Thursday, 4 June 2026
ไทยกัมพูชา

ชาวบ้านไม่ทน!! ขับไล่เมียเขมรของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หลังพบเป็นไส้ศึก...แอบถ่ายภาพอาวุธ-รถถังไทย ส่งทหารกัมพูชา

เมื่อวันที่ (7 ก.ย.68) ที่ศาลาประชาคมบ้านไซรไปร ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านรวมตัวประชุมเพื่อหารือกรณีหญิงชาวกัมพูชาชื่อ 'นางเขื่อน' ภรรยาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นไส้ศึก แอบถ่ายภาพรถถังและอาวุธของทหารไทย ส่งต่อให้ฝั่งกัมพูชา รวมถึงแชร์โพสต์บิดเบือนใส่ร้ายทหารไทย ทำให้ชาวบ้านมีมติเรียกร้องให้ขับออกจากพื้นที่

นายสมบัติ สุขงาม กำนัน ต.ไพรพัฒนา ระบุว่า การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจต่อชุมชนชายแดน เพราะเป็นช่วงที่สถานการณ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียด จึงเชื่อว่าการแชร์พิกัดและข้อมูลทางทหารอาจกระทบต่อความปลอดภัยของชาวบ้านและกองกำลังในพื้นที่ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากรวมหลักฐานการโพสต์และคลิปบิดเบือนมานำเสนอในการประชุม

ต่อมา วันที่ 8 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ปกครอง ทหาร ตำรวจ และตรวจคนเข้าเมือง ร่วมประชุมตรวจสอบ พบว่านางเขื่อนแม้จะมีพาสปอร์ตถูกต้อง แต่วีซ่าขาดอายุตั้งแต่ พ.ค. 2566 อีกทั้งมีญาติรวม 7 คน ที่บางส่วนหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงสรุปผลให้ดำเนินคดีตามกฎหมายและผลักดันออกนอกประเทศ

พ.ต.ท.หญิง มณีพร บุญเลี้ยง สารวัตร ตม. เปิดเผยว่า ได้แจ้งข้อหาอยู่เกินกำหนด 2 ราย และข้อหาหลบหนีเข้าเมือง 5 ราย ก่อนนำตัวทั้งหมดไปบันทึกการจับกุม ส่งฟ้องศาล และเตรียมผลักดันออกนอกประเทศ ขณะที่ชาวบ้านไซรไปรกว่า 200 คนที่มารอฟังผลพอใจกับการดำเนินการ และแยกย้ายกลับโดยสงบ

2 นักข่าวกัมพูชาคอตก!! ถูกจับยัดซังเต ข้อหา ‘กบฏชาติ’ ฐานถ่ายภาพติดทุ่นระเบิด PMN-2 บนปราสาทตาควาย

(9 ก.ย. 68) นักข่าวออนไลน์ชาวกัมพูชา 2 คนถูกตั้งข้อหา 'กบฏต่อชาติ' หลังจากขึ้นไปถ่ายภาพบนปราสาทตาควายในจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อรายงานว่ากัมพูชายึดพื้นที่ไว้ได้ตามข้อตกลงหยุดยิง แต่ภาพที่เผยแพร่กลับเห็นทุ่นระเบิด PMN-2 จนถูกทางการจับกุมและกล่าวหาว่าเผยแพร่ข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

รายงานจาก RFI Khmer และแถลงการณ์ขององค์กรสิทธิมนุษยชน Licadho ระบุว่า พร โสเพียบ (Porn Sopheap) และ เพียบ เพียรา (Pheap Pheara) ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวออนไลน์ TSP 68 TV Online ถูกจับกุมตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม โดยถูกกล่าวหาว่าให้ข้อมูลแก่รัฐต่างประเทศซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อประเทศ และขณะนี้ทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดเสียมราฐ

ทั้งนี้ ข้อหากบฏต่อชาติมีโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ถึง 15 ปี ทำให้คดีของนักข่าวทั้งสองเป็นที่จับตามองจากองค์กรสิทธิมนุษยชนที่กังวลว่า กัมพูชาอาจใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อจำกัดเสรีภาพสื่อ จากการรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา

กัมพูชาฟันรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ไปกว่า 620,000 ล้านบาท สามารถซื้อเครื่องบินรบ ‘กริพเพน’ ได้เป็นกองทัพ

(9 ก.ย. 68) จากการรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก ซึ่งมีการเปิดเผยรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 620,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 60% ของจีดีพีประเทศ 

โดยตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาเทียบกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ของไทย ที่มีราคาประมาณ 4,875 ล้านบาทต่อเครื่อง หากกัมพูชานำรายได้สแกมเมอร์มาใช้ ก็สามารถจัดหา Gripen E/F ได้มากถึง 130 ลำ 

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงท่ามกลางกระแสที่นักศึกษากัมพูชาในสหรัฐฯ ระดับปริญญาโทด้านกิจการระหว่างประเทศ ได้ออกแคมเปญรณรงค์ให้ชาวกัมพูชาร่วมลงชื่อ และเตรียมส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสวีเดน เพื่อขอให้พิจารณาระงับการขายอาวุธให้แก่ประเทศไทย

‘บิ๊กเล็ก’ เผยผลถก GBC เผย ไทย-กัมพูชา เห็นชอบหลายข้อ ถอนอาวุธหนัก - ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์ 60 แห่ง

‘บิ๊กเล็ก’ แถลงผลการประชุม GBC เผย ไทย-เขมร เห็นชอบถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 1 เดือน กัมพูชาตอบรับ ปราบสแกมเมอร์ 60 แห่ง พร้อมจัดระเบียบบ้านหนองจาน เล็งเปิดด่านจันทบุรี-ตราด

(10 ก.ย. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ว่า วัตถุประสงค์ของการประชุม GBC ในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าหลังจากที่มีการประชุม GBC ที่มาเลเซียครั้งที่แล้ว โดยเฉพาะข้อตกลงหยุดจริงรวมทั้งแนวทางการดำเนินการต่อไปเพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับมาสู่พื้นที่ชายแดนได้อย่างถาวร

การหารือในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่นที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าในหลายด้านนับตั้งแต่การประชุม GBC ครั้งที่แล้ว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างกัน และเป็นการยืนยันว่าสองฝ่ายจะยึดมั่นแนวทางนี้ต่อไป ถึงแม้ว่ายังมีข้อห่วงกังวลบางประการที่ทำให้ฝ่ายไทยรวมถึงพี่น้องประชาชนไทยไม่สบายใจอยู่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับไปเป็นดังเดิมอยู่บ้างก็ตาม

แต่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันในวันนี้เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์การประชุม GBC ในครั้งนี้ได้แก่

1 : การถอนอาวุธหนักยุทโธปกรณ์ทำลายล้างสูงออกจากพื้นที่แนวชายแดนกลับสู่ที่ตั้งปกติ โดยฝ่ายเลขานุการ GBC และ RBC จะหารือกันภายใน 3 สัปดาห์เพื่อจัดทำแผนดำเนินการและเริ่มเคลื่อนย้ายกำลังตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยให้คณะผู้สังเกตการณ์ IOT มาเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

2 : การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยจะมีการตั้งคณะประสานงานร่วม ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายเลขานุการ GBC และศูนย์ทุ่นระเบิดของไทย และกัมพูชาภายในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อจัดทำแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและกำหนดพื้นที่นำร่องตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาเพื่อเริ่มดำเนินการทันทีภายในหนึ่งเดือน

3 : การปราบอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของทั้งสองฝ่ายตั้งคณะทำงานภายในหนึ่งสัปดาห์เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกัน ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้ส่งมอบข้อมูลและพิกัดที่ตั้งของสแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 60 แห่งในกัมพูชา ให้ฝ่ายกัมพูชาไปดำเนินการปราบปรามขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะทำงานนี้จะหารือกัน ซึ่งผู้แทนของตำรวจไทยและผู้บัญชาการตำรวจของกัมพูชา ได้หารือกันนอกรอบเพื่อนัดหมายการประชุมการประสานตามข้อตกลงนี้เรียบร้อยแล้วโดยมีกำหนดการในวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ที่จังหวัดสระแก้ว

4 : การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน กรณีบ้านหนองจาน ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหารือ JBC ไทยกัมพูชาหารือเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว และให้คณะ RBC หารือการจัดการบนพื้นฐานของผลการหารือในกรอบ JBC โดยระหว่างนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประสานงานกันเพื่อให้มีความสงบเรียบร้อย หากแนวทางนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปใช้สำหรับการจัดการบริหารพื้นที่อื่นที่มีปัญหาลักษณะเดียวกันต่อไป

5 : เราได้หารือเรื่องการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางจุดเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน โดยเราได้มอบหมายให้กลไก RBC ไปหารือความเป็นไปได้ในการอนุญาตให้มีการขนส่งสินค้าผ่านจุดผ่านแดนบางจุดที่ไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง โดยอาจเริ่มดำเนินการตามจุดผ่านแดนที่แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราดก่อน

โดยสรุปผมเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่แนวชายแดนแล้วพัฒนาการสำคัญของการประชุม GBC ในครั้งนี้ คือการที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดแนวทางการดำเนินการใน 2 เรื่อง ที่ไทยให้ความสำคัญแต่ก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชา ยังไม่เคยตอบรับได้แก่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งหน่วยงานของไทยจะติดตามกับฝ่ายกัมพูชา ให้มีการดำเนินการตามที่ตกลงกันก่อนหน้านี้

สำหรับการประชุม GBC สมัยครั้งต่อไปจะกำหนดให้เกิดขึ้นภายใน 30 วันหลังจากนี้โดยมีฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ

สุดท้ายนี้ขอยืนยันว่าไทยกับกัมพูชาไม่อาจย้ายหนีจากกันไปได้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้ง 2 ประเทศจะต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างสันติวิธี เพื่อนำสันติภาพมาสู่พื้นที่ชายแดนและประชาชนทั้ง 2 ประเทศได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติอีกครั้ง

ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำแนวทางการรักษาอธิปไตยต้องเป็นอันดับแรก  ให้ความสำคัญกับบทบาทของกองทัพ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคู่กันไปคือพี่น้องประชาชน ให้ดูแลในเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนด้วย

โดยก่อนที่จะเข้ามาหารือได้แบ่งโซนพื้นที่ตึงเครียดตามลำดับ 

โซนที่ 1 ที่มีความตึงเครียดสูงสุด คือพื้นที่ของกองทัพภาคที่สอง ที่ประกอบไปด้วยจังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์ 4 จังหวัด นี้ถือเป็นโซนที่มีความตึงเครียดสูงสุด

ส่วนที่ 2 ที่รองลงมาก็คือพื้นที่ของกองทัพภาคที่หนึ่ง จังหวัดสระแก้ว

ส่วนที่ 3 จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งเป็นโซนที่มีความตึงเครียดน้อยกว่าเพื่อนฉะนั้นการที่จะคิดผ่อนปรนอะไรได้ก็จะต้องดูตามโซนที่มีความตึงเครียด จึงเป็นที่มาที่ได้แถลงไปเมื่อสักครู่ เนื่องจากทางภาคประชาชนและผู้ประกอบการได้ขอให้มีการผ่อนปรนบ้างจึงคิดดำเนินการในส่วนที่สามก่อน

แต่อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้กับทางกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราดเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากมาตรการที่เราควบคุมด่านเป็นมาตรการด้านความมั่นคง

ฉะนั้นขอให้กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราดเป็นผู้รับผิดชอบโดยให้หน่วยงานที่ได้แก่กรมศุลกากรกระทรวงพาณิชย์กระทรวงอุตสาหกรรมสนับสนุนข้อมูล ส่วนนี้เป็นแนวทางที่มาเจรจา

วันนี้ก่อนการเข้าเจรจาอย่างเป็นทางการได้มีโอกาสประชุมแบบโฟร์อาย กลับรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และพูดประเด็นสำคัญอยู่สองประเด็น

คือได้นำสานจาก นายกฮุน มาเนต ที่ส่งแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี  ในข้อความแสดงถึงความที่อยากจะคลี่คลายสถานการณ์เพราะฉะนั้นอยากทราบแนวทางที่จะหารือกันในวันนี้อยากทราบความคืบหน้า

อีกทั้งได้พูดคุยกันถึงประเด็นความเจ็บปวดของบ้านเราที่จะต้องรีบแก้ไขคือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด  และเรื่องบ้านหนองจาน จึงอยากขอความกรุณาให้ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบรับในเรื่องนี้ด้วยซึ่งผลการประชุมก็เป็นไปในทางที่ดีมีการตอบรับจากทางฝ่ายกัมพูชาที่มาประชุมซึ่งอย่างไรก็ตามต้องประเมินและติดตาม ความจริงใจฝ่ายกัมพูชาที่จะตามผลการประชุมวันนี้หรือไม่

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการตรวจสอบเรื่องของข่าวปลอม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทางที่ประชุมได้มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ขณะที่การปราบปรามสแกมเมอร์ และกาสิโนในพื้นที่ มีการสกรีนนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ให้มีการไปเล่นการพนันอย่างไรได้บ้าง

ประเด็น ข่าวปลอมปัจจุบันมีการลดลงไปแต่ก็ยังเป็นปัญหาที่จะต้องพูดคุยกันเพราะทำให้พี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศมีทัศนคติไม่ดีต่อกันซึ่งได้พูดคุยขอให้ และขอให้พี่น้องทั้งสองฝ่ายลดการสร้างข่าวปลอมเพื่อความเกลียดชัง ส่วนในการตรวจสอบข่าวปลอมเรามีคณะทำงาน เลขาGBC ตรวจสอบอยู่แต่หากมีประเด็นข่าวปลอมที่สำคัญก็จะแจ้งให้คณะ IOT รับทราบ

ส่วนเรื่องการผ่อนปรนเราไม่ได้ผ่อนปรนบุคคล แต่เราผ่อนปรนการขนส่งสินค้า ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือคนยังข้ามแดนไม่ได้ เอารถขนส่งสินค้าอย่างเดียว และรถขนส่งสินค้าไม่ใช่ผ่อนปรนเสรี คือมีวิธีจำกัดจำนวนเที่ยว แต่หากหารือกันแล้วภาคสังคมยังไม่ยอมรับก็อาจจะผ่อนปรนได้เป็นรายกรณีวันละสองถึงสามเที่ยว ตามกรณีไป

แต่หากหารือกันแล้วสังคมเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจจะต้องเดินได้บ้างก็อาจจะเป็น 20 ถึง 30 เที่ยว ก็ตามกรณีไป หรือหากไปได้เลยก็ต้องบอกมา

อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่าต้นเหตุเรื่องการเปิดด่านไม่ใช่ฝ่ายไทยหรือกัมพูชา แต่เป็นประเทศที่ 3 เสนอ โดยบอกว่าไทยและกัมพูชาขัดแย้งกันแล้วเขาเดือดร้อนในปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องนี้เป็นผลที่เราต้องรับฟังจึงมีการหารือกันในคราวนี้ แต่ก็ยังมีความกังวลและห่วงใยจึงให้ RBC หารือกันต่อไป

ส่วนเรื่อง เขตแดนต้องหารือในที่ประชุม JBC ต่อไป

‘พล.อ.มนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารแนวหน้า ชายแดนสุรินทร์ หลังพบกัมพูชาเสริมกำลัง

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) พลเอก มนัส จันดี เสนาธิการทหาร ลงพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เยี่ยมให้กำลังใจและขอบคุณกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม โดยมีพลโท สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารกองทัพไทย (ศตก.) ร่วมลงพื้นที่ด้วย

พลเอก มนัส ย้ำว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กำลังพลมีขีดความสามารถและความพร้อมสูงสุดในการดูแลพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ กองทัพไทยยังได้มอบหมายหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเข้าดำเนินการก่อสร้างเส้นทางและระบบสาธารณูปโภค ติดตั้งระบบประปาสนาม กล้องวงจรปิด (CCTV) สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบอินเทอร์เน็ต รวมถึงการเสริมกำลังด้วยระบบแอนตี้โดรน เพื่อสนับสนุนภารกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เสริมกำลังและสร้างฐานที่มั่นใกล้กับพื้นที่ดังกล่าว โดยพลเอก มนัส ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจกำลังพลแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมยืนยันว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง เพื่อเสริมความพร้อมสูงสุดในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ทูตญี่ปุ่นครวญ ด่านไทย–กัมพูชา ปิด!! ทำธุรกิจญี่ปุ่นสะดุด การจ้างงานใหม่ติดขัดหนัก

(12 ก.ย. 68) อูเอโนะ อาสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ยอมรับว่าการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยืดเยื้อส่งผลกระทบหนักต่อบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในกัมพูชา ภายใต้นโยบาย 'ไทยแลนด์พลัสวัน' จนการขยายการจ้างงานใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดการเมืองชายแดน

ทูตญี่ปุ่นระบุว่า ปัญหานี้ไม่เพียงสร้างความลำบากให้กับนักลงทุน แต่ยังซ้ำเติมแรงงานกัมพูชามากกว่า 800,000 คน ที่ถูกส่งกลับจากไทยและยังหางานทำไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทญี่ปุ่นบางแห่งยังมีความต้องการแรงงานใหม่ และหวังว่ากระทรวงแรงงานกัมพูชาจะช่วยอำนวยความสะดวก รวมถึงการที่ญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนการฝึกอาชีพเพื่อบรรเทาปัญหา

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในภูมิภาค แต่ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงตกขบวนการลงทุน หากไม่เร่งแก้ปัญหาค่าแรงสูง การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่าช้า ซึ่งทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากลายเป็นจุดหมายใหม่ที่น่าดึงดูดกว่า

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7–10 กันยายนที่ผ่านมา มีการหยิบยกเรื่องการเปิดด่านตามคำขอของญี่ปุ่น โดยฝ่ายไทยได้หารือภายในเมื่อ 9 กันยายน แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามารับผิดชอบ

‘บิ๊กเล็ก’ ลั่น!! ขอชี้แจง เป็นครั้งสุดท้าย ยัน!! ไม่มีการเปิดด่าน แค่หารือกันเท่านั้น

(13 ก.ย. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ในรายการข่าวไทยรัฐทีวี 12 กย. 2568 ถึง การอนุโลม ผ่อนปรนเปิดด่าน ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ผมจะชี้แจง ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ยืนยันว่า ยังไม่มีการเปิดด่าน แค่เป็นการให้ไปหารือกัน เท่านั้น ในข้อ5 ไม่มีกรอบเวลา

และหากมีการอนุโลมผ่อนปรน จะไม่มีการส่งยุทธปัจจัย ไม่มีอุปกรณ์ก่อสร้าง โดยมี กกล.ป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ผ่อนปรน ในการผ่านแดน ซึ่งย้ำว่า ให้กองกำลัง ฯอนุญาต เท่านั้น แต่ยังไม่ให้คนข้าม คนยังผ่านไม่ได้. แล้วที่ผ่านมา การไปเล่นบ่อนคาสิโน สแกมเมอร์ ใช้วิธีการ นั่งเครื่องไปพนมเปญ แล้วมาเล่นที่ ปอยเปต

ส่วน คณะกรรมการ GBC มี รมว.กห. เป็นประธาน มี ผบ.ทหารสูงสุด เป็น รองปธ. และ ผบ.ทบ.เป็น กรรมการ มีเจ้ากรมชายแดนทหาร เป็นเลขาฯ ในคณะมี รองแม่ทัพภาค 2 ที่จะเป็นแม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ไปด้วย พร้อมตัวแทน สมช. และมหาดไทย

พลเอก ณัฐพล ยืนยันว่า ข้อตกลง GBC นั้น มิได้ทำโดยกลาโหม คนเดียว ผมไม่เคยไปก้าวก่ายยุ่งเกี่ยว เมื่อเขานำมาเสนอ จึงเห็นชอบ อีกทั้ง ผบ.กองกำลังเป็นผู้มีอำนาจ ในการอนุมัติ โดยได้มอบอำนาจให้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจในการตกลงใจดำเนินการ ขอให้ฝ่ายความมั่นคง สบายใจได้ว่า ฝ่ายการเมือง ไม่ได้ทำตามลำพัง

ส่วนการที่ฝ่ายทหาร ทั้ง เสธ.ทหาร แม่ทัพภาค2 เสธ เบิร์ด คัดค้านเปิดด่าน นั้น พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ได้ทำให้ใจเสีย ไม่เลย เพราะเรื่องการเจรจา ก็ทำกันไป ส่วนที่ชายแดน ก็ต้องเตรียมพร้อม 

พอประชุมกลับมา ผมก็บอก พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ แม่ทัพภาค 2 ให้ระวัง

ส่วนการที่ เสธ ทหาร เตือนให้ เขมรถอนทหารก่อน ไม่ควรเปิดด่าน พลเอกณัฐพล กล่าวว่า ผมก็ระวังอยู่แล้ว และประเมินความจริงใจ เราต้องพร้อม หากเขมรไม่จริงใจ เราพร้อมปฏิบัติ

ส่วนการที่กองทัพภาค2 รายงานว่า ทหารเขมร เพิ่มเติมกำลัง นั้น ผมได้บอกให้ ผช.ทูตทหารไทย ประจำพนมเปญ ได้ตรวจสอบกับ คณะ IOT ที่กัมพูชา ชี้แจงว่า เป็นการสับเปลี่ยนกำลัง เราจึงแจ้งว่า เป็นการยั่วยุ สุ่มเสี่ยง และอาจเกิดความไม่เรียบร้อย

“ผมขอบคุณความเห็น ของประชาชน และฟังเสียงประชาชน และขอให้สบายใจว่า จะยังไม่มีการดำเนินการ ผมกราบขออภัย ที่ทำให้เกิดข่าวสาร ไม่ชัดเจน” พลเอกณัฐพล กล่าว

ทั้งนี้ เราต้องพิสูจน์ ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา จาก 4 ข้อ เพิ่งจะประเมินว่า ทำได้หรือไม่ จริงใจ หรือไม่ ทั้งการถอนอาวุธหนัก เช่น จรวด BM 21 และ PHL 03 ของกัมพูชา หากเขายอมถอน เรายืนยันว่า ประชาชนจะได้ปลอดภัย

เพราะหากเกิดการปะทะ ก็อาจยิงกันแค่ในระยะ 5-10 กม. แต่ไม่มีอาวุธยิงไกล 40-50 กม.หรือ 100 กม. ก็จะถือว่า เป็นสัญญาณดี

‘BBC’ จงใจใช้!! ‘Jonathan Head’ รายงานข่าวความขัดแย้ง ‘ไทย - กัมพูชา’ สะท้อน!! ความไม่เป็นกลาง โน้มเอียงเข้าข้าง ‘เขมร’ มากกว่าเล่าข้อเท็จจริง

ล่าสุด สำนักข่าว BBC แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจอย่างที่สุดต่อประเทศไทย เมื่อเลือกใช้นักข่าวอย่าง Jonathan Head มานำเสนอข่าวความขัดแย้งไทย–กัมพูชา เพราะบุคคลผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า หากแต่เป็นผู้ที่เคยก่อปัญหากับไทยมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ

เขาเคยถูกตั้งข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากรายงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ไทย อันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ แม้คดีจะไม่ถึงขั้นพิพากษาลงโทษ แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเต็มไปด้วยข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจในสายตาคนไทย นอกจากนี้ ยังมีการรายงานอีกหลายชิ้นที่โน้มเอียงและโจมตีประเทศไทยในเชิงลบ ทั้งการเมือง สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐไทยในสายตานานาชาติ

ต่อมา เขายังเคยถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ภูเก็ตจากการทำรายงานเรื่องการฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์ คดีดังกล่าวทำให้เขาถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกจำกัดเสรีภาพในการทำงาน แม้ท้ายที่สุดบางข้อหาจะถูกถอน แต่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นนักข่าวที่มักสร้างความขัดแย้งกับกฎหมายไทยอยู่เสมอ

เมื่อย้อนมามองถึงการรายงานล่าสุดเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จึงแทบไม่ต้องสงสัยว่า ผลงานจะเอนเอียงไปในทิศทางที่เข้าข้างกัมพูชา มากกว่าที่จะสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง พฤติกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า BBC ไม่ได้ต้องการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา หากแต่จงใจทำลายประเทศไทยผ่านการใช้บุคคลที่มีประวัติสร้างปัญหากับชาติบ้านเมือง

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น!! การเปิดด่านเป็นวิธีการสุดท้าย ขณะนี้สถานการณ์ยังตึงเครียด!! การเจรจายังไม่ลงตัว

เมื่อวานนี้ (12 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีการเปิดด่าน

ดร.พวงทอง โพสต์อธิบาย!! เปิดด่านเพื่อผลประโยชน์ของไทย แต่กลับถูก ‘ทัวร์ชาตินิยมไทย’ รุมประณาม!! อย่างรุนแรง

เมื่อวานนี้ (13 ก.ย. 68) ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า โปรดเข้าใจเถิดว่าการเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และอนุญาตให้มีการส่งสินค้าข้ามแดนได้ แต่กลับถูกทัวร์ชาตินิยมไทยรุมประณามอย่างรุนแรง เพราะเข้าใจว่าสินค้าจากไทยจะทำให้กัมพูชาเข้มแข็งขึ้น เพราะคนไทยเชื่อว่าเราต้องลงโทษกัมพูชาให้ย่อยยับทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ... นี่เป็นความเชื่อที่ผิดทั้งสิ้น ดังนี้

1. สินค้าที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการส่งข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่เป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ที่ผลิตในลักษณะ supply chain เช่น ประเทศหนึ่งผลิต และส่งไปประกอบในอีกประเทศหนึ่ง เป็นต้น ฉะนั้น หาก supply chain ถูก disrupt ประเทศที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด

2. สถานทูตญี่ปุ่นกล่าวว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านนี้ เข้ามาลงทุนในไทยและกัมพูชา ตามนโยบาย Thailand Plus ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2562 หรือในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นโยบายนี้มุ่งชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้หันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยไทยมีไอเดียว่า บริษัทต่างชาติสามารถผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานไร้ฝีมือในกัมพูชาได้ (เพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แล้วส่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทยได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี (ใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีของ AEC) ส่วนประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูง และรัฐบาลไทยยังจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ

3. เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยก็พานักลงทุนกว่า 20 ราย ไปทัวร์กัมพูชา ไปเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา เพื่อหาทางจับคู่ทำการลงทุนตามแนวคิด Thailand Plus

4. การปิดด่านชายแดนจึงกระทบต่อภาคการผลิตของบริษัทต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทสัญชาติไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่พวกเขาไม่กล้าปริปาก เท่าที่ได้รับข้อมูลมา บริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศและทางเรือแทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละหลายร้อยล้านบาท คำถามคือ เขาไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง แต่เขาเข้ามาลงทุนด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะอำนวยความสะดวกให้เขาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้เขาได้ ด้วยเหตุผลเรื่องชาตินิยมและความเกลียดชังชาวเขมร

พวกเขาคงเข็ดกับประเทศไทย และในอนาคตอันใกล้ คงได้ข้อสรุปว่าประเทศไทยไม่สามารถสร้างมั่นใจให้นักธุรกิจต่างชาติได้เลย อินฟลูไม่กี่คนก็สามารถขัดขวางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

5. การปิดด่านย่อมทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไทย ได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน แม้ว่าสินค้านั้นจะเป็นของบริษัทญี่ปุ่น แต่รายได้จากการส่งออกนับเป็นรายได้ของประเทศไทยด้วย หุ้นส่วนก็เป็นคนไทย แรงงานก็เป็นคนไทย

6. ที่น่าสนใจคือ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รมต.กลาโหม ดูจะมีความเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ท่านจึงเสนอให้เปิดด่าน ทั้งนี้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่านเป็นนายทหารที่สวมหมวกฝ่ายการเมืองด้วย จึงได้รับข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น แต่ที่น่าตกใจคือ ลูกน้องของท่าน มทภ.2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นขณะนี้ ที่กำลังเดินสายเลคเชอร์ในเมืองใหญ่) กลับเสนอความเห็นสวนทางแบบไม่เกรงใจผู้บังคับบัญชาเลย ... ท่านอาจจะมีความรู้เรื่องการรบดี แต่ท่านยังต้องทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองและการต่างประเทศเพิ่มเติมอีกมาก

7. ไทยส่งออกไปกัมพูชาเดือนละประมาณหมื่นล้านบาท จริงๆ แม้แต่การห้ามส่งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำไปยังกัมพูชา ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่าแน่ๆ คือฝ่ายไทย ทั้งเจ้าของโรงงานและแรงงานไทย ขณะที่สินค้าเหล่านี้ กัมพูชาสามารถหันไปซื้อจากเวียดนามและจีนได้ แถมราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ เราจะต้องสูญเสียตลาดในกัมพูชาที่นักธุรกิจไทยใช้เวลาสร้างสมมากว่า 30 ปีอย่างนั้นหรือ? คนไทยอยู่กับการใช้อารมณ์ จนมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในระยะยาวหรืออย่างไร?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top