Thursday, 4 June 2026
CambodiaOpenedFire

‘กองทัพบก’ โต้!! ‘กัมพูชา’ ยันไทยใช้กฎหมายในเขตอธิปไตย ไม่ละเมิด MOU 2000 ย้ำ!! ประเทศไทยมีสิทธิใช้กฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง กรณีพิพาทหมู่บ้านชายแดน

(21 ก.ย. 68) กรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อ 20 ก.ย. 68 ระบุว่า “กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงและคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับเจตนาที่จะใช้กฎหมายภายในประเทศของไทยกับพลเมืองกัมพูชาในหมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านไปรจัน ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีรายละเอียดกล่าวหาฝ่ายไทยว่า

ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชาในพื้นที่พิพาท โดยการอ้างสิทธิดังกล่าวของไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ (มาตรา 2(3) และ 2(4)) เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ขอเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อกรณีนี้ว่าฝ่ายไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตดินแดนของไทย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศยอมรับ และขอยืนยันว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องดำเนินการก่อนนั้น ไม่ได้อยู่ในเขตของพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน แต่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักอธิปไตยของรัฐ

พลตรี วินธัย  ระบุว่า ส่วนเรื่องพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ ในมาตรา 2(3) ที่ได้ระบุไว้ว่า “รัฐสมาชิกต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยวิธีสันติ เพื่อไม่ให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศตกอยู่ในอันตราย” นั้นในความเป็นจริงกลับพบว่าฝ่ายกัมพูชามักจะเป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการปลุกปั่น จัดฉาก ใช้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

ส่วนในมาตรา 2(4) ที่ระบุว่า “รัฐสมาชิกต้องละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน” กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยไทย ด้วยการนำกำลังทหารพร้อมอาวุธมาวางกำลังในดินแดนอธิปไตยไทย และการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในดินแดนอธิปไตยไทย แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมนั้น ต่อกรณีนี้เป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ด้วยการละเลย ไม่จริงใจ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 จำนวนกว่า 500 ครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น
ต่อกรณีนี้อีกเช่นกันที่เป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการแบบไม่เปิดเผย เพื่อให้มีกิจกรรมการชุมนุมของประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในเขตอธิปไตยของไทย จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย

“จึงขอยืนยันว่าฝ่ายไทยมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี โดยจะไม่ใช้กำลังรุกรานใคร การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นนั้น อยู่ภายใต้กรอบกติกาสากลและกฎหมายไทย เพื่อรักษาอธิปไตย และปกป้องตนเองจากการคุกคามของฝ่ายกัมพูชา” พลตรี วินธัย ระบุ

‘หญิงเขมร’ ขอโทษ!! หลังโพสต์คลิปอ้าง มีการยิงกันที่ ‘ปราสาทตาเมือนธม’ ทำแตกตื่นกันทั้งโซเชียล!! สุดท้ายแค่เสียงฟ้าร้อง!! ไม่ใช่เสียงปืน ปะทะกัน

เมื่อวานนี้ (26 ก.ย. 68) สื่อกัมพูชา Fresh News ได้โพสต์คลิป "ผู้หญิงชาวเขมรคนหนึ่งที่อ้างว่ามีการยิงกันเกิดขึ้นที่ ปราสาทตาเมือนธม ในวันที่ 26 กันยายน 2025 ได้ออกมาทำวิดีโอขอโทษแล้ว ความจริงแล้วมันคือแค่ เสียงฟ้าร้อง แต่เธอกลับตะโกนว่ามีเสียงระเบิดอาวุธขึ้นอีกแล้ว" จนทำให้ผู้คนแตกตื่น

ในคลิปเธอระบุว่า …

สวัสดีพ่อแม่พี่น้อง ฉันมาขอโทษที่ฉันได้บอกว่ามีการปะทะกันที่ปราสาทตาเมือนธม เขตอำเภอบันเตียเมียนเจย ฉันต้องขอโทษทุกคนด้วย เพราะว่าฉันได้ยินเสียงฟ้าร้อง ก็คิดว่าเสียงลูกปืน ที่เขายิงกัน ฉันเป็นห่วงทุกคน ขอโทษด้วยที่ฉันเข้าใจผิด ฉันไม่ได้มีเจตนาไม่ดี มันได้ยินถี่มาก คล้ายเสียงปืน ฉันเข้าใจผิด อภัยให้ฉันด้วย

พบ!! ‘ทุ่นระเบิด PMN-2’ ใกล้ปราสาทตาควาย ‘กองทัพบก’ ชี้ชัด!! ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง

(27 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก ทันกระแส โพสต์ล่าสุดว่า เจ้าหน้าที่ TMAC ตรวจพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย" พร้อมระบุข้อความว่า "สันติวิธีแบบลอบกัด พื้นที่ตาควายยังพบระเบิดต่อเนื่อง ล่าสุด เจ้าหน้าที่ TMAC ตรวจพบ PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น กัมพูชาละเมิดข้อตกลง!! และแสดงการเป็นปรปักษ์!! 

แม่ทัพภาค 2 นำทหารสดุดีวีรชน สร้างขวัญใจ ปลุกจิตสำนึก ร้องเพลงชาติไทย ดังกึกก้อง!! บนจุดสูงสุดของ ‘ภูมะเขือ’

(28 ก.ย. 68) เพจเฟสบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่าแม่ทัพภาคที่ 2 นำเหล่าทหารกล้า ร้องเพลงชาติไทย ณ ยอดภูมะเขือ ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำเหล่าทหารกล้าเชิญธงชาติและร่วมร้องเพลงชาติไทย ณ ยอดภูมะเขือ ประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณใน “พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6” เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day)”

และสดุดีวีรชนทหารกล้าผู้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย ธงชาติไทยที่โบกสะบัด คือสัญลักษณ์แห่งเกียรติและศักดิ์ศรี ทหารไทยจะยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินนี้ด้วยชีวิต ไม่ให้สูญเสียแม้เพียงตารางนิ้ว

‘สีหศักดิ์’ ตอกกลับ!! ‘กัมพูชา’ กลางเวที UN ลั่น!! เหยื่อที่แท้จริง คือทหาร และพลเรือนไทย

(28 ก.ย. 68) อาจารย์แพท พัฒนพงศ์ แสงธรรม อาจารย์ประจำ คณะศิลปศาสตร์ (ภาควิชาภาษาอังกฤษ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ตัด excerpt ตอนสำคัญมาให้ฟัง และแปลมาให้แล้วครับ นี่คือความเป็นผู้ดี แต่ยังคงพูดตรง เหมือนลากเขมรลงไปตบในโตนเลสาป

(สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ)

เช้าวันนี้ ข้าพเจ้าตั้งใจจะกล่าวถ้อยแถลงในเชิงสร้างสรรค์และเป็นบวก — สะท้อนถึงความหวังในอนาคต แต่จำเป็นต้องเขียนสุนทรพจน์ใหม่ เนื่องจากถ้อยแถลงที่น่าเสียใจยิ่งจากเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชา

เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ข้าพเจ้าได้เห็นว่ากัมพูชายังคงพยายามแสดงตนว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอดเวลาครั้งแล้วครั้งเล่า กัมพูชาได้อ้างข้อเท็จจริงในมุมมองของตนเอง ซึ่งเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงการบิดเบือนความจริง 

เราทราบดีว่าใครคือ “เหยื่อที่แท้จริง” - - เหยื่อที่แท้จริงคือ ทหารไทยที่สูญเสียขาจากกับระเบิด เด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกปืนใหญ่ถล่ม และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ที่ไปจับจ่ายซื้อของในร้านค้าแต่กลับตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยจรวดจากกัมพูชา

เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชาในห้องโถงขององค์การสหประชาชาติ เราหารือกันถึงเรื่องสันติภาพ การเจรจา ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ต่อมา ประเด็นนี้ยังได้รับการเน้นย้ำอีกครั้งในการปรึกษาหารือไม่เป็นทางการที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เราขอชื่นชมประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทุ่มเทต่อสันติภาพ

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวในวันนี้กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่กล่าวเมื่อวาน

ที่ประชุมนี้ ได้เผยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของกัมพูชา ข้อกล่าวหาเหล่านี้เกินเลยจนเหมือนเป็นการเยาะเย้ยความจริง...

กัมพูชาเป็นฝ่ายริเริ่มความขัดแย้งมาตั้งแต่ต้น โดยมีเจตนาในการขยายข้อพิพาทชายแดนให้กลายเป็นความขัดแย้งระดับชาติ และผลักดันไปสู่เวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง ดังที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้

หมู่บ้านที่เพื่อนร่วมงานฝ่ายกัมพูชากล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ในดินแดนไทย — เรื่องนี้ชัดเจน ไม่ควรมีข้อโต้แย้งใด ๆ อีก

แท้จริงแล้ว หมู่บ้านเหล่านี้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้เพราะประเทศไทยได้ตัดสินใจบนพื้นฐานด้านมนุษยธรรม เปิดพรมแดนของเราในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เพื่อให้ชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีสงครามกลางเมืองในประเทศตน ได้เข้ามาหลบภัยในประเทศไทย

เราตัดสินใจเช่นนั้นด้วยความกรุณาและหลักมนุษยธรรม และในฐานะนักการทูตหนุ่ม ข้าพเจ้าได้เห็นภาพเหล่านั้นด้วยตนเอง

แม้ว่าสงครามกลางเมืองจะสิ้นสุดลงและค่ายผู้ลี้ภัยได้ปิดตัวไปแล้ว แต่หมู่บ้านกัมพูชาได้ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แม้ประเทศไทยจะประท้วงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กัมพูชาก็มิได้สนใจแก้ไขปัญหาการรุกล้ำนี้

และเมื่อสันติภาพกลับคืนสู่กัมพูชา หลังจากความตกลงสันติภาพปารีส ปี ค.ศ. 1991 เราก็อยู่ที่นั่นเพื่อช่วยฟื้นฟูและบูรณะประเทศกัมพูชา เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เราสร้างบ้าน ถนน โรงพยาบาล เพราะสันติภาพในกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยเช่นกัน

นี่แหละคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรทำให้กันและกัน!!

ผู้เสียหายที่แท้จริงคือ ฝ่ายทหารไทยต้องเสียขา จากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวดของกัมพูชา จนเสียชีวิต พร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

(28 ก.ย. 68) เสียงปรบมือ ลั่น UN ‘ท่านทูต สีหศักดิ์’ รมว.ต่างประเทศ สปีช ทัชใจ เชือดนิ่มๆ สุดสุขุม ย้อนอดีต ไทย ช่วยเหลือเขมร มาตลอด ตั้งแต่มีสงคราม กลางเมือง จนช่วยพัฒนาเขมร สร้าง บ้าน สร้างถนน สร้าง รพ. ให้ อันเป็นสิ่งที่เพื่อนบ้านที่ดีควรทำให้กัน แฉ เขมร ดีแต่พูด กล่าวหาไทย แต่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ยังคงวางทุนระเบิดทำทหารไทยขาขาด ส่งโดรน บินรุกล้ำเขตอธิปไตยไทย และยังคงยิงใส่ทหารไทย จนถึงวันนี้ เผย ที่ กัมพูชา พูดเมื่อวานในที่นี้ แต่เขมรทำตรงข้ามหมด

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในการอภิปรายทั่วไปของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 UNGA80 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

โดยในช่วงที่กล่าวถึง ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ได้กล่าวว่า  ฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายขยายปัญหาความขัดแย้งเรื่องดินแดนของสองประเทศ ให้เป็นระดับนานาชาติ โดยรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของประเทศไทย 

พร้อมขอบคุณ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จัดให้มีมีการประชุมหารือ4 ฝ่าย ในการมีข้อตกลงหยุดยิง ระหว่างไทยกับกัมพูชา 

ประเทศไทยพยายามที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่แค่คำพูดแต่ปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าฝ่ายทหารกัมพูชากลับเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยมาในห้วงหลายวัน ในเดือนกันยายน จนมาถึงวันนี้ 

การหยุดยิงเป็นเรื่องที่เปราะบางและต้องอาศัยความจริงใจจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่แค่เพียงคำพูด เพราะฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและระดมพลเรือนเข้ามาในเขตแดนประเทศไทยและยิงใส่ทหารไทยรวมถึงการใช้โดรนบินสอดแนมรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยไทยและข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยเองยืนหยัดที่จะอยู่บนเส้นทางของสันติภาพแต่ก็ต้องปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

พร้อมตั้งคำถามตรงไปที่กัมพูชาว่าจะเลือกการเผชิญหน้าต่อไปหรือจะเลือกสันติภาพ เพราะไทยเองพร้อมที่จะยึดแนวทางสันติภาพและใช้กลไกทวิภาคที่มีอยู่ เพราะทั้งสองประเทศก็เป็นครอบครัวอาเซียนด้วยกัน

ในห้วงที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชายังคงแสดงตนว่าเป็นผู้เสียหายครั้งแล้วครั้งเล่าโดยนำเสนอ จากฝ่ายตนเองที่ไม่อาจตรวจสอบได้ และบิดเบือนข้อเท็จจริงเพราะผู้เสียหายที่แท้จริงคือฝ่าย ทหารไทยต้องเสียขาจากทุ่นระเบิด นักเรียนต้องถูกจรวด ของกัมพูชา จนเสียชีวิตพร้อมประชาชน ผู้บริสุทธิ์

‘แม่ทัพวรยส’ ยื่นคำขาด!! ‘กัมพูชา’ ไม่อพยพ!! เขมรล้ำแดน ไม่ต้องมาคุย

(4 ต.ค. 68) แม่ทัพวรยส บูรพาพยัคฆ์ คอแดง สายบู๊ ยื่นคำขาด เขมร ส่ง แผนอพยพ 3 หมู่บ้านเขมร ล้ำแดนไทย ไม่งั้น ไม่ประชุม RBC!! แม่ทัพไก่ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นระดับแกนนำ ตท.28 /จปร.39 ที่เติบโตมาจาก กองพลบูรพาพยัคฆ์ ชายแดนตะวันออก ทำงานชายแดนไทย-กัมพูชา มาตลอด โดยเติบโตจาก ร.12 รอ. และ ร.2 รอ. โดยทำงานใกล้ชิด เป็นน้องรัก กับ บิ๊กหนุ่ย พลเอก ธรรมนูญ วิถี อดีตแม่ทัพภาค1 อดีตผบ.พล.ร.2 รอ. ที่ปัจจุบัน เป็นรองผู้บัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 

พลโท วรยส ยังเป็นสายตรงของ แกนนำรุ่น ตท.28 ที่เป็น ทหารคอแดง นอกกองทัพบก 

และถูกจับตามอง เมื่อได้ขยับจาก พล.ร.2 รอ มาเป็น ผบ.พล.1 รอ. กองพลคอแดง หลักของ ทัพภาค1 และ เป็นกำลังหลักของ ฉก.ทม.รอ.904 อีกทั้ง การเป็นแม่ทัพภาค1 ต้องเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

จากนั้น ขึ้น รองแม่ทัพภาค1 และขึ้น แม่ทัพน้อย1 และเป็น แม่ทัพภาค 1 ในครั้งนี้ และถือว่า เข้าไลน์ เส้นทาง สู่ 5 เสือทบ. และ ชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. เพราะมีอายุราชการถึง ต.ค.2571 ชิงกับ บิ๊กใหญ่ พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) และ บิ๊กเต้ พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) ผช.ผบ.ทบ. ที่เกษียณ 2571 พร้อมกัน 

แต่ใครจะเป็น ผบ.ทบ. จะต้องรอดู โยกย้าย ตค.2569 นี้ ว่า พลโท วรยส จะขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. หรือไม่ และ เส้นทางของ พลเอก อมฤต โยกย้าย ต.ค. 2569 ด้วยเช่นกัน

บทบาทที่น่าจับตา ของ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ ทันทีที่รับตำแหน่ง แม่ทัพภาค 1 ที่ประกาศเจตนารมณ์ ว่า “ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1 ที่พร้อมจะปกป้องรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ โดยจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถ และด้วยชีวิต โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ”
และลงพื้นที่ สระแก้ว ทันที ในวันที่รับหน้าที่ 

พลโท วรยส ในฐานะ ประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา RBC ด้านกองทัพภาคที่ 1 ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา เรื่องการประชุมRBC สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ว่า ตามที่ ภูมิภาคทหารที่ 5 ได้กำหนดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคกัมพูชา-ไทย (RBC) สมัยพิเศษด้านภูมิภาคทหารที่ 5 กับกองทัพภาคที่ 1 ในห้วงวันที่ 10-12 ตุลาคม 2568 รวม 3 วัน โดยครั้งนี้ฝ่ายกัมพูชา เป็นเจ้าภาพ ณ จังหวัดบันเตียเมียนเจย ราชอาณาจักรกัมพูชา 

โดยมี พลโท แอก ชอมโอน รองผู้บัญชาการทหารบก / ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 และ เชิญ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 เป็นประธานการประชุมร่วม นั้น

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ ภูมิภาคทหารที่ 5 จัดทำแผนอพยพประชาชนชาวกัมพูชาในพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน, บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว และ บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว รวม 3 พื้นที่ โดยส่งแผนการอพยพฯ ให้กองทัพภาคที่ 1 ภายในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งเสนอในการประชุม RBC ในครั้งนี้จึงจะเข้าร่วมการประชุม และ ได้มอบหมายให้ พันตรี สรายุทธ์ จันทรประยงค์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ประสานงาน

การเปิดเสียงหลอนกลางดึก เป็นการทำสงครามจิตวิทยา รบทางเสียง ยังดีกว่า ทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า กัน จอมพลัง หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเหลือประชาชนเปิดเสียงซาวด์ผีหลอนใส่กัมพูชากลางดึกนั้น กัมพูชาย่อมมีสิทธิ์เปิดเสียงหลอนใส่ไทยได้เช่นกัน

“การเปิดเสียงหลอนกลางดึกเป็นการทำสงครามจิตวิทยารบทางเสียง ยังดีกว่าทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนกันตรงไหน”

ส่วนจังหวัดสระแก้วซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอ คือ ตาพระยา โคกสูง วัฒนานคร และคลองหาด เพื่อเตรียมพร้อมยามฉุกเฉิน สะท้อนว่า สถานการณ์ผลักดันกัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว อาจขยายผลไปถึงขั้นต้องทำสงครามต่อกัน

อย่างไรก็ตาม การให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอพยพจึงไม่เกินความจริงไปได้ เพราะถ้ารบกันแล้ว คงไม่ได้อยู่แค่ดินแดนไทยถูกรุกล้ำเท่านั้น แต่จะขยายไปในพื้นที่ส่วนอื่น ตั้งแต่ชายแดนกองทัพภาค 1 ถึงกองทัพภาค 2 ด้วย คงหนีกันไม่พ้นการปะทะกันทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

‘ประเทศไทย’ ปกป้องอธิปไตยด้วย ‘เสียง’ แต่กลับถูกตั้งคำถาม เรื่องสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) จากกรณีที่ #กันจอมพลัง นำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน F-16 และ #เสียงผี ที่ #หมู่บ้านหนองจาน และ #หนองหญ้าแก้ว เพื่อกดดันและ #ข่มขวัญชาวกัมพูชา ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร #สมาชิกวุฒิสภา ออกมาเตือนรัฐบาลว่า การปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปสร้างความกดดันดังกล่าว อาจทำให้รัฐบาลตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายและการเมือง

นางอังคณา ระบุว่า การปล่อยให้ #อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการเพื่อ #สร้างความหวาดกลัวในช่วงความขัดแย้ง ถือเป็นความท้าทายต่อรัฐบาล โดยเฉพาะต่อกระทรวงการต่างประเทศในการหาทางออกร่วมกันและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

นางอังคณาชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดถูกรายงานต่อ #องค์การสหประชาชาติแล้ว โดยเฉพาะจดหมายจาก นายแก้ว เรมี ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่ระบุว่า หน่วยทหารไทยได้กระจายเสียงแหลมสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของพลเรือน รวมถึงผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการในพื้นที่

นอกจากนี้ นางอังคณา ยังเตือนว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย #การทรมานทางจิตวิทยา (Psychological Torture) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งไทยเป็นภาคี และอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังขัดแย้งกับข้อตกลงหยุดยิงและบันทึกข้อตกลงชายแดนร่วม (GBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา “รัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ การทำสิ่งใดที่สร้างความหวาดกลัวหรือผลกระทบทางจิตใจต่อพลเรือน แม้จะเป็นฝ่ายคู่ขัดแย้ง ก็สามารถถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก” นางอังคณา กล่าว

ขณะที่ สุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย เตือนว่า แม้หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความรักชาติ แต่การกระทำเช่นนี้อาจย้อนกลับ #ทำลายภาพลักษณ์ #ความชอบธรรมของไทย และถูกตีความว่าเป็นการสร้างความรำคาญหรือ #ทำร้ายพลเรือนกัมพูชา

สุนัยเตือนว่า การเปิดเสียงใส่พื้นที่พลเรือนไม่ใช่การโจมตีทางยุทธศาสตร์โดยตรง แต่เป็นเจตนาที่ส่งผลต่อประชาชนทั่วไป หากกัมพูชานำไปขยายผล ไทยอาจถูกกล่าวหาว่า #ละเมิดสิทธิพลเรือน โดยเฉพาะเมื่อมีการให้สัมภาษณ์ซ้ำจากฝ่ายความมั่นคงหรือกองทัพ

การกระทำเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่ยึดหลักความชอบธรรมและเป็นภาคี #อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ถูกตั้งคำถาม ขณะที่บางพื้นที่ชายแดนอยู่ในมาตรการพิเศษหรือกฎอัยการศึก ทำให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงยาก และเปิดช่องให้กัมพูชาตอบโต้ได้ง่าย

สุนัยสรุปว่า หากต้องการจัดการปัญหาชายแดน ควรหลีกเลี่ยงยุทธวิธีที่สร้างความเดือดร้อนให้พลเรือน และเน้นวิธีการที่ไม่ละเมิดสิทธิ เช่น การลาดตระเวนที่เคารพสิทธิพลเรือน ใช้ช่องทางทูต ข้อมูลเชิงประจักษ์ หรือมาตรการทางกฎหมายที่พิสูจน์ได้ว่าปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ข่มขู่ประชาชนของอีกฝ่าย
 

อาจารย์อุ๋ย ชี้!! ไทยตอบโต้ ‘โล่มนุษย์’ ด้วยเสียง ไม่ใช่อาวุธ ไม่ละเมิดสิทธิ!! แต่คือการปกป้องอธิปไตยอย่างมีชั้นเชิง

(13 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า จากกรณีที่ฝ่ายไทยใช้การเปิดเสียหลอน เสียงผีและสารคดีที่ชี้แจงความจริงทางประวัติศาสตร์ของศูนย์อพยพบ้านหนองจานนั้น ถือเป็นการกระทำเพื่อตอบโต้ การกระทำที่ไม่เป็นมิตรของฝ่ายกัมพูชา คือการใช้พลเรือนรุกล้ำดินแดนไทยและเข้าข่ายการใช้ 'โล่มนุษย์' (human shield) คือการที่ฝ่ายกัมพูชาจัดตั้งหรือใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบังเพื่อป้องกันกองกำลังตนเอง หรือแทรกพลเรือนเข้ามาในพื้นที่ขัดแย้งเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไทยไม่สามารถใช้กำลังตอบโต้ได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามประเภทหนึ่งและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อ พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 แห่งอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1977 (Protocol I) ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute) มาตรา 8(2)(b)(xxiii) และละเมิดจารีตประเพณีกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (ICRC Customary IHL Rule 97)

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิตอบโต้ (Retorsion) ด้วยวิธีการที่ไม่ใช้กำลัง โดยการเปิดเสียงผี/สารคดีชี้แจงความจริง ซึ่งไม่เป็นการคุกคามทางทหารโดยตรง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือชีวิต อันเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้สัดส่วน (proportional) เพราะเป็นการตอบโต้ในระดับต่ำกว่าความรุนแรงของการละเมิดจากอีกฝ่าย (รุกล้ำดินแดนโดยใช้โล่มนุษย์ เช่น เด็ก สตรี พระสงฆ์ ฯลฯ) และไม่มีการใช้กำลังอาวุธ

ส่วนที่บางฝ่ายอ้างว่าการกระทำของไทยอาจขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านการทรมาน (UNCAT) หรือไม่นั้น ผมมองว่า ยังไม่ถึงขั้นเข้าข่ายการทรมาน เพราะการเปิดเสียงไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ และมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังโล่มนุษย์ และเป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยาชั่วคราวบริเวณชายแดน และไม่ได้มุ่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด 'สารภาพ' หรือ 'ลงโทษ' ดังนั้น ถ้าดำเนินไปในลักษณะ 'มาตรการข่มขวัญโดยทั่วไป' โดยไม่เจาะจงต่อบุคคลและไม่มีผลรุนแรงต่อสุขภาพจิต ก็ยังไม่ถึงขั้น 'ทรมาน' ตาม มาตรา 1 หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายตามมาตรา 16 ของ UNCAT 

นอกจากนี้ ผมอยากฝากไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยให้เรียกร้องไปยังนานาชาติ ประณามกัมพูชาในการใช้ 'โล่มนุษย์' มาปะทะกับกำลังเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจานด้วย เพราะถือเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ไร้เกียรติและไร้ศักดิ์ศรี ซึ่งสากลโลกไม่ยอมรับ

ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top