Sunday, 19 July 2026
เศรษฐกิจ

EEC เดินเกมเศรษฐกิจฐานราก!! ปั้นกาแฟแปดริ้วสู่เมืองคาเฟ่ภาคตะวันออก หนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม ท่องเที่ยวเชิงอาหาร เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนใน EEC

EECO ผนึก เขาช่อง - มรร. สร้างโอกาสใหม่สู่ชุมชนในพื้นที่
ดัน “เมืองกาแฟ” เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนระหว่างเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามแผนการดำเนินงานในพื้นที่กับวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม/ชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดหรือการพัฒนากิจกรรม ภายใต้ โครงการสร้างการรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ สกพอ. ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของสกพอ. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และนำร่องการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยแนวทางการพัฒนาด้านกาแฟเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด ในการต่อยอดศักยภาพการปลูกกาแฟ ผลิตภัณฑ์และบริการ การท่องเที่ยว สู่การสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “จากเมล็ดกาแฟสู่โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ผู้ประกอบการร้านกาแฟ และผู้สนใจในธุรกิจกาแฟในพื้นที่ EEC มาร่วมฟังความคิดเห็นและรับถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกัน ก่อนนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City) อย่างยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายสร้างองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการพัฒนาของ EECO ได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. เผยว่า “แนวทางการพัฒนา EEC จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนับสนุนโครงการผ่านกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน ยกระดับศักยภาพของพื้นที่”

รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า “จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร มรร. จึงเข้ามาเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการศึกษาศักยภาพการปลูกกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันให้ฉะเชิงเทราก้าวสู่การเป็น เมืองแห่งคาเฟ่และศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านกาแฟของภาคตะวันออกในอนาคต”

ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี เขาช่องมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของคนไทย วัตถุดิบไทย และองค์ความรู้ของไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความร่วมมือระหว่างเขาช่อง ชุมชนในพื้นที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภายใต้ระบบนิเวศที่ EEC ช่วยส่งเสริมและเชื่อมโยงความร่วมมือ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมาผสานเข้าด้วยกัน ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรในพื้นที่ และความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย”

“เราเชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน จะช่วยปลดล็อกศักยภาพใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลก สำหรับเขาช่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น แต่เป็นการร่วมสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการผสานองค์ความรู้ ทรัพยากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อให้กาแฟไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลต่อไป” นายอาวิทธ์กล่าวเสริม

ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“กัมพูชา” ถูกจับตาวิกฤตภาพลักษณ์!! สายการบินจีนระงับ–ลดเที่ยวบิน สะท้อนปัญหาท่องเที่ยวกัมพูชาฟื้นช้ากว่าเพื่อนบ้าน หลังเที่ยวบินจีนลด 35% หนักสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพลักษณ์ฉ้อโกงซ้ำเติมวิกฤต

ผลสำรวจเส้นทางการบินไปกรุงพนมเปญลดลงกว่า 27% และเมืองเสียมราฐลดลง 73% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สันนิฐานว่าการเปิดเผยข้อมูลการฉ้อโกงและการลงทุนที่ซบเซาอาจเป็นสาเหตุ

สถิติเดือนเมษายน 2026 จากกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ซึ่งเน้นย้ำถึงการลดลงอย่างไม่ยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กัมพูชาซึ่งล้าหลังกว้าประเทศเพื่อนบ้านในการฟื้นตัวหลังโควิด-19 กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต โดยการลดลงอย่างมากและการระงับเที่ยวบินในเส้นทางจีนได้ทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวรุนแรงขึ้น

1. อัตราการลดลงที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 35.0%

จากเว็บไซต์ของสายการบิน "Aeroroots" ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน เที่ยวบินขาเดียวทั้งหมดในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการโดยสายการบินจีน ลดลงโดยรวมประมาณ 14.2% ในจำนวนนี้เส้นทางไปกัมพูชามีอัตราการลดลงที่แย่ที่สุด อยู่ที่ 35.0% ตัวเลขนี้สูงกว่าการลดลงในมาเลเซีย (25.2%), สปป.ลาว (20.0%), เวียดนาม (17.0%), ไทย (10.0%) และสิงคโปร์ (9.0%) อย่างมีนัยสำคัญ

2. สนามบินเตโช-ตาเขมา สนามบินประจำกรุงพนมเปญ มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในเดือนเมษายน 2026 จำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศอยู่ที่ 175,607 คน ลดลง 21.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) ในจำนวนนี้ สนามบินนานาชาติเตโช (KTI) มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เหลือ 125,922 คน ซึ่งมันแย่มากเมื่อเทียบกับสถิติอื่นในอาเซียน

การลดลงนี้เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมากหลังจากการล่มสลายของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน (การเข้ามาลงทุนของชาวจีนในกัมพูชา แต่ปัจจุบันเหมือนผึ้งแตกรัง) และการปราบปรามแหล่งฉ้อโกงออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมันเจอปัญหาทุกจุดอย่างปฏิเสธไม่ได้, การลดลงอย่างมากของบุคคลที่เข้ามากัมพูชาโดยใช้ข้ออ้างที่น่าสงสัย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่าปีที่แล้วที่มีคนเดินทางมากัมพูชาเยอะนั้นเข้ามาทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังโดนไล่ออกไปเยอะมาก ๆ

สะท้อนให้เห็นในตัวเลขผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินหลัก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยวขาเข้าส่วนใหญ่มาจากจีน (30.4%) และเวียดนาม (26.2%) ซึ่งคิดเป็น 56.6% ของชาวต่างชาติทั้งหมด และการชะลอตัวพร้อมกันของตลาดหลักเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวม นั่นหมายความว่ากัมพูชาอาจต้องเพิ่มต้นทุนและภาระการดูแลสนามบิน กับจ่ายค่าพนักงานดูแลสนามบินต่าง ๆ และค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมบำรุง ในวันนี้ที่มันใหม่ แต่ในอนาคตอาจพังไวจากการซ่อมบำรุงที่ต้นทุนลดลง

เมื่อพิจารณาการลดเที่ยวบินเฉพาะเจาะจง เส้นทางพนมเปญลดลงจาก 43 เที่ยวบินจากปักกิ่งเหลือ 27 เที่ยวบิน และเส้นทางคุนหมิงของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ลดลงจาก 61 เที่ยวบิน เหลือ 46 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากกว่างโจวลดลงอย่างมาก โดยสายการบินหลักลดเที่ยวบินจาก 183 เที่ยวบินเหลือ 135 เที่ยวบิน และสายการบินต้นทุนต่ำลดจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากเซี่ยงไฮ้ผู่ตงก็ลดลงจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน และเที่ยวบินจากเซี่ยเหมินลดลงจาก 115 เที่ยวบินเหลือ 64 เที่ยวบิน

3. ความกังวลเกี่ยวกับการ "หยุดชะงักของเที่ยวบินตรงไปยังจีน" และความเป็นจริงของการบำรุงรักษาที่จำกัดในเมืองเสียมราฐ

จำนวนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์ (SAI) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลกนครวัด-นครธม ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 39,365 คน ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) นี่เป็นการลดลงที่ต่ำมากถึง 73.1% เมื่อเทียบกับปี 2019 (146,195 คน) ซึ่งยิ่งทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวนี้ สวนทางกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเพื่อนบ้านนั้นรุนแรงขึ้น

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ชดเชยความต้องการด้วยการผ่อนปรนวีซ่าและมาตรการอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อค่าโดยสารที่พุ่งสูงขึ้น และการชะลอตัวในตลาดจีน การตอบสนองที่ล่าช้าของกัมพูชานี้ส่งผลให้สูญเสียโอกาสอย่างชัดเจน

ส่วนเวียดนามคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 21.2 ล้านคนในปี 2025 (117.8% ของปี 2019) เนื่องจากการขยายการยกเว้นวีซ่าเข้ายุโรปและการพัฒนาในอินเดีย ในขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดของกัมพูชาคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 5.57 ล้านคนในปี 2025 (84.3% ของปี 2019) โดยจำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศประจำปีของสนามบินเสียมเรียบคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 672,000 คน (34.6% ของปี 2018) จำนวนเที่ยวบินไปยังสนามบินคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 6,418 เที่ยวบิน (42.9% ของปี 2019) ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะชะงักงันของอุปทานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังเรื่องนี้ในกัมพูชา คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของกัมพูชาเอง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแสดงความไม่พอใจ โดยกัมพูชาอ้างว่าสนามบินใหม่ (SAI) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร (จังหวัดเสียมราฐ) ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางอิสระ (FIT) ไม่กล้าเดินทางมามากขึ้น

นอกจากนี้ในปี 2025 ยังซ้ำเติมด้วยคำเตือนการเดินทางและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากเนื่องจากความตึงเครียดทางทหารในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย การรวมกันของการเปลี่ยนผ่านตลาดที่ล่าช้า ต้นทุนการเข้าถึงที่สูงขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียง อาจกล่าวได้ว่านำไปสู่การลดลงอย่างมากในเดือนเมษายน 2026 ในขณะที่ประเทศไทยที่เป็นคู่ขัดแย้งของกัมพูชากลับได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่สำหรับกัมพูชานั้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ส่วนการลดของเส้นทางบินของสายการบินจีนนั้นรุนแรงยิ่งขึ้นในเส้นทางมาเสียมราฐ โดยเฉพาะเส้นทางคุนหมิง-เสียมราฐ ของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์จากมณฑลยูนนาน ถูกระงับโดยหลักการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน (ให้บริการเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคมเท่านั้น) และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สายการบินอินดิโก (IndiGo) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศระงับเส้นทางบินเสียมราฐชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2026

4. ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองสีหนุวิลล์ แต่สวนทางกับเมืองโดยรอบ

ในขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ (KOS) พบว่าจำนวนผู้โดยสารขาเข้าในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 161.9% จาก 3,940 คนในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) เป็น 10,320 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่ผิดปกติ รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์ในพื้นที่ เมืองสีหนุวิลล์นั้นน่าสงสัยที่สุด เพราะมันส่วนทางกับเมืองที่กำลังมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์และตึกร้างจำนวนมากมาย

5. ข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ "การยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีนเท่านั้น" เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026

รัฐบาลกัมพูชากำลังทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการนี้ สาเหตุหลักคือการขาดการเข้าถึง ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยแทบไม่มีเที่ยวบินตรงตามตารางเวลาเลย สายการบินที่มากัมพูชามันดูบิดเบี้ยวไปหมด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาอย่างไทยและเวียดนามที่เจริญรุ่งเรือง แต่กัมพูชากับถอยหลังลง และการบริหารที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เช่น สนามบินใหม่ที่สร้างออกไปห่างไกลอย่างมาก และด้วยรากฐานของเที่ยวบินตามตารางเวลาที่กำลังพังทลาย แม้จะมีการยกเว้นวีซ่ามายังกัมพูชาก็ตาม แต่อุปสรรคในการเดินทางก็ยังคงสูงอยู่ มันทำให้กัมพูชาไม่น่ามาเยือน นอกจากนี้ยังมีภาพลักษณ์เชิงลบของจีนในกัมพูชา เนื่องจากรายงานว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงนั้นฝังรากลึกไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ใช่เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่มันคือทุกที่ในประเทศที่กลุ่มผึ้งแตกรังเหล่านี้ย้ายสถานที่ไปตลอด มันดูไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกเว้นนักท่องเที่ยวเสี่ยงภัยแบบ Backpacker และ Bloger ซึ่งพวกเขาดูไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะพวกเขามาเพื่อคอนเทนต์เป็นหลัก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาเยือนกัมพูชา หรือที่ใด ๆ บนโลกก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ยังยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854636669202228/?rdid=b8RfTsie8DOtq8A7#

‘อนุทิน’ มอบ 'เอกนิติ' นำเสนองบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น รัฐบาลชูเป้าหมายรับมือโลกไม่แน่นอน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

นายกฯ มอบรองนายกฯ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

เนื่องด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569

วันนี้ (29 มิ.ย.69) นายกฯ จึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1 (รับหลักการ) พร้อมกำชับคณะรัฐมนตรีตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กระจ่าง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความจำเป็น ความเร่งด่วน และเป้าหมายสำคัญในการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และคุณภาพชีวิตประชาชน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1458361126326614&id=100064582216937&rdid=q0xZarsQkVbyIFG7#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top