Friday, 5 June 2026
ไทยกัมพูชา

เมื่อ ‘ฮุน เซน’ ขอคนเขมร “หยุดใช้เงินบาทไทย” สะท้อนศรัทธาใน ‘เงินเรียล’ สั่นคลอน – ผู้นำไร้ทางถอย

(7 ต.ค. 68) ฮุน เซน ผู้นำทางการเมืองของกัมพูชา ออกประกาศพิเศษเรียกร้องให้ประชาชน “หยุดใช้เงินบาทไทย” พร้อมกล่าวเตือนให้รักษาศีลธรรมและอารยธรรมอันดีงามของชาติ คำพูดดังกล่าวสร้างแรงสะเทือนในภูมิภาค เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำกัมพูชากล่าวถึงปัญหาภายในประเทศ โดยโยงเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเปิดเผย

ฮุน เซนระบุว่า กัมพูชานำเข้าสินค้าจากไทยเป็นมูลค่าสูงในแต่ละปี และหากประชาชนหันมาสนับสนุนสินค้าภายในประเทศแทน จะช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น พร้อมเตือนให้เลิกใช้เงินบาทไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจในประเทศต้องพึ่งพาสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป

คำประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการนำเข้าทองคำจากไทยที่เพิ่มสูงผิดปกติ สะท้อนสภาพจิตวิทยาทางเศรษฐกิจของประชาชนที่เริ่มไม่มั่นใจในค่าเงินเรียล และหันไปถือทองแทนเงินสดในระบบ ภาพเช่นนี้สะท้อนชัดว่า “ความกลัว” เริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือ “ความเชื่อมั่น” แล้ว

ในพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต พระตะบอง และเสียมราฐ การใช้ เงินบาทไทย กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ร้านค้าแทบทุกแห่งรับเงินไทยแทนเรียล เพราะเชื่อถือได้และแลกเปลี่ยนง่ายกว่า ปัญหานี้สะสมเรื่อยมา จนกลายเป็น “จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง

การออกมาพูดของฮุน เซนจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเชิงศีลธรรม แต่เป็นความพยายามดึงศรัทธาในเงินตรากลับคืนมาด้วยถ้อยคำแทนนโยบาย เพราะในทางปฏิบัติ รัฐบาลกัมพูชายังไม่มีมาตรการเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมพอจะฟื้นความมั่นใจของตลาดหรือสร้างเสถียรภาพทางการคลังได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การพยายามโยนปัญหาออกนอกประเทศด้วยการอ้างเงินบาทและสินค้าไทย อาจกลายเป็น “ดาบสองคม” เพราะเศรษฐกิจทั้งสองประเทศพึ่งพากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดการใช้เงินบาทอาจส่งผลให้การค้าชายแดนชะลอตัว และกระทบต่อผู้ประกอบการกัมพูชาจำนวนมากที่พึ่งพาตลาดฝั่งไทย

ในมุมมองของข้าพเจ้า คำประกาศของฮุน เซนสะท้อน “ภาวะกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ” ที่เริ่มปะทุขึ้นภายในประเทศมากกว่าความตั้งใจจริงในการปฏิรูปการเงิน เพราะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลเผชิญแรงเสียดทานจากปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และการถอนทุนของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่เคยเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจกัมพูชา

ทองคำที่ไหลเข้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง แต่คือสัญญาณของความหวาดระแวง การเลิกใช้เงินบาทไทยที่ฮุน เซนประกาศก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากแต่เป็นการสื่อสารทางการเมืองเพื่อประคองภาพลักษณ์ของผู้นำในยามที่เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน

ในที่สุด ปัญหาทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ไทย แต่อยู่ที่ภายในประเทศเอง — และมากไปกว่านั้น ปัญหากำลังวนกลับไปหาตัวผู้นำผู้เอ่ยประกาศเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กัมพูชากำลังเผชิญสภาวะกดดันจากทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ประชาชนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เสียงของฮุน เซนในครั้งนี้จึงไม่ใช่คำสั่งจากผู้นำที่มั่นใจ แต่คือเสียงสะท้อนของผู้นำที่กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่เริ่มบีบเข้ามาจนเขาเองแทบไม่มีทางถอย

เปิดคำพูดสุดท้ายก่อนดับ ‘เชฟหนุ่มไทย’ คุยกับพี่สาว หลัง รพ.กัมพูชาใจดำปฏิเสธการรักษา

(8 ต.ค. 68) จากเหตุเศร้าใจเมื่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน เปิดเผยถึงกรณี นายเมธาชาญ ยอแสง หรือ ‘มีน’ อายุ 24 ปี เชฟหนุ่มบนเรือชาวนครศรีธรรมราช ที่ถูกพบเร่ร่อนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์ในประเทศกัมพูชา โดยมีรายงานว่าโรงพยาบาลในพื้นที่ปฏิเสธการรักษา ก่อนเจ้าตัวจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ล่าสุด น.ส.มายด์ (นามสมมุติ) พี่สาวของผู้ตาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กด้วยความเศร้า ว่า “ขอบคุณทุกกำลังใจ ตอนนี้กำลังไปรับน้องกลับบ้าน มีนต้องได้กลับบ้าน” พร้อมระบุว่า “ถ้ากลับมาได้ กูกลับมาแล้ว” คือประโยคสุดท้ายที่น้องชายพูดไว้ก่อนจากไป

พี่สาวเผยเพิ่มเติมว่า ตลอดชีวิต 24 ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน และครอบครัวพร้อมซัพพอร์ตทุกอย่าง แต่ไม่ทันได้ช่วยเหลือในครั้งสุดท้าย โดยเธอเขียนปิดท้ายด้วยข้อความอาลัยว่า “7/10/68 หลับให้สบายนะน้องชายพี่” 

ปธ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเตือนไทย อย่าเปลี่ยนชายแดนเป็นสนามทดสอบอาวุธ ของมหาอำนาจ

(8 ต.ค. 68) แก้ว เรมี (Keo Remy) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา เตือนผู้นำไทยอย่าบิดเบือนแผนที่หรือดำเนินการใด ๆ ที่อาจทำให้ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นสนามทดลองอาวุธของจีนและสหรัฐฯ พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

แก้ว เรมี โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า เจ้าหน้าที่ไทยต้องไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์หรือสร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น และทุกการตัดสินใจควรคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นที่ทดสอบอาวุธของมหาอำนาจ

ด้านพลตรี เอกสามอึน (Eak Sam Oeun) ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 5 ของกัมพูชา ส่งจดหมายถึงกองทัพภาคที่ 1 ของไทย เมื่อวันที่ 4 ต.ค. เน้นย้ำว่าการเคลื่อนไหวทางทหารต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปและคณะกรรมการชายแดนร่วม ซึ่งมีอำนาจประชุมเพื่อแก้ไขข้อพิพาท

นอกจากนี้ พลตรี เอกสามอึน ระบุด้วยว่าการสังเกตการณ์ในพื้นที่พบว่ามีประชาชนไทยเข้าครอบครองและเพาะปลูกในดินแดนกัมพูชาเกินขอบเขตที่ตกลงไว้ สถานการณ์ที่ชุกเชยและเปรย์ชานจะต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม และกัมพูชากำลังเร่งให้การประชุมเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อหาทางออก

‘ฮุน เซน’ โพสต์แก้ข่าว รพ.กัมพูชา ปฏิเสธรักษาเชฟไทย ย้ำรักษาทุกคนเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหยียดเชื้อชาติ

(8 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาโพสต์เอกสารของกรมอนามัยจังหวัดบันเตียเมียนเจย ชี้แจงกรณีข่าว “อดีตเชฟไทย” เสียชีวิตหลังโรงพยาบาลปอยเปตปฏิเสธรักษา ยืนยันไม่เป็นความจริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “เลือกปฏิบัติ” หรือ “เหยียดเชื้อชาติ” โดยระบุว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่เคยปฏิเสธการรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดหรือมีฐานะอย่างไร

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบศพชายไม่ทราบชื่ออยู่หน้าอาคารร้างในเมืองปอยเปต ต่อมาพบว่าเป็นคนไทยชื่อ “เมธาชาญ ยอแสง” อายุ 24 ปี ชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งเข้ามาทำงานในกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย ทีมแพทย์ระบุสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือหลักฐานว่าผู้ตายเคยมาที่โรงพยาบาลก่อนเสียชีวิต

ด้าน กรมอนามัยกัมพูชาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจยได้รักษาผู้ป่วยชาวไทยรวม 31 ราย โดยไม่เคยเรียกเก็บค่ารักษาจากผู้ป่วยที่ยากจน ย้ำว่าทีมแพทย์ให้บริการด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา พร้อมเผยตัวเลขผู้ป่วยไทยที่ได้รับการดูแลในหลายแผนก รวมถึงสูตินรีเวช ศัลยกรรม และอายุรกรรม

‘กัน จอมพลัง’ เดินหน้าวางตู้คอนเทนเนอร์ 60 ใบ กั้นแนวชายแดนบ้านหนองจาน 10 ต.ค. นี้

(9 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเตรียมนำ ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 6 เมตร จำนวน 60 ใบ ไปวางเป็นแนวรั้วกั้นบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อใช้ป้องกันพื้นที่ชายแดนจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเปิดรับผู้จำหน่ายตู้ที่สามารถส่งของได้ทันภายในกำหนด

กัน จอมพลัง ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจสภาพตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดก่อนนำเข้าพื้นที่ และจะเปิดให้ประชาชนหรือแฟนคลับ (FC) เข้ามาร่วม เขียนข้อความให้กำลังใจทหาร บนตู้คอนเทนเนอร์ในวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

เจ้าตัวกล่าวยืนยันว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้มีความแข็งแรงมากกว่ากำแพงปูนทั่วไป พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์บนโซเชียลที่ล้อเลียนว่าตู้ดังกล่าวอาจถูกฝ่ายเขมรเข้าไปอาศัยอยู่ โดยย้ำว่า “ไร้สาระมาก” และตั้งใจทำโครงการนี้เพื่อปกป้องความมั่นคงและเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

‘นักร้องดังกัมพูชา’ ออกมาขอขมายกใหญ่ หลังเจอดราม่ากิน!! ‘พิซซ่าสัญชาติไทย’

(9 ต.ค. 68) เกิดกระแสดราม่าบนโซเชียลกัมพูชา หลังแฟนคลับพบภาพ นักร้องสาว 'ซูออส วีซ่า' และสามี ซึ่งเป็นนักร้องหนุ่มชื่อดังของประเทศ เดินทางไปรับประทานอาหารในร้าน พิซซ่าสัญชาติไทย ที่เปิดสาขาในกัมพูชา ทำให้ชาวเน็ตบางส่วนมองว่าเป็นการไม่เหมาะสม ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดทางอารมณ์ระหว่างประชาชนสองประเทศในโลกออนไลน์ช่วงนี้

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งคู่ได้ออกมาโพสต์วิดีโอขอโทษต่อแฟน ๆ และประชาชน โดยฝ่ายชายกล่าวว่า “ผมลืมตัวจริง ๆ พอเห็นซอสพริกและตัวอักษรไทยก็รีบลุกออกทันที” พร้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่าไม่ได้ตั้งใจสนับสนุนสินค้าสัญชาติไทย แค่แวะซื้อของและเข้าร้านโดยไม่ทันคิด ส่วนซูออส วีซ่า ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ฝรั่งเศส ก็ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษผ่านสื่อ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาใด ๆ ทางการเมือง

กระแสดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงในโซเชียลกัมพูชาอย่างกว้างขวาง หลายคนเรียกร้องให้ลดการดราม่ากับศิลปิน และแยกเรื่องอาหารออกจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่บางส่วนยังคงแสดงความไม่พอใจต่อการเลือกใช้บริการร้านอาหารจากแบรนด์ไทยในช่วงเวลานี้

‘นายกฯ อนุทิน’ ปฏิเสธ!! กรณีตำหนิ ‘รองณัฎฐ์’ ขอเงินวัด 15 ล้าน เตรียม!! ดำเนินคดีผู้เผยแพร่

(13 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า …

ข่าวนี้เป็นข่าวลวงนะครับ ขอยืนยันเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านอย่าได้หลงเชื่อเนื้อข่าวชิ้นนี้ ผมจะให้นักกฎหมายดำเนินคดีต่อผู้นำเสนอข้อมูลนี้ด้วยครับ

ทั้งนี้ ข่าวปลอมดังกล่าวระบุ อนุทินตำหนิพล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขอเงินบริจาคจากวัด 15 ล้าน

การเปิดเสียงหลอนกลางดึก เป็นการทำสงครามจิตวิทยา รบทางเสียง ยังดีกว่า ทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า กัน จอมพลัง หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเหลือประชาชนเปิดเสียงซาวด์ผีหลอนใส่กัมพูชากลางดึกนั้น กัมพูชาย่อมมีสิทธิ์เปิดเสียงหลอนใส่ไทยได้เช่นกัน

“การเปิดเสียงหลอนกลางดึกเป็นการทำสงครามจิตวิทยารบทางเสียง ยังดีกว่าทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนกันตรงไหน”

ส่วนจังหวัดสระแก้วซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอ คือ ตาพระยา โคกสูง วัฒนานคร และคลองหาด เพื่อเตรียมพร้อมยามฉุกเฉิน สะท้อนว่า สถานการณ์ผลักดันกัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว อาจขยายผลไปถึงขั้นต้องทำสงครามต่อกัน

อย่างไรก็ตาม การให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอพยพจึงไม่เกินความจริงไปได้ เพราะถ้ารบกันแล้ว คงไม่ได้อยู่แค่ดินแดนไทยถูกรุกล้ำเท่านั้น แต่จะขยายไปในพื้นที่ส่วนอื่น ตั้งแต่ชายแดนกองทัพภาค 1 ถึงกองทัพภาค 2 ด้วย คงหนีกันไม่พ้นการปะทะกันทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

‘ประเทศไทย’ ปกป้องอธิปไตยด้วย ‘เสียง’ แต่กลับถูกตั้งคำถาม เรื่องสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) จากกรณีที่ #กันจอมพลัง นำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน F-16 และ #เสียงผี ที่ #หมู่บ้านหนองจาน และ #หนองหญ้าแก้ว เพื่อกดดันและ #ข่มขวัญชาวกัมพูชา ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร #สมาชิกวุฒิสภา ออกมาเตือนรัฐบาลว่า การปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปสร้างความกดดันดังกล่าว อาจทำให้รัฐบาลตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายและการเมือง

นางอังคณา ระบุว่า การปล่อยให้ #อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการเพื่อ #สร้างความหวาดกลัวในช่วงความขัดแย้ง ถือเป็นความท้าทายต่อรัฐบาล โดยเฉพาะต่อกระทรวงการต่างประเทศในการหาทางออกร่วมกันและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

นางอังคณาชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดถูกรายงานต่อ #องค์การสหประชาชาติแล้ว โดยเฉพาะจดหมายจาก นายแก้ว เรมี ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่ระบุว่า หน่วยทหารไทยได้กระจายเสียงแหลมสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของพลเรือน รวมถึงผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการในพื้นที่

นอกจากนี้ นางอังคณา ยังเตือนว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย #การทรมานทางจิตวิทยา (Psychological Torture) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งไทยเป็นภาคี และอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังขัดแย้งกับข้อตกลงหยุดยิงและบันทึกข้อตกลงชายแดนร่วม (GBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา “รัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ การทำสิ่งใดที่สร้างความหวาดกลัวหรือผลกระทบทางจิตใจต่อพลเรือน แม้จะเป็นฝ่ายคู่ขัดแย้ง ก็สามารถถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก” นางอังคณา กล่าว

ขณะที่ สุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย เตือนว่า แม้หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความรักชาติ แต่การกระทำเช่นนี้อาจย้อนกลับ #ทำลายภาพลักษณ์ #ความชอบธรรมของไทย และถูกตีความว่าเป็นการสร้างความรำคาญหรือ #ทำร้ายพลเรือนกัมพูชา

สุนัยเตือนว่า การเปิดเสียงใส่พื้นที่พลเรือนไม่ใช่การโจมตีทางยุทธศาสตร์โดยตรง แต่เป็นเจตนาที่ส่งผลต่อประชาชนทั่วไป หากกัมพูชานำไปขยายผล ไทยอาจถูกกล่าวหาว่า #ละเมิดสิทธิพลเรือน โดยเฉพาะเมื่อมีการให้สัมภาษณ์ซ้ำจากฝ่ายความมั่นคงหรือกองทัพ

การกระทำเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่ยึดหลักความชอบธรรมและเป็นภาคี #อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ถูกตั้งคำถาม ขณะที่บางพื้นที่ชายแดนอยู่ในมาตรการพิเศษหรือกฎอัยการศึก ทำให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงยาก และเปิดช่องให้กัมพูชาตอบโต้ได้ง่าย

สุนัยสรุปว่า หากต้องการจัดการปัญหาชายแดน ควรหลีกเลี่ยงยุทธวิธีที่สร้างความเดือดร้อนให้พลเรือน และเน้นวิธีการที่ไม่ละเมิดสิทธิ เช่น การลาดตระเวนที่เคารพสิทธิพลเรือน ใช้ช่องทางทูต ข้อมูลเชิงประจักษ์ หรือมาตรการทางกฎหมายที่พิสูจน์ได้ว่าปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ข่มขู่ประชาชนของอีกฝ่าย
 

อาจารย์อุ๋ย ชี้!! ไทยตอบโต้ ‘โล่มนุษย์’ ด้วยเสียง ไม่ใช่อาวุธ ไม่ละเมิดสิทธิ!! แต่คือการปกป้องอธิปไตยอย่างมีชั้นเชิง

(13 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า จากกรณีที่ฝ่ายไทยใช้การเปิดเสียหลอน เสียงผีและสารคดีที่ชี้แจงความจริงทางประวัติศาสตร์ของศูนย์อพยพบ้านหนองจานนั้น ถือเป็นการกระทำเพื่อตอบโต้ การกระทำที่ไม่เป็นมิตรของฝ่ายกัมพูชา คือการใช้พลเรือนรุกล้ำดินแดนไทยและเข้าข่ายการใช้ 'โล่มนุษย์' (human shield) คือการที่ฝ่ายกัมพูชาจัดตั้งหรือใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบังเพื่อป้องกันกองกำลังตนเอง หรือแทรกพลเรือนเข้ามาในพื้นที่ขัดแย้งเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไทยไม่สามารถใช้กำลังตอบโต้ได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามประเภทหนึ่งและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อ พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 แห่งอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1977 (Protocol I) ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute) มาตรา 8(2)(b)(xxiii) และละเมิดจารีตประเพณีกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (ICRC Customary IHL Rule 97)

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิตอบโต้ (Retorsion) ด้วยวิธีการที่ไม่ใช้กำลัง โดยการเปิดเสียงผี/สารคดีชี้แจงความจริง ซึ่งไม่เป็นการคุกคามทางทหารโดยตรง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือชีวิต อันเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้สัดส่วน (proportional) เพราะเป็นการตอบโต้ในระดับต่ำกว่าความรุนแรงของการละเมิดจากอีกฝ่าย (รุกล้ำดินแดนโดยใช้โล่มนุษย์ เช่น เด็ก สตรี พระสงฆ์ ฯลฯ) และไม่มีการใช้กำลังอาวุธ

ส่วนที่บางฝ่ายอ้างว่าการกระทำของไทยอาจขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านการทรมาน (UNCAT) หรือไม่นั้น ผมมองว่า ยังไม่ถึงขั้นเข้าข่ายการทรมาน เพราะการเปิดเสียงไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ และมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังโล่มนุษย์ และเป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยาชั่วคราวบริเวณชายแดน และไม่ได้มุ่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด 'สารภาพ' หรือ 'ลงโทษ' ดังนั้น ถ้าดำเนินไปในลักษณะ 'มาตรการข่มขวัญโดยทั่วไป' โดยไม่เจาะจงต่อบุคคลและไม่มีผลรุนแรงต่อสุขภาพจิต ก็ยังไม่ถึงขั้น 'ทรมาน' ตาม มาตรา 1 หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายตามมาตรา 16 ของ UNCAT 

นอกจากนี้ ผมอยากฝากไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยให้เรียกร้องไปยังนานาชาติ ประณามกัมพูชาในการใช้ 'โล่มนุษย์' มาปะทะกับกำลังเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจานด้วย เพราะถือเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ไร้เกียรติและไร้ศักดิ์ศรี ซึ่งสากลโลกไม่ยอมรับ

ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top