Thursday, 4 June 2026
ไทยกัมพูชา

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน

‘มาลี’ แสดงความเสียใจ!! กลาโหมกัมพูชาขอโทษเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ปฏิเสธข้อกล่าวหาวางระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาเคร่งครัด

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า เสียใจต่อเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิด “ใหม่” บริเวณจังหวัดพระวิหาร โดยย้ำว่าเหตุเกิดในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเก่าจากความขัดแย้งในอดีต

กัมพูชายืนยันปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้หรือติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ พร้อมชี้ว่าแม้จะเร่งเก็บกู้มาหลายทศวรรษ ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดยังเป็นภัยคงค้างตลอดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย จึงขอให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็นเขตปนเปื้อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังทหารด่านหน้าไทย–กัมพูชาได้สื่อสารกัน ไม่มีสัญญาณปะทะ ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ กลาโหมกัมพูชาย้ำความมุ่งมั่นทำงานกับไทยเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือน ตามปฏิญญาร่วมกัมพูชา–ไทยที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. 2568 พร้อมยินดีประสานความร่วมมือด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวพรมแดนร่วมกัน

ทบ. แจงสื่อมาเลเซียลงข่าวพลาด ปมระบุทุ่นระเบิดล่าสุดเป็นของเก่า แต่รายงาน AOT ทั้งในไทย – กัมพูชา ยืนยัน “ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นระเบิดใหม่”

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย ระบุว่า ทุ่นระเบิดที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นทุ่นระเบิดเก่า ล่าสุดพลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เป็นการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดของสำนักข่าว Bernama จนทำให้สื่อไทยและสื่อกัมพูชา นำมาเสนอข่าวจนเกิด ความผิดพลาด ซึ่งปัจจุบันได้มีการแก้ไขให้ถูกต้องแล้ว 

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบจากเอกสารรายงานของ AOT ก็พบว่า มีการระบุว่าเป็น ทุ่นระเบิดที่วางใหม่ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์ผิดพลาดดังกล่าวเป็นเรื่องของการนำเสนอข่าวที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดน ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา  เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืน”

(14 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ต่อการปกป้องชีวิตกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

โดยแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

หนุนไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน ย้ำ “สหรัฐฯ ไม่เอาภาษีมาผูกปมกัมพูชา” ฝาก 2 ผู้นำ แจ้งทางเขมร ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง

(16 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเล่าบทสนทนากับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ซึ่งโทรศัพท์มาพูดคุยกับเขาอีกครั้งเมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน ต่อเนื่องจากการหารือรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นายอนุทินระบุว่า นายกฯ อันวาร์แจ้งว่าได้คุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกรอบ โดยทรัมป์เห็นตรงกับจุดยืนของไทยว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian demining) เป็นหัวใจสำคัญของปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน และได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้ากู้ทุ่นระเบิดโดยเร็ว เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยิ่ง

ที่สำคัญ นายอนุทินเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันผ่านนายกฯ อันวาร์มาบอกไทยชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่เอาประเด็นการระงับปฏิญญาของไทย ไปผูกกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทย–สหรัฐที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้ พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังได้ถามนายกฯ อันวาร์ว่าตนสามารถโพสต์เนื้อหานี้ได้หรือไม่ ซึ่งอีกฝ่ายตอบว่า “โพสต์เลยอนุทิน” และจะโพสต์ยืนยันจากช่องทางของตนเองด้วย เพื่อให้ประชาชนไทยคลายกังวล

นายอนุทินยังอ้างถึงกรณีจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่แจ้งเรื่องการหยุดเจรจากับไทยไว้ก่อนหน้า โดยระบุว่าจดหมายฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นก่อนที่เขาจะได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ในคืนวันที่ 14 พฤศจิกายน จึงย้ำว่าข้อมูลที่ตนได้รับและนำมาแจ้งต่อประชาชนในวันนี้ เป็นข้อมูลล่าสุดจากการพูดคุยโดยตรงผ่านผู้นำทั้งสองฝ่าย

ไทย-เขมร รอบใหม่ หลัง ‘อนุทิน’ ฉีกสัญญาสงบศึก โดยไม่แคร์ ‘สหรัฐอเมริกา’ จากกลศึกของอดีตเสนาธิการไทย

(17 พ.ย. 68) หลังจากท่านอนุทินฉีกสัญญาสงบศึกกับฝั่งเขมรโดยไม่ได้แคร์ถึงอเมริกา ต้องยอมรับว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญโดยทีเดียว ดังนั้นวันนี้ ณ วันที่เราจะเปิดศึกกับกัมพูชาอยู่เต็มที่ เรามาวิเคราะห์กันถึงจุดยุทธศาสตร์ กลศึกจากอดีตเสนาธิการไทยที่เอย่าได้พบเจอกัน

 

คิดว่าเขมรจะเริ่มยิงก่อนไหม...?

แน่นอน..เพราะกัมพูชาทุกวันก็ทำแบบนี้ตลอด เพื่อต้องการให้ไทยตอบโต้แล้วคนเองก็แสดงว่าเป็นเหยื่อสูตรเดิมที่ทางกัมพูชาใช้มา

 

อ้าวแล้วรอบนี้กัมพูชาจะเปิดศึกจุดไหน...?

มีความเป็นไปได้ว่าเป็นสระแก้วหรือแถวจันทบุรี​ เพราะจากการขยับเสริมทัพของฝ่ายกัมพูชาที่มีการนำทหารเข้ามาตรงบริเวณสระแก้วหลายพันคน เป็นไปได้ว่าจุดต่อไปอาจจะเป็นบริเวณนี้

 

ทำไมถึงเป็นบริเวณนี้ละคะ...?

บริเวณนี้เป็นจุดที่ใกล้กรุงเทพมากที่สุดและอยู่ในความดูแลของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่ง ณ ตอนนี้ ทางกองทัพภาคที่ 1 ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ในการตั้งรับหากทางกองทัพกัมพูชาบุกเลยต่างกับฝั่งกองทัพภาคที่ 2 ที่เตรียมพร้อมประจำการในพื้นที่แล้ว

แล้วแบบนี้ทางไทยเราควรทำอย่างไรคะ..?

ฝั่งกองทัพไทยก็คงยึดแนวทางสากลคือตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม แต่ถามว่าพอไหมนั่นคงไม่เพียงพอแล้ว หากจำเป็นต้องเปิดศึกรอบสอง

 

ในความคิดอดีตเสนาธิการอย่างท่าน...ท่านมีไอเดียในการจัดการกัมพูชาอย่างไรคะ?

อันนี้ในความคิดผมนะ ผมจะแยกเป็น 2 องค์ประกอบ อันแรกคือฮุนเซน อันที่ 2 คือประชาชนชาวกัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับนะว่าฮุนเซนเก่ง สามารถล้างสมองคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้คิดตามเขาได้ ซึ่งเอาตรงๆนะแบบนี้น่ากลัวมากเพราะไม่ได้เกิดแค่ในเขมรแต่ในไทยก็กำลังเกิด อย่างที่ผ่านมาในยุคของ นายกตู่นั่นไง เราจะเห็นว่ามันมีกลุ่มนักวิชาการ ผนวกกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งหากหาข้อมูลดี ๆ ทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงมาจากกลุ่มทุนเดียวกัน ถามว่ากองทัพรู้ไหม กองทัพไทยรู้มานานแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก แต่ในเขมรนี่ผลมันออกมาแล้ว ถามว่า ณ วันนี้ วัดกันตัวต่อตัวประชาชนเขมรพร้อมให้เกิดสงครามนะ ในขณะที่ฝั่งไทยไม่อยากให้เกิด อยากประนีประนอม​กันอยู่เลย

 

ถามผมนะถ้าเอาเรื่องสงคราม ผมจัดการแหล่งทุนของฮุนเซนก่อน เคลื่อนพลยึดปอยเปต จากนั้นหากประชาชนเขายังขัดขืน เราต้องมาจัดการกับคนที่เป็นอินฟลูปลุกใจฝั่งเขา เช่นเดียวกัน พวกคนไทยที่พยายามจะเป็นกระบอกเสียงให้ฝั่งกัมพูชาเราก็ต้องจัดการเช่นเดียวกัน พวกนี้แหละตัวดีเลย ลองสืบเส้นทางการเงินคนพวกนี้สิ เผลอเส้นทางการเงินอาจจะมาจากแหล่งเดียวกับผู้สนับสนุนกัมพูชาก็ได้

 

สุดท้ายคะ..หากต้องเกิดสงครามจริง จะได้คุ้มเสียไหมคะ

ก่อนอื่น....ต้องเข้าใจก่อนว่าสงครามรอบนี้มันมีสงครามซ้อนสงครามนะ อันแรกคือสงครามไทย-กัมพูชา อีกเรื่องคือสงครามระหว่างมหาอำนาจ ถามว่าอเมริกาไม่เคยสนใจใยดีกัมพูชาเลย แถมรู้ทั้งรู้ว่ากัมพูชาเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างจากเมียนมาแต่ทำไมอเมริกาเข้าข้างกัมพูชาละ คำตอบคือผู้นำเมียนมาไม่รับผลประโยชน์ที่อเมริกาเสนอไง ไม่เหมือนกับฮุนเซนที่ยอมรับข้อเสนอเพราะเขายอมขายประเทศเพื่อความมั่งคั่งตัวเอง ก็ไม่แปลกที่อเมริกาไม่พูดอะไรถึงปอยเปต หรือสีหนุวิลล์ อีกเลยทั้ง ๆ ที่มันเป็นดินแดนสแกมเมอร์ไม่ต่างกัน ถามว่าได้คุ้มเสียไหมก็ต้องถามว่าจะต้องถามฝั่งกองทัพไทยนี่แหละว่าจะจัดการเอาแบบทีเดียวจบเหมือนสงครามรัสเซียยูเครน หรือจะปล่อยให้เขมรมาตอดไทยเรื่อย ๆ แบบนี้ อันนี้กองทัพไทยควรเป็นผู้ตอบมากกว่า

 

สุดท้ายไทยเราจะต้องทำไ​งคะ..?

ในความคิดผม ผมมองว่าไทยเราก็คงทำแค่ยึดปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินเท่านั้น คงไม่ได้แก้ปัญหามากกว่านี้เพราะกลัวจะกระทบกับความสัมพันธ์มหาอำนาจ ซึ่งถามว่าการที่มหาอำนาจทำกับไทยแบบนี้ผมก็ไม่รู้ต้องไปให้เกียรติอะไรพวกมันนักหนา อย่างว่าแหละเราย้อนเวลาไปเป็นเหมือนในสมัยอยุธยาไม่ได้ ไม่งั้นคงได้มีเด็ดหัวผู้นำเขมรเอาเลือดมาล้างเท้าเหมือนที่เคยระบุในพงศาวดารของไทยในอดีตแล้ว

 

 

 

รายงานข่าวเท็จ (Fake News) กล่าวหาเจ้าหน้าที่ไทย ทำร้ายและล่วงละเมิด ผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมือง

(17 พ.ย. 68) กองทัพเรือชี้แจงว่า จากกรณีสื่อ “สนข.เกาะสันติภาพ” ของกัมพูชา รายงานกล่าวหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทำร้ายร่างกาย ข่มขู่รีดทรัพย์ และล่วงละเมิดแรงงานชาวกัมพูชาที่หลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้ว ยืนยันว่าเป็นข้อมูลเท็จ ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่กองทัพเรือเป็นไปตามกฎหมายไทย มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล นอกจากนี้การปฏิบัติในการจับกุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงหลายส่วนและปฏิบัติการร่วมกันเป็นชุด ทั้งนี้ยืนยันว่ากำลังพลทุกนายของฝ่ายไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หลบหนีเข้าเมืองทุกคน ตามหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลวงที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น

 

กองทัพเรือไทยโต้เขมร จัดฉากปาประทัดสร้างสถานการณ์ หวังใส่ร้ายไทย!! เป็นฝ่ายเปิดฉากยิง พร้อมป่วนเก็บกู้ทุ่นระเบิด PMN-2 ทำคณะผู้สังเกตการณ์ AOT เข้าใจผิด

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าตามที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ว่าคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนของกัมพูชา (ASEAN Observer Team: AOT) ได้ยุติภารกิจตรวจสอบการหยุดยิงบริเวณช่องทางผ่านแดนในเขตจังหวัดโพธิสัตว์ ภายหลังได้ยินเสียงคล้ายการใช้อาวุธจากฝ่ายไทยนั้น สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในระยะที่ 1 ของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (TMAC) ซึ่งปฏิบัติการอยู่ ที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ภายในเขตอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และเป็นพื้นที่เดียวกับที่ฝ่ายไทยสามารถเก็บกู้วัตถุระเบิดได้จำนวนมาก รวมทั้งระเบิด PMN-2 ที่มีสภาพใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ตราด (ฉก.นย.ตราด) ที่ลาดตระเวนคุ้มกันชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดอยู่นั้น ตรวจพบว่าทหารกัมพูชาหลายนายได้นำคณะ AOT–Cambodia มาปรากฏตัวบริเวณแนวรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยจัดทำไว้ เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดและเพื่อมิให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถรบกวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยได้เหมือนที่เคยปฏิบัติมา และได้พยายามขอข้ามแนวลวดหนามมา ซึ่งทางฝ่ายไทยไม่อนุญาตให้ทหารกัมพูชานำคณะดังกล่าวเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติการได้ของฝ่ายไทยได้

ต่อมาเมื่อวันนี้ (19 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 11.00 น.) ระหว่างที่หน่วย TMAC ของไทยกำลังปฏิบัติงานต่อเนื่อง ได้สังเกตเห็นกลุ่มทหารกัมพูชากำลังสังเกตการณ์อยู่ภายในฐานจอมวย ซึ่งห่างจากแนวรั้วลวดหนามประมาณ 150 เมตร ได้เกิดเสียงดังคล้ายประทัดหรือเสียงไม่ทราบที่มา บริเวณไม่ไกลจากบริเวณนั้น กำลังพลทั้งสองฝ่ายก็ได้หลบและเข้าสู่ที่กำบังตามมาตรการความปลอดภัย ภายหลังตรวจสอบโดยละเอียดของฝ่ายไทยพบว่าไม่มีการใช้อาวุธหรือการปฏิบัติการใดๆ จากฝ่ายไทย โดยเบื้องต้นจากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทราบว่าเสียงดังกล่าวมีลักษณะคล้ายประทัดมากกว่าเป็นเสียงจากอาวุธปืน ซึ่งอาจเป็นการสร้างสถานการณ์โดยฝ่ายกัมพูชาเอง 

กองทัพเรือยืนยันว่าไทยดำเนินการด้านมนุษยธรรมตามมาตรฐานสากล และมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงในพื้นที่ชายแดนมาโดยตลอด โดยจะเดินหน้าปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป ทั้งนี้ กองทัพเรือยังคงยึดมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และพร้อมประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มเติม

‘รศ.ดร.อักษรศรี’ จี้รัฐบาลไทยถ้า ‘ทรัมป์’ โทรมาอย่ารีบยอม แนะเดินเกมยื้อเวลาเตือนอย่าซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน

(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน” 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง 

ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 

วอน ‘ไทย–กัมพูชา’ ยุติสู้รบ ปกป้องพลเรือน กลับสู่เส้นทางการทูต เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น มาเลย์พร้อมเป็นตัวกลางฟื้นสันติภาพ

(8 ธ.ค. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลต่อเหตุปะทะด้วยอาวุธระลอกใหม่ ระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยระบุว่าเหตุสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง อาจบั่นทอนความพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองฝ่าย

อันวาร์ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นทั้งพันธมิตรใกล้ชิดของมาเลเซีย และเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่ เปิดช่องทางการสื่อสารให้กว้าง และใช้กลไกที่มีอยู่ในภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมยืนยันว่า มาเลเซียพร้อมสนับสนุนทุกขั้นตอนที่ช่วยฟื้นฟูความสงบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำอีก

ผู้นำมาเลเซียระบุอีกว่า อาเซียนไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ กลายเป็นวัฏจักรของการเผชิญหน้าได้ สิ่งเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการยุติการสู้รบ การปกป้องพลเรือน และการกลับสู่เส้นทางการทูต ที่ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศและจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพซึ่งอาเซียนยึดถือร่วมกัน

สำหรับอันวาร์เอง ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญบนโต๊ะเจรจา ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ จนสามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ท่าทีล่าสุดของเขา ถูกจับตาว่าอาจนำไปสู่ความพยายามฟื้นกระบวนการสันติภาพรอบใหม่ในภูมิภาคอีกครั้ง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top