Friday, 5 June 2026
เศรษฐกิจ

คาดปี 68 ไทยมีอินฟลูเอนเซอร์ทะลุ 3 ล้าน หน้าใหม่วันละ 2,740 คน แบรนด์จับตา เงินโฆษณาพุ่ง

(4 ก.พ. 68) MI GROUP เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการอินฟลูเอนเซอร์ไทย โดยคาดการณ์ว่าปีนี้จำนวนอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทยจะแตะเกือบ 3 ล้านราย เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคนจากปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 4.5% ของประชากรไทย สะท้อนถึงความนิยมอาชีพนี้ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีคนไทยหันมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์เฉลี่ยวันละเกือบ 2,740 คน หรือประมาณ 114 คนต่อชั่วโมง

นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MI GROUP เปิดเผยว่า สื่อดิจิทัลยังคงเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารและการตลาดในปีนี้ โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 38,938 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% จากปีก่อน และครองสัดส่วนถึง 45% ของเม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดทั้งหมด 

ที่น่าสนใจคือ 1 ใน 3 ของเม็ดเงินสื่อดิจิทัลจะถูกใช้ไปกับ "อินฟลูเอนเซอร์" บนแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของครีเอเตอร์ในตลาดไทย ที่แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้เพื่อเพิ่มยอดขายโดยตรงมากกว่าการสร้างแบรนด์ 

MI GROUP ประเมินว่าการเติบโตของอินฟลูเอนเซอร์ในไทยมาจากกลุ่ม Micro และ Nano อินฟลูเอนเซอร์เป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยผู้ใช้จริง พ่อค้า แม่ค้า นักขาย รวมถึงมืออาชีพและสมัครเล่นที่ทำ Affiliate Marketing ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ 

นอกจากนี้ ตลาดไทยยังให้ความสำคัญกับครีเอเตอร์มากกว่าประเทศอื่นๆ ส่งผลให้แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้งบประมาณในส่วนนี้มากเป็นพิเศษ โดยเม็ดเงินที่ลงไปในอินฟลูเอนเซอร์คิดเป็น 1 ใน 3 ของเม็ดเงินสื่อดิจิทัลทั้งหมด 

สรุปแล้ว วงการอินฟลูเอนเซอร์ไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมกับบทบาทที่สำคัญในกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวของสื่อดิจิทัลที่ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมสื่อและการโฆษณา

‘อ.สมภพ พอดี’ โพสต์เฟซ!! อุดมศึกษาใน ‘ไทย-ไต้หวัน-สิงคโปร์’ เศรษฐกิจ รายได้ คุณภาพชีวิต อนาคต ต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีความรู้

(22 ก.พ. 68) ‘อ.สมภพ พอดี’ โพสต์ข้อความระบุว่า …

อุดมศึกษา ในไทย ไต้หวันและสิงคโปร์ และเศรษฐกิจ รายได้ คุณภาพชีวิต อนาคต

ไทย ประเทศขนาดกลาง มีความอุดมสมบูรณ์ มีก๊าซธรรมชาติ มีประชากร 70 ล้านคน ปัจจุบันมีผลผลิตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีต่อคนประมาณ $7,200 ไต้หวัน เกาะเล็ก ๆ ไม่มีทรัพยากรมากมาย ไม่มีนํ้ามัน ไม่มีก๊าซ มีแต่ผู้คน มีประชากร 23.4 ล้านคน ปัจจุบันมีผลผลิตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีต่อคนประมาณ $33,000 หรือมากกว่าไทยประมาณ 5 เท่า

สิงคโปร์ เกาะขนาดจิ๋ว ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย นํ้าจืดยังมีไม่พอ ไม่มีนํ้ามัน ไม่มีก๊าซ มีแต่ผู้คน มีประชากร 6 ล้านคน ปัจจุบันมีผลผลิตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีต่อคนประมาณ $85,000 หรือมากกว่าไทยประมาณ 12 เท่า

ปัจจุบัน นักเรียนในทั้ง 3 ประเทศเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ตามสาขาวิชาด้วยสัดส่วนต่อไปนี้
สิงคโปร์
1. ธุรกิจ การบัญชี การเงิน ประมาณ 26%
2. วิศวกรรม ประมาณ 23%
3. คอมพิวเตอร์และไอที ประมาณ 20% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ประมาณ 14%
5. สังคมศาสตร์ทุกสาขา ไม่รวมกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประมาณ 10%

ไต้หวัน
1. วิศวกรรม ประมาณ 28%
2. ธุรกิจ การบัญชี การเงิน ประมาณ 22%
3. คอมพิวเตอร์และไอที ประมาณ 20% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ประมาณ 16%
5. สังคมศาสตร์ทุกสาขา ไม่รวมกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประมาณ 7%

ไทย
1. สังคมศาสตร์ทุกสาขา ไม่รวมกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ประมาณ 32%
2. ธุรกิจ การบัญชี การเงิน ประมาณ 20%
3. คอมพิวเตอร์และไอที ประมาณ 12% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. วิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ประมาณ 12%
5. วิศวกรรม ประมาณ 8%

สิงคโปร์
มีนศ.รัฐศาสตร์ปีหนึ่ง เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่าง NUS, NTU และ SMU ประมาณ 1,400 คนในแต่ละปี ประมาณ 80% จองนศ.เหล่านี้เป็นคนสิงคโปร์ ดังนั้นจึงมีนศ.สิงคโปร์เข้าเรียน รัฐศาสตร์ ประมาณปีละ 1,100 คน ถ้าสิงคโปร์มีประชากรเท่ากับ ไทย หรือ มากกว่าที่เป็นอยู่ 12 เท่า จะมีนศ.เข้าเรียน รัฐศาสตร์ ประมาณปีละ 13,200 คน

ไต้หวัน
มีนศ.รัฐศาสตร์ปีหนึ่ง เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่าง NTU, NCCU, NTNU, TU และอื่น ๆ ประมาณ 2,200 คนในแต่ละปี ถ้าไต้หวันมีประชากรเท่ากับ ไทย หรือ มากกว่าที่เป็นอยู่ 3 เท่า จะมีนศ.เข้าเรียน รัฐศาสตร์ ประมาณปีละ 6,600 คน

ตัวเลขทั้งหมดด้านบนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน สังคมที่จะพัฒนาไปข้างหน้าทางเศรษฐกิจได้ สร้างรายได้ คุณภาพชีวิตที่ดี อนาคตที่ดีให้ผู้คนได้ จะต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีความรู้ที่นำไปใช้สร้างธุรกิจอุตสาหกรรม ความรู้ที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจได้สูง สร้างมูลค่าเพิ่มได้มาก ต้องไม่ปล่อยให้คนไม่มีความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือประโยชน์น้อย ไม่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจ ตัวเลขโกหกไม่ได้

ไทย 
มีนศ.รัฐศาสตร์ปีหนึ่ง เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอย่าง จุฬา, ธรรมศาสตร์, เกษตร, มช., รามคำแหง และอื่นๆ ประมาณกี่คนในแต่ละปีก็ไม่รู้เพราะหาข้อมูลไม่ได้ เอไอสารพัดยี่ห้อก็ไม่รู้ รู้แค่ว่ามากเกินไปมาก มากเกินความจำเป็น เรียนแล้วอาจจะคลั่งอุดมการณ์โง่ๆ อย่างเช่น คนเท่ากัน คอมมี่คือพัฒนาการสูงสุดของประชาธิปไตย ฯ วิกลจริต หรือโง่จนไม่รู้ว่ามนุษย์มีแค่สองเพศคือหญิงกับชาย หรือไม่รู้ว่าไม่มีใครจ้างใครไปทำงานเพราะมีความรู้เรื่องทฤษฎีการเมือง เท่านั้น

เปิด 4 ประเด็นสำคัญ 'ลอว์เรนซ์ หว่อง' สื่อสารตรงไปตรงมากับประชาชนสิงคโปร์ ยอมรับความจริง สร้างความมั่นใจ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

(5 เม.ย. 68) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของประเทศสิงคโปร์ ประกาศเตือนประชาชนผ่านคลิปวิดีโอบนยูทูบ ‘@Lawrence_Wong’ ระบุว่า “เราไม่สามารถคาดหวังได้อีกว่า กฎกติกาที่เคยปกป้องประเทศเล็กๆ อย่างเรา จะยังดำรงอยู่เหมือนเดิม”

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ระบุเพิ่มว่า “โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความจริงอันโหดร้ายที่ประเทศมหาอำนาจจะขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตน และใช้อำนาจทางเศรษฐกิจหรือแรงกดดันเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ…

“เราจะต้องเตรียมพร้อมทั้งทางจิตใจและการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในความประมาท เราไม่สามารถรอให้ภัยมาถึงหน้าประตูบ้านแล้วค่อยตั้งรับ ความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องจริง และเดิมพันในครั้งนี้สูงมาก”

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างรุนแรงในเวทีการค้าโลก โดยระบุว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้สะท้อนว่า ยุคของโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนด้วยกฎเกณฑ์และการค้าเสรีได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังถูกแทนที่ด้วยโลกที่เต็มไปด้วย กำแพงภาษี การกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอน”

เขายกตัวอย่างการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำในการส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดตามกฎ WTO (องค์การการค้าโลก) ว่า “ขณะนี้กลับกลายเป็นผู้นำในการบ่อนทำลายระบบนั้นด้วยการดำเนินนโยบายแบบทวิภาคีและตอบโต้เชิงภาษี สิ่งที่สหรัฐฯ ทำอยู่ไม่ใช่การปฏิรูประบบ WTO แต่เป็นการละทิ้งระบบที่พวกเขาเองเคยสร้างขึ้น”

แม้สิงคโปร์จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากอัตราภาษีในระดับต่ำ ประมาณ 10% จากโครงสร้างใหม่ของสหรัฐฯ แต่นายหว่องเตือนว่า “ผลกระทบเชิงระบบจะลึกและกว้างกว่านั้นมาก โดยเฉพาะหากประเทศอื่น ๆ เลือกดำเนินรอยตามแนวทางเดียวกัน ประเทศเล็กอย่างเราเสี่ยงที่จะถูกบีบ ถูกมองข้าม และถูกทิ้งไว้ข้างหลังในระบบที่ไม่เอื้อให้กับผู้เล่นขนาดเล็ก”

นายกสิงคโปร์ เน้นย้ำ จุดแข็งของประเทศ คือ ความสามัคคีและเงินสำรอง แม้ภาพรวมของโลกตอนนี้จะมีความน่ากังวล แต่นายหว่องกล่าวย้ำว่า “สิงคโปร์ยังคงมี ‘ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง’ ที่ทำให้ประเทศสามารถตั้งรับและปรับตัวได้อย่างแข็งแกร่ง”

“เรามีเงินสำรองที่มั่นคง เรามีความเป็นเอกภาพภายในประเทศ และเรามีความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดในหลักการของเรา” เขากล่าว “เราจะยังคงเสริมสร้างขีดความสามารถของเรา และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน”

เขายังย้ำถึงความจำเป็นในการตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งในระดับการค้า การเมือง และความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนมีสติ เตรียมพร้อม และไม่ประมาทต่อคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังซัดเข้ามา

ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า…

“#ผู้นำสิงคโปร์ 🇸🇬 นายกฯ สิงคโปร์ #ไม่ชะล่าใจ ออกทีวี เน้นพูดอย่างจริงใจ พูดตรงจุดตรงใจในสิ่งที่ประชาชนกังวล/ต้องการความมั่นใจ (ไม่พูดเยิ่นเย้อ ไม่ใช้สำนวนลิเก ไม่บ้าประดิษฐ์คำ) สรุป 4 ประเด็น ตามนี้ค่ะ

1) ยอมรับปัญหา this troubled world โลกถูกปั่นป่วนไม่เหมือนเดิม กล้าพูดความจริงกับประชาชน #ไม่โลกสวย 

2) #ยอมรับความจริง เศรษฐกิจสิงคโปร์มีขนาดเล็ก small and open economy ยังไงก็ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก เสี่ยงสูงต่อปัจจัยภายนอก

3) #สร้างความมั่นใจ ในศักยภาพของสิงคโปร์ หากเกิดวิกฤต สิงคโปร์ก็ยังมี #ทุนสำรอง reserves มากพอ (มากติดอันดับ 10 ของโลก) ไว้ใช้ยามฉุกเฉินจำเป็น และจะ #สร้างเครือข่าย ความร่วมมือกับประเทศที่มีแนวคิดเหมือนกัน 

4) ขอให้เตรียมใจ be mentally prepared ขอให้มี resolute and united แล้วเราจะผ่าน #โลกที่เต็มไปด้วยปัญหา นี้ไปด้วยกัน 🇸🇬 #เน้นความสามัคคีแน่วแน่  ของคนในชาติ

คลิกฟังคลิปเต็ม นายกฯ Lawrence Wong ของสิงคโปร์ 🇸🇬 04.04.2025 https://youtu.be/A3hS93y7C0I?feature=shared

การยึดกิจการ ‘Glavprodukt’ ของรัสเซีย สู่หมุดหมายการจัดเสบียงในสงครามอย่างเพียงพอ

(21 เม.ย. 68) ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2025 รัฐบาลรัสเซีย โดยคำสั่งของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้ประกาศยึดกิจการของบริษัท Glavprodukt «Главпродукт» ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารกระป๋องรายใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยให้เหตุผลด้าน "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ" ในบริบทของสงครามยูเครนและการเผชิญหน้ากับกลุ่มประเทศตะวันตก แม้ว่า Glavprodukt จะมีฐานการผลิตหลักอยู่ในรัสเซียและดำเนินธุรกิจมานานหลายสิบปี แต่บริษัทถูกระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มนักลงทุนที่มีถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลรัสเซียจึงอ้างอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมทรัพย์สินของ "รัฐที่ไม่เป็นมิตร" (unfriendly states) ซึ่งผ่านการแก้ไขในช่วงหลังปี ค.ศ. 2022 เพื่อยึดกิจการและทรัพย์สินของต่างชาติที่อาจส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการประกาศใช้ Glavprodukt เป็นฐานการจัดหาเสบียงให้กับกองทัพรัสเซียในแนวหน้าโดยเฉพาะในยูเครนตะวันออก การเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจของรัสเซียเข้าสู่รูปแบบ “เศรษฐกิจสงคราม” ที่รัฐมีบทบาทสูงในการควบคุมการผลิตสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกันฝ่ายตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้แสดงความไม่พอใจต่อการกระทำดังกล่าวโดยมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ในทรัพย์สินของนักลงทุน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่ลึกขึ้นในระดับพหุภาคี

Glavprodukt «Главпродукт» เป็นหนึ่งในบริษัทผลิตอาหารกระป๋องและอาหารแปรรูปรายใหญ่ของรัสเซียก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1991 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยสืบทอดโรงงานและสายการผลิตจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนกลางเดิมของโซเวียต บริษัทมีฐานการผลิตหลักอยู่ในกรุงมอสโกและแคว้นใกล้เคียง และได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอาหารกระป๋องและอาหารสำเร็จรูปจนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในตลาดรัสเซียและประเทศในเครืออดีตสหภาพโซเวียต โดย Glavprodukt มีชื่อเสียงจากผลิตภัณฑ์อาหารประเภทเนื้อกระป๋อง (Stewed meat) «тушёнка»  นมข้นหวาน (Condensed milk) «сгущёнка» และอาหารประเภทซุป (Soups) อาหารพร้อมรับประทาน (ready-to-eat meals) รวมถึงซีเรียล (cereals) ในช่วงทศวรรษที่ 2000 บริษัทเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศผ่านกองทุนที่มีความเชื่อมโยงกับนักลงทุนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งในภายหลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเมื่อรัฐบาลรัสเซียต้องการแทรกแซงการบริหารกิจการ

หลังการรุกรานยูเครนในปี ค.ศ. 2022 และมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกกลุ่มธุรกิจอาหารรวมถึง Glavprodukt ได้รับบทบาทใหม่ในฐานะผู้จัดหาเสบียงให้กับหน่วยงานความมั่นคงและกองทัพรัสเซีย รัฐจึงเข้ามามีบทบาทควบคุมมากขึ้น โดยเฉพาะหลังปี ค.ศ. 2023 ที่มีการเร่งฟื้นระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง (self-reliance) ภายใต้นโยบาย “เศรษฐกิจแห่งอธิปไตย” «суверенная экономика» ในปี ค.ศ. 2025 รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศยึดกิจการของ Glavprodukt อย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าบริษัทมีทรัพยากรสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและไม่ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจาก "ประเทศที่ไม่เป็นมิตร"«недружественные государства»  

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่การยึดกิจการของบริษัทเอกชนที่มีประวัติยาวนานในรัสเซียเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ในสงครามที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะการจัดหาสินค้าสำคัญสำหรับการเสริมสร้างเสบียงกองทัพรัสเซียในช่วงเวลาสงคราม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนักวิชาการหลายท่าน เช่น แดเนียล ฟรีดริช ลิสต์ (Daniel Friedrich List, 1841) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันที่มองว่า “รัฐควรปกป้องเศรษฐกิจในยามวิกฤตเพื่ออธิปไตยแห่งชาติ” โดยเฉพาะมุมมองของเคนเนธ เอ็น. วอลทซ์ (Kenneth N. Waltz, 1979) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียผู้คิดค้นและพัฒนาแนวคิดสัจนิยมใหม่ (Neorealism) ที่มองว่าความมั่นคงไม่อาจแยกออกจากเศรษฐกิจ — เศรษฐกิจที่ถูกควบคุมได้ คือ “อาวุธเชิงยุทธศาสตร์” ในทฤษฎี Neorealism ของวอลทซ์ รัฐถือเป็นผู้เล่นหลัก (primary actors) ในระบบระหว่างประเทศที่ไร้ศูนย์กลาง (anarchic structure) ซึ่งการอยู่รอด (survival) คือเป้าหมายสูงสุดของรัฐทุกแห่ง นั่นหมายความว่า ทุกกลไกภายในรัฐต้องถูกจัดสรรเพื่อสนับสนุน “อำนาจแห่งรัฐ” (power of the state) ในกรอบนี้เศรษฐกิจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นระบบอิสระเชิงตลาดเท่านั้น แต่สามารถเป็น “เครื่องมือของอำนาจรัฐ” (instrument of state power) ได้ หากรัฐสามารถควบคุมมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่รัสเซียเข้ายึดครองกิจการของ Glavprodukt ซึ่งเดิมมีสถานะเป็นกิจการเอกชน (และเคยมีการลงทุนหรือถือหุ้นโดยนักธุรกิจต่างชาติหรือผู้มีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ) ถือเป็นตัวอย่างของการ "ทำให้รัฐควบคุมห่วงโซ่อุปทานอาหารเชิงยุทธศาสตร์" อย่างสมบูรณ์ การยึดกิจการเช่น Glavprodukt เป็นหนึ่งในแนวทางการ “ระดมทรัพยากรพลเรือนเพื่อสนับสนุนการทำสงคราม” หรือที่ในรัสเซียเรียกว่า “การวางแผนการระดมกำลังในยามสงคราม” «военное мобилизационное планирование» แนวโน้มของการทหารควบคุมพลเรือน (military-civilian fusion) แนวคิดนี้เกิดขึ้นในบริบทของสงครามยืดเยื้อที่รัฐต้องอาศัยทรัพยากรของภาคเอกชน เช่น โรงงานอาหาร, คลังสินค้า, ระบบขนส่งเพื่อหนุนภารกิจของกองทัพ ในขณะที่การควบคุมทรัพย์สินภาคเอกชนในนามของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” กลายเป็นวิธีหนึ่งในการตอบโต้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากตะวันตกและสร้าง “เศรษฐกิจสงคราม” ภายในประเทศ

ยุทธศาสตร์รัฐนิยมทางเศรษฐกิจที่ดึงกิจการอาหารรายใหญ่เข้าสู่การควบคุมโดยรัฐสะท้อนแนวทางเศรษฐกิจที่มุ่งสู่ “รัฐควบคุมยุทธศาสตร์หลัก” โดยเฉพาะในช่วงสงคราม โดยหลังการยึดครองมีรายงานว่า Glavprodukt อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพ «Минобороны» หรืออาจอยู่ภายใต้การควบคุมร่วมกับกระทรวงเกษตรหรือหน่วยงานภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ «ОПК» 
ซึ่งลักษณะดังกล่าวคล้ายกับสหภาพโซเวียตซึ่งเคยมีระบบโรงงานอาหาร “รัฐวิสาหกิจ” ที่ผลิตอาหารเฉพาะสำหรับทหาร เช่น в/ч 83130  หรือจีนที่มีระบบ “บริษัทอาหารกึ่งทหาร” ภายใต้การควบคุมของกองทัพปลดปล่อยประชาชน ในขณะที่สหรัฐฯ การผลิต MRE (Meals Ready to Eat) มีบริษัทเอกชนเช่น Sopakco, Wornick Group แต่สัญญาผลิตถูกควบคุมโดยรัฐบาลกลาง ในยูเครนยูเครนมีการประสานงานกับผู้ผลิตท้องถิ่นเพื่อผลิตอาหารให้ทหารแนวหน้าโดยได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชน

Glavprodukt มีสายการผลิตอาหารกระป๋องประเภทโปรตีน เช่น เนื้อวัวกระป๋อง, สตูว์, ซุป และอาหารพร้อมรับประทาน (ready-to-eat meals) ซึ่งเหมาะสมกับระบบโลจิสติกส์ของกองทัพรัสเซียที่ต้องการอาหารคงทนและสะดวกในสนามรบ โดยมีการปรับสูตรหรือบรรจุภัณฑ์ให้ตรงตามมาตรฐานทหาร เช่น บรรจุในภาชนะทนแรงกระแทกหรือพร้อมเปิดในภาคสนาม โรงงานของ Glavprodukt กลายเป็นฐานผลิตเสบียงหลักให้กับกองทัพรัสเซียในแนวรบยูเครน โดยมีรายงานว่ามีคำสั่งผลิตล่วงหน้าเพื่อสำรองเป็นคลังยุทธปัจจัย (mobilization reserve)

การยึด Glavprodukt จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของรัสเซีย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) จากการผลิตเพื่อผู้บริโภคทั่วไปสู่การเสริมสร้างเสบียงทางทหาร
เมื่อรัฐบาลรัสเซียเข้าควบคุมกิจการของ Glavprodukt บริษัทที่เดิมเน้นการผลิตอาหารกระป๋องและอาหารแปรรูปสำหรับผู้บริโภคทั่วไปกลับต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของกองทัพรัสเซีย โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศกำลังเผชิญกับสงครามในยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ผลิตภัณฑ์ของ Glavprodukt เช่น stewed meat «тушёнка»  และซุปกระป๋อง «консервы» ซึ่งเป็นอาหารที่มีอายุการเก็บรักษานานได้กลายเป็นเสบียงหลักสำหรับทหารในพื้นที่สงคราม การเปลี่ยนผ่านจากการผลิตอาหารสำหรับประชาชนทั่วไปสู่การผลิตเสบียงทางทหารเป็นการตอบสนองอย่างชัดเจนต่อนโยบายของรัฐบาลรัสเซียในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นในสงคราม

2) ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาตนเอง
การเข้ามาควบคุมกิจการของ Glavprodukt โดยรัฐบาลรัสเซียไม่เพียงแค่การสนับสนุนการผลิตเสบียงสำหรับกองทัพเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง (self-reliance) ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอาหารและเสบียงทหารในรัสเซีย นอกจากนี้ยังเป็นการปรับเปลี่ยนระบบการจัดหาผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศให้เป็นระบบภายในประเทศ โดย Glavprodukt กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของรัสเซีย ซึ่งทำให้สามารถรักษาความมั่นคงของเสบียงและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศตะวันตก

3) การป้องกันผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร
การยึด Glavprodukt ยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลรัสเซียในการป้องกันผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัทต่างชาติในรัสเซีย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่สำคัญสำหรับภาคทหารและภาคการผลิตทั่วไป การลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศทำให้ Glavprodukt สามารถพัฒนาการผลิตอาหารภายในประเทศได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพา
ซัพพลายเออร์จากประเทศที่ "ไม่เป็นมิตร" ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัสเซีย

4) การควบคุมเศรษฐกิจสงครามและการจัดหาทรัพยากร
การยึด Glavprodukt ยังเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมเศรษฐกิจในช่วงสงครามที่รัฐบาลรัสเซียพยายามจัดสรรทรัพยากรไปยังพื้นที่ที่สำคัญที่สุด เช่น กองทัพและการสนับสนุนการดำเนินการทางทหาร โดย Glavprodukt ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลิตเสบียงทหาร จึงได้รับความสำคัญสูงสุดในแผนการจัดหาทรัพยากรของรัฐ

5) มุมมองในระดับภูมิรัฐศาสตร์
การยึดกิจการของ Glavprodukt ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ ท่ามกลางการปะทะกับประเทศตะวันตก การควบคุมกิจการสำคัญ เช่น Glavprodukt ที่ผลิตอาหารสำคัญสำหรับการทำสงคราม กลายเป็นการแสดงออกถึงการสร้างอำนาจของรัฐในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำและมีการคว่ำบาตรจากภายนอก

ผลกระทบของการยึดกิจการของ Glavprodukt
1) ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารภายในประเทศ การเข้ายึดกิจการ Glavprodukt ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มศักยภาพด้านเสบียงให้กับกองทัพ แต่ยังส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อระบบอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ ได้แก่ 1) การควบรวมทรัพยากร การที่รัฐเข้ายึดโรงงานอาหารรายใหญ่ทำให้เกิดการควบคุมห่วงโซ่อุปทานในระดับสูง ตั้งแต่วัตถุดิบ (เนื้อสัตว์ พืชผัก) ไปจนถึงกระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการกระจายสินค้า 
2) กระทบการแข่งขัน ผู้ประกอบการรายย่อยในอุตสาหกรรมอาหารอาจเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐ เนื่องจากรัฐสามารถเข้าถึงทรัพยากรและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ที่เหนือกว่า 3) อุปสงค์พิเศษในช่วงสงครามเมื่ออุปสงค์สำหรับการจัดหาอาหารกองทัพพุ่งสูงขึ้น อุตสาหกรรมอาหารภาคพลเรือนอาจถูกเบียด ส่งผลต่อราคาสินค้าและความมั่นคงด้านอาหารของประชาชน

4) ผลกระทบต่อการจัดการกับบริษัทต่างชาติในบริบทสงคราม Glavprodukt เคยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติอเมริกันหรือกลุ่มทุนที่มีความเกี่ยวข้องกับตะวันตก การยึดครองกิจการจึงสะท้อนกลยุทธ์ของรัสเซียในการจัดการ “ทรัพย์สินศัตรู” หรือ “ทรัพย์สินที่ไม่เป็นมิตร” «недружественные активы» รัสเซียได้วางหลักการต่าง ๆ เกี่ยวกับกรณีนี้เอาไว้ภายใต้กฎหมายฉุกเฉิน (เช่น «Указ Президента РФ №302/2023»)   รัฐสามารถเข้ายึดกิจการของบริษัทต่างชาติที่ “ถอนตัว” จากรัสเซีย หรือที่ “คุกคามความมั่นคงของชาติ”นอกจากนี้รัสเซียยังมีการตอบโต้การคว่ำบาตรซึ่งเป็นการ “ตอบโต้กลับ” ทางเศรษฐกิจต่อการคว่ำบาตรของตะวันตก โดยใช้วิธี mirror sanctions หรือการยึดทรัพย์สินบริษัทต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนทำให้บรรยากาศการลงทุนในรัสเซียยิ่งตึงเครียด นักลงทุนต่างชาติที่ยังคงอยู่ในรัสเซียอาจต้องเลือก “ทำงานร่วมกับรัฐ” หรือยอม “ถอนตัวโดยเสียทรัพย์สิน”

5) เป็นการส่งสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์โดยการใช้รัฐเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
การยึดกิจการอาหารกระป๋องอย่าง Glavprodukt ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวภายในประเทศ แต่เป็นการส่ง “สัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างชัดเจนไปยังตะวันตก แสดงให้เห็นถึงรัฐเป็นเครื่องมือสงครามทางเศรษฐกิจ (Economic Warfare) โดยรัสเซียใช้รัฐเป็นกลไกควบคุมทรัพยากรยุทธศาสตร์ ตอบโต้การคว่ำบาตร และสร้าง “เศรษฐกิจแบบปิดล้อม” (Autarky) เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับรัฐ โดยรัสเซียมีแนวทางหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) ยึดกิจการต่างชาติและเปลี่ยนการควบคุมไปสู่รัฐ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศแทนสินค้าเทคโนโลยีตะวันตก และ 3) ใช้ระบบการเงินทางเลือก เช่น การซื้อขายพลังงานด้วยรูเบิลหรือเงินหยวน 
การยึดบริษัท Glavprodukt ยังบ่งชี้ว่า รัสเซียพร้อม “ใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธ” เช่นเดียวกับที่ตะวันตกใช้ระบบการเงินและการค้าเป็นเครื่องมือควบคุมนอกจากนี้ยังการสร้างแนวร่วมทางเศรษฐกิจใหม่โดยรัสเซียอาจเชื่อมต่อ Glavprodukt กับตลาดในกลุ่ม BRICS หรือ SCO เช่น ส่งอาหารให้จีน อิหร่าน หรือประเทศแอฟริกาเพื่อลดการพึ่งพาตะวันตก

บทสรุป
กรณีการเข้ายึดกิจการบริษัท Glavprodukt โดยรัฐรัสเซียมิได้เป็นเพียงการเคลื่อนไหวในเชิงอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้นแต่ยังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์ในบริบทของสงครามยืดเยื้อกับตะวันตก ในระดับภายในการผนวกกิจการของภาคเอกชนเข้าสู่โครงสร้างของรัฐช่วยให้รัสเซียสามารถควบคุมระบบเสบียงของกองทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อตลาดภาคพลเรือน ทั้งในแง่การแข่งขันและเสถียรภาพด้านอาหาร โดยเฉพาะในบริบทของเศรษฐกิจที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนัก ในระดับระหว่างประเทศการเข้ายึด Glavprodukt เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ตอบโต้ตะวันตกผ่านการใช้ “เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือของรัฐ” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจรัสเซียที่เน้นการพึ่งตนเอง การตัดขาดจากทุนต่างชาติ และการสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ในกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ตะวันตก กล่าวโดยสรุป กรณีของ Glavprodukt ชี้ให้เห็นว่า “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสี่สำหรับประชาชนเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น “อาวุธยุทธศาสตร์” ในการต่อรอง สู้รบ และรักษาอธิปไตยในยุคที่สงครามถูกขยายออกจากสนามรบสู่สนามเศรษฐกิจและการทูต

‘กอบศักดิ์’ ชี้ บริโภค – อุตสาหกรรมไทยถดถอย แนะเร่งแก้หนี้ครัวเรือน - ผลัดใบอุตสาหกรรมใหม่

 ‘ดร.กอบ’ ชี้ 2 จุดอ่อนหลักฉุดเศรษฐกิจไทย ทั้งการบริโภค - อุตสาหกรรมถดถอย เครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มดับ แนะเร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ผลัดใบอุตสาหกรรมใหม่

วันที่ (20 พ.ต. 68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุน (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊ก กอบศักดิ์ ภูตระกูล ระบุว่า

ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย !!!

เมื่อวานนี้ทางสภาพัฒน์ได้ประกาศ GDP ไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ขยายตัว +3.1% ออกมาได้ดีกว่าที่หลายคนคิด จากการเร่งส่งออก ที่ช่วยให้การส่งออกสินค้า +13.8% ซึ่งจะดีต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2

โดยผู้ประกอบการสหรัฐคงพยายามเร่งนำเข้าก่อนที่จะหมด 90 วัน มีของไว้ก่อน ดีกว่า แม้ว่าจะถูก Tariffs 10% เพราะในอนาคตไม่รู้ว่าจะจบกันอย่างไร

ในข้อมูล GDP ของสภาพัฒน์ที่แถลงออกมา มีตัวเลข 2 ตัวที่น่าจับตามองที่จะกดดันเศรษฐกิจไทยไปในช่วงหลายปีข้างหน้า

1. การบริโภคภาคเอกชน ที่ขยายตัวได้เพียง +2.6% ซึ่งน่ากังวลใจ เพราะปกติแล้ว การบริโภคภาคเอกชนจะมีขนาดประมาณ 55% ของเศรษฐกิจ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย จะคึกคักหรือไม่ ก็จะขึ้นกับว่า คนใช้จ่ายหรือไม่ ซึ่งตัวเลขนี้ควรจะขยายตัวได้ 5-6% แต่ช่วง 4 ไตรมาสสุดท้าย ขยายตัวได้เพียงประมาณ 3% กว่าๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยโต และอีกส่วนคงมาจากการที่เราเป็นหนี้กันมาก มีหนี้ครัวเรือนสูง มีหนี้เสียเพิ่มขึ้น

2. ตัวเลขที่ยิ่งน่ากังวลใจไปกว่านั้น ก็คือ การผลิตของภาคอุตสาหกรรม ภาคนี้ คือ ภาคที่สร้างรายได้หลักของประเทศ ล่าสุดมีสัดส่วนประมาณ 28% ของ GDP ในช่วงที่เราขยายตัวดีๆ ภาคนี้จะเป็นหัวหอก เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักเศรษฐกิจไทย ช่วงปี 2000-2007 ขยายตัวที่ +9.5% ช่วงปี 2010-2018 ขยายตัวที่ +4.1% แต่ 5 ไตรมาสสุดท้าย ขยายตัวเฉลี่ยเพียง +0.5%

เครื่องยนต์ดับ !!!!
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมไทยกำลังตกรุ่น โรงงานกำลังปิด หรือ ลดกำลังการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ที่กำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ถ้าเราอยากเห็นเศรษฐกิจไทยคึกคักอีกรอบ นี่คือโจทย์สำคัญที่เราต้องแก้ให้ได้

แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ สร้างหรือผลัดใบภาคอุตสาหกรรมไทย ที่จะมาเป็นรายได้ใหม่ๆ ให้กับประเทศ ทดแทนการปิดตัวของโรงงานแบบเดิม ๆ

ถ้าเราแก้ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ยากจะกลับไปโตอย่างที่เราหวังกัน ถูกเพื่อนบ้านแซง หรือ ทิ้งไว้ข้างหลัง โชคดีช่วงนี้ คลื่นการลงทุนรอบใหม่ในอาเซียนกำลังมา หลายๆ ประเทศกำลังหลั่งไหลเข้ามาลงทุน หลังจากทิ้งเราไปหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง

ถ้าหากว่า เราได้ส่วนแบ่งที่พอสมควร อีก 3-5 ปีให้หลัง เราจะมีภาคอุตสาหกรรมใหม่ที่จะออกดอกออกผลอีกครั้งเป็นเครื่องยนต์ใหม่ให้เศรษฐกิจไทยไปอีก 15-20 ปี

ขอเป็นกำลังใจให้กับ BOI ที่พยายามต่อสู้ ช่วงชิงโอกาสให้ประเทศไทย ในช่วงเช่นนี้ หาก BOI มีงบ มีคนเพิ่มเติมอนาคตของไทยก็จะสดใสมากขึ้นครับ

ฉะเชิงเทรา-'รองบ่วง' ประธานเปิดงาน การบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ 'เศรษฐกิจ EEC กับ  ทรัมป์ อเมริกันเฟิร์ส'

เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.68)  #ดร.รัฐสภา นพเกตุ #รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงาน การบรรยายพิเศษในหัวข้อ 'เศรษฐกิจ EEC กับ ทรัมป์ อเมริกันเฟิร์ส' ภายใต้สถาบันสร้างชาติ (NBI) จัดตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการพัฒนาภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรม ให้กับผู้บริหารในภาครัฐ ภาคเอกชน

ณ หอประชุมสมภพภูติโยธิน โรงไฟฟ้าบางปะกง ตำบลท่าข้าม อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยการบรรยายในครั้งนี้ มี #ศาสตราจารย์ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ #ประธานสภาการสร้างชาติและประธานหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อสรรสร้างชาติภาคตะวันออก EEC เป็นผู้บรรยายพิเศษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเข้าร่วมรับฟัง และองค์กร เพื่อนำองค์ความรู้ปรับใช้กับการพัฒนางานในองค์กร จังหวัด และภูมิภาคตะวันออก ต่อไป

‘พงศ์กวิน’ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ช่วยขับเคลื่อนภารกิจ ร่วมฟื้นภาพ ‘กระทรวงแรงงาน’ สู่กระทรวงเศรษฐกิจ

(11 ก.ย. 68)  เวลา 13.30 น. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายจักรพงส์ สุเมธโชติเมธา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิเกียรติ วีระกิจพานิช โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ ศาลพ่อปู่ชินพรหมมา เนื่องในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมมอบดอกไม้เพื่อแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจ ณ บริเวณโถงด้านล่างกระทรวงแรงงาน

โอกาสนี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน  ได้กล่าวขอบคุณการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ได้ร่วมกับขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานตามนโยบายที่ตนได้วางไว้   ตลอดช่วงระยะเวลา 2 เดือน 7 วัน ที่ผมได้มานั่งทํางาน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ ได้ผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ  ร่วมทั้งปรับแก้เชิงโครงของกระทรวงเพื่อให้ทันสมัย ทันโลก ทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อพี่น้องชาวแรงงานทุกท่าน เพื่อเป็นกำลังสำคัญต่อประเทศชาติเพื่อรองรับการลงทุนและการแข่งขันในเวทีนานาชาติต่อไปครับ 

จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ได้พบปะพูดคุยด้วยความเป็นกันเองกับคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และสื่อมวลชน โดยบรรยากาศในการอำลาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความผูกพัน

IMF เผย GDP เวียดนามพุ่งแรงแตะ 484 พันล้าน ส่วนไทยยังครองอันดับสูงกว่าอยู่ที่ 558 พันล้าน แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงต่อเนื่องตลอด 5 ปีหลัง World Bank ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องก่อนถูกแซง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังแข่งขันด้านเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น คำถาม “เวียดนามโตกว่าไทยจริงไหม?” กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขล่าสุดจาก IMF และ World Bank สะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทยในแง่ อัตราการเติบโต แม้ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าในภาพรวม

ข้อมูลปี 2024–2025 ชี้ว่า เวียดนามมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจริง (Real GDP Growth) ราว 7% ในปี 2024 และคาดว่าปี 2025 จะอยู่ในช่วง 5.8–6.6% ขณะที่ไทยเติบโตเพียง 1.8–2.0% ต่อปี ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า “เวียดนามโตเร็วกว่า” ไทยอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่ “ขนาดเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเฉลี่ย” ไทยยังคงนำอยู่ โดยคาดว่า GDP รวมของไทยในปี 2025 อยู่ที่ราว 558.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าเวียดนามที่ 484.7 พันล้านดอลลาร์ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,345 ดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 4,717 ดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว” แม้เวียดนามจะขยับเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเวียดนามให้โตเร็วกว่าคือการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกภายใต้แนวโน้ม “China+1” ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาประชากรสูงวัย การลงทุนต่ำ และความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ฉุดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

ด้านความเหลื่อมล้ำ ไทยยังมีคะแนนดัชนีจีนี (Gini) ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย คือ 33.5 เทียบกับ 36.1 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีการกระจายรายได้เท่าเทียมกว่าในภาพรวม แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทอย่างเห็นได้ชัด โดยภาพรวมแล้ว เวียดนาม “โตกว่า” ไทยในความหมายของความเร็วการเติบโต ขณะที่ไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว”

 

 

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปฏิบัติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กวาดล้างแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ ไล่ตรวจค้น SIM Box ช่วยเหลือเหยื่อก่อนเสียเงิน

ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มีการกำหนดให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการสแกมเมอร์ เป็น วาระแห่งชาติ โดยได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการบูรณาการจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงมหาดไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกันกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

​นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จึงได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีการประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบในด้านการปราบปราม บูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วย ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำการยกระดับการทำงานในทุกมิติ และพร้อมสนับสนุนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

​สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้คำสั่งของ คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีการดำเนินมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนสอบสวน การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสู่การติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด การพัฒนาและเชื่อมโยงข้อมูลระบบแจ้งความออนไลน์ การบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน รวมถึงการประสานงานร่วมกับฝ่ายต่างประเทศเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ

​ซึ่งจากข้อมูลสถิติในช่วงวันที่ 1-26 ต.ค.68 พบว่ามีประชาชนได้รับความเสียหายแจ้งเหตุเข้ามาผ่านระบบ 1441 และ Thai Police Online รวม 29,232 เรื่อง มีมูลค่าความเสียหายรวม 1,853 ล้านบาท โดย 3 อันดับประเภทคดีที่มีผู้เสียหายแจ้งมากที่สุด ได้แก่ คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ จำนวน 14,892 คดี, คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ จำนวน 4,822 คดี และคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ จำนวน 2,680 คดี ซึ่งเมื่อพิจารณาตามมูลค่าความเสียหาย 3 ลำดับแรกที่มีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหายรวม 504 ล้านบาท, คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ 428 ล้านบาท และคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 329 ล้านบาท ​ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ จึงได้นำข้อมูลสิถิติดังกล่าวมาวิเคราะห์และขยายผลเพื่อทำการสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิด ซึ่งผลการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ในช่วงวันที่ 1-26 ต.ค.68 มีการปราบปรามขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายปฏิบัติการ เช่น ปฏิบัติการ SkyFall ทลายแก๊งฟอกเงินผ่าน Huione Pay ที่สร้างความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท, ปฏิบัติการทลายเพจลงทุนชาตรามือปลอม ความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท, ปฏิบัติการ Romance 114 ที่ล่อลวงสร้างความเสียหาย 114 ล้านบาท, ตะครุบจีนเทา ตัวการถอนเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์, แก๊งหลอกลงทุน Ulela Max ปลอม, แก๊งหลอกลงทุนแอป Finnix Max, ปฏิบัติการ Double blackout, ปฏิบัติการ Freeze Crypto, ทลายคอกม้าจีนเทา, ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ และปฏิบัติการตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยึด Sim box และอุปกรณ์ในการหลอกเหยื่อหลายรายการ โดยในภาพรวมสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 73 ราย แบ่งเป็นคนไทย 51 ราย ต่างชาติ 22 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,400 ล้านบาท และยึดทรัพย์ได้กว่า 522 ล้านบาท 

​นอกจากนี้ ในส่วนของผลการปฏิบัติในด้านการประสานการทำงานร่วมกับสถาบันทางการเงิน สามารถยับยั้งและช่วยเหลือผู้เสียหายไม่ให้โอนเงินไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้จำนวน 7 ราย และยังมีการประสานงานความร่วมมือกับ US Secret Service และ บริษัท Tether สามารถอายัด Cryptocurrency Wallet จำนวน 12 ล้าน USDT (มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท) ของเครือข่าย Scammer ได้อีกด้วย ด้านการบูรณาร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ ได้มีการประสานการทำงานกับแผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบคอลเซ็นเตอร์ (Scam center) นำไปสู่การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มาตั้งฐานปฏิบัติการในไทยเพื่อหลอกลวงประชาชนชาวเกาหลี โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 3 ราย ​ในการปฏิบัติการโดยการคัดกรองบุคคลที่หลบหนีเข้าเมืองทางชายเเดนแม่สอด จ.ตาก ได้มีการใช้ระบบการคัดกรอง NRM พบว่ามีผู้หลบหนีเข้าเมืองจำนวนกว่า 1,299 ราย แบ่งเป็นคนไทย 32 ราย ต่างชาติ 1,267 ราย (รวมจำนวนกว่า 28 ประเทศ) โดยในจำนวนนี้พบว่าเป็นบุคคลสัญชาติจีน 193 ราย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ทางการจีน ซึ่งในเบื้องต้นทราบว่ามีบุคคลสัญชาติจีน 12 ราย มีหมายจับจากทางการจีน ซึ่งทางการจีนจะได้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป ​ในส่วนของผลการปฏิบัติในการตรวจสอบและปิดกั้นเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่มีเนื้อหาหลอกลวงฉ้อโกงออนไลน์ ดำเนินการปิดกั้นได้ทั้งหมด 2,754 URLs แบ่งตามแพลตฟอร์ม Facebook จำนวน 1,065 URLs, TikTok 916 URLs, Line 485 URLs, Website 169 URLs, Instagram 119 URLs นอกจากนี้ยังได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Meta (Facebook), Google, Tiktok และ Line ในการดำเนินการตรวจสอบและสนับสนุนข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่

​ทั้งนี้ สำหรับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับภัยอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทาง ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ได้มีการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์และนำไปเผยแพร่ในช่องทางเเพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ จำนวนกว่า 360 คอนเทนต์ นอกจากนี้ยังมีการขอความร่วมมือกับสมาคมสื่อมวลชนต่างๆ เพื่อร่วมกันประชาสัมพันธ์เตือนภัยให้พี่น้องประชาชนมีภูมิคุ้มกันและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันพร้อมเดินหน้ากวาดล้างและตัดวงจรขบวนการสแกมเมอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับชีวิตของพี่น้องประชาชนต่อไป

‘เกาหลีใต้’ โตไวเพราะแชโบล แต่เศรษฐกิจยั่งยืนต้องให้ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์และเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ ไทยเรียนรู้ได้ทันทีจากโครงสร้างรายใหญ่ดูแลรายย่อย

แชโบล = คันเร่งโต แต่ทำไม SME ยังตามไม่ทัน?
“เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบล” — ภาพนี้ถูกต้องส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจาะลึกจะเห็นว่าเศรษฐกิจที่แข็งแรงต้อง “คุมคันเร่งด้วยพวงมาลัย” ให้รถทั้งขบวนไปด้วยกัน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเป็นเจ้าของสัดส่วนกิจการเกือบทั้งหมดและจ้างคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ยังเผชิญช่องว่างผลิตภาพมหาศาลเมื่อเทียบกับบริษัทยักษ์

ตัวเลขที่ต้องรู้ (เข้าใจใน 10 วินาที)
• SME คิดเป็น ~99% ของจำนวนกิจการ และราว 81% ของการจ้างงาน; ส่วนแบ่งการส่งออกของ SME ประมาณ ~34–39% (ขึ้นกับปี/นิยามที่ใช้) — สะท้อนว่า “ฐานเศรษฐกิจ” คือรายเล็กจำนวนมากจริงๆ ไม่ใช่แค่ยักษ์ไม่กี่ราย

คันเร่ง: แชโบลขับเคลื่อนการส่งออก–เทคโนโลยี
บริษัทยักษ์ (แชโบล) คือเครื่องยนต์ส่งออกของเกาหลี โดยเฉพาะ “ชิป” ที่กลับมาเป็นซูเปอร์ไซเคิลจากดีมานด์ AI—ช่วงปีล่าสุดสัดส่วนส่งออกชิปพุ่งขึ้นเป็นราว 20%+ ของการส่งออกทั้งหมด; ภาครัฐยังอัดแพ็กเกจหนุนเซมิคอนดักเตอร์เพื่อยึดหัวหาดเทคโนโลยีรุ่นใหม่ (HBM/AI) ไว้กับประเทศ

พวงมาลัย: ทำไม SME ยัง “ตามไม่ทัน”
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่จำนวน แต่คือ “ผลิตภาพ”: หลายงานศึกษาชี้ว่า ผลิตภาพแรงงานของ SME เกาหลีอยู่เพียงราว 30% ของบริษัทใหญ่ (เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ประมาณ 50%) ทำให้ค่าจ้าง–กำไร–ความสามารถแข่งขันของรายเล็ก ถ่างออกจากรายใหญ่ และช่องว่างนี้ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD

รากของช่องว่าง: เทคโนโลยี ทักษะ และการเชื่อมโยงตลาด
สาเหตุหลักคือการแพร่กระจายเทคโนโลยีสู่ SME ยังช้า (คลาวด์/บิ๊กดาต้า/ERP), การหาคนเก่ง–อัปสกิล และอุปสรรคการโตขนาด (scale-up) ทำให้หลายกิจการติดอยู่ในงานมูลค่าเพิ่มต่ำ—โดยเฉพาะภาคบริการที่ผลิตภาพต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรมมาก
.
ไม่ใช่ภาพขาว–ดำ: SME เกาหลียัง “สู้และโตได้”
ด้านสว่างก็มีชัด—ในปีล่าสุด การส่งออกของ SME เกาหลีเริ่มกลับมาโต โดยหมวด “เครื่องสำอาง พลาสติก” เด่นมาก สะท้อนศักยภาพการจับเมกะเทรนด์และการบุกอีคอมเมิร์ซโลกของรายเล็ก

สนามแข่งขันยังเอียง?
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเตือนว่า กลุ่มธุรกิจใหญ่ยังครองความได้เปรียบ โดยเฉพาะฝั่งส่งออก จึงต้องเร่งทำให้สนามแข่งขันแฟร์ขึ้น (ข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้าง การควบคุมโครงสร้างไขว้ ฯลฯ) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและตลาดไปยัง SME มากกว่าเดิม—ไม่ใช่เติบโตแบบ “ท็อปดาวน์” อย่างเดียว

สูตรสมดุลใหม่: โตไวแบบ “ยั่งยืนและทั่วถึง”
1. เสียบปลั๊กซัพพลายเชนให้รายเล็ก – บังคับใช้มาตรฐาน supplier development, โควตา/คะแนนถ่วงน้ำหนักให้ SME ในคำสั่งซื้อของรัฐวิสาหกิจ–โครงสร้างพื้นฐาน และสร้าง vendor academy ร่วมกับยักษ์อุตสาหกรรม
2. R&D แบบกำกับผล – เปลี่ยนอุดหนุนกระจาย เป็น innovation voucher ผูกกับการยกระดับผลิตภาพจริง (automation, AI co‑pilot, data stack) สำหรับ SME
3. แพลตฟอร์มเทคโนโลยีร่วมชาติ – คลาวด์/ERP/EDI แบบราคาจับต้องได้ที่รัฐร่วมต่อรอง พร้อมกองทุนอัปสกิลคนทำงาน เพื่อปิด “ช่องว่างเทค” เรื้อรัง
4. เปิดทางโตขนาด (scale‑up) – คลายกฎระเบียบการระดมทุน, M&A ที่เป็นธรรมสำหรับ SME ที่พร้อมสเกล, fast‑track ใบอนุญาตในคลัสเตอร์เป้าหมาย
5. นโยบายโปร่งใสต่อยักษ์ – รักษาความได้เปรียบของแชโบลในเวทีโลก (เช่น แพ็กเกจชิป) แต่ผูก “ข้อแลกเปลี่ยนเพื่อระบบนิเวศ” เช่น สัดส่วนสั่งซื้อในประเทศ–โปรแกรมพี่เลี้ยง SME เพื่อให้แรงส่ง trickle‑down เป็นรูปธรรม

แล้วไทยเรียนรู้อะไรได้ทันที
• ตั้ง “War Room ส่งออก” ที่จับมือเอกชนยักษ์–SME ในคลัสเตอร์ถนัด (อาหารแปรรูป/ยานยนต์ไฟฟ้า/ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ให้มี playbook ขอใบอนุญาต–มาตรฐาน–โลจิสติกส์ข้ามแดนแบบ one‑stop
• ใช้ co‑R&D voucher ให้มหาวิทยาลัย–บริษัทยักษ์พา SME ทำโปรเจกต์จริง (ระยะสั้น 3–6 เดือน เห็นผลิตภาพเพิ่มชัด)
• เจรจา FTA/ROO ที่ “ชวน SME เข้าเกม” ด้วยกฎแหล่งกำเนิด–ดิจิทัลเทรดที่เป็นมิตรกับผู้ประกอบการรายเล็ก
• สร้างดัชนี “SME Productivity Scorecard” รายจังหวัด—แข่งกันด้วยข้อมูล เปิดรายงานสาธารณะทุกไตรมาส

บทสรุปสำหรับคนอ่าน The States Times
เกาหลีใต้โตไวเพราะแชโบลจริง แต่ความยั่งยืนระยะยาวจะเกิดก็ต่อเมื่อ SME วิ่งทัน ผ่านสนามแข่งขันที่แฟร์ เทคโนโลยีเข้าถึงได้ และโครงสร้างนโยบายที่ “ให้รางวัลกับผลิตภาพ” ไม่ใช่แค่อุดหนุนแบบหว่าน ถ้าไทยอยากเร่งเครื่องเศรษฐกิจ—สูตรนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top