Thursday, 4 June 2026
ฮุนเซน

กัมพูชาดันซีรีส์ ‘ลูกชายใต้คืนวันเพ็ญ’ เล่าชีวิตของ ‘ฮุน เซน-ภรรยา’ แทนละครไทย

(13 มิ.ย. 68) กระทรวงข่าวสารกัมพูชาออกคำสั่งให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่องในประเทศยุติการออกอากาศละคร ภาพยนตร์ และเพลงไทยทุกประเภททันที เป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้ฝั่งไทย หลังไทยยังไม่เปิดด่านชายแดน โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ 6 ข้อที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาเสนอไว้ อาทิ แบนสินค้าไทย ดึงแรงงานกลับ และหนุนสินค้าเกษตรกัมพูชาแทน

ล่าสุด สถานีโทรทัศน์แห่งชาติกัมพูชา (TVK) เตรียมออกอากาศซีรีส์ 'ลูกชายใต้คืนวันเพ็ญ' แทนละครไทย โดยซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของสมเด็จฯ 'ฮุน เซน' และภรรยา 'บุนรานี' โดยมีเป้าหมายสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวกัมพูชา

จากข้อมูลในเว็บไซต์กระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ระบุว่า “ลูกชายใต้คืนวันเพ็ญ” ถ่ายทอดชีวิตสมเด็จฯ ฮุน เซน ในช่วงเริ่มสร้างครอบครัว ท่ามกลางยุควิกฤติของประเทศ เมื่อสูญเสียลูกชายคนหนึ่ง ทำให้ตัดสินใจลุกขึ้นมากอบกู้ชาติ จนนำไปสู่การปลดแอกกัมพูชาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2522

‘ฮุน เซน’ ขีดเส้นตายไทย ภายใน 24 ชม. ต้องเปิดทุกด่าน ถ้าไม่ทำตามกัมพูชาพร้อมแบนสินค้าไทย

(16 มิ.ย. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกคำเตือนต่อทางการไทยว่า หากไทยไม่เปิดด่านชายแดนทุกแห่งกับกัมพูชาอย่างเต็มรูปแบบภายใน 24 ชั่วโมง กัมพูชาจะสั่งห้ามนำเข้าผลไม้และผักจากไทยทั้งหมด

โดยคำประกาศดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประชุมวุฒิสภา โดยฮุน เซนระบุชัดว่า ไทยต้องเปิดด่านชายแดนตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.ตามปกติ หากไม่ดำเนินการ กัมพูชาจะตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้าทันที

ฮุน เซนยังกล่าวอย่างแข็งกร้าวอีกว่า กัมพูชาจะไม่เจรจากับไทยในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นฝ่ายไทยที่เริ่มจำกัดการผ่านแดนก่อน “เมื่อไทยห้าม กัมพูชาก็ห้ามบ้าง แล้วพอเดือดร้อนจึงจะมาเจรจาเพื่อรักษาหน้าอย่างนั้นหรือ?” เขากล่าว

“เราไม่มีทางยอมให้ชื่อเสียงของเราเสียหาย เพราะความผิดพลาดของผู้อื่น” ฮุน เซน ย้ำพร้อมส่งสัญญาณว่ากัมพูชาจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดหากไทยไม่ยอมถอยภายในเวลาที่กำหนด

รองแม่ทัพภาค 2 โพสต์เดือด!!..กัมพูชาละเมิดซ้ำซาก เปรียบเป็น ‘เด็กแตกเนื้อหนุ่ม ดื้อด้าน ไม่ฟังใคร’

(16 มิ.ย. 68) พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมแนบหมายเหตุ 5 ข้อ เกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ MOU43 ซึ่งเป็นกรอบการเจรจาผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC)

รองแม่ทัพภาคที่ 2 เน้นว่าแม้ MOU43 จะมีเจตนาดีในการปักปันเขตแดนเพื่อเสริมสร้างสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กัมพูชากลับละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างอาคาร กาสิโน ตัดถนน และปลูกพืชในพื้นที่พิพาท จนล่าสุดเกิดกรณีการเผาศาลาและขุดคูเลทล้ำแดน ซึ่งนำไปสู่การปะทะ

พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า แม้ MOU43 จะกำหนดให้เจรจาโดยสันติ แต่กัมพูชากลับยื่นฟ้องศาลโลกแทนที่จะปรึกษาหารือ จึงตั้งคำถามว่า “เพื่อนบ้านที่ดีควรทำแบบนี้หรือไม่” และชี้ว่าหากไม่มีความจริงใจต่อกัน อาจต้องพิจารณายกเลิกข้อตกลงทั้งหมด

ตอนท้ายของโพสต์ พล.ต.ณัฏฐ์ ใช้คำเปรียบเปรยแรงว่า “เขมรเป็นเด็กเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม บอกกล่าวก็ดื้อด้าน” พร้อมเสนอแนะเชิงประชดว่า “ไม่ต้องมีข้อตกลงอะไรเลยดีหรือไม่ เอาให้เละก่อนโต” สะท้อนความไม่พอใจต่อท่าทีแข็งกร้าวของกัมพูชาในประเด็นชายแดนขณะนี้

อ.ไชยันต์ ย้ำ สภาไม่ได้มีปัญหา ชี้ นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกสถานเดียว เซ่นปมคลิปเสียงสนทนาฮุนเซน

เมื่อวันที่ (18 มิ.ย. 68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ต่อกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุนเซน โดยระบุว่า "งานนี้ ยุบสภาไม่ได้เลย ต้องลาออกสถานเดียว สภาไม่ได้มีปัญหา"

พร้อมย้ำว่า ปัญหาเรื่องคลิปเสียงหลุด ไม่เป็นเงื่อนไขให้ยุบสภา ถ้าเรื่องคลิปเป็นปัญหาเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยมีสิทธิ์ไม่สนับสนุนให้คุณแพทองธารเป็นนายกฯและหัวหน้าพรรคต่อไป เมื่อเพื่อไทยไม่สนับสนุน ก็ต้องหานายกรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งเพื่อไทยเหลือคุณชัยเกษมเป็นตัวเลือกสุดท้าย หากหาพรรคอื่นร่วมได้เสียงเกินครึ่ง เพื่อไทยก็จะยังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อไปได้

“แต่ถ้าเรื่องคลิปเสียง ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องที่กรรมการพรรคร่วมรู้เห็นด้วย นั่นคือ คิดจะรับแบกคุณแพทองธารไว้  พรรคเพื่อไทยก็ต้องไปทั้งยวงครับ เลือกเอานะครับ ว่าจะเลือกประเทศชาติและตัวเอง หรือจะเลือกลูกนาย?”

‘บิ๊กเล็ก’ หัวหน้าทีมไทยแลนด์ มองคลิปเสียง ฮุนเซน แผนแยบยล ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกทั้งรัง แต่จะไม่ยอมให้เขาสมหวัง พร้อมฝากประเทศไทยไว้ในมือของคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าร่วมกันรักษาแผ่นดินนี้

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม/ผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวในการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เมื่อวันที่ (19 มิ.ย.68) ว่า ในช่วงเวลา 4–5 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เปราะบางและท้าทายตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา  ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ท้าทายอธิปไตยของชาติ หากยังทดสอบความพร้อมของเรา ในฐานะคนไทย ที่ต้องยืนหยัดอย่างมั่นคง ด้วยสติ ปัญญา และความสามัคคี

รัฐบาลจึงมีมติให้จัดตั้ง “ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา” หรือ “Team Thailand” ขึ้น โดยมอบหมายให้ผมทำหน้าที่หัวหน้าทีม  พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารระดับสูง จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและจำเป็น เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ และทำหน้าที่บูรณาการและขับเคลื่อนส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าวให้กลับมาสู่ความสงบสุขโดยเร็ว และอย่างมีศักดิ์ศรี

วานนี้ ประเทศของเราต้องเผชิญกับอุบัติการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิด คลิปเสียงการสนทนาระหว่างผู้นำระดับสูงของไทยและกัมพูชา ถูกเผยแพร่ออกมาโดยเจตนาหวังผลร้ายต่อประเทศไทย อย่างแน่นอน 

แต่ผมขอเรียนอย่างหนักแน่นว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการที่ซับซ้อน มีเป้าหมายที่ลึกซึ้งและแยบยลจากฝ่ายตรงข้าม การปล่อยคลิปเสียงในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการหวังผลทางการทูต แต่เป็นการ “ยิงกระสุนนัดเดียว เพื่อหวังจะได้นกทั้งรัง” และเราจะไม่ยอมให้เขาสมหวัง เป็นอันขาด

ในส่วนของการเมือง ผมขอไม่กล่าวถึง ให้เป็นไปตามกลไกการเมืองที่เหมาะสม แต่ในส่วนของ “Team Thailand” ผมขอยืนยันว่าศูนย์เฉพาะกิจนี้ หรือทีมงานนี้  เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝัน อย่างวันนี้ และจะต้องเดินหน้าต่อไป 

นาทีนี้ เราต้องมองไปข้างหน้า มองไปที่ประชาชน มองไปยังชายแดนที่ร้อนระอุ และถามตัวเราเองว่า…เราจะทำอย่างไร ให้แผ่นดินนี้มีแต่ความสงบสุข มีความสามัคคี มีความร่มเย็น บริเวณชายแดนมีความสงบเรียบร้อย และประชาชนปลอดภัย สามารถดำรงชีวิตประจำวันอย่างสงบสุข เช่นเดิม

ผมขอวิงวอนให้ทุกท่านร่วมใจกัน “บูรณาการและขับเคลื่อนงานระยะสั้น“ ...”ติดตาม ให้ข้อเสนอแนะ และสนับสนุนงานระยะยาว” ให้ความสำคัญสูงสุดกับความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของแผ่นดิน ด้วยหลัก “รอบคอบ รอบด้าน ใช้สติ สร้างสันติ” โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ผมกราบขอความกรุณาจากทุกท่าน ในการที่จะเสียสละทุ่มเท กำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญา ฝ่าฟันวิกฤติชาติครั้งนี้ไปให้ได้

ขอให้เราทำงานด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถกแถลงกันด้วยเหตุผล ด้วยความอดทนอดกลั้น และยืนหยัดบนหลักการแห่งความร่วมมือร่วมใจ ผนึกกำลังกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่หวั่นไหวต่อการยั่วยุ และไม่ปล่อยให้ความแตกแยกทางอุดมการณ์ความคิด มาบั่นทอนความเป็นหนึ่งเดียวของเรา

แม้วันหนึ่งข้างหน้า ผมจะไม่ได้อยู่ ณ จุดนี้ แต่ผมขอฝากใจของผมไว้กับทุกท่าน ขอฝากประเทศไทยไว้ในมือของคนกล้าคิด กล้าทำ กล้าร่วมกันรักษาแผ่นดินนี้ อย่างสง่างาม

UN คอนเฟิร์ม ‘กัมพูชา’ คือศูนย์กลาง ‘สแกมเมอร์โลก’ เชื่อมกลุ่มทุน-เครือญาติ ‘ฮุน เซน’ กวาดเงินหมื่นล้าน

(20 มิ.ย. 68) องค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC) ชี้ว่ากัมพูชาได้กลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของเครือข่ายหลอกลวงทางไซเบอร์ระดับโลก โดยมีการลงทุนจากต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองปอยเปตที่ติดชายแดนไทย กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเจาะตลาดไทย

รายงานระบุว่าอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้จำกัดเฉพาะเขตชายแดนอีกต่อไป แต่ขยายเข้าสู่เมืองหลวงกรุงพนมเปญ และจังหวัดสำคัญอย่างบาเวตและพระสีหนุ แสดงให้เห็นถึงการฝังรากลึกของธุรกิจหลอกลวงในโครงสร้างประเทศ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และอำนาจรัฐ

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ถูกจับตามองคือ Huione Group บริษัทการเงินขนาดใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวผู้นำกัมพูชา โดยเฉพาะนายฮุน โต หลานชายของอดีตนายกฯ ฮุน เซน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การฉ้อโกงทางไซเบอร์ และธุรกรรมผิดกฎหมายมูลค่ามหาศาลทั่วภูมิภาค

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำ Huione Group และตัดขาดจากระบบการเงินของอเมริกา พร้อมกับเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการของ Huione Pay ในกัมพูชา ขณะที่บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Elliptic ระบุว่าแพลตฟอร์ม Huione Guarantee ของกลุ่มนี้มีมูลค่าธุรกรรมต้องสงสัยรวมกว่า 27 พันล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ล้านล้านบาท

ด้านตำรวจไซเบอร์ไทยยืนยันพบความเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างกลุ่มพนันออนไลน์ในไทยกับบริษัทในกัมพูชา โดยเฉพาะ Huione Group ที่มีบทบาทสำคัญในการฟอกเงินจากการหลอกลวงแบบ Call-Centre และการพนัน ผ่านการแปลงเงินเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลและนำกลับมาใช้ในระบบเศรษฐกิจจริง

กรณีนี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่หลายฝ่ายในไทยเสนอให้รัฐบาลไม่ปล่อยให้กัมพูชายื่นข้อพิพาทชายแดนต่อศาลโลกฝ่ายเดียว พร้อมเรียกร้องให้นำประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่กัมพูชาถูกกล่าวหาทั่วโลกเข้าสู่การพิจารณาในเวทีสหประชาชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของภูมิภาคโดยรวม

โฆษกฮุนเซน หยามไทยไม่กล้ายอมรับความพ่ายแพ้ ชี้ไทยจองหอง-ดื้อดึง จะยิ่งเจ็บทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

(23 มิ.ย. 68) เพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ออกแถลงการณ์อย่างแข็งกร้าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตอบโต้ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มกดดันก่อน ทั้งปิดชายแดนฝ่ายเดียวและขู่ตัดการเชื่อมต่อด้านพลังงานและเศรษฐกิจ จนทำให้กัมพูชาต้องตอบโต้กลับอย่างจริงจัง

โฆษกกัมพูชา เปิดเผยว่า กองทัพไทยและนักการเมืองบางกลุ่ม รวมถึงฝ่ายหัวรุนแรง มีทัศนคติล้าหลัง มองกัมพูชาอย่างดูแคลน คิดว่าประเทศเพื่อนบ้านยังพึ่งพาไทยเหมือนในอดีต ทั้งที่ปัจจุบันกัมพูชาแข็งแกร่งขึ้นและไม่ยอมถูกกดดันอีกต่อไป

หนึ่งในมาตรการตอบโต้ที่ถูกนำมาใช้คือ การระงับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากไทย ซึ่งโฆษกระบุว่าไทยเริ่มรู้แล้วว่าแรงกดดันไม่ได้ผล และกัมพูชาคือฝ่ายที่เคลื่อนไหวก่อนด้วยซ้ำ ทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกลับย้อนคืนสู่ไทยเอง

เพ็ญ โบนา ยังเผยอีกว่าไทยพยายามติดต่อผู้นำกัมพูชาทั้งฮุน มาเน็ต และฮุน เซน เพื่อเจรจาอย่างลับ ๆ แต่กัมพูชาไม่หลงกล เพราะมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการทูตที่แฝงเจตนาอย่างไม่จริงใจ ภายใต้ฉากหน้าว่าเป็นมิตร

ทั้งนี้  โฆษกรัฐบาลกัมพูชายืนยันไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่จะไม่ยอมถูกมองข้ามอีกต่อไป พร้อมเตือนว่าหากไทยยังยึดถือความหยิ่งผยอง สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความรู้สึกของประชาชนภายในประเทศเอง

‘ฮุน มาเนต’ ขู่ฟ่อ ‘กัมพูชา’ เหมือนงูนอนนิ่งแต่พร้อมกัด ส่งคำเตือนถึงไทย ลั่นมีมาตรการอีกเพียบที่ยังไม่ใช้

(23 มิ.ย. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวในการประชุมใหญ่สหพันธ์เยาวชนแห่งชาติกัมพูชาเมื่อ 23 มิ.ย. ว่า ท่าทีของกัมพูชาต่อความตึงเครียดชายแดนกับไทยนั้น “เหมือนงู” ซึ่งปกตินิ่งเงียบ แต่หากถูกรุกรานก็พร้อมตอบโต้รุนแรงทันที เพื่อปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ

บุตรชายคนโตจากจำนวนบุตร 5 คนของ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำว่ากัมพูชาไม่ใช่ฝ่ายเริ่มความขัดแย้ง แต่พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ทุกเมื่อ โดยยกตัวอย่างกรณีไทยปรับเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดนฝ่ายเดียว กัมพูชาก็ปรับตามทันทีเพื่อแสดงจุดยืน ไม่ยอมอยู่ในสถานะฝ่ายเสียเปรียบ และเพื่อให้ฝ่ายไทยรู้สึกถึงแรงสะท้อนกลับ

ในประเด็นการขู่ตัดไฟและอินเทอร์เน็ตจากไทย ฮุน มาเนต ระบุว่าได้สั่งให้หน่วยงานกัมพูชาตัดการพึ่งพาทันที เปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน พร้อมกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการตอบโต้ ไม่ใช่การยั่วยุ

ส่วนข้อพิพาทบริเวณปราสาทตาเมือนธม และสามเหลี่ยมมรกต รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจนำเรื่องเข้าสู่ศาลโลก โดยไม่ผ่านกลไกทวิภาคี JBC และไม่แจ้งฝ่ายไทยล่วงหน้า ถือเป็นการเดินเกมรุกที่สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำ

ฮุน มาเนต ย้ำว่าทุกมาตรการของกัมพูชาเป็นผลจากการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่การตัดสินใจแบบใช้อารมณ์ พร้อมส่งสารถึงไทยว่า หากยังเดินเกมกดดัน กัมพูชาก็พร้อมโต้กลับอย่างเต็มรูปแบบ และยังมี “ทางเลือกอีกมาก” ที่ยังไม่ถูกเปิดใช้

ปั๊มน้ำมันกัมพูชาหลายแห่ง ขึ้นป้าย ‘น้ำมันหมด’ หลังจาก ‘ฮุน มาเนต’ สั่งห้ามนำเข้าจากไทย

เมื่อวันที่ (23 มิ.ย. 68) เพจ 'Army Military Force – สำรอง' ได้เผยแพร่ภาพปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในกัมพูชา ที่ขึ้นป้ายแจ้งว่า “น้ำมันหมดแล้ว” ท่ามกลางสถานการณ์ที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งระงับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศไทยโดยทันที ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 22 มิถุนายน

ฮุน มาเนต ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า การระงับนำเข้าน้ำมันจากไทยเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาโดยเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า กัมพูชามีศักยภาพเพียงพอในการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่น เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย โดยไม่ได้จำกัดเพียงแค่ “น้ำมันสำรอง 1 เดือน” แต่ยืนยันว่ารัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ “ตลอดไป”

อย่างไรก็ตาม หลังคำสั่งมีผล ราคาน้ำมันในกัมพูชาพุ่งสูงทันที เบนซิน 95 ขึ้นไปอยู่ที่ 48–50 บาท/ลิตร ขณะที่ดีเซลอยู่ที่ประมาณ 38–40 บาท/ลิตร ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในหลายพื้นที่ และประชาชนเริ่มตื่นตระหนก ขับรถข้ามแดนมาเติมน้ำมันฝั่งไทยเพื่อกักตุนล่วงหน้า โดยเฉพาะในบริเวณตลาดโรงเกลือและด่านคลองลึก จ.สระแก้ว

แต่ในวันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 1 ได้สั่งปิดด่านชายแดนทุกจุด ทำให้ชาวกัมพูชาไม่สามารถข้ามมายังฝั่งไทยได้อีก ส่งผลให้วิกฤตน้ำมันยิ่งทวีความรุนแรง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top