‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟันธง!! ศึกฮอร์มุซไม่ใช่เกมชนะ แต่คือการยื้อเวลาพ่ายแพ้ของ “พญาอินทรีปีกหัก” อาจารย์อุ๋ยชี้สหรัฐฯ ทุ่มกำลังยื้ออิทธิพล ขณะอิหร่านยังคุมแต้มภูมิรัฐศาสตร์
อาจารย์อุ๋ย ฟันธง! ศึกฮอร์มุสล่าสุด แค่เกมยื้อเวลาพ่ายแพ้ของพญาอินทรีปีกหัก !
การขยับเขยื้อนกำลังพลและสรรพาวุธของสหรัฐฯ เข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในระลอกล่าสุดนี้ หากมองผิวเผินอาจดูเหมือนการสำแดงแสนยานุภาพที่น่าเกรงขามของมหาอํานาจอย่างสหรัฐฯ
แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ นี่ไม่ใช่ศึกเพื่อชัยชนะเชิงโครงสร้าง แต่เป็นเพียง"การยื้อเวลาความพ่ายแพ้" ของสหรัฐฯ ในสมรภูมิที่ตนเองเริ่มสูญเสียการควบคุมอย่างถาวร ด้วย 5 เหตุผลดังต่อไปนี้ ว่าทำไมอิหร่านยังเหนือกว่า แม้สหรัฐฯ จะทุ่มหมดหน้าตัก
1. ยุทธศาสตร์ "ปลดปล่อย" ที่สายเกินการณ์ และคำถามเรื่องประสิทธิภาพ:
หากสหรัฐฯ เชื่อว่าตนสามารถ "ปลดปล่อย" (หรือยึดครอง) ช่องแคบฮอร์มุซได้เบ็ดเสร็จจริง ทำไมถึงต้องรอจนถึงตอนนี้?
การที่สหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทั้งขีปนาวุธร่อน Tomahawk และ JASSM-ER ไปเกือบครึ่งหนึ่งของคลังแสงที่มีอยู่ (Inventory) รวมถึงงบประมาณที่บานปลายกว่า 800,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่า "อำนาจในการป้องปราม" (Deterrence) ของสหรัฐฯ เสื่อมถอยลงจนต้องใช้ "อำนาจทำลายล้าง" เข้าแลก ซึ่งเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับในเชิงภูมิรัฐศาสตร์
2. ภูมิศาสตร์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน เพราะอิหร่านคือ "เจ้าบ้าน" ตลอดกาล:
ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างในส่วนที่แคบที่สุดเพียง 33 กิโลเมตร อิหร่านครองความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยยุทธวิธี "สงครามไม่สมมาตร" (Asymmetric Warfare) ทั้งทุ่นระเบิดอัจฉริยะ, โดรนพลีชีพ และเรือเร็วโจมตี ต่อให้สหรัฐฯ จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมากี่ลำ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า อิหร่านสามารถ "เปิด/ปิดวาล์ว" พลังงานโลกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่สูงเท่าสหรัฐฯ
3. พันธมิตรที่ "เมินเฉย" และความโดดเดี่ยวของทรัมป์:
ความพยายามในการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร NATO และชาติในเอเชียเพื่อร่วมปฏิบัติการคุ้มครองการเดินเรือ กลับได้รับเสียงตอบรับที่เย็นชา ชาติส่วนใหญ่เริ่มตระหนักว่าการกระโจนเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะมีแต่จะสร้างความพินาศทางเศรษฐกิจ การที่สหรัฐฯ ต้อง "ฉายเดี่ยว" (หรือกึ่งเดี่ยว) คือสัญญานชัดเจนว่า ระเบียบโลกขั้วเดียว (Unipolar Moment) ได้จบสิ้นลงแล้ว
4. คะแนนนิยมที่ "ดิ่งเหว" สวนทางกับควันปืน
ในขณะที่ระเบิดถูกทิ้งลงในตะวันออกกลาง คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์กลับร่วงไปอยู่ที่ราว 34% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่ง เพราะชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม
สงครามครั้งนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น "ตัวช่วย" ในการเลือกตั้ง แต่มันคือ "ตัวถ่วง" ที่ทำให้สถานะทางการเมืองของทรัมป์สั่นคลอนอย่างหนัก
5. อำนาจต่อรองของอิหร่านที่ยิ่งรบ ยิ่งแกร่ง:
การที่อิหร่านสามารถยืนระยะต่อสู้กับมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้ โดยที่ระบบการควบคุมช่องแคบยังไม่ล่มสลาย ยิ่งเป็นการตอกย้ำ อำนาจต่อรอง (Bargaining Power) ของอิหร่านในเวทีโลก เพราะอิหร่านไม่ได้สู้เพียงเพื่อยึดครองพื้นที่ทางน้ำ แต่สู้เพื่อพิสูจน์ว่า "ระเบียบความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ต้องถูกกำหนดโดยคนในภูมิภาค" ไม่ใช่คนต่างแดนจากซีกโลกตะวันตก
บทสรุป:
การเปิดศึกครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนเกม (Game Changer) แต่เป็นเพียง "ฉากสุดท้าย" ของความพยายามรักษาอิทธิพลที่กำลังจางหาย สหรัฐฯ กำลังสูญเสียทั้งอาวุธ งบประมาณ และพันธมิตร ในขณะที่อิหร่านยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้คุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกเช่นเดิม
นี่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เน้นแต่การใช้กำลัง แต่ขาดความเข้าใจในรากฐานของอำนาจที่แท้จริง
โดย: ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
https://www.facebook.com/share/p/18PMYKtFWu/?mibextid=wwXIfr
















