Saturday, 6 June 2026
อิหร่าน

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! ศึกฮอร์มุซไม่ใช่เกมชนะ แต่คือการยื้อเวลาพ่ายแพ้ของ “พญาอินทรีปีกหัก” อาจารย์อุ๋ยชี้สหรัฐฯ ทุ่มกำลังยื้ออิทธิพล ขณะอิหร่านยังคุมแต้มภูมิรัฐศาสตร์

อาจารย์อุ๋ย ฟันธง! ศึกฮอร์มุสล่าสุด แค่เกมยื้อเวลาพ่ายแพ้ของพญาอินทรีปีกหัก !

การขยับเขยื้อนกำลังพลและสรรพาวุธของสหรัฐฯ เข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในระลอกล่าสุดนี้ หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนการสำแดงแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามของมหาอํานาจอย่างสหรัฐฯ

แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่ศึกเพื่อชัยชนะเชิงโครงสร้าง แต่เป็นเพียง"การยื้อเวลาความพ่ายแพ้" ของสหรัฐฯ ในสมรภูมิที่ตนเองเริ่มสูญเสียการควบคุมอย่างถาวร ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้ ว่าทำไมอิหร่านยังเหนือกว่า แม้สหรัฐฯ จะทุ่มหมดหน้าตัก

1. ยุทธศาสตร์ "ปลดปล่อย" ที่สายเกินการณ์ และคำถามเรื่องประสิทธิภาพ: 

หากสหรัฐฯ เชื่อว่าตนสามารถ "ปลดปล่อย" (หรือยึดครอง) ช่องแคบฮอร์มุซได้เบ็ดเสร็จจริง ทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้? 

การที่สหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งขีปนาวุธร่อน Tomahawk และ JASSM-ER ไปเกือบครึ่งหนึ่งของคลังแสงที่มีอยู่ (Inventory) รวมถึงงบประมาณที่บานปลายกว่า 800,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่า "อำนาจในการป้องปราม" (Deterrence) ของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงจนต้องใช้ "อำนาจทำลายล้าง" เข้าแลก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

2. ภูมิศาสตร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน เพราะอิหร่านคือ "เจ้าบ้าน" ตลอดกาล:

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างในส่วนที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร อิหร่านครองความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยยุทธวิธี "สงครามไม่สมมาตร" (Asymmetric Warfare) ทั้งทุ่นระเบิดอัจฉริยะ, โดรนพลีชีพ และเรือเร็วโจมตี ต่อให้สหรัฐฯ จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมากี่ลำ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า อิหร่านสามารถ "เปิด/ปิดวาล์ว" พลังงานโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงเท่าสหรัฐฯ

3. พันธมิตรที่ "เมินเฉย" และความโดดเดี่ยวของทรัมป์:

ความพยายามในการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร NATO และชาติในเอเชียเพื่อร่วมปฏิบัติการคุ้มครองการเดินเรือ กลับได้รับเสียงตอบรับที่เย็นชา ชาติส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการกระโจนเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะมีแต่จะสร้างความพินาศทางเศรษฐกิจ การที่สหรัฐฯ ต้อง "ฉายเดี่ยว" (หรือกึ่งเดี่ยว) คือสัญญานชัดเจนว่า ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar Moment) ได้จบสิ้นลงแล้ว

4. คะแนนนิยมที่ "ดิ่งเหว" สวนทางกับควันปืน

ในขณะที่ระเบิดถูกทิ้งลงในตะวันออกกลาง คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กลับร่วงไปอยู่ที่ราว 34% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่ง เพราะชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม 

สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "ตัวช่วย" ในการเลือกตั้ง แต่มันคือ "ตัวถ่วง" ที่ทำให้สถานะทางการเมืองของทรัมป์สั่นคลอนอย่างหนัก

5. อำนาจต่อรองของอิหร่านที่ยิ่งรบ ยิ่งแกร่ง:

การที่อิหร่านสามารถยืนระยะต่อสู้กับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ โดยที่ระบบการควบคุมช่องแคบยังไม่ล่มสลาย ยิ่งเป็นการตอกย้ำ อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ของอิหร่านในเวทีโลก เพราะอิหร่านไม่ได้สู้เพียงเพื่อยึดครองพื้นที่ทางน้ำ แต่สู้เพื่อพิสูจน์ว่า "ระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ต้องถูกกำหนดโดยคนในภูมิภาค" ไม่ใช่คนต่างแดนจากซีกโลกตะวันตก

บทสรุป:

การเปิดศึกครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนเกม (Game Changer) แต่เป็นเพียง "ฉากสุดท้าย" ของความพยายามรักษาอิทธิพลที่กำลังจางหาย สหรัฐฯ กำลังสูญเสียทั้งอาวุธ งบประมาณ และพันธมิตร ในขณะที่อิหร่านยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้คุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกเช่นเดิม 

นี่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เน้นแต่การใช้กำลัง แต่ขาดความเข้าใจในรากฐานของอำนาจที่แท้จริง

โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/18PMYKtFWu/?mibextid=wwXIfr

สหรัฐฯ ถอยเกมรบ? ปฏิบัติการ ‘Epic Fury’ กับอิหร่านสิ้นสุดแล้ว ประธานาธิบดีมุ่งสู่สันติภาพและข้อตกลง ผลงานบรรลุเป้าหมายตามแนวทางทรัมป์ ยังรออิหร่านตอบรับข้อเสนอสำคัญ

"ไปกันใหญ่!"

มาร์โก รูบิโอ ยอมรับปฏิบัติการ ‘Operation Epic Fury’ ที่มีต่ออิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว โดยอ้างเหตุผล "บรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการแล้ว" และไม่ต้องการให้สถานการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นอีก ซึ่งเป็นไปตามเส้นทางแห่งสันติภาพตามที่โดนัล ทรัมป์วางแนวทางไว้

“Operation Epic Fury สิ้นสุดแล้ว เราบรรลุเป้าหมายของปฏิบัติการดังกล่าว” รูบิโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว และระบุว่าช่วงการโจมตีของสงครามกับอิหร่านนั้นจบลงแล้ว

ขณะนี้ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีต้องการเดินหน้าไปสู่การทำข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

“นั่นคือแนวทางที่ประธานาธิบดีต้องการ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ใช่แนวทางที่อิหร่านเลือก” รูบิโอกล่าวเสริม

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1288635783424779/?rdid=i2pT5LFs200Wpc3C#

อิหร่านหันพึ่งรถไฟจีน–เอเชียกลาง อิหร่านขยับยุทธศาสตร์การค้า ลดเสี่ยงเส้นทางเดินเรือ ขนส่งสินค้าเร็วกว่าเรือครึ่งหนึ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสหรัฐฯ

อิหร่านเปิดใช้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน เพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวายในฮอร์มุซ

เส้นทางอิหร่าน–จีน มีระยะทางราว 10,400 กิโลเมตร เริ่มจากเมืองซีอาน (Xi’an) และอี้อูว์ (Yiwu) ในจีนตอนกลาง ผ่านคาซัคสถาน (Kazakhstan) และเติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) ก่อนเข้าสู่อิหร่านที่ด่านพรมแดนอินเชห์ บูรูน (Inche Buroun)

ใช้เวลาเดินทางเพียง 12–15 วัน เทียบกับการขนส่งทางเรือที่ต้องใช้เวลาราว 30–40 วัน

รถไฟแต่ละขบวนบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตประมาณ 50 ตู้ ภายในบรรจุตั้งแต่ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอุตสาหกรรม

คัมบิซ เอเตมาดี (Kambiz Etemadi) หัวหน้าคณะกรรมการตู้คอนเทนเนอร์ของสมาคมการขนส่งแห่งชาติอิหร่าน กล่าวกับสำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ว่า การบีบบังคับของสหรัฐ เร่งผลักดันให้อิหร่านเปลี่ยนเส้นทางการค้าทางทะเลมากถึง 40% มาสู่เส้นทางขนส่งทางบกแทน

ที่มา : Sputnik (รัสเซีย), Fars News (อิหร่าน)

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1293023142986043/?rdid=CHKYGjgLCeYkI6IB#

ทรัมป์ชี้หยุดยิงอิหร่าน “ร่อแร่” !! หยุดยิงยังมีแต่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปฏิเสธข้อเสนอใหม่รับเงื่อนไขนิวเคลียร์ พิจารณารื้อโครงการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงเครียดยังไม่คลายหลังยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง

เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ยังคงมีผลอยู่ แต่อยู่ใน "ภาวะร่อแร่" พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าความพยายามทางการทูตกับอิหร่าน แม้ตัวเขาจะเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่านไปเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) ก็ตาม

ทรัมป์ตำหนิคำตอบกลับล่าสุดจากอิหร่านต่อแผนสันติภาพของทำเนียบขาวว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าการจัดทำข้อตกลงสันติภาพใดก็ตามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกำหนดให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงเรื่องการยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและอนุญาตให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียม อิหร่านเคยตกลงยอมรับข้อตกลงนี้เมื่อสองวันก่อน แต่เปลี่ยนใจและไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในเอกสาร 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านตกลงให้สามารถนำยูเรเนียมของอิหร่านที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ออกไปได้ แต่สหรัฐฯ ต้องนำออกไปเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายจนราบคาบ มีเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

ทรัมป์ยังระบุว่าเขากำลังพิจารณารื้อฟื้น "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายคุ้มกันและนำทางเรือพาณิชย์ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มเติม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวหรือไม่

อนึ่ง ทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

ที่มา : Xinhua

สีจิ้นผิงไม่ถอย!! ‘ทรัมป์’ เผยจีนยังเดินหน้าซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้รับปากไม่ส่งยุทโธปกรณ์ จีนยังรักษาผลประโยชน์พลังงาน ไม่ยอมเดินตามเกมวอชิงตัน

ทรัมป์กล่าวกับฌอน แฮนนิตี (Sean Hannity) จาก Fox News ว่า "สี จิ้นผิง" ยืนยันว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป

"สี จิ้นผิงบอกว่าเขาจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่อิหร่าน นั่นเป็นคำกล่าวที่สำคัญมาก แต่เขาก็บอกด้วยว่าจีนจะซื้อน้ำมันจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะซื้อต่อไป"

คำพูดของทรัมป์ชัดเจนมาก ว่า "สี" ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295885156033175/?rdid=BmqSNO6vG004vqRn#

ตะวันออกกลางไฟลามอีกครั้ง!! โดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ UAE สะเทือนภูมิภาค ทรัมป์ถกด่วนทีมมั่นคงหลังกลับจากจีน ทรัมป์ขู่แรงอิหร่าน “รีบตัดสินใจ ไม่งั้นอาจไม่เหลืออะไร” ตลาดน้ำมันรับแรงกดดันพุ่งต่อ

ตะวันออกกลางที่ยังระอุ !!! ห้ามกระพริบตา พร้อมปะทุอยู่เสมอ

ล่าสุดมีการส่งโดรน 3 ลำไปถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ UAE

แม้บริหารจัดการได้ ยิงโดรนตก 2 ลำ ลำที่ 3 สร้างความเสียหายเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่อ่อนไหวเกิดเหตุได้เสมอ ส่วน President Trump ล่าสุด ได้เรียกประชุมทีม National Security ทันทีหลังกลับจากจีน

โทรหานายกอิสราเอล หารือเรื่องต่างๆ รวมถึงสงครามอิหร่าน หลังจากนั้น ได้ลง Truth Social …

For Iran, the Clock is Ticking, and they better get moving, FAST, or there won’t be anything left of them. TIME IS OF THE ESSENCE!

สำหรับอิหร่าน เวลากำลังจะหมดลงแล้ว และพวกเขาควรรีบเดินหน้า ตัดสินใจเดี๋ยวนี้ เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอิหร่านอาจไม่เหลืออะไร

ทุกนาทีมีค่า … เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง! ล่าสุดโพสต์ภาพต่างๆ เกี่ยวกับการต่อสู้กับอิหร่าน

และภาพด้านล่าง ที่มีนัยยะยิ่ง สะท้อนการกดดันอิหร่านจากมุมต่างๆ ตามกำหนดการ

จะหารือทีม National Security, The Pentagon ต้นสัปดาห์นี้ พิจารณาทางเลือกต่างๆ

มาดูกันว่า ท่าน President Trump จะเลือกทางไหน เพราะใกล้ถึงจุดของ “Executive Decision”

ส่วนราคาน้ำมันโลกขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หลังไปจีนแล้ว … ไม่มีคำตอบ … ไม่มีข่าวดีเรื่องอิหร่าน

ล่าสุด เช้านี้

Brent ทะลุ 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรลอีกครั้ง

สะท้อนมุมมองตลาดกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

ที่มา : กอบศักดิ์ ภูตระกูล
 

https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237596948396764/?rdid=ORm2qtG8GrP6qwIX#

จีนถูกจับตา “บูรณาการในเงามืด”!! จีน–อิหร่าน ขยายเครือข่ายเศรษฐกิจในดอนบาส เสริมฐานอิทธิพลรัสเซียผ่านเหมือง–หยวน–โลจิสติกส์ หลังบริษัท 17 แห่งลุยธุรกิจโดเนตสก์–ลูฮันสก์ ขณะมอสโกเร่งผนวกเศรษฐกิจเข้าระบบตนเอง

จีน–อิหร่าน ปั้นเครือข่ายเศรษฐกิจในดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครองจากเหมืองหิน–เหมืองถ่านหิน ถึงระบบเงินหยวน-โลจิสติกส์ใหม่ เสริมฐานอิทธิพลมอสโกในดอนบาส

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า บริษัทจากจีนและอิหร่านกำลังกลายเป็นผู้เล่นหลักในโครงข่ายเศรษฐกิจของพื้นที่ยูเครนที่รัสเซียยึดครอง โดยมีบริษัทจีนอย่างน้อย 17 แห่งเข้าไปดำเนินธุรกิจในโดเนตสก์และลูฮันสก์ ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองหิน เหมืองถ่านหิน การก่อสร้าง ระบบโทรคมนาคม ไปจนถึงบริการทางการเงิน ข้อตกลงจัดหาเครื่องจักรบดหินของ Zhongxin Heavy Industrial Machinery และ Amma Construction Machinery ให้กับเหมืองหิน Karansky ถูกใช้ขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างในเมืองที่เสียหายจากสงครามอย่างมาริอูโปล รวมถึงพื้นที่อื่นที่รัสเซียยึดครอง

ในขณะที่รัสเซียผนวกดินแดนทั้งสี่ภูมิภาคในปี 2022 และสร้าง “ภาพลวงตา” ของเอกราชผ่านคณะรัฐมนตรีและด่านพรมแดน กลไกจริงกลับอยู่ภายใต้การควบคุมจากมอสโก พร้อมข้อกล่าวหาการทรมานและกำจัดนักกิจกรรมหรือธุรกิจที่ไม่ยอมร่วมมือ ท่ามกลางการล่มสลายของเศรษฐกิจดั้งเดิมในดอนบาส เหมืองถ่านหินกว่า 90 แห่งเหลือดำเนินการเพียงห้าแห่ง ซึ่งหันมาปรับตัวทำงานร่วมกับจีนและรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ ขนานไปกับการ “ใช้เงินหยวนเต็มรูปแบบ” ผ่านระบบชำระเงินดิจิทัลของจีน บริการแลกเปลี่ยนบน Telegram และการกระจายสกุลเงินหยวนผ่านธนาคารเกือบ 80 แห่งในพื้นที่

แมกซิม บุตเชนโก จาก Eastern Human Rights Group นิยามกระบวนการนี้ว่าเป็น “การบูรณาการในเงามืด” เนื่องจากจีนยังคงย้ำจุดยืนบนเวทีทางการเมืองเรื่องบูรณภาพดินแดนของยูเครนและความเป็นกลางต่อสงคราม แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดพื้นที่ให้บริษัทของตนเข้าไปครอบครองตลาดในดินแดนยึดครอง ทั้งในรูปชิ้นส่วนโดรน อุปกรณ์สื่อสาร และบริการทางการเงิน โดยที่รัฐปักกิ่ง “หลับตาข้างหนึ่ง” ต่อความเสี่ยงด้านการคว่ำบาตร ขณะที่ยูเครนออกมาตรการจำกัดการทำธุรกิจกับบริษัทจีนหลายราย รวมถึงผู้เล่นรายใหญ่ด้านเทคโนโลยีและพลังงาน แต่ก็เผชิญข้อจำกัดทั้งจากความพึ่งพาเทคโนโลยีราคาต่ำและข้อจำกัดด้านทางเลือกทดแทน

ด้านอิหร่าน รัสเซียถูกระบุว่ากำลังผลักดันให้ดินแดนยึดครองบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่โลจิสติกส์ของเตหะราน ผ่านการส่งออกถ่านหิน ธัญพืช และผลิตภัณฑ์อย่างเคซีนจากดอนบาสไปยังอิหร่าน อาศัยบริษัทเหมืองอย่าง Donskiye Ugli เป็นตัวกลาง ภายใต้เครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองยูเครนสาย亲รัสเซียที่ใกล้ชิดเครมลิน สถานการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเตือนว่า การขยายตัวของบริษัทอิหร่านในพื้นที่ยึดครองไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซีย “อนุญาตและส่งเสริม” เพื่อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจคู่ขนานให้ดินแดนที่ยึดครองอยู่นอกระเบียบเศรษฐกิจสากลหลัก

#imctnews รายงาน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122306975924234582&id=61557037466190&rdid=siGvKU522iW9C6n8#

สหรัฐฯ บอกพร้อมเจรจาอิหร่าน!! หากดีลอิหร่านล้มเหลว ชี้เตหะรานต้องรับผิด 100% พร้อมสหรัฐฯ ไม่ยอมให้นิวเคลียร์ ความตึงเครียดยังคงกดดันสูง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ได้ข้อยุติกับอิหร่านผ่านการเจรจา แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวโทษอิหร่านล่วงหน้า หากข้อตกลงใด ๆ ล้มเหลว

“มันจะไม่ใช่ความผิดของสหรัฐอเมริกา หรือพันธมิตรของเราในอ่าวเปอร์เซีย แต่มันจะเป็นความผิดของอิหร่าน 100 เปอร์เซ็นต์” รูบิโอกล่าวกับ India Today

เมื่อถูกถามว่า วอชิงตันอาจกลับมาดำเนินปฏิบัติการ Operation Fury อีกครั้งหรือไม่ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะ “ทำทุกอย่างที่จำเป็น” เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กำลังรุกรานอิหร่าน รวมถึงการกดดันของวอชิงตันต่อประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

‘ทรัมป์’ ขึงเกมอิหร่าน!! ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” ตะวันออกกลาง กดดันชาติอาหรับ–มุสลิมร่วม Abraham Accords เปิดทางอิหร่านในอนาคต หรือเสี่ยงกลับสู่สนามรบ

ทรัมป์โพสต์ยาวเหยียด ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” กลางตะวันออกกลาง

กดดันชาติอาหรับ-มุสลิม ลงนาม “Abraham Accords” พร้อมเปิดทางให้อิหร่านเข้าร่วมในอนาคต

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์ข้อความระบุว่า การเจรจากับ “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี และข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นจะต้องเป็น “ดีลที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่าย” มิฉะนั้นก็จะไม่มีข้อตกลงใดเลย และทุกอย่างจะย้อนกลับไปสู่สนามรบและการสู้รบที่ “ใหญ่กว่าและรุนแรงกว่าที่เคย” ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

ทรัมป์ระบุว่า ระหว่างการหารือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาได้พูดคุยกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอูด (Mohammed bin Salman Al Saud) มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย, โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Mohammed bin Zayed Al Nahyan) แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates), ชีคทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Tamim bin Hamad Al Thani) เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์, นายกรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี (Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani), อาลี อัล-ธาวาดี (Ali al-Thawadi) รัฐมนตรีของกาตาร์, จอมพลอาซิม มูนีร์ อาห์เหม็ด ชาห์ (Asim Munir Ahmed Shah) ผู้นำกองทัพปากีสถาน, ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ของตุรกี, ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี (Abdel Fattah El-Sisi) ของอียิปต์, กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 (King Abdullah II) แห่งจอร์แดน และกษัตริย์ฮาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟา (King Hamad bin Isa Al Khalifa) แห่งบาห์เรน

ทรัมป์กล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯ ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อรวบรวม “จิ๊กซอว์ที่ซับซ้อนมากนี้” ประเทศเหล่านี้ควรจะลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) อย่างน้อยพร้อมกันทั้งหมด โดยประเทศที่เขาต้องการให้เข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์ และจอร์แดน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเป็นสมาชิกอยู่แล้ว

เขาระบุว่า อาจมี 1-2 ประเทศที่มีเหตุผลในการไม่เข้าร่วม ซึ่งสามารถยอมรับได้ แต่ส่วนใหญ่ควรพร้อมและเต็มใจที่จะทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านครั้งนี้ กลายเป็น “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่จะเป็นได้หากไม่มีการเข้าร่วมดังกล่าว

ทรัมป์อ้างว่า “ข้อตกลงอับราฮัม” ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ระเบิดทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม” ให้แก่ประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, โมร็อกโก, ซูดาน และคาซัคสถาน แม้จะอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งสงครามและความขัดแย้งก็ตาม พร้อมระบุว่า ไม่มีประเทศสมาชิกใดแม้แต่จะคิดถอนตัวหรือหยุดพักจากข้อตกลงนี้

ทรัมป์กล่าวอีกว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำ “พลัง ความเข้มแข็ง และสันติภาพที่แท้จริง” มาสู่ตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกในรอบ 5,000 ปี และจะเป็นเอกสารทางการเมืองที่ “ไม่มีข้อตกลงใดในโลกเทียบได้”

เขายังระบุว่า การลงนามควรเริ่มต้นทันทีโดยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ แล้วประเทศอื่นจึงค่อยตามมา พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดไม่เข้าร่วม ก็ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของดีลนี้ เพราะจะสะท้อนถึง “เจตนาไม่บริสุทธิ์”

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำหลายประเทศที่เขาพูดคุยด้วย ต่างรู้สึกเป็นเกียรติ หากในอนาคตอิหร่านได้เข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” ด้วย พร้อมระบุว่า หากอิหร่านลงนามในข้อตกลงกับเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่อิหร่านจะได้เข้าร่วม “พันธมิตรโลก” ชุดนี้

เขาปิดท้ายว่า ตะวันออกกลางจะกลายเป็นภูมิภาคที่ “เป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่ง และมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้สั่งให้ผู้แทนของตนเริ่มกระบวนการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” โดยทันทีแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1304859965135694/?rdid=ww8V9A4Sij5JBF8q#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top