Saturday, 17 October 2026
เศรษฐกิจ

EEC เดินเกมเศรษฐกิจฐานราก!! ปั้นกาแฟแปดริ้วสู่เมืองคาเฟ่ภาคตะวันออก หนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม ท่องเที่ยวเชิงอาหาร เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนใน EEC

EECO ผนึก เขาช่อง - มรร. สร้างโอกาสใหม่สู่ชุมชนในพื้นที่
ดัน “เมืองกาแฟ” เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนระหว่างเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามแผนการดำเนินงานในพื้นที่กับวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม/ชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดหรือการพัฒนากิจกรรม ภายใต้ โครงการสร้างการรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ สกพอ. ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของสกพอ. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และนำร่องการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยแนวทางการพัฒนาด้านกาแฟเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด ในการต่อยอดศักยภาพการปลูกกาแฟ ผลิตภัณฑ์และบริการ การท่องเที่ยว สู่การสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “จากเมล็ดกาแฟสู่โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ผู้ประกอบการร้านกาแฟ และผู้สนใจในธุรกิจกาแฟในพื้นที่ EEC มาร่วมฟังความคิดเห็นและรับถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกัน ก่อนนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City) อย่างยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายสร้างองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการพัฒนาของ EECO ได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. เผยว่า “แนวทางการพัฒนา EEC จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนับสนุนโครงการผ่านกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน ยกระดับศักยภาพของพื้นที่”

รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า “จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร มรร. จึงเข้ามาเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการศึกษาศักยภาพการปลูกกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันให้ฉะเชิงเทราก้าวสู่การเป็น เมืองแห่งคาเฟ่และศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านกาแฟของภาคตะวันออกในอนาคต”

ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี เขาช่องมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของคนไทย วัตถุดิบไทย และองค์ความรู้ของไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความร่วมมือระหว่างเขาช่อง ชุมชนในพื้นที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภายใต้ระบบนิเวศที่ EEC ช่วยส่งเสริมและเชื่อมโยงความร่วมมือ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมาผสานเข้าด้วยกัน ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรในพื้นที่ และความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย”

“เราเชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน จะช่วยปลดล็อกศักยภาพใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลก สำหรับเขาช่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น แต่เป็นการร่วมสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการผสานองค์ความรู้ ทรัพยากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อให้กาแฟไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลต่อไป” นายอาวิทธ์กล่าวเสริม

ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“กัมพูชา” ถูกจับตาวิกฤตภาพลักษณ์!! สายการบินจีนระงับ–ลดเที่ยวบิน สะท้อนปัญหาท่องเที่ยวกัมพูชาฟื้นช้ากว่าเพื่อนบ้าน หลังเที่ยวบินจีนลด 35% หนักสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพลักษณ์ฉ้อโกงซ้ำเติมวิกฤต

ผลสำรวจเส้นทางการบินไปกรุงพนมเปญลดลงกว่า 27% และเมืองเสียมราฐลดลง 73% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สันนิฐานว่าการเปิดเผยข้อมูลการฉ้อโกงและการลงทุนที่ซบเซาอาจเป็นสาเหตุ

สถิติเดือนเมษายน 2026 จากกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ซึ่งเน้นย้ำถึงการลดลงอย่างไม่ยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กัมพูชาซึ่งล้าหลังกว้าประเทศเพื่อนบ้านในการฟื้นตัวหลังโควิด-19 กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต โดยการลดลงอย่างมากและการระงับเที่ยวบินในเส้นทางจีนได้ทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวรุนแรงขึ้น

1. อัตราการลดลงที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 35.0%

จากเว็บไซต์ของสายการบิน "Aeroroots" ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน เที่ยวบินขาเดียวทั้งหมดในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการโดยสายการบินจีน ลดลงโดยรวมประมาณ 14.2% ในจำนวนนี้เส้นทางไปกัมพูชามีอัตราการลดลงที่แย่ที่สุด อยู่ที่ 35.0% ตัวเลขนี้สูงกว่าการลดลงในมาเลเซีย (25.2%), สปป.ลาว (20.0%), เวียดนาม (17.0%), ไทย (10.0%) และสิงคโปร์ (9.0%) อย่างมีนัยสำคัญ

2. สนามบินเตโช-ตาเขมา สนามบินประจำกรุงพนมเปญ มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในเดือนเมษายน 2026 จำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศอยู่ที่ 175,607 คน ลดลง 21.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) ในจำนวนนี้ สนามบินนานาชาติเตโช (KTI) มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เหลือ 125,922 คน ซึ่งมันแย่มากเมื่อเทียบกับสถิติอื่นในอาเซียน

การลดลงนี้เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมากหลังจากการล่มสลายของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน (การเข้ามาลงทุนของชาวจีนในกัมพูชา แต่ปัจจุบันเหมือนผึ้งแตกรัง) และการปราบปรามแหล่งฉ้อโกงออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมันเจอปัญหาทุกจุดอย่างปฏิเสธไม่ได้, การลดลงอย่างมากของบุคคลที่เข้ามากัมพูชาโดยใช้ข้ออ้างที่น่าสงสัย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่าปีที่แล้วที่มีคนเดินทางมากัมพูชาเยอะนั้นเข้ามาทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังโดนไล่ออกไปเยอะมาก ๆ

สะท้อนให้เห็นในตัวเลขผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินหลัก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยวขาเข้าส่วนใหญ่มาจากจีน (30.4%) และเวียดนาม (26.2%) ซึ่งคิดเป็น 56.6% ของชาวต่างชาติทั้งหมด และการชะลอตัวพร้อมกันของตลาดหลักเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวม นั่นหมายความว่ากัมพูชาอาจต้องเพิ่มต้นทุนและภาระการดูแลสนามบิน กับจ่ายค่าพนักงานดูแลสนามบินต่าง ๆ และค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมบำรุง ในวันนี้ที่มันใหม่ แต่ในอนาคตอาจพังไวจากการซ่อมบำรุงที่ต้นทุนลดลง

เมื่อพิจารณาการลดเที่ยวบินเฉพาะเจาะจง เส้นทางพนมเปญลดลงจาก 43 เที่ยวบินจากปักกิ่งเหลือ 27 เที่ยวบิน และเส้นทางคุนหมิงของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ลดลงจาก 61 เที่ยวบิน เหลือ 46 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากกว่างโจวลดลงอย่างมาก โดยสายการบินหลักลดเที่ยวบินจาก 183 เที่ยวบินเหลือ 135 เที่ยวบิน และสายการบินต้นทุนต่ำลดจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากเซี่ยงไฮ้ผู่ตงก็ลดลงจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน และเที่ยวบินจากเซี่ยเหมินลดลงจาก 115 เที่ยวบินเหลือ 64 เที่ยวบิน

3. ความกังวลเกี่ยวกับการ "หยุดชะงักของเที่ยวบินตรงไปยังจีน" และความเป็นจริงของการบำรุงรักษาที่จำกัดในเมืองเสียมราฐ

จำนวนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์ (SAI) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลกนครวัด-นครธม ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 39,365 คน ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) นี่เป็นการลดลงที่ต่ำมากถึง 73.1% เมื่อเทียบกับปี 2019 (146,195 คน) ซึ่งยิ่งทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวนี้ สวนทางกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเพื่อนบ้านนั้นรุนแรงขึ้น

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ชดเชยความต้องการด้วยการผ่อนปรนวีซ่าและมาตรการอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อค่าโดยสารที่พุ่งสูงขึ้น และการชะลอตัวในตลาดจีน การตอบสนองที่ล่าช้าของกัมพูชานี้ส่งผลให้สูญเสียโอกาสอย่างชัดเจน

ส่วนเวียดนามคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 21.2 ล้านคนในปี 2025 (117.8% ของปี 2019) เนื่องจากการขยายการยกเว้นวีซ่าเข้ายุโรปและการพัฒนาในอินเดีย ในขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดของกัมพูชาคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 5.57 ล้านคนในปี 2025 (84.3% ของปี 2019) โดยจำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศประจำปีของสนามบินเสียมเรียบคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 672,000 คน (34.6% ของปี 2018) จำนวนเที่ยวบินไปยังสนามบินคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 6,418 เที่ยวบิน (42.9% ของปี 2019) ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะชะงักงันของอุปทานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังเรื่องนี้ในกัมพูชา คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของกัมพูชาเอง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแสดงความไม่พอใจ โดยกัมพูชาอ้างว่าสนามบินใหม่ (SAI) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร (จังหวัดเสียมราฐ) ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางอิสระ (FIT) ไม่กล้าเดินทางมามากขึ้น

นอกจากนี้ในปี 2025 ยังซ้ำเติมด้วยคำเตือนการเดินทางและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากเนื่องจากความตึงเครียดทางทหารในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย การรวมกันของการเปลี่ยนผ่านตลาดที่ล่าช้า ต้นทุนการเข้าถึงที่สูงขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียง อาจกล่าวได้ว่านำไปสู่การลดลงอย่างมากในเดือนเมษายน 2026 ในขณะที่ประเทศไทยที่เป็นคู่ขัดแย้งของกัมพูชากลับได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่สำหรับกัมพูชานั้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ส่วนการลดของเส้นทางบินของสายการบินจีนนั้นรุนแรงยิ่งขึ้นในเส้นทางมาเสียมราฐ โดยเฉพาะเส้นทางคุนหมิง-เสียมราฐ ของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์จากมณฑลยูนนาน ถูกระงับโดยหลักการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน (ให้บริการเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคมเท่านั้น) และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สายการบินอินดิโก (IndiGo) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศระงับเส้นทางบินเสียมราฐชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2026

4. ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองสีหนุวิลล์ แต่สวนทางกับเมืองโดยรอบ

ในขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ (KOS) พบว่าจำนวนผู้โดยสารขาเข้าในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 161.9% จาก 3,940 คนในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) เป็น 10,320 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่ผิดปกติ รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์ในพื้นที่ เมืองสีหนุวิลล์นั้นน่าสงสัยที่สุด เพราะมันส่วนทางกับเมืองที่กำลังมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์และตึกร้างจำนวนมากมาย

5. ข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ "การยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีนเท่านั้น" เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026

รัฐบาลกัมพูชากำลังทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการนี้ สาเหตุหลักคือการขาดการเข้าถึง ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยแทบไม่มีเที่ยวบินตรงตามตารางเวลาเลย สายการบินที่มากัมพูชามันดูบิดเบี้ยวไปหมด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาอย่างไทยและเวียดนามที่เจริญรุ่งเรือง แต่กัมพูชากับถอยหลังลง และการบริหารที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เช่น สนามบินใหม่ที่สร้างออกไปห่างไกลอย่างมาก และด้วยรากฐานของเที่ยวบินตามตารางเวลาที่กำลังพังทลาย แม้จะมีการยกเว้นวีซ่ามายังกัมพูชาก็ตาม แต่อุปสรรคในการเดินทางก็ยังคงสูงอยู่ มันทำให้กัมพูชาไม่น่ามาเยือน นอกจากนี้ยังมีภาพลักษณ์เชิงลบของจีนในกัมพูชา เนื่องจากรายงานว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงนั้นฝังรากลึกไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ใช่เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่มันคือทุกที่ในประเทศที่กลุ่มผึ้งแตกรังเหล่านี้ย้ายสถานที่ไปตลอด มันดูไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกเว้นนักท่องเที่ยวเสี่ยงภัยแบบ Backpacker และ Bloger ซึ่งพวกเขาดูไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะพวกเขามาเพื่อคอนเทนต์เป็นหลัก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาเยือนกัมพูชา หรือที่ใด ๆ บนโลกก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ยังยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854636669202228/?rdid=b8RfTsie8DOtq8A7#

‘อนุทิน’ มอบ 'เอกนิติ' นำเสนองบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น รัฐบาลชูเป้าหมายรับมือโลกไม่แน่นอน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

นายกฯ มอบรองนายกฯ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

เนื่องด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569

วันนี้ (29 มิ.ย.69) นายกฯ จึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1 (รับหลักการ) พร้อมกำชับคณะรัฐมนตรีตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กระจ่าง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความจำเป็น ความเร่งด่วน และเป้าหมายสำคัญในการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และคุณภาพชีวิตประชาชน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1458361126326614&id=100064582216937&rdid=q0xZarsQkVbyIFG7#

“บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง!! ไตรมาสสองเงินลงทุนพุ่ง 31% ครึ่งปีเงินลงทุนรวมกว่า 5.3 แสนล้าน เน้นเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด สร้างงานเกิน 6 แสนตำแหน่ง

“เอกนิติ – บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง
ไตรมาสสองทะลุ 2.5 แสนล้าน พุ่ง 31% รวมครึ่งปี 5.3 แสนล้าน

บีโอไอเผยผลติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายเร่งรัดการลงทุนจริงของรองนายกฯ เอกนิติ พบไตรมาสสอง ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมครึ่งปี ลงทุนจริงกว่า 535,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด คาดสร้างงานให้คนไทยกว่า 6 แสนตำแหน่ง สะท้อนการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสอง คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

ยอดใช้น้ำมัน พ.ค.69 ลด 4.2% ดีเซล–เบนซิน–Jet A1 หดตัว น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 โต 26.9% ดีเซลบี 20 ขยายสถานีบริการ นำเข้าน้ำมันพุ่ง 25.7% รับผลกระทบตะวันออกกลาง

สถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรอบเดือนพฤษภาคม ปี 2569

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 148.39 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากเดือนก่อนหน้า (MoM) โดยน้ำมันส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากปีก่อน ทั้งกลุ่มเบนซิน กลุ่มดีเซล น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา LPG และ NGV ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพของภาครัฐ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

น้ำมันกลุ่มเบนซิน มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 30.58 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการลดลงของน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์อี 85 ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มีการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการจำหน่าย 6.45 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.9 (YoY) จากมาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผ่านการกำหนดส่วนต่างราคาที่จูงใจเมื่อเทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งมีส่วนต่างราคาอยู่ที่ 5 บาท/ลิตร ส่งผลให้ผู้ใช้รถยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าวหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน (MoM) พบว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทุกชนิดในกลุ่มเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยในเดือนพฤษภาคมมีการปรับราคาน้ำมันรวม 8 ครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในบางช่วงเวลาได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของราคา

น้ำมันกลุ่มดีเซลหมุนเร็ว มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 63.68 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 5.0 ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีการส่งสินค้า (Shipment Index) เดือนพฤษภาคม ที่หดตัวลงร้อยละ 4.26 เมื่อเทียบกับปีก่อน1 ส่งผลให้การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาลดลง ร้อยละ 10.5 ขณะที่การจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ยังคงเพิ่มขึ้นจากนโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและการขยายจำนวนสถานีบริการรองรับรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมันดังกล่าวได้ โดยมีสถานีบริการที่เปิดจำหน่ายดีเซลหมุนเร็วบี 20 ณ เดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 802 แห่ง ทำให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.68 ล้านลิตร/วัน จากเดือนเมษายน 2569

น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 14.94 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงร้อยละ 7.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน2 สาเหตุมาจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและราคาบัตรโดยสาร ประกอบกับในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนของทุกปี เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ส่งผลให้สายการบินหลายแห่งเริ่มทยอยปรับแผนการดำเนินงาน อาทิ การปรับตารางบิน การลดความถี่
ในบางเส้นทาง หรือการบริหารจัดการเที่ยวบินให้เหมาะสมกับต้นทุนและปริมาณผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา

น้ำมันเตา มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 5.18 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY)โดยเป็นผลจากการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนพฤษภาคม 2569 ที่หดตัวร้อยละ 1.29 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน4 ทำให้การจำหน่ายน้ำมันเตาเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมลดลง

ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 17.76 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการจำหน่ายในภาคครัวเรือนที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.2 รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงร้อยละ 2 ขณะที่ภาคการขนส่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนร้อยละ 0.3

ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 2.13 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 8.8 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยอุปสงค์ของ NGV ยังคงมีแนวโน้มหดตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับจำนวนสถานีบริการ NGV ที่ทยอยลดลง ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 มีสถานีบริการ NGV เปิดให้บริการทั่วประเทศ 257 แห่ง ลดลง 21 แห่ง เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1,164,539 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยน้ำมันดิบมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 น้ำมันสำเร็จรูปมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งตะวันออกไกลและแหล่งอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งตะวันออกกลาง

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 127,652 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการส่งออกน้ำมันเตา ซึ่งเป็นชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ได้อยู่ในมาตรการระงับการส่งออกตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ปริมาณ 65,519 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.1 (YoY) รวมทั้งมีการส่งออกน้ำมันดีเซลที่มีลักษณะและคุณภาพซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ ปริมาณ 17,682 บาร์เรล/วัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 85.2 (YoY) ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน (10 ppm) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว มีการส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ถูกมาตรการระงับการส่งออก คือ สปป.ลาว และเมียนมา ปริมาณรวม 44,451 บาร์เรล/วัน

พลังงานย้ำไทยพร้อมรับมือน้ำมันโลกผันผวน!! ราคาน้ำมันโลกสูง ผันผวนกระทบ เดินหน้าคุมราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงาน กองทุนติดลบแต่ยังดูแลเสถียรภาพ ส่งเสริมใช้พลังงานอย่างประหยัด

“พลังงาน” ย้ำพร้อมรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน เดินหน้าบริหารทั้งด้านราคา–จัดหา–สำรอง สร้างความมั่นคงพลังงานไทย

วันนี้ (8 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสู้รบในหลายพื้นที่ของโลกว่า กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน และกระทรวงมีมาตรการรองรับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง โดยน้ำมัน WTI อยู่ที่ประมาณ 92.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล, Brent ประมาณ 97.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ Dubai ประมาณ 100.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอน และราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า จึงได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ซึ่งสิ่งสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการติดตามว่าราคาน้ำมันโลกจะขึ้นหรือลง แต่คือการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมและสามารถรับมือกับความผันผวนได้

กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการในหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ การดูแลให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีวินัย ตลอดจนการเร่งสร้างความหลากหลายในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทย
สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แม้ปัจจุบันยังมีภาระจากการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดย ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 มีฐานะติดลบประมาณ 83,291 ล้านบาท แต่กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการกองทุนฯ อย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง 2 เป้าหมายสำคัญควบคู่กัน คือ การลดผลกระทบต่อประชาชน และการรักษาความมั่นคงและวินัยทางการเงินของกองทุนฯ ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการด้านการจัดหา โดยมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบจัดหา เพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้นในการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

“ประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีระบบจัดหาและสำรองที่สามารถรองรับการใช้ภายในประเทศได้ สิ่งที่กระทรวงกำลังดำเนินการคือ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้ระบบพลังงานของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเป็นราคาที่ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดได้ทั้งหมด เนื่องจากเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลก แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ และกำลังทำอย่างเต็มที่ คือ บริหารความเสี่ยง เตรียมการจัดหาให้เพียงพอ กระจายแหล่งพลังงาน และใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อไม่ให้ความผันผวนจากตลาดโลกส่งผ่านมายังประชาชนมากจนเกินไป เราจะบริหารสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกัน ความร่วมมือจากประชาชนก็มีความสำคัญ การใช้น้ำมันอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเลือกใช้เชื้อเพลิง เช่น แก๊สโซฮอล์ E20 ในรถยนต์ที่รองรับ จะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบพลังงานของประเทศได้อีกทางหนึ่ง และแม้สถานการณ์พลังงานโลกในวันนี้มีความผันผวนและมีความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข เรากำลังเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งเรื่องราคา การจัดหา การสำรอง และการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แม้โลกจะเผชิญความผันผวน ระบบพลังงานของไทยจะยังมีความมั่นคงและสามารถเดินหน้าต่อได้” นายวีรพัฒน์ กล่าว

‘อนุทิน’ นำคณะเยือน ญี่ปุ่น–สหรัฐฯ–อังกฤษ เยือน 3 ประเทศต่อเนื่อง ร่วม UNGA81 ดันโอกาสการค้า–ลงทุนไทย เปิดภารกิจโรดโชว์เศรษฐกิจไทย พร้อมดันเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก เสริมสร้างความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล

“อนุทิน” นำคณะเยือน 3 ประเทศร่วม UNGA81–ขยายโอกาสการค้า การลงทุนไทย

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569) เวลา 08.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 21–24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้นจะเดินทางเยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงกรุงโตเกียว เวลา 16.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง โดยมีนายทาคาฮิโระ สุกิคิ (Mr. SUGIKI Takahiro) ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 กรมกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำตัวนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้การต้อนรับ

สำหรับภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ในวันพรุ่งนี้ (21 กันยายน 2569) นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นในช่วงบ่ายจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเริ่มภารกิจเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก

ที่มา : https://www.facebook.com/100064791483810/posts/1693396752830025/?rdid=yA60uYNDFcFjIvD8#

GGC ปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ!! ลดทุนจดทะเบียนเหลือ 8,189 ล้านบาท ปรับโครงสร้างบัญชีให้สอดคล้องฐานะการเงิน ไม่กระทบส่วนของผู้ถือหุ้น วางรากฐานจ่ายปันผลในอนาคต

GGC เดินหน้าปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ
ยกระดับความมั่นคงทางการเงิน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ดำเนินการปรับโครงสร้างทุน โดยลดทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้ว จาก 9,724.83 ล้านบาท เป็น 8,189.33 ล้านบาท ด้วยวิธีการปรับลดมูลค่าที่ตราไว้ จากเดิมหุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท เพื่อรองรับการจัดการ โครงสร้างทางบัญชีให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ในปัจจุบัน พร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นอีกก้าว สำคัญในการเสริม สร้างความแข็งแกร่ง ของโครงสร้างทางการเงิน และวางรากฐาน เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติการปรับลดทุน จดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ จากจำนวน 9,724,833,650 บาท เป็นจำนวน 8,189,333,600 บาท ผ่านวิธีการปรับมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จากเดิม หุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายการทางบัญชี เพื่อรองรับโครงสร้าง ทางการเงินในระยะยาว โดยไม่มี การคืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด และไม่ส่งผล กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total Equity) ซึ่งยังคงมีมูลค่า เท่าเดิม ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินดังกล่าว จำนวนหุ้นสามัญ ของบริษัทฯ ยังคง เท่าเดิมที่ 1,023,666,700 หุ้น

“GGC ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลที่ดีมาโดยตลอด โดยได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนด้วยความ โปร่งใส ได้ประกาศแจ้งมติการปรับโครงสร้างทุนให้ทราบโดยทั่วกัน ผ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างวันที่ 7 - 9 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งจัดส่งหนังสือ แจ้งมติการลดทุนให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทฯ ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับระยะเวลาที่เจ้าหนี้มีสิทธิยื่น คำคัดค้านได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีเจ้าหนี้รายใดยื่นคำคัดค้าน การดำเนินการ บริษัทฯ แต่อย่างใด”

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้วรวมถึงการแก้ไข หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 (ทุน) ต่อนายทะเบียน บริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร จัดการโครงสร้าง ทางการเงิน ของบริษัทฯ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โครงสร้างทุน สะท้อนสถานะ ทางการเงินของบริษัทฯ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและสอดคล้อง กับหลักเกณฑ์การพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในภาพรวมซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุน ให้อัตราส่วนทุนชำระแล้ว ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมี ความสอดคล้องมากยิ่งขึ้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้างทุนของบริษัทฯ อย่างเป็นระบบซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งของงบดุล (Balance Sheet) สนับสนุนศักยภาพ ในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการจ่ายเงินปันผล ในอนาคต เมื่อบริษัทฯ มีผลประกอบการและกระแสเงินสด ที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการสร้าง ประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

บีโอไอ ออกมาตรการช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม!! ยกเว้นอากรเครื่องจักร–ลดภาระภาษี หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว ครอบคลุมสิทธิประโยชน์หลากหลาย ส่งเสริมการลงทุนในเขตภัยพิบัติ

บีโอไอช่วยผู้ประกอบการน้ำท่วม บรรเทาผลกระทบ หนุนธุรกิจฟื้นตัวเร็ว

บีโอไอเดินหน้าช่วยผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยมุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจฟื้นตัว ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายและการอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่เสียหายโดยไม่มีภาระภาษี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการฟื้นฟูกิจการและกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งกระทบทั้งการดำเนินชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ บีโอไอขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกท่าน และบีโอไอพร้อมช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในการฟื้นฟูกิจการให้สามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุม 3 เรื่องหลัก คือ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามเครื่องจักรที่ซื้อเพิ่มหรือทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหายได้

“สถานการณ์อุทกภัยในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้เร็วที่สุด บีโอไอจึงพร้อมช่วยเหลือและลดภาระให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยผ่านมาตรการภาษีอากร โดยพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวในการฟื้นฟูกิจการได้อย่างรวดเร็ว” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย และต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานความเสียหายภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุด โดย “วันที่สิ้นสุดสถานการณ์อุทกภัย” หมายถึง วันที่เหตุอุทกภัยยุติลงตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top