Friday, 5 June 2026
ไต้หวัน

รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

รมว.กลาโหมจีน ออกคำเตือนโดยตรงถึง พันธมิตรของสหรัฐฯ
หากอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวันถูกท้าทาย 
ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถือเป็นเป้าหมายโดยชอบธรรม
รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

‘จีน’ ประกาศเชิญชาว ‘ไต้หวัน’ เข้าร่วมพิธีสวนสนาม เนื่องในวันครบรอบ 80 ปี ชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

(27 ส.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศเชิญประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงชาวไต้หวัน เข้าร่วมสังเกตการณ์พิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ เนื่องในวันครบรอบชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 3 กันยายน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง

จู้ เฟิงเหลียน (Zhu Fenglian) โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนแผ่นดินใหญ่ ระบุว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นมหากาพย์ร่วมของชนชาติจีนทั้งมวล ที่ทุกฝ่ายรวมถึงชาวไต้หวัน ได้เสียสละและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการปกป้องชาติ

โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันย้ำว่า ประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันระลึกถึงประวัติศาสตร์ เชิดชูวีรชน สืบสานจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ และผลักดันการรวมชาติ เพื่ออนาคตที่สดใสของการฟื้นฟูประเทศจีน

ทั้งนี้ นอกจากพิธีสวนสนาม จีนยังเตรียมจัดกิจกรรมรำลึกเพิ่มเติม รวมถึงการจัดงานวันที่ 25 ตุลาคม เพื่อครบรอบ 80 ปี การกอบกู้ไต้หวันจากการยึดครองของญี่ปุ่นอีกด้วย

สหรัฐฯ สั่งเพิกถอนใบอนุญาต TSMC ห้ามส่งเทคโนโลยีขั้นสูงจากอเมริกาไปจีน

(5 ก.ย. 68) สหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทไต้หวัน TSMC ในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน โดยมาตรการนี้อาจกระทบต่อการดำเนินงานของโรงงาน TSMC ในเมืองหนานจิง ซึ่งผลิตชิปเจเนอเรชันเก่า แม้จะไม่ใช่รายได้หลักของบริษัทก็ตาม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับบริษัทเกาหลีใต้ทั้งซัมซุง (Samsung) และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) ทำให้การส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบจากอเมริกาไปยังจีนต้องเข้มงวดขึ้น และผู้ผลิตจำเป็นต้องยื่นขออนุญาตเป็นรายกรณี ส่งผลให้ต้นทุนและกระบวนการซับซ้อนกว่าเดิม

ส่งผลให้ TSMC ออกมาแถลงต่อ BBC ว่ากำลังประเมินสถานการณ์และจะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยย้ำว่ายังคงมุ่งมั่นที่จะดูแลให้โรงงานในจีนดำเนินงานได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบต่อ TSMC มีจำกัด เพราะสัดส่วนรายได้จากโรงงานในจีนมีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตลาดโลก

ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า มาตรการนี้อาจผลักดันให้ลูกค้าจีนหันไปใช้ชิปที่ผลิตภายในประเทศ แม้จะล้าหลังอยู่หลายรุ่น แต่ก็อาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาที่รวดเร็วขึ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนเอง

‘ปฐม อินทโรดม’ ยก ‘ไต้หวัน’ แบบอย่างพัฒนาประเทศ กล้าหักดิบจากพึ่งพาเกษตรพลิกสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชิป

(5 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ชาวไต้หวันหลายคนที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัทไอทีรายใหญ่ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ทุกคน “ย้ำว่าทุกคน” เติบโตมาในครอบครัวชาวนาเหมือนคนไทยในอดีตแต่เส้นทางชีวิตเขาต่างจากเราเหลือเกิน

ย้อนไปดูรายได้ต่อหัวของไต้หวันในทศวรรษที่ผมเกิด ไทยกับไต้หวันห่างกันไม่มากนักด้วยตัวเลข $100 ของไทยกับ $150 ของไต้หวัน

แต่ในวันนี้ที่ผมเข้าสู่วัย สว. ไทยขยับขึ้นเป็น $7,500-$8,000 แต่ไต้หวันทิ้งห่างไปที่ $35,000 มากกว่าเราเกือบ 5 เท่า
ผมถามผู้ใหญ่ชาวไต้หวันเหล่านั้นว่า “ทำไม” เขาเล่าให้ฟังว่า 

“ไต้หวันนั้นเด็ดขาด เมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอนาคต รัฐบาลและเอกชนจึงทุ่มเต็มที่ ไม่หันเห ไม่ประนีประนอม แม้จะมีคนเสียประโยชน์ก็ยอม เพราะเป้าหมายคือการยกระดับประเทศทั้งระบบ”

สาเหตุที่ลูกชาวนาทุกคนหันหลังให้กับการทำนา เพราะช่วงปี 1960–1970 ไต้หวันเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมขนาดกลาง ตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออก และเริ่มส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา

ผมลองค้นข้อมูลดูก็พบว่ารอยต่อสำคัญอยู่ที่ช่วงปี 1980 ไต้หวันก่อตั้ง ITRI และ Hsinchu Science Park ปลุกปั้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TSMC, UMC

หลังจากนั้น ในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจ เศรษฐกิจโตเร็ว รายได้ต่อหัวพุ่งขึ้นหลายสิบเท่า

ในขณะที่ไทยเราเริ่มเปิดนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์จนได้ชื่อว่าเป็น “Detroit of Asia” แต่ยังพึ่งการลงทุนจากต่างชาติ ขาดเทคโนโลยีของตัวเอง และมองข้ามช็อตไม่เป็น

ไม่น่าแปลกอะไรที่ทุกวันนี้เศรษฐกิจยังเติบโตแบบกระจาย ไม่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รายได้ต่อหัวจึงตามหลังไต้หวันหลายเท่า

สิ่งที่ผู้ใหญ่ชาวไต้หวันบอกกับผมคือ “ไทยประนีประนอมเกินไป” เรามัวแต่ห่วงคนทุกกลุ่ม อยากให้ทุกฝ่ายพอใจ ผลคือเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ไต้หวันเลือกเส้นทางที่ชัดเจนและยอมเผชิญความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่ออนาคต

เขาย้ำว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ ประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย ไต้หวันในอดีตยอมเจอกับความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค พวกเขายอมให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ ยอมรับแรงกดดันทางสังคม และยืนหยัดเลือกเส้นทางที่ชัดเจน แม้จะไม่ง่ายและไม่สวยงามในระยะสั้น แต่กลายเป็นรากฐานของความสำเร็จในระยะยาว และเขาก็หวังว่าคนรุ่นใหม่ของไทยจะหาเส้นทางดังกล่าวเจอได้ด้วยตัวเอง

ผมก็หวังอย่างนั้นเช่นกัน…

จีนไม่ปลื้ม!! อเมริกาช่วยไต้หวัน สร้างขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500

(18 ก.ย. 68) ไต้หวันเปิดตัวขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500 ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Anduril Industries ของสหรัฐฯ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจงซานเผยว่า มีแผนจะผลิตจำนวนมาก โดยมีต้นทุนราว 216,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งลูก (ราว 8 ล้านบาท)

ด้านจีนตอบโต้ทันที รัฐมนตรีกลาโหมตง จวิ้น (Dong Jun) เตือนว่าปักกิ่งจะไม่ยอมให้มีความพยายามใด ๆ ที่มุ่งแยกไต้หวันเป็นเอกราช พร้อมย้ำจุดยืนชัดว่า “จะไม่ทนต่อการแทรกแซงจากภายนอก” ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารแก่ไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ และมองการจับมือระหว่างสหรัฐฯ–ไต้หวันในด้านการทหารเป็นการท้าทายหลักการ 'จีนเดียว' รวมถึงเป็นภัยต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกโดยตรง

‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ว่าที่ นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น อาจทำสัมพันธ์กับจีนปะทุเดือด!! จากประเด็นหนุนไต้หวัน

(6 ต.ค. 68) ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คนใหม่ เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น หลังเอาชนะคู่แข่ง ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการชูจุดยืนอนุรักษ์นิยมอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันและประวัติศาสตร์สงคราม ถูกมองว่าอาจทำให้ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ตลอดเส้นทางการเมือง ทาคาอิจิมีท่าทีสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ทั้งการพบปะผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในไทเป รวมถึงการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจต่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้ และมองว่าเป็นการแทรกแซงในกิจการภายใน อีกทั้งท่าทีของทาคาอิจิต่อการเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นประเด็นอ่อนไหวที่กระทบความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีใต้มาหลายครั้ง

ด้านรัฐบาลจีนเรียกร้องให้โตเกียว “เคารพพันธกรณีทางการเมือง” โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและประวัติศาสตร์ พร้อมเตือนว่าการกระทำใด ๆ ที่ไปแตะต้องประเด็นเหล่านี้จะสร้างอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า แม้จะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างแรงเสียดทาน แต่จีนและญี่ปุ่นยังคงต้องพึ่งพากันทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

ความท้าทายของทาคาอิจิหลังขึ้นสู่อำนาจ จึงไม่เพียงแต่การจัดการกับปัญหาภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการรักษาสมดุลระหว่างการยืนหยัดในอุดมการณ์ทางการเมืองของตนเอง กับการประคับประคองความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีน ที่ยังเป็นคู่ค้ารายใหญ่และมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

‘จีน’ เผยเอกสารจุดยืน!! มติ UN 2758 คือหลักฐานสากล มีเพียงจีนเดียวในโลก ‘ไต้หวัน’ จะไม่มีวันถูกแยกออกจากจีน

(9 ต.ค. 68) รัฐบาลจีนเผย 'เอกสารจุดยืน' เกี่ยวกับมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1971 ย้ำชัดว่ามติฉบับนี้คือหลักฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองว่า “มีเพียงจีนเดียวในโลก” และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนคือผู้แทนโดยชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวของประเทศจีนในองค์การสหประชาชาติ พร้อมระบุว่า มติ 2758 ได้แก้ไขปัญหาการเป็นตัวแทนของจีนอย่างสมบูรณ์ รวมถึงดินแดนไต้หวันด้วย

จีนชี้ว่ามติ 2758 เป็นการยืนยันหลักการ 'จีนเดียว' อย่างเป็นทางการ โดยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า 'สองจีน' หรือ 'จีนหนึ่ง ไต้หวันหนึ่ง' ทั้งยังระบุว่าการที่รัฐบาลปักกิ่งเข้ามาแทนที่รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ROC) ในปี 1949 เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาลภายในประเทศเดียวกัน ไม่ได้กระทบต่ออธิปไตยหรือเขตแดนของจีน และไต้หวันจึงเป็นส่วนหนึ่งของจีนในทางกฎหมายและข้อเท็จจริง

จีนยังกล่าวถึงความพยายามของบางประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เคยพยายามขัดขวางไม่ให้จีนแผ่นดินใหญ่กลับเข้าสู่สหประชาชาติในช่วงก่อนปี 1971 แต่ในที่สุดมติ 2758 ก็ผ่านด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น ซึ่งเป็น “ชัยชนะของประชาชนทั่วโลกในการต่อต้านลัทธิเฮเกะโมนีและการเมืองอำนาจ” พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันกว่า 180 ประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนบนพื้นฐานของหลักการจีนเดียว

ทั้งนี้ จีนเตือนว่า การบิดเบือนมติ 2758 หรืออ้างว่า “สถานะของไต้หวันยังไม่ชัดเจน” ถือเป็นการท้าทายระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นภัยต่ออำนาจของสหประชาชาติ ปักกิ่งย้ำว่า ไต้หวันไม่เคยเป็นประเทศอิสระในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต และจะไม่มีวันถูกแยกออกจากจีนอีกครั้ง เพราะ “อธิปไตยและดินแดนของจีนไม่อาจแบ่งแยกได้”

เจาะแสนยานุภาพทางการทหาร ‘จีน - ไต้หวัน’ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้หรือไม่?

วันที่ 3 กันยายน 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดพิธีสวนสนามทางทหารที่ยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน และมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งสำคัญของจีน และยังเป็นการอวดแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทั้งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยมากมาย

สองจีนเองได้มีการเผชิญหน้าได้มีการเผชิญหน้าทางการทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองจีนระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นำโดยก๊กมินตั๋ง ซึ่งก็คือ ไต้หวันในปัจจุบัน กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ความขัดแย้งทางอาวุธดำเนินไปเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 1927 จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะและสามารถควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่ ได้อย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1949 โดยจอมพลเจียงไคเช็กนำกำลังที่เหลืออยู่มาตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน และได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้เป็นประเทศเอกราช ทั้งยังเป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ระยะเวลา 76 ปีแห่งการเผชิญหน้าของ 2 จีนนั้นมีการปะทะเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน:
- วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 เริ่มต้นด้วยการที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยิงปืนใหญ่ใส่เกาะจินเหมิน และยึดหมู่เกาะอี้เจียงซานได้ในวันที่ 19 มกราคม 1955 และละทิ้งหมู่เกาะต้าเฉินในเดือนถัดมา วันที่ 24 มกราคม 1955 รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้ผ่านมติฟอร์โมซา (Formosa Resolution) ให้อำนาจประธานาธิบดีในการปกป้องหมู่เกาะนอกชายฝั่งของไต้หวัน วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1955 เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ยุติการโจมตีทางอากาศ วิกฤตการณ์นี้สิ้นสุดลงในระหว่างการประชุมที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1958 ด้วยการปะทะทางอากาศและทางทะเลระหว่างกองกำลังไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนโจมตีเกาะจินเหมินด้วยปืนใหญ่อย่างหนักหน่วง และสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เรือลาดตระเวนของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้ปิดกั้นหมู่เกาะไม่ให้เรือของไต้หวันเข้าส่งกำลังบำรุง แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะได้ปฏิเสธข้อเสนอของจอมพลเจียงไคเช็กที่จะโจมตีจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยปืนใหญ่ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการส่งเครื่องบินขับไล่และขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานให้กับไต้หวัน นอกจากนี้ยังจัดหาเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกเพื่อใช้ในการส่งกำลังบำรุงแก่กองกำลังไต้หวัน ขณะที่เรือรบของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังปิดล้อมอยู่นั้น ในวันที่ 7 กันยายน เรือรบสหรัฐฯ ได้คุ้มกันขบวนเรือส่งกำลังบำรุงของไต้หวัน และสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ยอมหยุดยิง

วิกฤตการณ์ครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี 1995 - 1996 สาธารณรัฐประชาชนจีนตอบสนองต่อการเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีหลี่ เต็งฮุย ของไต้หวัน และการที่สหรัฐฯ ยอมรับหลี่ในฐานะตัวแทนของไต้หวัน ด้วยการซ้อมรบทางทหาร การซ้อมรบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไต้หวันสนับสนุนหลี่ในการเลือกตั้งปี 1996 เมื่อหลี่ชนะการเลือกตั้ง เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ 2 ลำถูกส่งไปปฏิบัติการยังช่องแคบไต้หวันในช่วงวิกฤตการณ์ และมีการลดระดับความตึงเครียดระหว่างสองจีนตามมา

วันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติรับรองและยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่รับรองสาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสหประชาชาติและเป็นหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงอีกต่อไป แม้ตัวแทนของไต้หวันจะปฏิเสธและต่อต้านมติดังกล่าว แต่ไม่นานหลังจากนั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ รวมถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ปัจจุบัน กองทัพไต้หวันมีกำลังพลราว 150,000 นาย มีกำลังสำรองราว 1,657,000 นาย ในขณะที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีกำลังพลราว 2,035,000 นาย (มากเป็นอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน) มีกำลังสำรองราว 510,000 นาย (ซึ่งยังไม่รวมกองกำลังติดอาวุธกึ่งทหารอีกเป็นจำนวนมาก) ปัจจัยที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้หรือไม่นั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์การป้องกันประเทศ ภูมิศาสตร์ การสนับสนุนระหว่างประเทศ และศักยภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล้วนแล้วแต่มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยที่ไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความแตกต่างหลักในด้าน ระบบการเมือง การที่ไต้หวันเป็นประชาธิปไตย ส่วนจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สถานะทางการเมือง ซึ่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลของตน แต่ไต้หวันกลับยืนยันว่าตนเองเป็นรัฐเอกราช) และ วัฒนธรรมสังคม ไต้หวันเปิดกว้างกว่า และมีอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะที่จีนมีการควบคุมมากกว่า และแม้ว่าทั้งสองจะมีรากทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน แต่ทั้งสองก็มีเส้นทางประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเรามาลองพิจารณาวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้หรือไม่กัน:

1. ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของไต้หวัน ไต้หวันมีกำลังทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีและทันสมัย ​​โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันทางอากาศและทางทะเล ไต้หวันได้ลงทุนในกลยุทธ์สงครามแบบอสมมาตร มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามและความสามารถในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับกองกำลังของผู้รุกราน กลยุทธ์การป้องกันประเทศของไต้หวันมุ่งเน้นไปที่:

- ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง : ไต้หวันได้จัดซื้ออาวุธขั้นสูง ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธแพทริออต ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ขีปนาวุธต่อต้านเรือแบบฮาร์พูน และเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (F-16V ) ระบบเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สามารถบรรลุความได้เปรียบทางอากาศและแผ่ขยายอำนาจข้ามช่องแคบไต้หวันได้โดยง่าย

- การป้องกันทางทะเล : ไต้หวันมีกองทัพเรือที่ขนาดค่อนข้างเล็กแต่มีสมรรถนะสูง ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำและระบบขีปนาวุธที่ทันสมัย ​​การที่ไต้หวันมุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มที่รวดเร็ว คล่องตัว และยากต่อการโจมตี (เช่น เรือติดขีปนาวุธขนาดเล็ก) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไต้หวันที่ต้องการทำให้จีนปฏิบัติการเพื่อครอบครองน่านน้ำโดยรอบของไต้หวันได้ยากขึ้น

- สงครามแบบอสมมาตร : ไต้หวันเน้นย้ำวิธีการที่คุ้มต้นทุนในการยับยั้งหรือเอาชนะศัตรูที่ใหญ่กว่า เช่น การติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือและต่อต้านอากาศยาน การเสริมกำลังตำแหน่งป้องกัน ผสมผสานกับการใช้ยุทธวิธีกองโจร

2. ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ของไต้หวันเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในทุกสถานการณ์การป้องกันประเทศ เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในระยะที่ใกล้ที่สุดประมาณ 180 กิโลเมตร (112 ไมล์) ทำให้การรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบกเต็มรูปแบบเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ภูมิประเทศที่ขรุขระ เทือกเขา และแนวชายฝั่งที่กว้างใหญ่ ทำให้ไต้หวันมีข้อได้เปรียบในการป้องกันประเทศตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้การรุกรานของจีนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไต้หวันยังได้ทำการเสริมกำลังอย่างแข็งแกร่งในสถานที่สำคัญ ๆ เช่น ฐานทัพทหาร ท่าเรือ และสนามบิน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการป้องกันประเทศในระยะยาว

3. ความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก มีข้อได้เปรียบอย่างมากทั้งในด้านจำนวน ทรัพยากร และประสบการณ์ กองทัพมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสงครามสะเทินน้ำสะเทินบก ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีดความสามารถทางไซเบอร์ และความเหนือกว่าทางอากาศ ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย:

- ความเหนือกว่าเชิงตัวเลข : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) มีข้อได้เปรียบเชิงตัวเลขอย่างมากในด้านกำลังพลภาคพื้นดิน กองทัพอากาศ และเรือรบ อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบนี้ถูกลดทอนลงด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งของไต้หวันและความท้าทายทางภูมิศาสตร์จากการรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบก
- กองกำลังขีปนาวุธ : จีนมีคลังอาวุธขีปนาวุธพิสัยไกลและขีปนาวุธร่อนจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของไต้หวัน เป้าหมายพลเรือนสำคัญ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ได้ การโจมตีด้วยขีปนาวุธเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนการรุกรานครั้งใหญ่ใด ๆ

- ความเหนือกว่าทางอากาศ : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ลงทุนอย่างหนักในระบบการรบทางอากาศขั้นสูง (เช่น เครื่องบินรบล่องหน J-20 ) และมีเครื่องบินจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับไต้หวัน ความเหนือกว่าทางอากาศจะเป็นกุญแจสำคัญในทุกสถานการณ์การรุกราน และไต้หวันน่าจะเผชิญกับความท้าทายในการป้องกันน่านฟ้า
- ขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก : จีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเรือยกพลขึ้นบก เรือขนส่ง และหน่วยเฉพาะกิจสำหรับการรบในเมือง อย่างไรก็ตาม การยกพลขึ้นบกที่ไต้หวันให้สำเร็จยังคงมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

4. การสนับสนุนระหว่างประเทศ ไต้หวันมีพันธมิตรระหว่างประเทศอยู่หลายประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรหลักและสำคัญที่สุด แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน (ภายใต้รัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน) แต่สหรัฐอเมริกาก็มีพันธะผูกพันที่จะต้องจัดหาวิธีการป้องกันตนเองให้แก่ไต้หวัน สหรัฐอเมริกาสามารถให้ความช่วยเหลือทางทหาร ข่าวกรอง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ในกรณีที่ไต้หวันถูกจีนโจมตี แม้ว่าขอบเขตของการสนับสนุนนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองและลักษณะของความขัดแย้ง การมีส่วนร่วมที่อาจเกิดขึ้นของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปก็อาจมีบทบาทเช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้จะต้องระมัดระวังเนื่องจากอาจเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคที่กว้างขวางกว่าได้

5. การพิจารณาทางการเมืองและเศรษฐกิจ การรุกรานเต็มรูปแบบจะนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลสำหรับจีน ไม่เพียงแต่ในแง่ของต้นทุนทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการทูตที่อาจเกิดขึ้นด้วย ประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ การรุกรานใด ๆ ก็ตามอาจก่อให้เกิดการต่อต้านจากสาธารณชนและทางการเมืองอย่างกว้างขวางภายในประเทศจีนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการรุกรานนั้นยืดเยื้อหรือส่งผลให้เกิดการสูญเสียจำนวนมาก

6. โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ
- ความขัดแย้งระยะสั้น : ในสถานการณ์ระยะสั้น ไต้หวันอาจสามารถยืนหยัดได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) น่าจะเผชิญกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญในการบุกโจมตีทางน้ำที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพไต้หวันสามารถขัดขวางความพยายามของจีนในการสร้างความเหนือกว่าทั้งทางอากาศและทางทะเลได้

- ความขัดแย้งระยะยาว : หากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จะเปิดฉากการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบและต่อเนื่อง ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานจะขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่น ๆ ดุลยภาพทางทหารอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายจีนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความสามารถของไต้หวันในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับจีนผ่านสงครามอสมมาตรอาจทำให้ชัยชนะดังกล่าวต้องแลกมาด้วยความเสียหายอันมหาศาลเช่นกัน

บทสรุป ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศ ระดับการสนับสนุนจากนานาชาติที่ได้รับ และความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในการเอาชนะข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการต่อต้านทางทหารของไต้หวัน มีแนวโน้มว่า ไต้หวันจะสามารถชะลอหรือต้านทานการรุกรานได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภายนอกอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ความได้เปรียบด้านจำนวนและทรัพยากรที่มากมายมหาศาลของจีนจะเป็นความท้าทายที่สำคัญ และในท้ายที่สุด ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับพลวัตของการแทรกแซงระหว่างประเทศ ความมุ่งมั่นของจีน และความสามารถของไต้หวันในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

‘กัมพูชา’ ลุยล้างบางขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ จับผู้ต้องสงสัย 3,455 ราย ในจำนวน 75 ราย เอี่ยวคดีอุกฉกรรจ์

(17 ต.ค. 68) รัฐบาลกัมพูชาเผยผลปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2568 โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 3,455 คน จาก 20 สัญชาติ ถือเป็นปฏิบัติการปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดของปี ภายใต้การนำของคณะกรรมาธิการแห่งชาติเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์

เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้น 92 จุดใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงพนมเปญ พบผู้ต้องสงสัยจำนวนมากเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ และฆาตกรรม โดยหลักฐานที่ยึดได้มีทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หนังสือเดินทาง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นับพันชิ้น ซึ่งจะถูกส่งต่อให้หน่วยงานร่วมสืบสวนข้ามประเทศตรวจสอบเพิ่มเติม

จากการสอบสวน มี 10 คดีใหญ่ถูกส่งขึ้นศาลในกรุงพนมเปญ กันดาล พระสีหนุ และกำปอต รวมผู้ต้องหาหลัก 75 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 5 คน ขณะที่รัฐบาลได้ส่งตัวคนต่างชาติกลับประเทศแล้วกว่า 2,800 คน และช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์หลายรายออกจากเครือข่ายอาชญากรรมดังกล่าว

กัมพูชาเน้นย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “แคมเปญระดับชาติปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์” ซึ่งนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เปิดตัวเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับรับผิดชอบอย่างเข้มงวด หากละเลยหรือไม่ร่วมมืออาจถูกปลดจากตำแหน่ง โดยรัฐบาลยืนยันว่าประเทศตน “เป็นทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย และในหลายกรณี ก็เป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์เช่นกัน”

ยูเครน vs. จีน-ไต้หวัน จากประชามติใต้ปลายกระบอกปืนในดอนบาส ถึง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ฮ่องกงทำลายความเชื่อมั่น ทำไมโลกเห็นต่างต่อ “การรวมชาติ” ของรัสเซียและจีน

(7 พ.ย. 68) การผนวกดินแดนของรัสเซียในยูเครนและความพยายามรวมชาติของจีนกับไต้หวันเผยให้เห็นบริบทและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในยูเครน รัสเซียอ้างประชามติในพื้นที่ยึดครองรวมถึงไครเมียและแคว้นในปี 2014 และ 2022 เพื่อผนวกดินแดน ขณะที่จีนยังยืนยันเป้าหมายการรวมไต้หวันโดยใช้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แต่สังคมไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าไม่เชื่อมั่นหลังจากได้เห็นผลกระทบของกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในยูเครน โครงสร้างอัตลักษณ์และภาษา รวมถึงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงรัสเซียมีผลทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนต้องการรวมกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามการประชามติที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพการบังคับและความรุนแรง ขาดเสรีภาพในการตัดสินใจ เนื่องจากมีการข่มขู่และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปมีบทบาท ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศจึงไม่ยอมรับความชอบธรรมของประชามติครั้งนี้ โดยมติขององค์การสหประชาชาติยืนยันว่าการผนวกเป็นโมฆะตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันที่ดำเนินการภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่เลือกตั้งได้อย่างเสรี มีผลสำรวจล่าสุดระบุว่าเกือบ 84% ของประชาชนปฏิเสธแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์เป็นชาวไต้หวันมากกว่าชาวจีน ขณะเดียวกัน การเมืองในฮ่องกงที่ถูกจำกัดเสรีภาพและการควบคุมด้วยกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบดังกล่าวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ไต้หวันไม่เห็นด้วยกับการรวมชาติในลักษณะนี้

สรุปแล้ว การอ้างสิทธิรวมชาติในยูเครนเกิดขึ้นจากการบังคับและการยึดครองโดยรัฐภายนอกซึ่งถูกปฏิเสธโดยนานาชาติ ขณะที่ไต้หวันใช้กลไกทางการเมืองที่เสรีและการแสดงออกของประชาชนที่ชัดเจนเป็นฐานปฏิเสธการรวมชาติภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่จีนเสนอไว้ พร้อมทั้งได้รับบทเรียนล้ำค่าจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของเสรีภาพและสิทธิพื้นฐานในระบบนั้น

"สังคมไต้หวันไม่เชื่อมั่นในระบบหนึ่งประเทศ สองระบบ หลังเห็นบทเรียนจากฮ่องกง" เป็นข้อความสำคัญที่สะท้อนความแตกต่างของบริบทและเจตจำนงของประชาชนระหว่างสองกรณีนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top