่านั้น

ส้ม–น้ำเงิน–แดง เปิดเกมชิงอำนาจด้วยชนักติดหลัง ดีลยุบสภาใน 4 เดือนอาจเป็นทางหนีสุดท้ายของทุกฝ่าย

ปรากฏการณ์ส้มน้ำเงินแดงตีกันคราวนี้ มันเห็นชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ว่าปัญหาของการเมืองไทยอยู่ตรงไหน และทางออกควรเป็นแบบไหน เพราะถ้าส่องเข้าไปดี ๆ จะพบว่า ทุกฝ่ายไม่ได้สู้กันเพื่ออุดมการณ์เท่าไหร่ แต่สู้กันเพื่อเก้าอี้และเพื่อเอาตัวรอดจากเงื่อนไขคดีความที่ล้อมอยู่รอบตัว

ฝั่ง พรรคเพื่อไทย (พรรคแดง) หลังจากที่อุ๊งอิ๊ง ชินวัตร ถูกดีดออกจากเก้าอี้ด้วยคำสั่งศาลเรื่องจริยธรรม ก็รีบชู 'ชัยเกษม' ขึ้นมาแทนทันทีเพื่อไม่ให้เสียจังหวะการเมือง แต่ก็รู้กันอยู่ว่าแรงสนับสนุนไม่ได้แน่นหนาเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะถ้าหลุดเก้าอี้นายกคนที่ 32 ไปแล้ว โอกาสจะกลับมาก็อาจยากกว่าเดิม

ด้าน พรรคภูมิใจไทย (พรรคน้ำเงิน) ข่าวก็แรงไม่แพ้กันว่ากำลังจะจับมือกับ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) ด้วยเงื่อนไขให้อนุทินขึ้นเป็นนายกฯ 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ดีลนี้ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างยุติธรรม แต่จริง ๆ แล้วคือการเล่นหมากตัดขาแดงโดยตรง และกลายเป็นการชิงดำที่ใครพลาดเพียงก้าวเดียวก็ร่วง

ที่น่าสนใจคือ พรรคประชาชน (พรรคส้ม) เพราะแต่ไหนแต่ไร พรรคนี้ก็มีการเคลื่อนไหวที่สุดโต่งไปในทิศทางของการพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 และล้มล้างสถาบันมาโดยตลอด การตัดสินใจหันมาจับมือกับน้ำเงินจึงไม่เพียงสะเทือนไปถึงฐานมวลชน แต่ยังทำให้คนที่เคยสนับสนุนในเชิงอุดมการณ์สุดโต่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางตลาด ว่าแทนที่จะยืนตรงตามแนวทางที่ประกาศมาตั้งแต่แรก กลับเลือกเดินเกมทางการเมืองที่สวนทางกับภาพลักษณ์เดิมของตนเอง จนกลายเป็นการ “หักหลังครั้งใหญ่” ต่อทั้งมวลชนและอุดมการณ์ของพรรคเอง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ส้มเองก็มีโจทย์ใหญ่ที่เลี่ยงไม่ได้ คือเป้าหมายที่แท้จริงคือการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งต้องรอให้ “ประธานพรรคส้มตัวจริง” หลุดจากคดีความและอายุความหมดก่อน ดังนั้นการให้นอมินีโดดเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้ ก็คือการยอมกัดฟันเดินหมากเสี่ยง และนั่นก็แปลว่าต้องยอม “หักหลังมวลชน” ไปพร้อม ๆ กับ “หักหลังหัวหน้าตัวจริง” ด้วย

ส่วนอนุทิน ถ้าได้ขึ้นเป็นนายกฯ จริง ก็ต้องพิสูจน์ว่าจะกุมบังเหียนส้มให้อยู่หมัดได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะถูกลากไปพร้อมกัน จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับจริยธรรมการเมืองที่แต่ละคนจะเลือก แต่ถึงยังไง รัฐบาลอายุสั้น 4 เดือนที่เป็นเสียงข้างน้อย ก็คงทำอะไรได้ไม่มาก นอกจากประคองสถานการณ์ไปให้ถึงวันเลือกตั้งใหม่

และอย่าลืมว่า ยังมีตัวแปรสำคัญรออยู่ — ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่กำลังปะทุอยู่ทุกทิศ หากการเมืองในสภายังเล่นเกมหักหลังกันไม่เลิก สุดท้ายอำนาจในการจัดการวิกฤตอาจจะกลับไปอยู่ในมือทหารและตำรวจ ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านนักการเมืองเลยด้วยซ้ำ

ที่สำคัญ ทุกพรรคไม่ว่าจะเป็น แดง น้ำเงิน หรือส้ม ต่างก็มี “ฉลากคดีความ” ติดตัวอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นศาลหรืออยู่ระหว่างรอการพิพากษา สุดท้ายแล้วเกมนี้อาจไม่เหลือใครเลยก็ได้ เพราะถ้าศาลลงดาบพร้อมกัน ทุกฝ่ายก็กลายเป็นผู้แพ้ทั้งกระดาน นี่แหละครับเหตุผลว่าทำไมบางทีมันถึงต้องรีบยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อหนีแรงกดดันของเวลาและคดีที่กำลังจะปิดฉากในไม่ช้า

เพลิงที่ลุกจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่เนปาล สะท้อนการปฏิเสธกติกาสืบทอดอำนาจของชนชั้นนำ

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) กรุงกาฐมาณฑุได้เผชิญค่ำคืนแห่งเพลิงและความโกรธแค้น ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปใน พระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ (Singha Durbar) วังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐเนปาล และจุดไฟเผาจนลุกไหม้ เสาอาคารแตกร้าวเพราะความร้อน หน้าต่างระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ ควันดำลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง มันไม่ใช่เพียงแค่อาคารที่กำลังถูกเผา แต่คือสัญลักษณ์ของระบอบการเมืองเก่าที่กำลังพังทลายลงตรงหน้า

ต้นเหตุคือคำสั่งรัฐบาลในการแบน โซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook, YouTube, X จนถึง Signal สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หายใจอยู่ในโลกดิจิทัล มันไม่ใช่แค่การปิดกั้น แต่มันคือการตัดลมหายใจ เป็นการส่งสัญญาณว่าความคิดและเสียงของพวกเขาไม่ถูกนับรวม

แต่ความโกรธนั้นลึกกว่านั้น มันคือความรู้สึกว่าประเทศถูกพันธนาการด้วยระบบอุปถัมภ์ ที่ให้ ลูกหลานนักการเมือง รับอำนาจเหมือนมรดกตกทอด คำสั่งแบนเป็นเพียงประกายไฟ แต่เชื้อเพลิงจริงคือความผิดหวังที่สะสมมาหลายทศวรรษ

เมื่อเพลิงโหมสิงห์ดุร์บาร์ มันเผาผลาญเกินกว่ากำแพงและเสา มันทำลายภาพลวงตาที่ว่าสถาบันเก่ายังมีความชอบธรรม รัฐสภา ศาลฎีกา และบ้านพักผู้นำก็ถูกโจมตีเช่นกัน ข้อความนั้นชัดเจนยิ่งนักว่า กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่การลาออกนั้นไม่อาจดับไฟในใจประชาชนได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือรอยแยกระหว่างคนรุ่นใหม่ที่กระหายการเปลี่ยนแปลง กับชนชั้นนำเก่าที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ

เหตุการณ์ไฟเผาพระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ในกาฐมาณฑุ ไม่ได้เป็นเพียงการเผาอาคารเก่าแก่ แต่คือสัญลักษณ์ของการปะทุจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบอบการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง จุดเริ่มต้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม กลายเป็นประกายไฟที่จุดระเบิดความไม่พอใจซึ่งสั่งสมมานาน

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการปฏิเสธกติกาเดิม และมีศักยภาพจะกลายเป็น “โดมิโน” ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในอนาคต วันหนึ่งอาจไม่หยุดแค่เนปาล แต่อาจไปถึงเมืองหลวงอื่นในภูมิภาคก็เป็นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top